ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 373
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

นำประวัติศาสตร์ ความรู้นอกตำรา ที่ไม่มีในแบบเรียนกระทรวง ฯ มาให้อ่านกัน ก็อย่างที่มีคนพูด ว่าประวัติศาสตร์ มักจะซ้ำรอย จะทยอยนำเรื่องที่น่าสนใจ มาลง

ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 764425706/

จากบทหนึ่งของหนังสือ "เรื่องจริงในเรือนจำ"
ตอน ปล้นญวน
การปล้น จี้ ฆ่า และข่มขืนนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว โดยส่วนใหญ่เหยื่อที่ถูกกระทำการจะมีเพียงแค่ไม่กี่คน และเป็นไปในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งจะมีใครคาดคิดบ้างว่าได้เคยมีบุคคลกลุ่มหนึ่งตั้งก๊วนโจรขึ้นมา ออกทำการปล้นฆ่าและข่มขืนผู้คนราวกับผักปลา ไร้สิ้นซึ่งความเมตตาปราณี โดยไม่สนใจว่าเหยื่อเหล่านั้นจะเป็นแค่เด็กทารกแบเบาะ หรือคนแก่ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยข้าพเจ้าได้รับฟังเรื่องราวดังกล่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากคำบอกเล่าของกลุ่มโจรก๊กหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันต้องเข้ามารับโทษทัณฑ์อยู่ภายในเรือนจำกลางบางขวาง ข้าพเจ้าหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นกับใครหรือชนชาติใดอีกต่อไปในอนาคต ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นชนชาติใดก็ตาม ทุกคนต่างก็มีความเป็นมนุษย์เช่นกัน อย่าได้มีการเบียดเบียนหรือรังแกซึ่งกันและกันอีกเลย
ในสมัยที่ข้าพเจ้าทำหน้าที่ประจำอยู่ฝ่ายควบคุมแดน ๘ (แดนสงวน) ซึ่งเป็นแดนที่ใช้ฝึกวิชาชีพให้แก่นักโทษเพื่อนำไปประกอบอาชีพหลังจากพ้นโทษ โดยมีนักโทษคดีต่างๆ ถูกควบคุมอยู่ประมาณ ๕๐๐ กว่าคน ในจำนวนนี้มีนักโทษอยู่ ๒ คนซึ่งต้องโทษมาในคดีเดียวกัน คนหนึ่งมีชื่อเล่นว่าศักดิ์ มีฝีมือในด้านงานเหล็ก เช่น โต๊ะเก้าอี้สนาม งานโลหะต่างๆ ส่วนอีกคนมีชื่อเล่นว่าพงษ์ มีฝีมือทางด้านเครื่องประดับมุก เช่น ชุดหมู่มุก ตะลุ่มมุก กระเป๋ามุก เป็นต้น
ทั้ง น.ช.ศักดิ์ และ น.ช.พงษ์ติดคุกในคดี เป็นโจรสลัดปล้นฆ่าผู้อื่นอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๓ ปี ข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งไม่ใช่ภรรยาตน ฆ่าคนตายเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน ฆ่าเด็กทารกโดยทรมาน มีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง กักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น ฯลฯ
วันหนึ่งข้าพเจ้าได้พูดคุยกับ น.ช.ศักดิ์ และ น.ช.พงษ์ถึงคดีที่เกิดขึ้น โดย น.ช.ศักดิ์เป็นคนเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ข้าพเจ้าฟัง ซึ่งข้าพเจ้าแทบจะไม่เชื่อว่าได้เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาแล้วจริงๆ และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเองทั้งสิ้น
น.ช.ศักดิ์เล่าว่า “ในช่วงที่ผมยังไม่ได้ติดคุกนั้น มีชาวญวนเป็นจำนวนมากอพยพมาทางทะเลเพื่อเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งญวนอพยพพวกนี้จะขนเงินทองติดตัวกันมาเป็นจำนวนมาก โดยพวกนี้จะแอบซุกซ่อนกันมาในเรือประมงประเภทต่างๆ ตั้งแต่ลำละ ๑๐ กว่าคน จนถึงลำละ ๗๐-๘๐ คนก็มี ทำให้เกิดกลุ่มต่างๆ ที่หากินกับชาวญวนขึ้นมาหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่รับจ้างนำญวนเข้าสู่ประเทศไทย กลุ่มรับจ้างวิ่งเต้นเพื่อช่วยเหลือให้ส่งตัวไปประเทศที่ ๓ กลุ่มให้ที่พักพิงและหางานการให้ทำ และกลุ่มที่เป็นโจรสลัดเข้าปล้นญวนกันกลางทะเลเลย ซึ่งบางกลุ่มจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนที่มีอำนาจร่วมด้วย
แต่ก่อนนั้นพวกผมทำงานเรือประมงอยู่ในจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ บางคนเป็นแค่ลูกเรือธรรมดา บางคนเป็นไต้ก๋งเรือ บางคนเป็นเจ้าของเรือ ในช่วงนั้นเรือประมงจะมีอยู่ ๓ ประเภท ประเภทแรกคือเรือประมงที่หากินทางการจับปลาจริงๆ โดยไม่มีอะไรอื่นแอบแฝง ประเภทที่สองเป็นเรือประมงที่หากินทางการจับปลาเหมือนกัน แต่ถ้าบังเอิญไปพบเรือญวนอพยพเข้าก็จะถือโอกาสเข้าปล้นด้วย ประเภทสุดท้ายโหดหน่อยเป็นเหมือนเรือประมงทั่วไปแต่จะไม่จับปลาอย่างจริงจัง เรือประเภทนี้จะตระเวณหาปล้นเรือญวนอพยพเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายแก๊งและมีเรือหลายลำ
การหาเพื่อนร่วมแก๊งโจรนั้นไม่ยาก เมื่อเรือเข้าจอดตามสะพานปลาแล้ว จะมีพวกที่อยากรวยทางลัดมาติดต่อตามเรือลำต่างๆ เพื่อขอสมัครเป็นลูกเรือ โดยจะสอบถามกันตรงๆ เลยว่าเรือลำนี้หากินทางปล้นญวนด้วยหรือไม่ ถ้าพบเรือลำที่หากินทางปล้นและเป็นที่ถูกใจได้แล้ว พวกนี้ก็จะเข้าเป็นลูกเรือทันทีโดยไม่ขอรับเงินค่าแรงในการจับปลาแต่อย่างใด เพียงหวังส่วนแบ่งทรัพย์สินที่จะปล้นมาได้จากญวนอพยพเท่านั้น
เรือบางลำจะปล้นเอาแต่ทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะไม่ทำร้ายพวกญวนอพยพภายในเรือแต่อย่างใด เรือบางลำหลังจากปล้นเสร็จแล้วจะฉุดคร่าผู้หญิงที่หน้าตาดีติดมือกลับมาด้วย แล้วเอาผู้หญิงเหล่านั้นไปข่มขืนกระทำชำเรา หรือไม่ก็เอาไปประเคนพวกเจ้าใหญ่นายโตบางคน บางครั้งก็ส่งตัวไปให้กับพวกที่อยู่เฝ้าซั้งกลางทะเลไว้แก้เหงา (ซั้งหมายถึงที่ซึ่งชาวประมงสร้างขึ้นมากลางทะเลเพื่อล่อให้ปลาเข้ามารวมฝูง) ผู้หญิงเหล่านั้นจะถูกบังคับให้ทำหน้าที่บำเรอกามและเป็นแม่บ้านหุงหาอาหารไปด้วย หลังจากเบื่อแล้วก็จะส่งตัวเข้าขายในซ่องแล้วหาชุดใหม่มาทดแทน หรือบางครั้งก็ฆ่าทิ้งทะเลไปเลย
เรือโจรสลัดบางลำเมื่อปล้นแล้วจะฆ่าเหยื่อทิ้งทั้งหมดอย่างไม่ปราณี ไม่เว้นแม้แต่ลูกเด็กเล็กแดง คนเฒ่าคนแก่ หรือผู้หญิง โดยจะใช้เวลาปล้นแบบมาราธอน คือเมื่อพบเรือของเหยื่อแล้วจะแล่นเข้าประกบและบุกเข้าปล้นทันที ใครแสดงอาการขัดขืนจะถูกยิงทิ้งเพื่อเป็นการข่มขู่ให้ผู้อื่นเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าต่อสู้
จากนั้นจะโยงเรือของเหยื่อนำออกสู่น่านน้ำทะเลสากล ในระหว่างนั้นจะทำการปลดทรัพย์สินมีค่าจากตัวของเหยื่อทุกคน แล้วจะแยกประเภทของเหยื่อออกไว้เป็นกลุ่มๆ ถ้าเหยื่อเป็นพวกผู้ชาย เด็ก และคนแก่ จะถูกจับมัดรวมกันไว้ภายในเรือของเหยื่อนั่นเอง แต่ถ้าเป็นผู้หญิงอายุตั้งแต่ประมาณ ๙ ขวบขึ้นไปจนถึงไม่เกิน ๔๕ ปี ก็จะถูกปืนจี้บังคับต้อนให้ขึ้นไปอยู่ในเรือของโจรสลัด ซึ่งผู้หญิงบางคนจะมีลูกอ่อนติดอกไปด้วย
เมื่อออกสู่น่านน้ำทะเลสากลแล้ว ความเหี้ยมโหดก็จะบังเกิดขึ้นในทันที เริ่มจากการยิงทิ้ง สังหารหมู่พวกผู้ชาย เด็ก และคนแก่ก่อน จากนั้นจะจมเรือของเหยื่อลงสู่ก้นทะเลเพื่อทำลายหลักฐาน
ความโหดยังไม่หมดเพียงเท่านั้นนะครับหัวหน้า พวกที่เข้าปล้นจะแย่งทารกออกจากอกของแม่ แล้วโยนเด็กทิ้งลงสู่ท้องทะเล เมื่อเด็กตกลงไปในน้ำจะไม่ค่อยจมลงในทันที คนขับเรือจะหันหัวเรือเข้าชนซ้ำ เลือดจะแดงฉานเต็มท้องทะเลไปหมด หลังจากนั้นรายการข่มขืนมาราธอนก็จะเริ่มต้นขึ้นในน่านน้ำทะเลสากลนั่นเอง บางครั้งใช้เวลาข่มขืนเหยื่อสาวชาวญวนเป็นเวลานานถึง ๑๐ วันก็มี เมื่อหนำใจกันดีแล้วก็จะฆ่าผู้หญิงเหล่านั้นทิ้งลงทะเลทั้งหมด แล้วจึงหันหัวเรือเข้าฝั่งเพื่อแบ่งทรัพย์สินกัน
สำหรับตัวผมนั้นเคยเข้าร่วมปล้นฆ่าเหยื่อเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ผมไม่ได้ข่มขืนใครเลยนะครับหัวหน้า ผมอดนึกถึงหน้าของลูกและเมียผมเองไม่ได้ เลยทำไม่ลง แต่คนอื่นๆ ที่เข้าปล้นต่างร่วมกันข่มขืนเหยื่อด้วยกันหมดทุกคน แม้กระทั่งไอ้พงษ์เพื่อนผมคนนี้ด้วย
เริ่มแรกมีเพื่อนมาชวนให้ผมออกหาปล้นญวนกลางทะเล ซึ่งผมเองก็ได้ข่าวมาแล้วว่ารายได้ในการออกปล้นนั้นดีมากจึงตกลงเข้าร่วมด้วย อาวุธที่ใช้ปล้นผมใช้ปืนอาก้าซึ่งหาได้ไม่ยากเลยในสมัยนั้น หลังจากออกทะเลตระเวณหาเหยื่อมาได้ไม่นานก็พบเรือญวนอพยพลำหนึ่งซึ่งมีขนาดไม่เบาเลยทีเดียว เมื่อบุกขึ้นไปบนเรือของพวกญวนได้แล้วปรากฏว่ามีพวกญวนอพยพอยู่ถึง ๕๐ กว่าคน เป็นหญิงและชายประมาณฝ่ายละครึ่ง ผมทำหน้าที่ใช้ปืนจี้เหยื่อให้อยู่นิ่งๆ ส่วนคนอื่นๆ ก็ทำการคัดแยกผู้หญิงที่คิดว่าใช้การได้ต้อนส่งขึ้นเรือของพวกผม และช่วยกันทำการกวาดเก็บทรัพย์สินจากทุกคนที่อยู่ในเรือนั้น เสียงร้องไห้กระจองอแงเจี้ยวจ้าวไปหมด จนผมทนรำคาญไม่ไหวต้องยิงปืนขู่ขึ้นฟ้าไปหลายนัด เสียงร้องจึงเบาลงไปได้บ้าง
หลังจากคัดแยกผู้หญิงเสร็จแล้ว ก็ช่วยกันจับผู้ชายมัดรวมกันไว้ภายในเรือของพวกอพยพ ส่วนพวกคนแก่และเด็กให้นั่งแยกออกมาต่างหาก โดยมีผมและพรรคพวกถือปืนคุมไว้อีกทีหนึ่ง เมื่อนำเรือออกมาถึงน่านน้ำสากลแล้ว พวกผมก็ตะโกนสั่งให้ผมยิงทิ้งพวกผู้ชาย เด็กและคนแก่ให้หมด
ครั้งแรกผมไม่กล้าที่จะยิง แต่เมื่อมองเห็นพวกของผมเริ่มยิงเหยื่อกันแล้ว ผมเห็นเลือดสาดกระจายเต็มไปหมดทั่วลำเรือ จึงเกิดอาการบ้าเลือดสาดกระสุนใส่กลุ่มคนเหล่านั้นบ้างอย่างไม่ยั้ง จนพวกอพยพถูกกระสุนล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง โดยไม่สนใจเสียงร้องอ้อนวอนขอชีวิตจากใครทั้งสิ้น
หลังเสียงปืนสงบก็เดินเข้าไปตรวจดูผลงานอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เห็นมีหลายคนที่ยังตายไม่สนิท พวกผมจึงใช้ปืนจ่อหัวยิงซ้ำจนแน่ใจว่าตายหมดแล้วทุกคน หัวหน้าเชื่อไหมครับ เลือดของพวกญวนไหลเจิ่งนองเต็มท้องเรือไปหมด เศษเนื้อ เศษสมอง เศษกระดูก กระจัดกระจายไปทั่วทั้งลำ จากนั้นพวกผมก็ช่วยกันเจาะท้องเรือ เพื่อให้เรือจมลงสู่ก้นทะเลพร้อมกับศพที่นอนตายกันอย่างกลาดเกลื่อน
เมื่อผมกลับขึ้นมาบนเรือของพวกผมแล้ว เห็นพวกผมบางคนกำลังโยนเด็กทารกทิ้งลงทะเล ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของแม่เด็ก พร้อมกับใช้ร่างของเด็กเป็นเป้าแข่งขันความแม่นของปืนกัน บางคนก็กำลังข่มขืนเหยื่ออย่างเมามัน ผมเองขณะนั้นทำอะไรไม่ถูกแล้ว ไม่คิดว่าจะต้องมาเห็นสภาพเช่นนี้ มีเพื่อนผมลากเด็กสาวคนหนึ่งมาส่งให้ผมเพื่อให้ข่มขืน แต่ผมได้ตอบปฏิเสธไปเพราะทำไม่ลง เพื่อนก็หัวเราะ และบอกว่าอีกหน่อยก็ชินไปเอง อย่าไปคิดอะไรมาก
ผมนั่งดูเขาลากผู้หญิงมาข่มขืนทีละคนสองคน ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้าออกได้แล้ว ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นมีรอบเดือนมาพอดี พวกของผมโมโหมากถีบผู้หญิงคนนั้นจนตกทะเล และใช้ปืนยิงตามลงไปเพื่อฆ่าให้ตาย
พวกผมอีกคนหนึ่งข่มขืนเด็กผู้หญิงอายุประมาณ ๑๐ ขวบอย่างไม่ปราณีปราศรัย ผมเห็นเลือดของเด็กผู้หญิงคนนั้นทะลักออกมาเต็มไปหมด เมื่อพวกของผมข่มขืนเสร็จเด็กคนนั้นก็นอนสลบไปแล้ว จากนั้นก็อุ้มเด็กคนนั้นทิ้งลงทะเลไปเลยทั้งที่ยังสลบอยู่ ครั้งนั้นพวกผมใช้เวลาข่มขืนกันอยู่นานถึง ๓ คืน คนไหนดีหน่อย สวยหน่อยก็ตายทีหลัง คนไหนไม่ได้เรื่องหรือไม่สบอารมณ์โก๋ก็จะถูกฆ่าทิ้งโยนลงทะเลเร็วกว่าคนอื่น แต่สุดท้ายเมื่อจะหันหัวเรือเข้าฝั่ง ผู้หญิงทุกคนก็ถูกยิงทิ้งทั้งหมด
จะเป็นคราวซวยหรือบาปกรรมที่ทำไว้กับพวกเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผู้หญิงสองคนจากในจำนวนทั้งหมดที่ถูกยิงทิ้งกลับไม่ตาย และสามารถลอยคออยู่ในกลางทะเลได้ถึง ๒ วัน จนกระทั่งมีเรือทหารผ่านไปพบเข้าและช่วยเหลือส่งตัวเข้ารักษาจนอาการปลอดภัย ซึ่งในตอนนั้นองค์การสหประชาชาติได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสาวญวนทั้งสอง โดยเร่งรัดให้ทางการไทยปราบปรามกลุ่มโจรสลัดให้หมดสิ้น
ผมและพรรคพวกอีกหลายคนรวมทั้งพงษ์ถูกตำรวจจับตัวมาได้ จากนั้นได้นำสาวญวนทั้งสองมาชี้ตัวพวกผม พอเห็นหน้าพวกผมเท่านั้น สาวญวนทั้งสองก็ร้องไห้พร้อมกับชี้หน้าด่าเป็นภาษาของเขา ก็สมควรแล้วครับ เพราะพวกผมทำกับเขาไว้มากมายเหลือเกิน พวกปล้นญวนกลุ่มอื่นๆ มีทั้งที่ถูกจับตาย ฆ่าปิดปากกันเอง และบางคนหนีรอดไปได้
เดี๋ยวนี้อดีตโจรสลัดที่เคยปล้นญวนบางคนกลายเป็นเสี่ยใหญ่ระดับจังหวัดที่มีผู้คนนับหน้าถือตา บางคนกลายเป็นนักบุญที่มีเมตตาต่อผู้อื่นจนดังระดับประเทศไปเลยก็มี คนส่วนใหญ่คงไม่รู้ว่าเบื้องหลังของพวกนี้เคยเป็นฆาตกรโหดที่ข่มขืนและฆ่าคนราวกับผักปลามาแล้วอย่างมากมาย ส่วนสาวญวนทั้งสองได้ข่าวว่าถูกส่งตัวไปอยู่ประเทศที่ ๓ แล้ว
คดีของพวกผมมีองค์การสหประชาชาติเป็นโจทย์ร่วมฟ้อง ทั้งหมดถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิตโดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้ พอมาถึงชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา พวกผมบางคนได้รับการลดโทษให้เหลือตลอดชีวิต แต่บางคนศาลตัดสินยืนให้ประหารชีวิตตามศาลชั้นต้นรวมทั้งผมและพงษ์ ในช่วงนี้ผมคิดว่าผมต้องตายแน่แล้ว แม้จะทำหนังสือถวายฎีกาฯ เพื่อขอลดหย่อนโทษไปก็ไม่น่าจะผ่าน
แต่ปรากฏว่าในปีนั้นมีการประกาศพระราชทานอภัยโทษครั้งใหญ่ ก่อนที่คำสั่งยิงเป้าพวกผมจะตกลงมา ผมและพงษ์เลยรอดตายอย่างหวุดหวิด ผมจะไม่ขอลืมพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้เลยจนชั่วชีวิต หากพ้นโทษออกไปได้เมื่อไรผมจะขอกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี และจะหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้พวกเขาเหล่านั้น ถ้ามีโอกาสผมจะบวชให้เพื่อชดใช้กรรมที่ทำมา ผมติดคุกมาสิบกว่าปีแล้ว ได้รับอภัยโทษครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง อีกไม่นานผมคงได้กลับออกไปสู่โลกกว้างข้างนอก เข็ดจริงๆ ครับหัวหน้า ผมเข็ดจริงๆ

ข้าพเจ้าหันไปถามน.ช.พงษ์ “จริงอย่างที่ศักดิ์เล่ามาหรือเปล่าพงษ์ ทำไมถึงได้โหดเหี้ยมกันมากขนาดนั้นเล่า ไม่เคยคิดถึงเรื่องบาปกรรมกันบ้างเลยหรือไง”
พงษ์พยักหน้ารับพร้อมกับตอบ “จริงครับหัวหน้า สมัยก่อนผมไม่เคยคิดถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษหรอกครับ ขอให้มีเงินใช้จ่ายเป็นพอ ผมออกปล้นมาแล้วหลายครั้ง ฆ่าคนทิ้งทะเลมานับไม่ถ้วน บางครั้งยังเคยเจอเรือญวนที่ถูกปล้นไปก่อนหน้าแล้วก็มี เมื่อไม่ได้ทรัพย์สินได้ผู้หญิงก็ยังดี ผมเคยข่มขืนเด็กผู้หญิงอายุแค่ ๘ ขวบไปจนกระทั่งผู้ใหญ่อายุเกือบจะ ๖๐ ปี จนมองเห็นเลือดและความตายเป็นเรื่องธรรมดา
บางครั้งแค่ผู้หญิงญวนทำตัวไม่ถูกใจผมนิดหน่อยผมก็ฆ่าทิ้งแล้ว เมื่อผมถูกจับตัวได้และต้องเข้ามาชดใช้กรรมอยู่ในห้องขังนักโทษประหาร ผมถึงได้รู้ว่าความกลัวตายและการรักชีวิตของคนเรานั้นเป็นอย่างไร ยามที่ผมทำกับคนอื่นนั้นผมไม่เคยคิดสงสารมาก่อนเลย ทั้งที่เขาก็ต้องมีความรักชีวิตและมีความกลัวตายเช่นเดียวกับผม ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมเชื่อว่าผมคงไม่กล้าที่จะฆ่าใครอีกเป็นแน่
ชีวิตผมมันเป็นชีวิตคนบาปครับ ไม่รู้ว่าอีกกี่ชาติถึงจะชดใช้กรรมได้หมดสิ้น ทุกวันนี้ผมก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็นแล้ว เดี๋ยวนี้เวลาผมนอนหลับ ภาพเหตุการณ์โชกเลือดมักจะมาปรากฏให้ผมเห็นในฝันอยู่เสมอ คนตายเหล่านั้นคงมาทวงถามความชอบธรรมจากผมเป็นแน่ ผมไม่น่าเป็นคนระยำอย่างนั้นเลย ผมเสียใจจริงๆ ครับ”
เรื่องราวต่างๆ ที่นักโทษทั้งสองเล่ามานั้น ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีใครคิดเอาเป็นแบบอย่าง ชีวิตของทุกคนย่อมมีค่า ไม่ว่าคนผู้นั้นจะผิวสีอะไรและมีเชื้อชาติใด กรรมใดที่ใครได้ทำไว้ จะต้องย้อนกลับมาสนองคืนสู่ผู้นั้นอย่างแน่นอน เพียแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น


กระทู้เสริม ในเฟซบุ้ค


ความคิดเห็น............ แถวบ้านร้านทองรับซื้อทองคำคนญวน ที่มารอส่งตัวไปที่ประเทศที่สาม คนญวนออกมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ในศูนย์อพยพที่สงขลา แถวเก้าเส้ง (ตอนนี้เป็นศูนย์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำกรมประมง) นำทองคำมาขายร้านทองในหาดใหญ่ (บางส่วนก็ขายในอำเภอเมืองสงขลา) รายนี้ถูกเจ้าของร้านทองโกงกันซึ่ง ๆ หน้า ตะโกนบอกว่า #ทองปลอม พร้อมขู่ว่าจะแจ้งตำรวจจับ เลยได้ทองคำฟรี ๆ ไป 5 กิโลกรัม หรือ 328 บาทราคาทองเฉลี่ยปี 2520-21 ราว 1,519-1,982.-บาท แถมยังไปโม้กับคนจีนไหหลำด้วยกันในร้านกาแฟแบบเมามัน ถึงความชั่วความเก่งของตนเอง ต่อมาก็ฟอกเงินจากการโกง การกดราคาทองคำคนญวน รับซื้อไม่เกิน 1,000.-บาท การรับซื้อทองของโจรสลัด ไปสร้างโรงแรมในหาดใหญ่ กับ สุราษฏร์ฯ ถึง 3 แห่ง สุราษฏร์ฯ เมืองคนดี แต่ #คนอับปรีย์ ไปอยู่ก็ได้ ก็ยังงงคนชั่วร่ำรวยได้ดี มีหน้ามีตาในสังคมได้อย่างสบายใจ
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 373
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... มที่ถูกลืม "ล้านนา-อยุธยา"

เรียบเรียงเพื่อเป็นความรู้ด้าน ปวศ. เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด
ในยุครัฐอาณาจักร ที่แต่ละอาณาจักรยังไม่มีเส้นเขตแดนชัดเจนแบบประเทศในปัจจุบัน แต่ขึ้นอยู่กับปริมลฑลแห่งอำนาจหรือบารมีของผู้ปกครองตามแบบรัฐจารีต เคยมีสงครามสำคัญๆ ระหว่างอาณาจักรล้านนา กับอาณาจักรอยุธยา แต่สงครามนี้จะเรียกว่าเป็นสงครามที่ถูกลืมก็ว่าได้ เพราะเนื่องจากปัจจุบันทั้งสองอาณาจักรคู่สงครามได้รวมกันเป็นประเทศไทยแล้ว จึงอาจจะไม่มีการกล่าวถึงนัก เนื่องจากการเรียนประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งก็เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ ในแบบเรียนจึงมักโฟกัสไปที่สงครามระหว่างอยุธยากับอาณาจักรอื่นๆ ที่ปัจจุบันเป็นประเทศอื่น เช่น หงสาวดี (พม่า) ละแวก (กัมพูชา) อันนัม (เวียดนาม) เป็นต้น
"อาณาจักรล้านนา" เริ่มทำสงครามครั้งแรกกับ "อาณาจักรอยุธยา" ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช แห่งอาณาจักรล้านนา และพระเจ้าสามพระยา แห่งอาณาจักรอยุธยา ต่อมาพระเจ้าสามพระยาสวรรคต สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงขึ้นสืบราชสมบัติต่อ ก็ยังมีสงครามระหว่างสองอาณาจักรสืบต่อมาหลายหน
โดยจุดเริ่มต้นของสงครามระหว่างอาณาจักรล้านนากับอาณาจักรอยุธยา คือ ในปี พ.ศ. 1985 ช่วงเวลานั้นท้าวช้อย เจ้าเมืองฝาง ซึ่งเป็นพระอนุชาพระองค์หนึ่งของพระเจ้าติโลกราชเป็นกบฏแข็งเมือง พระเจ้าติโลกราชจึงต้องส่งกองทัพไปปราบปราม และหมื่นโลกนคร แม่ทัพแห่งล้านนาได้จับท้าวช้อยประหารชีวิต เป็นเหตุให้เจ้าเมืองเทิงไม่พอใจ จึงได้ขอสวามิภักดิ์กับอาณาจักรอยุธยา พระเจ้าสามพระยาจึงให้ยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ในศึกครั้งนี้ฝ่ายล้านนาใช้กลศึกเอาชนะฝ่ายอยุธยาไปได้ และเจ้าเมืองเทิงผู้แปรพักตร์ก็ต้องถูกประหารชีวิต
ต่อมาปี พ.ศ. 1994 พระยายุทธิษเฐียร เจ้าเมืองพิษณุโลก ได้แปรพักตร์จากอยุธยาไปขอขึ้นกับล้านนา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยา จึงยกกองทัพไปปราบปรามเมืองพิษณุโลก จึงเป็นเหตุเริ่มต้นสงครามของ "2 มหาราชแห่งสามโลก" โดยผลจากสงครามครั้งนี้กองทัพล้านนาสามารถยึดเมืองเชลียง หรือเมืองศรีสัชนาลัย และหัวเมืองเหนือสำคัญๆ ของอยุธยาได้ แต่ปรากฏว่ากองทัพล้านช้างยกกองทัพมาประชิดชายแดนล้านนา เพื่อจะไปตีเอาเมืองน่าน ทางล้านนาจึงจำต้องถอนทัพกลับ อยุธยาได้ที จึงส่งกองทัพออกไปตามตีจนกองทัพล้านนาแตกพ่ายที่เมืองเถิน
ในปี พ.ศ. 2004 พระเจ้าติโลกราช ยกกองทัพมาตีเมืองเหนือของอยุธยาอีกครั้ง แต่มีกองทัพจีนยูนนาน ยกทัพมาประชิดชายแดนล้านนาเสียก่อน จึงต้องถอนทัพกลับ แต่อย่างไรก็ดี สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ทรงมาประทับที่พิษณุโลก เพื่อป้องกันหัวเมืองฝ่ายเหนือ โดยในปี พ.ศ. 2006 ทรงยกฐานะเมืองพิษณุโลกเป็น "เมืองหลวง" และประทับอยู่ที่นั่นจนสิ้นรัชกาล
สงครามระหว่าง 2 อาณาจักร กินเวลายืดเยื้อกว่า 33 ปี (รัชสมัยพระเจ้าสามพระยา 6 ปี รัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ 27 ปี) ไม่มีใครแพ้ชนะอย่างเด็ดขาด ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ และมีการทำกลศึกที่น่าสนใจทั้งสองฝ่าย เช่น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขณะยังผนวชในปี พ.ศ. 2008 ได้ส่งสมณะทูตมาขอบิณฑบาตเมืองเชลียง เมืองสวรรค์โลก ซึ่งขณะนั้นล้านนายึดได้คืน แต่พระเจ้าติโลกราชไม่คืนให้ โดยอ้างว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ หรือการที่ทางอยุธยาส่งพระเถระชาวพุกาม ไปหลอกทางล้านนาให้โค่นต้นไม้เดชเมือง เป็นเหตุให้เกิดอาเพศ บ้านเมืองปั่นป่วน ทำให้พระเจ้าติโลกราชถึงขั้นสั่งประหารชีวิตท้าวศรีบุญเรือง พระโอรสพระองค์เดียว เพราะเกรงจะเป็นกบฏ เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2018 ทั้งอาณาจักรล้านนาและอยุธยา ที่ต่างบอบช้ำทั้งสองฝ่าย เนื่องจากสูญเสียไพร่พล ไปกับสงครามที่ไม่มีผู้ชนะเด็ดขาดนี้ จึงเจรจาสงบศึกเป็นไมตรีกัน ประกอบกับมหาราชทั้ง 2 แห่งล้านนาและอยุธยาเริ่มเข้าสู่วัยชรา เป็นอันยุติสงครามยืดเยื้อ 33 ปีระหว่างสองอาณาจักรนี้ลง
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ เรียบเรียงเพียงคร่าวๆ
หากผิดพลาดเช่นไรต้องขออภัยผู้อ่านครับ
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 373
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ต้นกำเนิด ซาดิสม์
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 714126011/

คำว่าซาดิสม์ (Sadism)ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้
เกิดจากชายผู้มีชาติตระกูลชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Marquis de Sade(มาร์ควี เดอ ซาด) ซึ่งเป็นคนมีความรุนแรงเรื่องเพศ จนเป็นตำนานเล่าขานเลยทีเดียว
.
เขามีรสนิยมทางเพศที่รุนแรงโดยมักจะแสดงออกด้วยการซื้อโสเภณีในราคาแพงมาทุบตีและเฆี่ยนด้วยแส้ในระหว่างร่วมรัก ด้วยที่ว่าเป็นชนชั้นสูงและมีเงินเขาจึงสามารถหาหญิงสาวมารองรับอารมณ์ได้ทุกรูปแบบ ว่ากันว่าเขาชอบเห็นคู่นอนเลือดไหลยิ่งมากเท่าไรยิ่งดี
.
เขาเคยถูกแจ้งจับเพราะจัดปาตี้เซ็กหมู่กับเพื่อนๆจอมวิปริตของเขาโดยร่วมกันมอมยาปลุกเซ็กโสเภณีและกระทำการรุนแรงจนถูกหาว่าพยายามฆ่าเลยทีเดียว แน่นอนว่าข่าวเรื่องกามวิตถารของเขา
.
ในที่สุดเขาก็ถูกจับเข้าออกคุกหลายต่อหลายครั้งในหลายข้อหาและเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไปซึ่งมองว่าเขาอันตรายกับทุกคนรอบข้าง(แม้แต่กับเด็กๆ) ซึ่งเขาเองนั้นมีอารมณ์ศิลปินอยู่ครับ เขาถ่ายทอดมันออกมาเป็นบทกวีและหนังสืออย่าง120 Days of Sodom (กลายเป็นหนังสือต้องห้ามและถูกสร้างเป็นหนังซึ่งหนังก็โดนแบนเช่นกัน) และยังมี The misfortunes of virtue ที่มีหลายครั้งที่ผู้คนพยายามจะทำลายงานเขียนสุดโต่งของเขา
.
ในบั้นปลายชีวิตเขาต้องไปรักษาอาการที่โรงพยาบาลบ้าและเสียชีวิตลงในวัย 74 ปี โดยชื่อของเขาได้ถูกมาตั้งเป็นชื่อเรียกอาการผู้ที่ชอบเห็นความเจ็บปวดทรมาน มีพฤติกรรมชอบทรมานผู้อื่น เพื่อเสพความเจ็บปวดนั้น และในบางกรณีก็ยังถูกนำมาใช้เรียกผู้ที่ชอบมีเพศสัมพันธ์แบบทรมานคู่นอนให้เกิดความเจ็บปวดเพื่อเสพสุขอีกด้วย
.
ในสมัยนี้แม้ว่าในหลายๆทางคำนี้จะถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลากบริบทแล้วก็ตาม แต่อย่างไรเสียทีมาของเรื่องราวก็มาจากชายผู้นี้เป็นต้นกำเนิดครับผม
.
เป็นอันปิดตำนานMarquis de Sadeผู้ให้กำเนิดคำว่าซาดิสม์
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 373
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 810732568/

มองโกลพ่ายล้านนา

น่าเสียดาย เวลาคนพูดถึงศึกที่พวกมองโกลปราชัย มักจะนึกถึงกันแต่การรุกรานญี่ปุ่น (ปี 1274, 1281) การรุกรานอันนัม (1288) การรุกรานชวา (ปี 1292 - 1293) แต่ลืมไปว่ามองโกลพยายามรุกรานล้านนาด้วยและพ่ายครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนกัน เป็นอีกหนึ่งพวกที่ทำให้มองโกลแถบยูนนานอยู่ไม่เป็นสุขไปหลายปี
คาดว่า พวกมองโกลรู้จักประเทศปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) ครั้งแรก ตอนที่กรีฑาทัพจากคุนหมิง ไปตามแม่น้ำแดง รุกเข้าสู่อันนัม ในเวลานั้นจึงทราบว่ามีประเทศทางใต้อีกแห่งหนึ่งชื่อว่า ปาไป่สีฟู่จึงตัดสินใจที่จะรุกราน ในปี 1292 กุบไลข่านจึงสั่งให้ยกทัพไปปราบฐานเป็นที่พยศไม่ยอมสวามิภักดิ์
โชคดีที่กองทัพมองโกลตีเมืองผิด คิดว่าเช่อลี่ (เชี่ยงรุ่ง) คือเชียงราย ทำให้พญามังรายทรงมีเวลาเตรียมตัว คือย้ายไปตั้งเมืองเชียงใหม่ (จิงไม่) และทรงใช้ยุทธวิธีโต้กลับ โดยผนึกกำลังกับเชียงรุ่งน้อยโจมตีเชียงรุ่งใหญ่ ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของราชวงศ์หยวนไปแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่ทราบว่าเชียงรุ่งน้อยคือแคว้นใด แต่น่าจะเป็นรัฐไทตามรายทางระหว่างยูนนานลงมายังล้านนา
นี่คือการผนึกกำลังพันธมิตรรัฐไทต่อต้านมองโกลครั้งแรก นำโดยพญามังราย และยังมีวี่แววว่าพญามังรายทรงสานพันธมิตรกับสุโขทัยและแคว้นพะเยา เพื่อการต่อต้านมองโกลด้วย
หลังจากสิ้นรัชกาลกุบไลข่าน พระเจ้าหยวนเฉิงจงทรงทนรับความพ่ายแพ้ต่อพวกคนเถื่อนแดนใต้ไม่ไหว จึงคิดจะตีล้านนาอีก ท่ามกลางเสียงทัดทานของเสนามาตย์ว่าล้านนาอยู่ไกล เต็มไปด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน แต่ด้วยลูกยุของหลิวเซิน จึงทรงสั่งให้จัดทัพไปบุกล้านนาอีกรอบในปี 1301 จัดกำลังมาถึง 20,000 คน แต่เพราะเกิดการต่อต้านตามรายทาง ทำให้กองทัพมาไม่ถึงล้านนา ทั้งยังเกิดความสูญเสียอย่างหนัก จึงสั่งประหารหลิวเซิน นัยว่าเพื่อกลบเกลื่อนความอัปยศ
แต่หยวนเฉิงจงยังไม่สิ้นความพยายาม สั่งรุกล้านนาอีกในปี 1302 กับ 1303 ก็ล้มเหลวเช่นเดิม สาเหตุหลักๆ คือสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ ภูมิประเทศที่สลับซับซ้อน และโรคป่านานาชนิด รวมการซุ่มโจมตีของชนเผ่าต่างๆ
ในปี 1309 รัชกาลพระเจ้าหยวนอู่จง คราวนี้ล้านนาก่อกวนบ้าง ร่วมมือกับเมืองลื้อ (เชียงรุ่งน้อย?) รุกรานดินแดนยูนนาน ทางยูนนานไปปราบได้ผลแค่เล็กน้อย
ความที่พวกมองโลกแห่งราชวงศ์หยวนแพ้แล้วแพ้อีก ทำให้ฮ่องเต้ขัดเคืองพระทัยทุกรัชกาล คิดส่งทหารไปราบล้านนาไม่หยุดหย่อน แต่ระยะหลังขุนนางเริ่มทัดทาน เพราะส่งไปทีไรก็แพ้ แพ้แล้วยังทรงประหารเจ้ามณฑลแก้เก้ออีก จึงกราบทูลให้ทรงเลิกใช้การทหาร มาเน้นการปกครองกับการทูตแทน ตอนแรกพระเจ้าอู่จงไม่เชื่อ และยังส่งคนไปปราบอีก แล้วก็เหลวอีก
ครั้นถึงรัชกาลพระเจ้าเหรินจง ราชสำนักเกิดเสียงแตกว่าควรจะปราบล้านนาอีกหรือไม่ ปรากฎว่าฝ่ายเน้นการทูต คือจ้าวซื่อเหยียน เป็นฝ่ายชนะ
กอปกรกับนโยบายของล้านนาอาจจะเปลี่ยนไป ในปี 1311 พญามังรายมหาราชที่ทรงสู้กับมองโกลมาตลอดช่วงปลายพระชนม์ชีพ เกิดสวรรคตพอดี เจ้าขุนครามหรือพญาไชยสงคราม ขึ้นครองล้านนาแทนพระราชบิดา นับแต่นั้นล้านนาก็เปลี่ยนท่าทีต่อราชวงศ์หยวน หันมาส่งเครื่องบรรณาการให้ คบค้าด้วยการทูตแทน และทรงย้ายกลับไปประทับที่เชียงราย ให้พระราชโอรสคือเจ้าแสนพู กลับไปรื้อฟื้นเมืองเชียงแสน อันเป็นเสมือนประตูของล้านนา
สภาพการณ์ของการศึกระหว่างมองโกลกับล้านนา คล้ายๆ กับเวียดนามและชวา คือรบกันจะเป็นจะตาย จนมองโกลแพ้ยับเยิน แต่ในที่สุดยอมรามือกัน โดยฝ่ายเจ้าถิ่นถวายบรรณาการให้
ฝ่ายหนึ่งรักษาหน้าไว้ได้ อีกฝ่ายรักษาชีวิตประชาชนไว้ได้
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 373
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 387132077/

แต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีรัฐธรรมนูญมาแล้วทั้งหมดกี่ฉบับ ?
** จำนวนของรัฐธรรมนูญในลิสต์อันดับนี้ ไม่ได้นับรวมกับรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะถือว่ายังไม่ได้เป็นการฉีกหรือทำรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่
-----
• บรูไน 🇧🇳 : 1 ฉบับ
- รัฐธรรมนูญปี 1959
-----
• กัมพูชา 🇰🇭 : 5 ฉบับ
- รัฐธรรมนูญปี 1947
- รัฐธรรมนูญปี 1972
- รัฐธรรมนูญปี 1981
- รัฐธรรมนูญปี 1989
- รัฐธรรมนูญปี 1993
-----
• อินโดนีเซีย 🇮🇩 : 1 ฉบับ
- รัฐธรรมนูญปี 1945
-----
• ลาว 🇱🇦 : 3 ฉบับ
- รัฐธรรมนูญปี 1945
- รัฐธรรมนูญปี 1947
- รัฐธรรมนูญปี 1991
-----
• มาเลเซีย 🇲🇾 : 1 ฉบับ
- รัฐธรรมนูญปี 1957
-----
• เมียนมาร์ 🇲🇲 : 3 ฉบับ
- รัฐธรรมนูญปี 1947
- รัฐธรรมนูญปี 1974
- รัฐธรรมนูญปี 2008
-----
• ฟิลิปปินส์ 🇵🇭 : 4 ฉบับ
- รัฐธรรมนูญปี 1935
- รัฐธรรมนูญปี 1973
- รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 1986
- รัฐธรรมนูญปี 1987
-----
• สิงคโปร์ 🇸🇬 : 1 ฉบับ
- รัฐธรรมนูญปี 1965
-----
• ไทย 🇹🇭 : 20 ฉบับ
- รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 1932 (พ.ศ.2475)
- รัฐธรรมนูญปี 1932 (พ.ศ.2475)
- รัฐธรรมนูญปี 1946 (พ.ศ.2489)
- รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 1947 (พ.ศ.2490)
- รัฐธรรมนูญปี 1949 (พ.ศ.2492)
- รัฐธรรมนูญปี 1952 (พ.ศ.2495 : แก้ไขจากรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2475)
- ธรรมนูญปี 1959 (พ.ศ.2502)
- รัฐธรรมนูญปี 1968 (พ.ศ.2511)
- ธรรมนูญปี 1972 (พ.ศ.2515)
- รัฐธรรมนูญปี 1974 (พ.ศ.2517)
- รัฐธรรมนูญปี 1976 (พ.ศ.2519)
- ธรรมนูญปี 1977 (พ.ศ.2520)
- รัฐธรรมนูญปี 1978 (พ.ศ.2521)
- ธรรมนูญปี 1991 (พ.ศ.2534)
- รัฐธรรมนูญปี 1991 (พ.ศ.2534)
- รัฐธรรมนูญปี 1997 (พ.ศ.2540)
- รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2006 (พ.ศ.2549)
- รัฐธรรมนูญปี 2007 (พ.ศ.2550)
- รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2014 (พ.ศ.2557)
- รัฐธรรมนูญปี 2017 (พ.ศ.2560)
-----
• เวียดนาม 🇻🇳 : 5 ฉบับ
- รัฐธรรมนูญปี 1946 (เวียดนามเหนือ)
- รัฐธรรมนูญปี 1959 (เวียดนามเหนือ)
- รัฐธรรมนูญปี 1980
- รัฐธรรมนูญปี 1992
- รัฐธรรมนูญปี 2013
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 373
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

สงครามอังกฤษ- พม่า เมื่ออังกฤษพิิชิตอิระวดี
สงครามอังกฤษ-พม่า เป็นสงครามระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งเวลานั้น ชาติตะวันตกได้พัฒนาเทคโนโลยีจนก้าวหน้า ทว่าทรัพยากรที่ลดลง ทำให้ต้องหาแหล่งทรัพยากรใหม่ และสายตาพวกเขาก็จับจ้องมายังเอเชียและแอฟริกา
การรุกรานของชนผิวขาวผู้มีอาวุธเหนือกว่าทำให้อาณาจักรโบราณในเอเชียและอาฟริกาต้องล่มสลาย ในเวลานั้น นักล่าเมืองขึ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ อังกฤษ ซึ่งในศตวรรษที่19 จักรวรรดิบริติชของอังกฤษก็ปกครองอาณาเขตมากกว่าชนชาติใด จนได้สมญาว่า ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน
สำหรับราชวงศ์คองบองของพม่า นับแต่ก่อตั้ง ก็ทำสงครามขยายแสนยานุภาพมาตลอด จนอาณาเขตพม่าประชิดพรมแดนตะวันออกของอินเดีย ซึ่งเวลานั้นเป็นเขตปกครองของบริษัทอีสต์ อินเดียของอังกฤษ จนเกิดความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามสามครั้งซึ่งเป็นจุดอวสานของราชอาณาจักรพม่า
สงคราม อังกฤษ- พม่า ครั้งที่ 1
ความขัดแย้งระหว่างพม่ากับอังกฤษ ก่อตัวในรัชกาลพระเจ้าปดุง ผู้เคยทำสงครามเก้าทัพกับไทย โดยเริ่มจากการปราบกบฏในยะข่ายและกองทหารพม่าล้ำแดนจนปะทะกับทหารอังกฤษ ซึ่งแม้เจรจากันได้ในเวลาต่อมา แต่ก็ทำให้อังกฤษกับพม่าเริ่มไม่ไว้ใจกัน โดยอังกฤษมองว่าพม่าอาจคุกคามชายแดนตน ขณะที่พม่าก็ระแวงว่าอังกฤษอาจสนับสนุนพวกกบฏในยะข่าย
ต่อมา พระเจ้าปดุงได้ส่งกองทัพไปยึดแคว้นมณีปุระและแผ่อิทธิพลเหนือแคว้นอัสสัม ส่งผลให้พม่ามีเขตแดนติดต่อเขตปกครองอังกฤษถึงสามแคว้น คือ ยะข่าย มณีปุระและอัสสัม
หลังพระเจ้าปดุงสวรรคต พระนัดดาของพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็น พระเจ้าพะคยีดอหรือพระเจ้าจักกายแมง ในรัชกาลนี้เอง ที่พม่าแตกหักกับอังกฤษ โดยเริ่มจากการที่พม่ายกทัพไปปราบกบฏในมณีปุระและไล่ตามพวกกบฏเข้าไปในจิตตะกอง ซึ่งเป็นแคว้นในอารักขาอังกฤษ อีกทั้งเกิดความวุ่นวายในอัสสัมและผู้นำอัสสัมฝ่ายหนึ่งไปขอสวามิภักดิ์อังกฤษ
ลอร์ดเฮสติงท์ ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำอินเดียได้ส่งสาสน์ให้พม่าถอนกำลังออกจากจิตตะกองและยุติการแทรกแซงข้อพิพาทในอัสสัม ทว่าพม่าไม่สนใจและส่งทัพเข้าอัสสัมและบุกยึดจิตตะกอง รวมทั้งเกาะชาปุระใกล้ฝั่งจิตตะกอง ซึ่งเป็นของอังกฤษ ก็ถูกกองทัพพม่ายึดไว้ด้วย
พระเจ้าจักกายแมงทรงมองว่า อังกฤษให้การสนับสนุนพวกกบฏมณีปุระและผู้นำอัสสัมที่ต่อต้านพม่า จึงคิดจะกำราบอังกฤษด้วยการส่งกองทัพเข้าโจมตีเบงกอลซึ่งเป็นเขตแดนของอังกฤษ
การกระทำของพระเจ้าจักกายแมง ทำให้อังกฤษตัดสินใจว่า ได้เวลาทำสงครามแล้ว โดยวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1824 อังกฤษก็ประกาศสงครามกับพม่า
กองทัพอังกฤษได้เข้าโจมตีกองทัพพม่าในอัสสัม ทว่า มหาพันธุละ แม่ทัพที่เก่งที่สุดของพม่า ก็สามารถขับไล่กองทัพอังกฤษออกไปได้ อังกฤษจึงเปิดแนวรบใหม่โดยส่งทหารชาวอังกฤษและทหารซีปอย(ทหารเกณฑ์ชาวอินเดีย) 11,000 นาย ภายใต้การนำของนายพล อาชิบัล แคมเบลล์เข้าโจมตีเมืองตะเกิง(กรุงย่างกุ้ง)ทางทะเลและตีได้ ในวันที่ 11พฤษภาคม ปี ค.ศ.1824 กองทหารพม่าประจำย่างกุ้ง ได้ถอยเข้าไปในป่านอกเมือง
เมื่อทราบว่า ย่างกุ้งถูกอังกฤษยึดไป มหาพันธุละจึงออกจากอัสสัมพร้อมทหาร 30,000 นาย เพื่อชิงเมืองคืน ทว่าแม้จะมีทหารมากกว่าถึงสามเท่า แต่มีทหารพม่าเพียง 15,000 คนที่มีปืนคาบศิลาใช้ นอกจากนี้ปืนใหญ่ของอังกฤษสามารถยิงกระสุนระเบิดได้ จึงมีอานุภาพทำลายล้างเหนือกว่าปืนใหญ่โบราณของพม่าที่เป็นลูกปืนธรรมดา
กองทัพพม่าเสียหายหนักหลังล้มเหลวในการตีย่างกุ้งคืน มหาพันธุละนำทหารที่เหลือเพียง 7,000 คนถอยไปที่เมืองตะนูพยู และให้ตั้งหอรบสองฝั่งแม่น้ำเพื่อดักยิงกองเรืออังกฤษ ทว่าหอรบถูกปืนใหญ่ของอังกฤษถล่มพังพินาศ ตัวมหาพันธุละเองก็เสียชีวิตเพราะถูกสะเก็ดระเบิด จากนั้น ในเดือนเมษายน ค.ศ.1825 นายพลแคมเบลล์ก็ยึดเมืองแปร เมืองหลวงของพม่าตอนล่างได้
การสู้รบยังดำเนินเรื่อยมาจนถึงสิ้นปี ค.ศ. 1825 และในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1826 ฝ่ายพม่าก็ขอสงบศึก จากนั้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ.1826 ก็ได้มีการทำสนธิสัญญาระหว่างพม่ากับอังกฤษ ที่เมืองยันดาโบ ริมแม่น้ำอิระวดี จึงมักเรียกว่า สนธิสัญญายันดาโบ ซึ่งจากสนธิสัญญานี้ ทำให้พม่าต้องเสียแคว้นยะข่ายและมณีปุระ ทั้งต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามอีกหนึ่งล้านปอนด์ให้อังกฤษ พร้อมทั้งทำข้อตกลงการค้าระหว่างพม่ากับอังกฤษ แลกกับการที่อังกฤษจะถอนทัพออกจากพม่าตอนล่าง
หลังแพ้สงครามกับอังกฤษ พระเจ้าจักกายแมงได้ประชวรพระสติวิปลาส จึงถูกเจ้าชายแสรกแมง พระอนุชา ถอดจากราชบัลลังก์ ใน ปี ค.ศ.1837
สงครามอังกฤษ – พม่า ครั้งที่สอง
สงครามนี้เริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1852 โดยหลังพระเจ้าแสรกแมงประชวรและสิ้นพระชนม์ พระเจ้าพุกามแมง พระโอรสของพระองค์ซึ่งขึ้นครองราชย์แทน ได้ละเมิดสนธิสัญญาที่ทำกับอังกฤษและปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงกับชนชาติอังกฤษ
อังกฤษได้ส่งสาส์นถึงพระเจ้าพุกามแมงว่าปฏิบัติการต่อต้านจะเริ่มขึ้น หากพระองค์ไม่ยอมปฏิบัติตามสนธิสัญญายันดาโบ ทว่าพม่ายังคงนิ่งเฉย
วันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1852 เมื่อไม่มีคำตอบจากพม่า กำลังทหาร 8,100 นาย ที่นำโดยนายพล เอช ที ก็อดวิน และกองเรือที่บังคับบัญชาโดยผู้การแลมเบิร์ต ก็เคลื่อนพลและเปิดฉากสงครามครั้งที่สอง ทัพอังกฤษเข้ายึดเมาะตะมะในวันที่ 5 เมษายน ตามด้วย ย่างกุ้งในวันที่ 12 เมษายน จากนั้นในวันที่ 14 เมษายน หลังการต่อสู้อย่างรุนแรงระหว่างกองทหารพม่ากับอังกฤษ พระมหาเจดีย์ชเวดากองก็ถูกทัพอังกฤษยึดไว้ได้ ก่อนที่กองทัพอังกฤษจะเข้ายึดพะสิมและเมืองพะโคได้ตามลำดับ และด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารบริษัท อีสต์ อินเดียกับรัฐบาลอังกฤษ ฝ่ายอังกฤษก็ผนวกพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำอิระวดีไว้ในเขตปกครอง จากนั้นในเดือนธันวาคม ลอร์ดดาลฮูส ข้าหลวงอังกฤษประจำอินเดีย ก็แจ้งพระเจ้าพุกามแมงว่า อาณาเขตพม่าตอนล่างเป็นของอังกฤษและถ้ากองทหารของพระองค์ทำการต่อต้านใดๆ กองทัพอังกฤษจะเข้าทำลายอาณาจักรทั้งหมดของพระองค์
หลังสงครามครั้งที่สอง พระเจ้าพุกามแมงเสียพระสติและถูกเจ้าชายมินดง อนุชาต่างมารดา ยึดอำนาจและกักบริเวณ จากนั้นเจ้าชายมินดงจึงขึ้นครองราชย์
พระเจ้ามินดงทรงย้ายเมืองหลวงมาที่มัณฑะเลย์และพยายามพัฒนาอาณาจักรกับกองทัพให้ทันสมัยเพื่อให้รอดพ้นการคุกคามของอังกฤษและพยายามดึงฝรั่งเศสมาคานอำนาจ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาเกิดเหตุพระโอรสสองพระองค์ของพระเจ้ามินดงก่อกบฏ สังหารเจ้าอุปราชกานอง อนุชาของพระองค์และเสนาบดีผู้ใหญ่เกือบทั้งหมด ซึ่งแม้กบฏจะถูกปราบลงได้ แต่การสูญเสียอุปราชกานองรวมทั้งเหล่าเสนาบดีที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทำลายความหวังของพระเจ้ามินดงจนหมดสิ้น ทำให้พระองค์ตรอมพระทัยจนประชวร เปิดโอกาสให้พระนางอเลนันดอ มเหสีรองของพระองค์ ยึดอำนาจในราชสำนัก
พระนางอเลนันดอเป็นพระธิดาของพระเจ้าจักกายแมงกับพระสนมเอกซึ่งเป็นอดีตแม่ค้าในตลาด พระนางเป็นคนทะเยอทะยานร้ายกาจ จึงฉวยโอกาสพระสวามีประชวร สมคบขุนนางที่เป็นคนของพระนางคุมขังฝ่ายตรงข้ามที่มีทั้งเชื้อพระวงศ์และขุนนาง จากนั้นสนับสนุนเจ้าชายสีป่อผู้อ่อนแอเป็นรัชทายาท โดยให้อภิเษกกับเจ้าหญิงศุภยาลัตพระธิดาของพระนาง
หลังพระเจ้ามินดงสวรรคต พระเจ้าสีป่อขึ้นครองราชย์พระนางอเลนันดอและพระนางศุภยาลัตได้นำเชื้อพระวงศ์และขุนนางฝ่ายตรงข้ามรวมทั้งญาติพี่น้องมาประหารเสียสิ้น รวมกว่าห้าร้อยคน
พระนางอเลนันดอหวังจะควบคุมพระเจ้าสีป่อผู้อ่อนแอไว้ในอำนาจ ทว่าพระนางกลับเสียอำนาจให้พระธิดา และพระนางศุภยาลัตก็ญาติคุมอำนาจในราชสำนัก โดยมีพระสวามีคือ พระเจ้าสีป่อ เป็นหุ่นเชิด
..และท่ามกลางความวุ่นวายนี้เอง สงครามก็เริ่มขึ้น....
สงครามอังกฤษ- พม่า ครั้งที่สาม
สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสีป่อ และเป็นสงครามครั้งสุดท้ายระหว่างพม่ากับอังกฤษซึ่งส่งผลให้พม่าต้องสูญเสียเอกราช
เหตุเริ่มจากการที่พระนางศุภยาลัตไม่พอใจที่อังกฤษให้ค่าสัมปทานป่าไม้น้อย และฝรั่งเศสแสดงท่าทีจะเข้ามาเสนอให้มากกว่า ประกอบกับมีการกล่าวหาว่าบริษัทการค้าของอังกฤษ ลอบตัดไม้เกินกว่าที่ได้สัมปทาน ศาลพม่าจึงสั่งปรับ 2 ล้านรูปี แต่บริษัทไม่ยินยอม จนเรื่องลุกลามไปสู่การยึดสินค้าของบริษัท ฝ่ายอังกฤษจึงยื่นหนังสือประท้วงต่อราชสำนักพม่าในเดือนตุลาคม ค.ศ.1885 และให้แก้ไขสนธิสัญญาใหม่โดยเรียกร้องผลประโยชน์เพิ่ม
พระนางศุภยาลัตปฏิเสธข้อเรียกร้องของอังกฤษอย่างแข็งกร้าว เพราะคิดว่า ฝรั่งเศสจะหนุนหลังพระนาง ทว่าเมื่อเกิดเรื่องจริงๆ ฝรั่งเศสก็วางตัวเป็นกลาง
ปฏิกิริยาของราชสำนักพม่า ทำให้อังกฤษเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะเข้ายึดมัณฑะเลย์และล้มล้างราชบัลลังก์ของพระเจ้าสีป่อ
เวลานั้น พม่าตอนบน ส่วนใหญ่เป็นป่าเขา ไม่เมาะสำหรับปฏิบัติการทางทหาร และอังกฤษก็มีข้อมูลทางภูมิศาสตร์ของพม่าตอนบนเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอังกฤษใช้เรือกลไฟขึ้นล่องในแม่น้ำอิระวดีมานาน และพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามครั้งนี้ คือเคลื่อนทัพทางน้ำตรงสู่เมืองหลวงของพม่า
พลเอก แฮรี่ เพรนเดอกัสต์ ถูกวางตัวเป็นแม่ทัพในการรบครั้งนี้ โดยใช้เรือกลไฟและเรือลำเลียงของบริษัทฟลอติลลา อิระวดี ซึ่งอยู่ที่ย่างกุ้ง ในการลำเลียงกำลังทหารและอาวุธ โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทที่มีความรู้เรื่องร่องน้ำทำหน้าที่ควบคุมเรือ กำลังพลประกอบด้วยทหารอังกฤษ 3,024 นาย ทหารอินเดีย(ซีปอย) 6,000 นาย ปืนใหญ่ 67 กระบอก ปืนกลเรือ 24 กระบอก
กองทัพอังกฤษเคลื่อนพลออกจากย่างกุ้ง ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1855 โดยล่องขึ้นไปตามแม่น้ำอิระวดี เมื่อพระเจ้าสีป่อทรงทราบก็มีพระราชโองการระดมทหารเพื่อรับศึก ฝ่ายพม่าได้วางแนวป้องกันตลอดลำน้ำอิระวดี แต่ปืนใหญ่แบบโบราณของพม่าก็ไม่อาจเทียบกับอานุภาพการยิงของปืนใหญ่อังกฤษได้ ทหารอังกฤษยกพลขึ้นบกที่ป้อมมินหล่าและเข้าโจมตีอย่างดุเดือด แม่ทัพพม่าสองนายเสียชีวิตในที่รบพร้อมกับทหารพม่า 176 นาย ส่วนทหารอีก 400 กว่าคนยอมจำนนขณะที่อังกฤษเสียทหารเพียง 3 นาย
หลังการรบที่ป้อมมินหล่า อังกฤษใช้ปืนใหญ่และปืนเรือยิงถล่มแนวป้องกันสุดท้ายของพม่าที่มยิงยัน จนแตกพ่าย จากนั้นก็บุกถึงมัณฑะเลย์ โดยไร้ผู้ขัดขวาง ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ.1885
พระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัตผู้เป็นพระมเหสีถูกอังกฤษนำไปประทับที่เมืองรัตนคีรีในประเทศอินเดีย พระเจ้าสีป่อสิ้นพระชนม์ที่นั่น ส่วนพระนางศุภยาลัตนั้นได้กลับมาตุภูมิในช่วงปลายพระชนชีพ
แม้สงครามครั้งนี้ อังกฤษจะเผด็จศึกพม่าได้ในไม่กี่วัน ทว่าการเนรเทศพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต กลับเกิดผลกระทบที่รุนแรง ชาวพม่าจำนวนมากต่อต้านการปกครองของอังกฤษ และเมื่ออังกฤษปราบปราม ก็ส่งผลให้เกิดสงครามกองโจรกระจายไปทั่วภูมิภาคต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่พม่าตอนล่างที่อยู่ใต้ปกครองอังกฤษมาก่อนหน้านั้น
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมากและอังกฤษต้องใช้เวลาถึงสามปีกว่าจะควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้ จากนั้น พม่าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรจนถึงปี ค.ศ.1947 จึงได้รับอิสรภาพ
ที่มา : komkid.com
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 373
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ที่มาของชื่อ "เมืองปู่เจ้าสมิงพราย" มีที่มาดังนี้
ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย จากข้อมูลของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ให้ข้อมูลไว้ว่า "ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย" ตั้งอยู่ที่ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ในสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พวกญวณแผ่อำนาจเข้ามาทางเขมร พระองค์เกรงว่าญวณอาจจะรุกรานไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จไปเป็นแม่กองสร้างเมือง "นครเขื่อนขันธ์" ขึ้นที่บ้านปากลัด (พระประแดง) เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๗ พร้อมกันนั้นก็โปรดเกล้าให้สร้างป้อมขึ้น ๘ ป้อม รวมของเดิมที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็น ๙ ป้อม ป้อมปู่เจ้าสมิงพรายเป็นป้อมหนึ่งในบรรดา ๔ ป้อม ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ ส่วนอีก ๓ ป้อม ได้แก่ ป้อมปีศาจสิง ป้อมราหูจร และป้อมวิทยาคม ที่สร้างในสมัยรัชการที่ ๑ ป้อมดังกล่าวล้วนชักปีกกาถึงกัน ป้อมปู่เจ้าสมิงพรายคงได้รับการปรับปรุงอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ด้านบนของอาคารเป็นหลังคาเรือนไม้มุงกระเบื้อง ทำเป็นช่องยาวโค้งและหัวเสาอิทธิพลศิลปตะวันตกแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ป้อมปู่เจ้าสมิงพรายนี้ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๖ ตอนที่ ๙๗ ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๒
องค์ปู่เจ้าสมิงพราย เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือของชาวมอญคู่ป้อมปู่เจ้าสมิงพรายมาช้านาน ไม่มีผู้ใดทราบประวัติความเป็นมาที่แน่นอน ไม่มีการบันทึกหลักฐานใดๆไว้ แต่จากการสันนิษฐานจากผู้รู้ อันได้แก่ผู้มีเชื้อสายมอญ เช่น ท่านผู้ใหญ่สมพิศ มลคลพันธ์ และอาจารย์ฉวีวรรณ ควรแสวง ประธานศูนย์วัฒนธรรมอำเภอพระประแดง พอสรุปได้ว่า "คือเทพารักษ์ ที่ชาวมอญเคารพนับถือเสมือนปู่ มีคำเรียกนำหน้านามว่า สมิง ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์ของขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายมอญ นามว่า สมิงพราย" กล่าวคือ ถ้าแปลศัพท์ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ดังนี้
ปู่ (น) - พ่อของพ่อ, ผัวของย่า, ญาติผู้ชาย หรือชายที่นับถือชั้นปู่
เจ้า (น.) - ผู้ใหญ่, ผู้ที่เป็นหัวหน้า, เช่น เจ้านคร
- เชื้อสายของกษัตริย์นับตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป บางแห่งหมายถึงพระเจ้าแผ่นดินก็มี เช่น เจ้ากรุงจีน
- เทพารักษ์ เช่น เจ้าพ่อหลักเมือง
สมิง (สมิง) (น) - เสือ ที่เชื่อว่าเดิมเป็นคนที่มีวิชาอาคมแก่กล้า แล้วต่อมาสามารถจำแลงร่างเป็นเสือที่กินคน มากๆเข้าเชื่อกันว่าวิญญาณคนตายเข้าสิง ต่อมาสามารถจำแลร่างเป็นคนได้ เรียกว่าเสือสมิง
- ตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายมอญ (ต. สมิง ว่าพระเจ้าแผ่นดิน, เจ้าเมือง, ผู้ปกครอง)
ส่วนคำว่า "พราย" สันนิษฐานว่าเป็นชื่อเรียก น่าจะมาจากคำว่า "ปลาย" ในภาษามอญแปลว่า "บุรุษซึ่งมีความสง่างาม"
ถนนปู่เจ้าสมิงพราย เป็นชื่อทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๑๑๓ เดิมมีชื่อว่า "ถนนสายสำโรง-ท่าอิฐ (หิน) " หรือ "ถนนใหม่" มีระยะทาง ๖.๓ กิโลเมตร แนวสายทางเริ่มต้นจากถนนสุขุมวิท ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สิ้นสุดที่ท่าน้ำพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณวัดแหลม ตำบลบางหญ้าแพรก เป็นถนนสายหลักที่สายผ่านกลางเขตเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย เป็นระยะทางประมาณ ๖ กิโลเมตร และเป็นที่รู้จักของคนโดยทั่วไป
http://www.poochaosamingprai.go.th
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 373
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 266209389/

สายธาร ศิลป์เรื่องเล่าบันทึกโลก 📜📚
เมื่อวานนี้ เวลา 07:00 น. ·
พระองค์เจ้าขุนเณร
ผู้บัญชาการกองทัพนินจาคนสุดท้ายแห่งยุค รัตนโกสินทร์ กองทัพนินจา หรือกองอาสาอาทมาท ได้แสดงฝีมือ ให้ประจักษ์แก่ลูกหลานไทย ครั้งสุดท้ายในยุคของ "เจ้าขุนเณร" เป็นผู้บัญชาการ เข้าทำการสู้รบใน "ศึกเจ้าอนุ" "ศึกสงครามเก้าทัพ" จนเป็นที่ร่ำลือกล่าวขานเป็นตำนาน การรบของกองทัพไทย ตราบจนทั่วทุกวันนี้
พระองค์เจ้าขุนเณร เป็นพระโอรสของ พระเจ้าขุนรามณรงค์ หรือออกหลวงรามณรงค์ (พระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) พระองค์เจ้าขุนเณรทรงปฏิบัติ การรบในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
-พระภารกิจ และวีรกรรมของพระองค์เจ้าขุนเณร ที่ปรากฏชัดเจน และมีความสำคัญยิ่งขึ้นคือ เหตุการณ์ในการทำสงครามกับพม่า ที่เรียกว่า สงครามเก้าทัพ ณ เมืองกาญจนบุรี ในปี พ.ศ.๒๓๒๘ ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
พระองค์เจ้าขุนเณรได้รับหน้าที่เฉพาะกิจโดย กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหัวหน้ากองโจร คอยทำลายกองกำลังของ พม่า ตัดกำลัง แย่งชิงเสบียงอาหาร และยุทโธปกรณ์ ของพม่า รบกวน รังควานแย่งชิง ทำลายกองเกวียน กองช้างกองม้าที่นำเสบียงมาจากเมืองเมาะตะมะ เมืองทวาย และตะนาวศรี นำกำลังเข้าไปทางบก และทางน้ำแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ตั้งของข้าศึก และอาศัยภูมิประเทศ เหตุการณ์ดินฟ้าอากาศ ในขณะนั้น จู่โจม โจมตีทำลาย และจับกุมกำลัง ทหารของพม่า ทำให้ข้าศึกพะวักพะวน ต้องดึงกำลัง มารักษาพื้นที่ส่วนหลังมากขึ้น เป็นการทำลายขวัญ ของพม่าให้ลดถอยในการสู้รบ
พระองค์เจ้าขุนเณรใช้กองทัพนินจาที่พระองค์ทรงฝึกเองเพียง ๑,๘๐๐ คนเท่านั้น ที่จะต้องยันกองทัพพม่า ที่ยกมาเป็นจำนวนนับแสน ซึ่งในการปฏิบัติงาน สำคัญ เป็นภารกิจเสี่ยงต่อภัยอันตรายตลอดเวลา ยากที่กำลังพลปกติทั่วไปจะกระทำได้สำเร็จ
หลังจากเสร็จสิ้นการศึก กรมพระราชวังบวรฯ ตรัสเรียกพระองค์เจ้าขุนเณรให้เข้ามาเฝ้าในที่ใกล้ และพระราชทานพระแสงดาบฝักทองคำองค์หนึ่งแด่พระองค์เจ้าขุนเณรเป็นรางวัล
การปฏิบัติการแบบกองโจรของพระองค์เจ้าขุนเณรในพื้นที่การรบดังกล่าว ทำให้การรบของทัพหลวงได้รับ ชัยชนะรวดเร็วขึ้น แก้ไขสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำ แก่ข้าศึก กลายเป็นการได้เปรียบอย่างคาดไม่ถึง ใช้กลยุทธ์เฉพาะหน้าที่เสี่ยงแก่ชีวิต และการแพ้ชนะ ชั่วเวลาอันสั้น ใช้การพิจารณาสถานการณ์ความรู้ ในด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับข้าศึกได้ถูกต้อง ใช้การลวง การจู่โจม ความเด็ดขาด ปฏิบัติการการรบอย่าง กล้าหาญรุนแรง รวดเร็ว พฤติกรรมการรบของ พระองค์ ท่านเป็นอย่างกองโจรโดยแท้ และยังเป็น ตัวอย่างที่เป็นแนวทางของการรบแบบกองโจรใน ยุคสมัยนี้ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่ง
ปัจจุบันทางราชการได้สร้างเขื่อนขึ้นมาจึงให้ชื่อว่า เขื่อนเจ้าเณร ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อเทิดทูนวีรกรรมของ พระองค์เจ้าขุนเณร
และกองทัพไทยจึงได้มีหนังสือรายงานขออนุมัติ ทบ. เพื่อขอพระราชทานนามค่ายทหารของ กรมรบพิเศษที่ ๕ ว่า “ค่ายพระองค์เจ้าขุนเณร” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามค่ายทหาร ให้แก่ กรมรบพิเศษที่ ๕ ซึ่งมีที่ตั้งปกติถาวร ณ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ว่า "ค่ายขุนเณร" ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานนามค่ายทหาร ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๘ ผู้รับสนองพระราชโองการ พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิต รองนายกรัฐมนตรี ลงในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓ ตอนที่ ๑ ง หน้า ๑๓ ลง ๓ มกราคม ๒๕๔๙
.
.
ที่มา:สดุดีวีรชนไทย
.
เรื่องเล่าบันทึกโลก 📜📚
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 373
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

• Saladin : ซาลาดีน ยอดขุนศึกแห่งสงครามครูเสด
เรื่องราวของสุลต่านซาลาดีน ขุนศึกมุสลิมผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ประกาศเกียรติยศในสงครามศักดิ์สิทธิ์ครูเสด จนนำไปสู่ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพมุสลิม
ซาลาดีนเกิดในปี ค.ศ.1137 ณ เมืองไทกริต (Tikrit) ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอิรัก โดยเขาเป็นบุตรชายของ อัยยูบ (Ayyub) ซึ่งเป็นขุนพลของซังกี (Zangi) เจ้าผู้ครองนครอเลปโป (Aleppo) ในขณะนั้น
เมื่อซาลาดีนมีอายุได้ 7 ปี ครอบครัวของเขาได้เดินทางอพยพไปยังเลบานอน เพื่อติดตามรับใช้ซังกี
เมื่อซาลาดีนเติบโตขึ้น เขาได้รับการศึกษาจากศาสตร์หลากหลายด้าน อาทิคณิตศาสตร์ ,ปรัชญา ,กฎหมาย และหลักศาสนาอิสลาม โดยเป้าหมายชีวิตแรกของเด็กหนุ่มซาลาดีนก็คือ การเป็นครูผู้สอนศาสนา
• ฉายาและนามของซาลาดีน
สำหรับซาลาดีนนั้น เขามีชื่อเต็มว่า "ยูซุฟ อิบน์ อัยยูบ" (Yusuf Ibn Ayyub) ซึ่งแปลว่า ยูซุฟผู้เป็นบุตรชายของอัยยูบ
และเขาก็ได้รับฉายาจากผู้เป็นพ่อว่า "ซอลาฮุดดีน" (Salahuddin) ซึ่งมีความหมายว่า ผู้มีสัจธรรมแห่งศรัทธา และฉายานี้เอง ที่จะกลายเป็นที่รู้จักกันในนาม "ซาลาดีน" (Saladin)
• เข้าสู่วิถีนักรบ
ซาลาดีนได้เข้าสู่วิถีการเป็นนักรบ ในขณะที่เขามีอายุได้ราว 14 ปี เมื่อเขาได้ติดตามรับใช้ซิกูร์ (Shirkuh) ผู้เป็นลุงของเขา และยังเป็นขุนศึกของนูอัลดีน (Nur al-Din) ทายาทของซังกีอีกด้วย
เหตุนี้เองที่ทำให้จากเดิมที่ซาลาดีนมีความสนใจในด้านศาสนา ก็ได้เปลี่ยนให้เขาหันมาสนใจในด้านการศึกสงครามแทน เขาได้ศึกษากลยุทธ์ต่างๆ และเรียนรู้การใช้อาวุธและการขี่ม้า
• ขึ้นสู่อำนาจในอียิปต์
ในปี ค.ศ.1169 ได้เกิดศึกระหว่างกองทัพครูเสด (Crusade) กับราชวงศ์ฟาติมิต (Fatimid) แห่งอียิปต์
โดยทางด้านของนูอัลดีนได้สั่งการให้สองขุนศึกลุงหลานยกทัพไปยังอียิปต์ โดยวางแผนว่าจะแกล้งให้การช่วยเหลือราชวงศ์ฟาติมิต ในการต่อสู้กับกองทัพครูเสด แต่ในขณะเดียวกันจะถือโอกาสในการโค่นล้มราชวงศ์ฟาติมิตอีกด้วย
โดยกองทัพของซิกูร์และซาลาดีน ก็สามารถเอาชนะกองทัพครูเสดได้ และเคลื่อนทัพเข้าสู่อียิปต์ โดยคอลิฟห์แห่งอียิปต์ (หรือเจ้าผู้ปกครองอียิปต์) ได้ประกาศยอมรับอำนาจของขุนศึกทั้งสอง และแต่งตั้งให้ซิกูร์เป็นอัครเสนาบดี ส่วนซาลาดีนได้รับการแต่งตั้งเป็นเอมีร์ (Emir) หรือเจ้าชายในทางอิสลาม
• สุลต่านแห่งอียิปต์และซีเรีย
ไม่นานนักซิกูร์ได้เสียชีวิตลง ทำให้ซาลาดีนกลายเป็นอัครเสนาบดีแห่งอียิปต์ แม้ว่าในตอนนี้ซาลาดีนจะกลายเป็นผู้นำสูงสุดของอียิปต์โดยปริยายแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ทำตามคำสั่งของนูอัลดีนผู้เป็นเจ้านาย นั้นคือการโค่นล้มราชวงศ์ฟาติมิต
นั้นเป็นเพราะ ซาลาดีนยังคงให้ราชวงศ์ฟาติมิตปกครองอียิปต์ต่อไป เหตุนี้ทำให้นูอัลดีนเชื่อว่าซาลาดีนกำลังก่อกบฏต่อเขา และเตรียมทำศึกกับซาลาดีน (ต่อมาปี ค.ศ.1171 ราชวงศ์ฟาติมิตได้สิ้นสุดลง ทำให้ซาลาดีนกลายเป็นผู้นำสูงสุดของอียิปต์)
ปรากฏว่าในปี ค.ศ.1174 นูอัลดีนได้เสียชีวิตลง ทำให้ซาลาดีนประกาศว่า เขาเป็นผู้สืบทอดของนูอัลดีนอย่างถูกต้อง ซาลาดีนจึงได้ยกทัพไปยังซีเรีย และยึดครองดินแดนซึ่งเคยเป็นของนูอัลดีน
และในที่สุดซาลาดีน ก็ได้สถาปนาราชวงศ์อัยยูบิด (Ayyubid) และขึ้นเป็นสุลต่านแห่งอียิปต์และซีเรีย (Sultan of Egypt and Syria) ทำให้ซาลาดีนได้รับสมญานาม "อัล-มาริค อัล-นาเซอร์" (Al-Malik Al-Nasir) แปลว่า ราชันย์ผู้พิชิต
• บุกพิชิตนครศักดิ์สิทธิ์
กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land) ได้ตกเป็นของฝ่ายกองทัพชาวคริสต์ครูเสดตั้งแต่สงครามครูเสดครั้งที่ 1 (ค.ศ.1095-1099) ทำให้ชาวมุสลิมต่างตั้งเป้าหมาย ที่จะทวงคืนนครแห่งนี้ให้จงได้
ในปี ค.ศ.1187 สุลต่านซาลาดีนจึงได้ยกทัพบุกเยรูซาเล็ม เพื่อชิงนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กลับคืนสู่ชาวมุสลิมอีกครั้ง
• การศึกที่ฮัททิน
การสู้รบะหว่างกองทัพครูเสดกับกองทัพซาลาดีน ได้เริ่มขึ้นเมื่อ กองทัพซาลาดีนได้บุกโจมตีเมืองไทบีเรียส (Tiberias) เพื่อล่อให้กองทัพครูเสดยกทัพออกมาจากเยรูซาเล็ม
โดยสุลต่านซาลาดีนทราบมาว่า เส้นทางจากเยรูซาเล็มมายังไทบีเรียสนั้น เป็นบริเวณทะเลทรายอันแห้งแล้ง เขาจึงวางแผนที่จะซุ่มกองทัพในบริเวณบ่อน้ำในตำบลฮัททิน (Hattin) ซึ่งกองทัพครูเสดจะต้องแวะมาดื่มน้ำที่นี้
เมื่อกองทัพครูเสดเดินทัพมาถึงฮัททิน จึงถูกกองทัพของซาลาดีนโจมตี จนเกิดเป็นศึกที่นองเลือด ซึ่งจบลงที่ชัยชนะอันเด็ดขาดของซาลาดีน หลังชัยชนะที่ฮัททิน กองทัพซาลาดีนก็ยกทัพไปยังเยรูซาเล็ม และสามารถพิชิตนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้สำเร็จ
• สงครามครูเสดครั้งที่ 3
หลังชัยชนะของซาลาดีนที่มีต่อนครเยรูซาเล็ม ในปี ค.ศ.1187 ได้ทำให้กองทัพครูเสดจากยุโรปได้ยกทัพบุกมาเพื่อทวงคืนนครศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ก่อให้เกิดเป็นสงครามครูเสดครั้งที่ 3 (ค.ศ.1189-1192) โดยกองทัพครูเสดครั้งนี้ นำทัพโดยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษ (Richard the Lionheart)
พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ นำกองทัพครูเสดต่อสู้กับกองทัพสุลต่านซาลาดีนได้อย่างสูสี จนเอาชนะได้ในการศึกที่เอเคอร์ (Acre) และอาร์ซูฟ (Arsuf) แม้ว่ากองทัพครูเสดจะชนะได้หลายศึก แต่ก็ไม่สามารถยึดคืนนครเยรูซาเล็มจากสุลต่านซาลาดีนได้
• สงบศึกกับนักรบครูเสด
ในที่สุด ปี ค.ศ.1192 สุลต่านซาลาดีนและพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ ได้ตกลงทำสนธิสัญญาสงบศึกที่เมืองจัฟฟา (Jaffa) โดยกองทัพครูเสดตกลงถอยทัพกลับยุโรป ส่วนฝ่ายมุสลิมจะรับรองความปลอดภัยให้กับผู้แสวงบุญชาวคริสต์ ที่เดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม เป็นอันสิ้นสุดสงครามครูเสดครั้งที่ 3
• อวสานสุลต่านซาลาดีน
ภายหลังการศึกในสงครามครูเสดครั้งที่ 3 สุลต่านซาลาดีนเริ่มมีสุขภาพที่อ่อนแอ และล้มป่วยอย่างหนัก
ท้ายที่สุดวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ.1193 สุลต่านซาลาดีนได้สิ้นพระชนม์ลง ณ พระราชวังกรุงดามัสกัส (Damascus) บนแผ่นดินซีเรีย พระชนม์ได้ 56 ชันษา นับเป็นจุดสิ้นสุดของสุลต่านผู้ยิ่งใหญ่ และขุนศึกผู้กล้าแห่งชาวมุสลิมในสงครามครูเสด
** Reference
- https://www.ducksters.com/history/islam/saladin.php
- https://en.m.wikipedia.org/wiki/Saladin
- https://www.history.com/topics/africa/saladin
- หนังสือ ซอลาฮุดดีน : วีรบุรุษแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์ สำนักพิมพ์ยิปซี
Via : Histofun Deluxe
https://www.blockdit.com/posts/5e3927b21885c70666686748
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 373
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

BrandThink

BUSINESS: เหล้าที่ขายดีที่สุดในโลกได้แก่...
.
เหล้า หรือ Spirit เป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่เรียกได้ว่าคนดื่มกันทั่วโลก ซึ่งประวัติของมันก็มีมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีตั้งแต่ยุโรปรับเทคโนโลยีการกลั่นไปจากอาหรับ และเผยแพร่เทคโนโลยีนี้ไปสู่พื้นที่ต่างๆ ในโลก
.
การทำเหล้านั้นจะเรียกว่าทำง่ายก็ง่าย เพราะพื้นฐานมันคือการใช้พืชใดก็ได้ที่มีแป้งหรือน้ำตาลมาหมักใส่ยีสต์ ให้ยีสต์เปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ แล้วก็เอามากลั่นเพื่อแยกแอลกอฮอล์ออกจากน้ำ ซึ่งผลที่ได้ก็คือสิ่งที่เราเรียกรวมๆ ว่า “เหล้า” และเหล้ามันก็เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นสินค้าส่งออกของประเทศต่างๆ มาหลายร้อยปี ด้วยเหตุที่ว่าตัวมันเป็นแอลกอฮอล์เข้มข้น สามารถขนส่งในระยะไกลได้โดยไม่บูดเสีย ซึ่งต่างจากเบียร์และไวน์ที่มีประวัติยาวนานกว่า แต่ก็มักจะผลิตกินกันในท้องถิ่นเท่านั้น เพราะหมักมาแล้วมันเก็บได้ไม่นานก็เสีย
.
นี่ทำให้โลกนี้มี “เหล้า” สารพัดชนิดจากพืชสารพัด เช่น บรั่นดีจากองุ่น วิสกี้ ว็อดก้า เหล้าขาวจากข้าวสารพัดรูปแบบ เบอร์เบิ้นจากข้าวโพด รัมจากกากน้ำตาลอ้อย หรือกระทั่งเตกีล่าจากกระบองเพชรอะกาเว่ ซึ่งแม้ว่าชื่อเรียกจะต่างๆ กัน กระบวนการพื้นฐานมันมีร่วมกันทั้งสิ้นคือ เอาพืชที่มีแป้งหรือน้ำตาลมาหมักกับยีสต์ แล้วก็เอาไปกลั่น
.
เนื่องจาก “เหล้า” มีความเป็นสากลในฐานะเครื่องดื่มมึนเมา เราก็จะสามารถเห็นได้ว่ามันเป็นสินค้าที่ขายได้ระดับนานาชาติ และเราอยู่เมืองไทยเราก็สามารถหาเหล้าจากทั่วโลกมากินได้เพียงแค่เข้าไปร้านขายเหล้า หรือแผนกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในห้างใหญ่ๆ
.
ทีนี้ เคยสงสัยมั้ยครับว่า “เหล้า” ยี่ห้อไหน มัน “ขายดี” ที่สุดในโลกในแง่มีคนดื่มเยอะที่สุด? ให้เดาบางคนอาจสงสัยว่าเป็น Johnny Walker หรือเปล่า?
.
ซึ่งเอาจริงๆ เหล้าของ Johnny Walker เนี่ย ถ้าวัดกันในเชิงประมาณ มันไม่ติดกระทั่ง 1 ใน 10 ของ “เหล้าสี” (คือเป็นสีอำพัน ไม่ใช่ใสๆ) ที่ขายดีที่สุดในโลกด้วยซ้ำ และถึงจะนับยอดขายจากทั่วโลก เราก็จะพบว่ามันขายดีน้อยกว่าเหล้า หงส์ทอง ที่เป็นเหล้าสีที่ขายดีที่สุดของไทยอีก และหงส์ทองของบ้านเรานี่ก็ไม่ใช่เล่นๆ นะครับ ขายได้เป็น 252 ล้านขวดต่อปี เป็นเหล้าสีขายดีที่สุดในไทย และขายดีระดับโลกเลย (สถิติทั้งหมดถ้าไม่มีการระบุอะไร มาจากรายงานของ International Wine & Spirits Research Group ในปี 2018 นะครับ ซึ่งเขาวัดยอดขายกันเป็นกล่อง ซึ่งกล่องนึงมี 12 ขวด ขวดละ 0.75 ลิตร หรือรวมกัน 9 ลิตรต่อกล่อง แต่ในที่นี้จะคิดเป็นขวดเพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ)
.
ซึ่งก็แน่นอนว่ายอดขายแทบทั้งหมดก็ในไทยนั่นแหละ ก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยนี่ขี้เมาไม่ใช่เล่นเลย
.
แต่ถ้านั่นยังไม่น่าตกใจพอ เหล้าที่ขายดีอันดับ 2 ของโลกนี่ก็เหล้าไทยนะครับ มันคือเหล้าขาวยี่ห้อ รวงข้าว ที่ปีๆ หนึ่งขายได้ถึง 372 ล้านขวด และที่น่าสนคือ ช่วงก่อนหน้านี้อันดับมันไม่ได้สูงอย่างนี้นะครับ เพราะว่ายังแพ้ เหล้า Officers Choice ซึ่งเป็นเหล้ามหาชนของอินเดียอยู่ แต่ล่าสุดนี่ชนะแล้ว (แต่ถ้าเทียบประชากรกันแล้วก็ถือว่าโหดมากอยู่ดี เพราะคนอินเดียมีจำนวนมากกว่าเราเยอะ)
.
มาถึงตรงนี้ เราอาจอึ้งว่า เอาจริงๆ เหล้าที่ขายดีเกือบที่สุดในโลกมันก็คือเหล้าของไทยๆ เรานี่เอง ซึ่งก็ใช่ครับ เพราะเอาจริงๆ พวกเหล้าขายดีทั้งหลาย มันคือเหล้าท้องถิ่นทั้งนั้น ซึ่งมันจะขายดีแค่ไหนก็แปรผันไปกับความขี้เมาของคนในประเทศเป็นหลัก เพราะมันเป็นแบรนด์ท้องถิ่น ไม่ใช่แบรนด์อินเตอร์ ดังนั้นแบรนด์เหล้าที่ขายดีระดับโลกมันก็มักจะมาจากประเทศที่คนมันขี้เมากันด้วย
.
คือเอาง่ายๆ ครับ เหล้าระดับอินเตอร์ที่ขายได้มากที่สุดเนี่ย คือ Smirnoff (ซึ่งเป็นว็อดก้าสัญชาติอเมริกัน) มันยังมียอดขายทั่วโลกเพียง 300 ล้านขวดเท่านั้นเอง สุรารวงข้าวเราขายดีกว่า หรือพูดง่ายๆ คนไทยกินเหล้ารวงข้าวกันมากกว่าคนทั่วโลกกิน Smirnoff
.
แต่ก็อย่างที่บอกครับ เหล้ารวงข้าวเราเนี่ย เป็น “อันดับ 2” ของโลกนะครับ ไม่ใช่อันดับ 1 และอันดับ 1 มันก็ไม่ใช่เหล้าอินเตอร์ด้วย แต่เป็นเหล้าท้องถิ่นอย่างเหล้ายี่ห้อ Jinro ของเกาหลีใต้
.
ถ้าถามว่าคุ้นชื่อแบรนด์นี้มั้ย? ถามเมื่อสัก 10 ปีก่อนคนคงไม่ค่อยรู้จัก แต่ทุกวันนี้วัฒนธรรมเกาหลีมันฮิตบ้านเราพอควร และเหล้านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเกาหลีด้วย ดังนั้นทุกวันนี้หลายๆ คนก็คงเคยผ่านตาแบรนด์นี้กันแล้ว และจริงๆ มันก็มีวางขายบ้านเราอยู่ (ขวดเขียวๆ ฉลากเหลืองๆ โลโก้สีแดงๆ น่ะครับ หรือจริงๆ ยุคนี้พวกขวดเล็กๆ ก็มีขายที่ 7-eleven ด้วยซ้ำ)
.
สำหรับคนเคยเห็น ก็คงจะไม่รู้สึกอะไรนอกจากว่ามันคือเหล้าที่เรียกว่า “โซจู” จากเกาหลี (ซึ่งมันก็คือ “เหล้าขาว” นี่แหละครับ กระบวนการไม่ได้ต่างจากเหล้าขาวบ้านเราหรือว็อดก้า และพืชที่ใช้ผลิตก็คือข้าว) แต่ในความเป็นจริง เหล้ายี่ห้อนี้คือแชมป์ตลอดกาลของเหล้าขายดีทั่วโลก เพราะตั้งแต่มีการสำรวจทั่วโลกอย่างจริงจังมา Jinro คือแบรนด์เหล้าที่ขายได้เยอะที่สุดในโลกมาตลอด และจากสถิติล่าสุดมันขายได้ราวๆ 76 ล้านกล่อง หรือประมาณ 912 ล้านขวด เรียกได้ว่านับเป็นขวดๆ มันขายได้เยอะกว่าเหล้ารวงข้าวของบ้านเราเป็นเท่าตัว
.
บางคนอาจรู้สึกว่ามันแปลกๆ เพราะถ้าไปดูดีกรี เราก็จะพบว่าโซจูของ Jinro มันมีแฮลกอฮอล์เพียง ราวๆ 17-20 ดีกรีเท่านั้น หรือต่ำกว่า “เหล้า” ทั่วๆ ไปครึ่งนึง (แต่ยังสูงกว่าพวกเบียร์และไวน์เป็นเท่าตัว) พูดง่ายๆ คือมันมีข้อสงสัยว่ามันขายดีเพราะระดับแอลกอฮอล์มันต่ำหรือเปล่า? นอกจากนี้ส่วนหนึ่งที่ Jinro ขายดีขนาดนี้ เพราะมันไปบุกตลาดนานาชาติด้วย
.
ใช่ครับสิ่งเหล่านี้มีส่วนถูก แต่อีกส่วนที่ทำให้ Jinro ขายดีก็เพราะคนเกาหลีใต้นี่ขี้เมาสุดๆ ซึ่งสิ่งที่หลายๆ คนไม่รู้ก็คือ เกาหลีใต้เป็นชาติเอเชียที่อัตราการบริโภคแอลกอฮอล์ต่อหัวสูงที่สุดในเอเชีย ดังนั้นก็จึงไม่แปลกเท่าไรหรอกครับที่ “สุราประจำชาติ” ของประเทศเอเชียที่ขี้เมาที่สุดมันจะเป็นเหล้าที่ขายดีที่สุดในโลก
.
เพราะคนเกาหลีนี่ก็ไม่ใช่ย่อยจริงๆ ขนาดคนไทยที่ว่ากินเหล้าเก่งๆ แล้วไปดวลเหล้ากับต่างชาติเขายังเล่าลือกันเลยว่า 2 ชาติที่อย่าไปดวลเหล้ากับเขาเด็ดขาดเพราะแพ้แน่ๆ คือรัสเซียและเกาหลี เพราะพวกนี้เขา “สายแข็ง” ของจริง
.
ซึ่งที่น่าสนใจอีกก็คือ ที่เขารวมๆ เหล้าขายดีทั่วโลกนี่ ไม่มีแบรนด์รัสเซียติดซักแบรนด์นะครับ ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่ลือชื่อด้านความขี้เหล้าสุดๆ แล้ว แถมมีประชากรเป็นร้อยล้านคน ส่วนหนึ่งที่เป็นแบบนี้ก็อาจเป็นเพราะในรัสเซียเองคนเลือกกินว็อดก้ากันหลากหลายยี่ห้อ ไม่มีแบรนด์ไหนเด่นครองตลาดได้ เพราะนี่ไม่ใช่ยุคสังคมนิยมที่มีแค่สองแบรนด์ให้เลือกแล้ว แต่มีเป็นสิบๆ ให้เลือกเมากัน หรือพูดง่ายๆ แม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นชาติแห่งว็อดก้า แต่รัสเซียกลับไม่มีว็อดก้าแบรนด์เด่นระดับเป็น “แบรนด์ประจำชาติ” ที่คนกินกันหมด
.
และในทางกลับกัน ชาติขี้เมาอย่างเกาหลีใต้ที่มีประชากรเพียง 50 ล้านคน แต่มีเหล้าที่ถือเป็นแบรนด์ประจำชาติ มันก็เลยทำให้แบรนด์อย่าง Jinro สามารถมียอดขายสูงทะลุโลกจนเป็นเหล้าที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของโลกในที่สุด
#Jinro #Alcohol #Business #BrandThink
#พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
#CreateaBetterTomorrow
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 872590095/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส