ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 413
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

“ขุนตาล” อุโมงค์มหัศจรรย์! ตอกหิน ๒ ด้าน เข้าหากัน ๓ รัชกาลจึงทะลุ ๑.๓๖ กม.!!
โดย โรม บุนนาค
อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ก็คือ “อุโมงค์ขุนตาล” อยู่ระหว่างจังหวัดลำปางกับลำพูน เจาะลอดใต้ดอยงาช้างของเทือกเขาขุนตาลเข้าไป ยาวถึง ๑,๓๖๒.๐๕ เมตรกว่าจะทะลุอีกด้าน นับเป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ สร้างความตื่นเต้นให้คนทั้งประเทศ ซึ่งต้องใช้วิทยาการและความอุสาหะอย่างมาก เพราะเครื่องมือเครื่องใช้ก็ไม่มีเหมือนในยุคนี้ ต้องใช้แรงคนตอกหินทีละก้อน ทั้งการเดินทางเข้าไปทำงานก็ยากลำบาก ต้องบุกป่าฝ่าดงแบกอุปกรณ์เข้าไป ซ้ำวิศวกรชาวเยอรมันที่ควบคุมงานทั้งหมดยังถูกจับในฐานะเป็น “ชนชาติสัตรู” ต้องใช้เวลาถึง ๓ รัชกาลจึงเปิดเดินรถได้
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงทำพิธีเริ่มสร้างทางรถไฟในวันที่ ๔ มีนาคม ๒๔๓๔ จนปลายปี ๒๔๔๘ รถไฟสายเหนือก็เพิ่งเดินรถไปได้แค่สถานีนครสวรรค์ และการสำรวจเส้นทางที่จะไปถึงเชียงใหม่มีอุปสรรคใหญ่ คือเทือกเขาขุนตาลที่ขวางกั้นจนยากที่หลบเลี่ยงได้
หลังจากสำรวจอยู่ ๒ ปี ในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะขุดอุโมงค์ลอดไปอย่างที่ในยุโรปทำกันมาแล้ว แต่การขุดอุโมงค์ลอดใต้ภูเขายาวเป็นกิโลเมตรเช่นนี้ ทั้งยังอยู่ในดินแดนทุรกันดารที่ต้องปีนป่ายภูเขาเข้าไป นับเป็นเรื่องที่คนไทยทั่วไปมองไม่เห็นทางที่จะเป็นไปได้ แต่ก็มีความศรัทธาเชื่อถือในวิศวกรเยอรมัน ซึ่งตอนนั้นคนไทยนิยมเยอรมันมาก ถือกันว่าสินค้าเยอรมันมีคุณภาพดีกว่าทุกชาติในโลก ทั้งยังคบหากันได้อย่างสบายใจ เพราะเยอรมันไม่มีนโยบายแสวงหาอาณานิคมในย่านนี้ ผิดกับอังกฤษและฝรั่งเศสที่ไว้ใจไม่ได้ ยอกย้อนซ่อนแผนที่จะยึดครองประเทศไทยให้ได้
การเจาะอุโมงค์ขุนตาลเริ่มต้นในปี ๒๔๕๐ ซึ่งยังอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยมีวิศวกรเยอรมันชื่อ อีมิล ไอเซนโฮเฟอร์ เป็นผู้ควบคุมคนแรก และขุดทั้ง ๒ ด้านให้มาบรรจบกันพอดี ซึ่งต้องใช้การคำนวณที่แม่นยำมาก
จุดเริ่มต้นขุดอุโมงค์ทั้ง ๒ ด้าน อยู่ในบริเวณทุรกันดารที่การเดินทางต้องใช้เดินเท้าหรือขี่ม้าเข้าไป ส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ในการก่อสร้างและสัมภาระทั้งหลาย ต้องใช้ช้างและเกวียนบรรทุก บางตอนที่เป็นภูเขาชันก็ต้องใช้รอกกว้านขึ้นไป โดยฐานหัวงานอยู่ที่ลำปาง
วิธีขุด เริ่มด้วยการเจาะเป็นรูเล็กๆเข้าไปโดยใช้แรงงานคนตอกหรือใช้สว่าน จากนั้นจึงเอาดินระเบิดไดนาไมต์ฝัง สอดใส่แก๊ปหรือเชื้อประทุ แล้วต่อสายชนวนยาวเพื่อความปลอดภัยของคนจุดชนวนระเบิด
บางจุดก็ใช้วิธีสุมไฟให้หินร้อนจัด ซึ่งจะทำให้สกัดออกได้โดยง่าย หรือบางก้อนราดน้ำลงไปหินร้อนก็จะแตกเองเป็นเสี่ยงๆ
ยิ่งขุดลึกเข้าไปงานก็ยิ่งยากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะต้องขนเศษหินออกมาทิ้งนอกอุโมงค์ ซึ่งหินที่เจาะออกมาจากอุโมงค์ขุนตาลมีปริมาณถึง ๖๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร การใช้แรงงานคนขนออกจากถ้ำ จึงเป็นงานที่หนักหนาสาหัสยิ่ง
คนงานที่สมัครมารับภาระในการขุดเจาะอุโมงค์ขุนตาลนี้ ส่วนใหญ่เป็นพวกที่หาทางไปทำงานอย่างอื่นได้ยาก ได้แก่พวกนักร่อนเร่เผชิญโชค พวกขี้เหล้าและขี้ยา ซึ่งขี้ยาในยุคนั้นก็คือพวกสูบฝิ่นที่ยังไม่มีกฎหมายห้าม ปรากฏว่าพวกที่ทำงานได้ดีที่สุดก็คือพวกขี้ยา ซึ่งมีความขยันมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ทั้งๆที่ทุกคนต่างมีร่างกายผอมแห้ง ที่ขยันทำงานก็หวังจะได้เงินมาสูบฝิ่น ทั้งยังไม่มีความกลัวควันพิษต่างๆในอุโมงค์ที่เกิดจากฝุ่นหิน เพราะเชื่อในอิทธิฤทธิ์ของฝิ่นว่าจะกำจัดได้หมด เมื่อขุดเข้าไปลึกๆอากาศหายใจก็น้อยลงทุกที ต้องปั๊มอากาศเข้าไปช่วย แต่พวกสูบฝิ่นที่ผอมแห้งก็ใช้อากาศหายใจน้อยกว่าพวกอื่น
เนื่องจากอุโมงค์ขุนตาลอยู่ในแดนทุรกันดารที่ชุกชุมด้วยไข้ป่า กรรมกรเหล่านี้นอกจากจะเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ยังมีไม่น้อยที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเพราะความประมาท อย่างเช่นการต่อสายชนวนเข้ากับแก๊ปเชื้อประทุ แทนที่จะใช้คีบบีบ กรรมกรหลายคนมักง่ายใช้ฟันกัดแทนคีม ถ้าเกิดพลาดไม่ถึงตายก็ฟันร่วงหมดปาก
หลังจากขุดอุโมงค์ขุนตาลมาได้ ๕ ปีก็มีเรื่องเศร้าสลดเกิดขึ้นแก่พสกนิกรชาวไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานกำเนิดรถไฟไทย ได้เสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ แต่การขุดเจาะอุโมงค์ขุนตาลก็ยังดำเนินต่อไป
หลังจากใช้เวลาเจาะอยู่ถึง ๘ ปี อุโมงค์ทั้ง ๒ ด้านก็ทะลุถึงกันตรงตามที่คำนวณไว้ จากนั้นยังต้องใช้เวลาทำผนังและเพดานคอนกรีตตลอดอุโมงค์อีกถึง ๓ ปี เพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำจากภูเขา
ระหว่างที่การขุดอุโมงค์ขุนตาลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ไทยก็เข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประกาศสงครามกับเยอรมัน ในการตัดสินพระทัยเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนึงถึงการเจาะอุโมงค์ขุนตาลและการสร้างทางรถไฟสายเหนือ ซึ่งอยู่ในความควบคุมของวิศวกรเยอรมันทั้งสิ้น และต่างก็มีความดีความชอบได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ โดย มิสเตอร์ เอฟ ชะแนร์ ได้เป็น พระอำนวยรถกิจ มิสเตอร์ แอร์วิล มูลเลอร์ ได้เป็น พระปฏิบัติราชประสงค์ มิสเตอร์ ยี เอฟ เวเลอร์ ได้รับพระราชทานนามสกุล “เวลานนท์” เมื่อประกาศสงครามกับเยอรมันแล้ว คนเหล่านี้ต้องถูกจับเป็นเชลยทันทีเพราะเป็นชาติคู่สงคราม แม้จะเป็นมิตรที่ดีของคนไทยมาตลอดก็ตาม และเมื่อเห็นว่าไทยไปเข้าข้างสัตรู ก็อาจขุ่นเคืองหาทางแก้แค้นได้ จนมีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับอุโมงค์ขุนตาลได้
ดังนั้นในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๖๐ ก่อนจะประกาศสงครามเพียง ๒๕ วัน จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งทรงศึกษาวิชาวิศวกรรมและทหารช่างจากอังกฤษ กำลังดำรงตำแหน่งจเรทหารบก เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการรถไฟ ควบคุมการก่อสร้างทางรถไฟทั้งหมด
นอกจากนี้ยังทรงมีพระราชหัตถเลขาถึง พระยาสฤษดิ์การบรรจง (สมาน ปันยารชุน) นายช่างแขวงบำรุงทางรถไฟจังหวัดนครราชสีมา กำหนดให้เปิดซองอ่านในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ทรงกำหนดไว้อย่างเงียบๆว่าจะเป็นวันประกาศสงคราม
พระยาสฤษดิ์การบรรจงได้รับลายพระหัตถ์แล้วก็มิได้เฉลียวใจ เผอิญถึงกำหนดลาพักผ่อนไว้ จึงขึ้นไปเยี่ยมเยียนพระราชดรุณรักษ์ ซึ่งเป็นญาติ ซึ่งไปรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่จังหวัดเชียงใหม่ พอวันที่ ๒๒ กรกฎาคมจึงไปเปิดซองพระราชหัตถเลขาออกอ่านที่นั่น พอทราบเรื่องก็ตกใจ รีบเดินทางไปที่อุโมงค์ขุนตาลทันที และได้พบกับกรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งทรงไปบัญชาการอยู่ที่นั่นแล้ว
นอกจากจะมีชาวเยอรมันที่ควบคุมการขุดอุโมงค์ขุนตาลถูกจับ ถูกถอดบรรดาศักดิ์ และถูกคุมตัวส่งลงมากรุงเทพฯ ตามกติกาของสงครามแล้ว ยังมีชาวเยอรมันที่อยู่ในกรมรถไฟและกรมไปรษณีย์รวมกันถึง ๑๗๘ คนถูกจับทั้งหมด แต่ก็เป็นการทำตามกติกาสงครามเท่านั้น คนเยอรมันยังได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ใช้โรงพยาบาลทหารบกที่ถนนอุณากรรณ ซึ่งทันสมัยเหมือนโรงแรมชั้น ๑ เป็นที่ควบคุม และยังมีหมอและพยาบาลดูแลสุขภาพด้วย ส่วนครอบครัวที่มีเด็กก็ใช้สโมสรของชาวเยอรมันเองที่ถนนสุรวงศ์เป็นที่กักกัน
เมื่ออุโมงค์ขุนตาลเสร็จเรียบร้อยในปี ๒๔๖๑ จากนั้นก็ถึงขั้นวางราง แต่รางรถไฟสายเหนือจากจังหวัดลำปางก็ยังมาไม่ถึงอุโมงค์ขุนตาล เนื่องจากภูมิประเทศเต็มไปด้วยหุบเหวและป่าทึบ ยากแก่การวางราง โดยเฉพาะในช่วง ๘ กิโลเมตรก่อนถึงขุนตาล มีเหวลึกถึง ๓ แห่งที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ ต้องสร้างสะพานข้ามไปเท่านั้น คือหุบเหวที่ ปางยางเหนือ ปางยางใต้ และปางหละ ซึ่งเหวที่ปางหละเป็นเหวที่กว้างและลึกที่สุด ต้องใช้ซุงหลายสิบต้นตั้งเป็นหอขึ้นมาจากก้นเหวรองรับรางรถไฟ ตอนข้ามก็ต้องวิ่งอย่างบรรจงช้าๆ เป็นที่หวาดเสียวของผู้โดยสารอย่างยิ่ง และใช้มาจนหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงเปลี่ยนเป็นหอคอนกรีตเสริมเหล็ก
อุโมงค์ขุนตาลแล้วเสร็จสมบูรณ์ เปิดให้ขบวนรถไฟผ่านเป็นครั้งแรกในวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๖๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ เป็นความตื่นเต้นและปรารถนาของคนไทยอย่างยิ่งที่อยากจะนั่งรถไฟลอดอุโมงค์ขุนตาลสักครั้งในชีวิต แม้ในเวลากลางวันภายในอุโมงค์ขุนตาลก็จะมืด รถไฟต้องเปิดไฟทั้งขบวนจนผ่านพ้นอุโมงค์
การเจาะภูเขาที่เป็นหินแกร่งให้เป็นอุโมงค์กว้างจนรถไฟเข้าไปได้ และเป็นระยะทางไกลถึงกิโลเมตรเศษเช่นนี้ ในยุคนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง จนเกือบเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้วด้วยความอุสาหะพยายามของมนุษย์ อย่างที่มีคำกล่าวไว้ว่า “แม้แต่แม่น้ำยังหลีกทาง ภูเขาต้องโค้งคำนับ”
ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกลอย่างในปัจจุบัน ถ้ามนุษย์จะนำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ไม่เอามาใช้ทำลายล้าง ข่มเหง เบียดเบียนกัน โลกใบนี้ก็จะสวยงามน่าอยู่ขึ้นอีกมาก
ที่มา : เจาะเวลาหาอดีต
https://www.facebook.com/20073317062329 ... 394646857/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 413
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

“สงคราม ๙ ทัพ” ชี้ชะตาประเทศ ทหารไทยกลัวถูกลงครกโขลก พม่าหิวจนไม่มีแรงเดินกลับ!!!
โดย โรม บุนนาค
ในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มาได้ ๓ ปี พม่าซึ่งหมายมั่นจะบดขยี้ไทยไม่ให้ตั้งตัวได้หลังเสียกรุง แต่ตัวเองต้องเผชิญปัญหาแตกแยกภายใน ครั้นปราบปรามศึกในบ้านได้ราบคาบแล้ว พระเจ้าปะดุง ก็ทรงกรีฑาทัพใหญ่มีกำลังพลถึง ๑๕๐,๐๐๐ แบ่งเป็น ๙ กองทัพ วางแผนอย่างแยบยลมุ่งเข้าไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้
ทางภาคใต้ ตีตั้งแต่ชุมพรลงไปจนถึงเมืองถลาง ส่วนภาคเหนือ เข้าตีเชียงใหม่ ลำปาง เชียงแสน อีกทัพเข้ามาทางเมืองตาก สกัดหัวเมืองฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ไม่ให้ยกไปช่วยกรุงเทพฯได้ อีกกองทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา สกัดทัพราชบุรีและเพชรบุรีไว้ด้วย เพื่อเปิดทางโล่งให้อีก ๕ กองทัพ รวมถึงกองทัพหลวงของพระเจ้าปะดุงและ ๒ พระราชบุตร มีกำลังรวม ๘๙,๐๐๐ คน เข้าทางด่านเจดีย์สามองค์ มุ่งบดขยี้กรุงรัตนโกสินทร์อย่างปลอดโปร่ง
ครั้นได้ข่าวศึก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชา พร้อมขุนนางข้าราชการ ได้เปิดประชุมวางแผนรับศึกครั้งสำคัญ ถ้าแพ้ศึกครั้งนี้ก็จะไม่มีกรุงรัตนโกสินทร์และราชอาณาจักรไทยเป็นแน่
ตอนนั้นไทยเรามีพลเมืองแค่ ๒ ล้านคน รวบรวมกำลังทหารได้แค่ ๗๐,๐๐๐ เกินกำลังที่จะรับมือพม่าได้ ทั้งยุทธวิธีที่เคยใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คือตั้งรับข้าศึกในกำแพงพระนคร ก็ใช้ไม่ได้ในครั้งนี้ เพราะกำแพงพระนครมีแค่ไม้ทองหลางปักไว้เป็นแนวเท่านั้น ยังไม่ทันสร้างให้มั่นคง
ในที่สุดทรงเลือกยุทธวิธีที่จะออกไปสกัดข้าศึกในภูมิประเทศที่ฝ่ายเราได้เปรียบ โดยส่งกองทัพหนึ่งไปตั้งรับพม่าที่นครสวรรค์ ยันพม่าที่ยกมาทางเหนือไว้ไม่ให้เคลื่อนลงมากรุงเทพฯ อีกกองทัพไปยันข้าศึกที่เมืองราชบุรี เพชรบุรี แม้จะรับไม่ไหวก็ให้ทั้ง ๒ กองทัพถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด ส่วนทางใต้ปล่อยให้พม่ายึดไปก่อน ค่อยแก้ไขภายหลัง
สมเด็จพระอนุชา กรมพระราชวังบวรฯทรงรับภาระสำคัญ นำกำลัง ๓๐,๐๐๐ พร้อมด้วยกองมอญอาสาของพระยามหาโยธา (เจ่ง) อดีตเจ้าเมืองมอญที่เข้ามาสวามิภักดิ์ ๓,๐๐๐ คน ไปตั้งรับ ๕ ทัพพม่าพร้อมทัพหลวงที่กาญจนบุรี ถ้าขับไล่กองกำลังพม่าด้านนี้ออกไปแล้ว จึงไปช่วยตีทัพพม่าด้านอื่นอีกทีละทัพ
สำหรับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงถือกำลังพล ๓๐,๐๐๐ คนเตรียมพร้อมอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นกองหนุนคอยเข้าช่วยด้านที่มีความจำเป็น
นอกจากนี้ยังจัดกำลังพล ๕๐๐ คนให้พระยาสีหราชเดโช พระยาท้ายน้ำ และพระยาเพชรบุรี เป็นนายทัพกองโจร ไปคอยดักทำลายกองลำเลียงเสบียงของพม่าที่เข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ แม้ชาติคับขันถึงเพียงนี้ ทั้ง ๓ พระยายังคิดถึงชีวิตของตัวมากกว่าชาติ เมื่อได้ข่าวว่าพม่ามาทางไหน ก็หลบไปตั้งสกัดอีกทางหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ขุนหมื่นในกองโจรทนดูไม่ได้หลบมากราบทูลฟ้อง กรมพระราชวังบวรฯทรงส่งคนไปสอบ เมื่อได้ความจริงตามฟ้อง จึงให้ตัดหัวพระยาทั้ง ๓ ใส่ชะลอมมาเสียบประจานไว้หน้าค่าย แล้วดำรัสให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าขุนเณร ไปเป็นนายทัพกองโจรแทน
กรมพระราชวังบวรฯได้ส่งให้กองมอญอาสาของพระยาเจ่ง ไปขัดขวางกองทัพหน้าของพระเจ้าปะดุงที่ด่านกรามช้าง ถ่วงเวลาให้ทรงตั้งค่ายเสร็จก่อน ฉะนั้นเมื่อกองทัพหน้าของพม่าผ่านด่านเจดีย์สามองค์เข้ามา ก็ถูกกองมอญอาสาของพระยาเจ่งซุ่มโจมตีตามรังควาน ทำให้ต้องเดินทัพช้าลง พระยาเจ่งก็หลอกล่อให้พม่าตามตีเรื่อยมา ครั้นมาถึงช่องแคบระหว่างภูเขากับแม่น้ำแควใหญ่ที่ช่องสะเดา ซึ่งเป็นภูมิประเทศที่ทรงกำหนด ก็พบว่ากรมพระราชวังบวรฯตั้งค่ายชักปีกกาปิดกั้นไว้ ตามแผนยุทธการ “ปิดตรอกตีพม่า” ทำให้กองทัพหน้าของพม่าจำต้องตั้งค่ายขึ้นเผชิญหน้า ครั้นกองทัพหนุนตามมาก็อยู่ได้แค่ด้านหลัง ต้องดิ้นขลุกขลักอยู่ในช่องแคบนั้น
นอกจากนี้ ด้านหลังของกองทัพหน้าพม่ายังมีปฏิบัติการกองโจรของพระองค์เจ้าขุนเณร ซึ่งมีกำลังทหารร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งมีทั้งกะเหรี่ยง ข่า ขมุ รวม ๑,๘๐๐ คน คอยดักปล้นและทำลายเสบียงที่ส่งมาจากเมาะตะมะ ทวาย และตะนาวศรี ครั้งหนึ่งพระเจ้าปะดุงได้แบ่งเสบียงจากกองทัพหลวงซึ่งตั้งอยู่ที่ด่านเจดีย์สามองค์ บรรทุกช้าง ๖๐ เชือกส่งไปช่วยกองทัพหน้า มีกองคุ้มกันมา ๕๐๐ คน ก็ถูกพระองค์เจ้าขุนเณรปล้นเอาไปหมด ทำให้กองทัพพม่าที่ตั้งเผชิญหน้ากับไทยขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก
เมื่อกรมพระราชวังบวรทรงเห็นว่าทหารพม่าอ่อนกำลังแล้ว จึงดำรัสให้นายทัพนายกองออกตีค่ายพม่า แต่พม่าก็ยังป้องกันค่ายได้อย่างเหนียวแน่น ทำให้ฝ่ายไทยไม่อาจบุกทะลวงได้ ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างล้มตายเป็นจำนวนมาก ตกค่ำนายทัพไทยจึงสั่งถอยกลับเข้าพักยกในค่าย แต่เมื่อกรมพระราชวังบวรฯที่พม่าให้ฉายาว่า “พระยาเสือ” ทรงทราบ จึงมีพระบัณฑูรให้ทำครกใหญ่ตั้งไว้กลางค่าย ๓ ครก ประกาศให้แม่ทัพนายกองทั้งหลายรู้ทั่วกันว่า ต่อไปถ้าใครถอยทัพหนีพม่า จะเอาตัวลงโขลกในครก ทหารไทยจึงลุยกันลูกเดียว เพราะตายในสนามรบยังมีเกียรติกว่าตายในครก
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงทราบข่าวศึกทางด้านกาญจนบุรีว่ายังไม่สามารถขับไล่พม่าออกไปได้ ก็ทรงวิตกว่าพระอนุชาจะเผด็จศึกไม่ทันการที่จะไปรับมือทางด้านอื่นต่อไป จึงเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยกองทัพหลวง ๒๐,๐๐๐ มาทางชลมารค สมเด็จพระอนุชาก็ลงมารับเสด็จถึงเมืองกาญจน์ นำพระเจ้าอยู่หัวพร้อมไพร่พลไปยังค่าย กับให้ทหารประโคมแตรสังข์ฆ้องกลองชนะและโห่ร้องครึกโครมก้องป่า ทหารพม่าขึ้นสังเกตการณ์บนหอรบ เห็นกองทัพหลวงยกรี้พลจำนวนมากมาหนุน ก็เกิดความครั่นคร้ามหนักขึ้น
กรมพระราชวังบวรฯกราบทูลว่า ทัพพม่าอดอยากเสียขวัญจวนจะแตกอยู่แล้ว อย่าได้ทรงวิตกเลย ขอรับอาสาเอาชัยชนะให้จงได้ ขออัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินกลับคืนพระนครเถิด จะได้คอยรับมืออริราชศัตรูทางด้านอื่นได้ทันท่วงที ค่ำวันนั้นจึงทรงเสด็จยาตราทัพหลวงกลับเข้าเมืองกาญจน์อย่างเงียบๆโดยไม่ให้พม่ารู้
กรมพระราชวังบวรฯยังใช้แผนนี้อีกในคืนต่อมา ให้ทหารเดินออกจากค่ายในเวลาค่ำอย่างเงียบๆ แล้วโห่ร้องกลับเข้าค่ายในตอนเช้า ทำให้พม่าใจฝ่อคิดว่าไทยมีทัพหนุนมาเสริมทุกวัน ทั้งยังอดอยากหิวโหยกันไปทั่ว แม้กองทัพของราชบุตรทั้ง ๒ ยกมาช่วย ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะติดอยู่ในช่องแคบ กลับจะมาช่วยกันอดหนักเข้าไปอีก แม่ทัพหน้าของพม่าจึงส่งคนนำความไปกราบทูลพระเจ้าปะดุง ขอล่าทัพเสียก่อนจะแตกทัพ พระเจ้าปะดุงให้รอดูท่าทีไปอีกพัก ถ้าเห็นว่าไม่ไหวจริงๆจึงค่อยถอย กองทัพพม่าจึงรอดูท่าทีโดยรบอยู่แต่ในค่าย ไม่ยอมออกมาสู้นอกค่าย
พระยาเสือทรงเห็นว่าทัพพม่าสุกงอมได้ที่แล้ว ฉะนั้นในเช้ามืดของวันศุกร์ที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๒๘ จึงดำรัสสั่งให้ทุกหน่วยลากปืนใหญ่ออกมาระดมยิงค่ายพม่าพร้อมกัน พม่าก็เอาปืนใหญ่ยิงตอบโต้กลับมา แต่ลูกปืนที่ไทยใช้เป็นแค่ท่อนไม้ไม่ใช่ลูกเหล็กกลมแบบเก่า ปลายไม้พันด้วยผ้าชุบน้ำมันจุดไฟ ค่ายสร้างด้วยไม้อยู่แล้ว ลูกปืนไฮเทคของไทยตกตรงไหนก็ไหม้ตรงนั้น ทหารพม่าต้องดับไฟกันเป็นโกลาหล จนเห็นว่าเหลือกำลังจะสู้รบต่อไปได้ จึงพากันแตกหนีออกจากค่าย แต่ทหารจำนวนมากอดข้าวจนไม่มีแรงเดินกลับ ยอมให้จับเป็นเชลยถึง ๖ พันคน
ฝ่ายกองทัพหลวงของพระเจ้าปะดุง เมื่อทรงทราบว่ากองทัพหน้าแตกยับเยินแล้ว ก็รีบถอยกลับเข้าเขตแดนไป
เมื่อจัดการกับกองทัพใหญ่ของพม่าทางด้านกาญจนบุรีเสร็จสิ้นแล้ว กรมพระราชวังบวรฯจึงทรงแบ่งกองกำลังให้พระยากลาโหมราชเสมาลงไปจัดการกับกองทัพพม่าที่ชุมพร แต่เมื่อเดินทัพมาถึงเมืองราชบุรีก็พบกองทัพพม่าตั้งค่ายอยู่นอกเขางู ห่างเมืองราชบุรีเพียง ๕ กม. เก็บผักผลไม้ของชาวบ้านกินกันสบาย โดยกองทัพไทยก็ไม่รู้ เพราะอยู่แต่ในเมืองไม่ส่งกองลาดตระเวนออกไปดูข้างนอก พระยากลาโหมฯเลยจัดการทัพพม่าจนแตกพ่าย และรายงานพฤติกรรมของแม่ทัพไทยให้กรมพระราชบวรฯทรงทราบ “พระยาเสือ” ทรงพิโรธสั่งให้ประหารชีวิตทั้งแม่ทัพและผู้ช่วย แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงขอชีวิตไว้ เพียงให้ถอดยศและโกนหัวแห่ประจานรอบค่าย ส่วนนายทัพนายกองถูกลงพระราชอาญาเฆี่ยนทั้งสิ้น
เมื่อเสร็จศึกทางเมืองกาญจน์ กรมพระราชวังบวรฯเสด็จไปพระนครปรึกษาข้อราชการกับพระเจ้าอยู่หัว ถือว่าสงครามยังไม่ชนะเด็ดขาด แม้จะขับไล่กองทัพหลวงออกจากเขตแดนไทยแล้ว แต่กองทัพอื่นยังยึดอยู่ทั้งภาคเหนือภาคใต้ จากนั้นกรมพระราชวังบวรฯจึงทรงยกทัพโดยขบวนเรือ ไปสมทบกับทัพของพระยากลาโหมฯที่ชุมพร ขับไล่กองทัพพม่าทางภาคใต้กระเจิงออกจากแผ่นดินไทยทั้งหมด
ส่วนพระเจ้าอยู่หัวทรงเคลื่อนทัพทางชลมารค ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองอินทบุรี มีพระราชโองการให้กองทัพของเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ที่ตั้งยันพม่าอยู่ที่ชัยนาท ขึ้นไปขับไล่กองทัพพม่าที่เมืองตาก และให้กองทัพพระราชวังหลังที่ตั้งอยู่นครสวรรค์ ไปขับไล่กองทัพพม่าที่ปากพิง ใต้เมืองพิษณุโลก จากนั้นทรงเคลื่อนทัพหลวงไปตั้งที่พิจิตร เพื่อสนับสนุนหน่วยต่างๆ
ที่ปากพิง พม่าพลาดท่าผิดหลักยุทธศาสตร์เอง ข้ามแม่น้ำน่านมาตั้งค่ายฝั่งตะวันออก เมื่อถูกโจมตีค่ายแตก จึงต้องหนีข้ามแม่น้ำกลับไปทางตาก ตอนข้ามแม่น้ำจึงเป็นจุดอ่อน ถูกทหารไทยตามตีและจมน้ำตายถึง ๘๐๐ คน ศพลอยเต็มแม่น้ำจนกินใช้ไม่ได้ไปหลายวัน
ส่วนทางภาคใต้ด้านฝั่งตะวันตก พม่าใช้กองทัพเรือจากเมืองมะริด ตีตั้งแต่เมืองตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง ราบลงไปตลอด แต่พอข้ามไปถึงเมืองถลางสถานการณ์ก็พลิกผัน เจอเอาหญิงไทยใจสู้อย่างคุณหญิงจันกับน้องสาวชื่อมุก ไม่ยอมหนีพม่าเข้าป่าอย่างเจ้าเมืองอื่นๆ ชวนชาวบ้านตั้งค่ายขึ้นป้องกันเมือง และเมื่อกำลังคนน้อยกว่าก็ใช้ปัญญาเข้าสู้ นอกจากสร้างทำนบปิดคลองจนพม่าไม่มีน้ำกินน้ำใช้แล้ว ยังส่งกองตระเวนโจมตีพม่าที่ออกไปหาเสบียง จนทหารในค่ายอดอยากเหมือนที่เมืองกาญจน์ ต้องถอยทัพลงเรือกลับไปเอง โชคดีที่ไม่ต้องเดิน
เมื่อเสร็จศึก คุณหญิงจันกับคุณมุกได้รับโปรดเกล้าฯเป็น ท้าวเทพกษัตริย์ตรี และ ท้าวศรีสุนทร ทั้งยังถือได้ว่า คุณหญิงจัน เป็นแม่ทัพหญิงคนแรกของไทยด้วย
ในที่สุด กองกำลังของข้าศึกที่ระดมมาถึง ๙ กองทัพ รวม ๑๕๐,๐๐๐ หมายจะลบกรุงรัตนโกสินทร์ออกจากแผนที่โลก ก็ถูกคนใจสู้ที่แม้จะกำลังน้อยกว่า ก็ใช้ปัญญาทำให้กองกำลังมหาศาลนั้นอ่อนเปลี้ยหมดสมรรถภาพลง จนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างยับเยินภายในเวลา ๑๐ เดือน
หมายเหตุ : นี่เป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่คนไทยควรรู้ ส่วนคนพม่าที่รวมหัวกันจะถล่มกรุงรัตนโกสินทร์ในครั้งนั้น ได้ตายจากโลกไปหมดนานแล้ว ไม่เหลืออยู่ในเมียนม่าเพื่อนบ้านมิตรสนิทที่ร่วมอาเซียนกับไทยอยู่ในขณะนี้
http://manager.co.th/Home/ViewNews.aspx ... 0000124452
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 417574540/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 413
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ห้าราชวงศ์ สิบแคว้น แดนมังกร ตอนที่ 8
ความอำมหิตของจูเวิน
ขณะเดียวกัน ทางลั่วหยาง จูเวินก็เกิดเรื่องขัดแย้งกับจักรพรรดิถังเจาจง โดยจูเวินได้เสนอให้ถังเจาจงปลดรัชทายาทหลี่อวี้ ออกจากตำแหน่งและให้สำเร็จโทษ โดยอ้างเหตุผลว่า เมื่อครั้งหลิวจี้ซื่อ ขันทีใหญ่ ผู้คุมทัพเสิน เช่อ ก่อกบฏ ถอดถังเจาจงจากบัลลังก์ ได้ยกหลี่อวี้ ขึ้นครองราชย์ จึงเท่ากับหลี่อวี้ได้สมคบกับพวกกบฏและสมควรถูกลงโทษ
แม้ว่าถังเจาจงจะไม่กล้าขัดแย้งกับจูเวิน แต่หลี่อวี้ นั้นเป็นโอรสที่พระองค์ทรงรักมากถังเจาจงรักมาก อีกทั้งทรงมองว่า เรื่องที่อีกฝ่ายกล่าวหา ไม่ใช่ความผิดของหลี่อวี้ พระองค์จึงไม่ยอมทำตามที่จูเวินเสนอ
ที่จริง เหตุที่จูเวินต้องการกำจัดรัชทายาท เพราะมองว่าเริ่มเจริญวัย ทั้งมีท่าทีจะสร้างปัญหาให้ตนได้ ดังนั้นเมื่อถังเจาจงไม่ยอมทำตามที่เขาบอก จึงทำให้จูเวินโกรธ และเห็นว่า จักรพรรดิยังไม่ยอมอยู่ใต้การควบคุมของตน จูเวินจึงคิดจะเปลี่ยนตัวจักรพรรดิให้เป็นคนที่เขาจะสามารถควบคุมได้ง่ายกว่านี้
ฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.904 ขณะที่จักรพรรดิถังเจาจงยังคงประทับอยู่ที่เมืองลั่วหยาง จูเวินได้แอบสั่งการให้ จูโหย่วกง ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของเขา และแม่ทัพอีกคนชื่อ สือฉู่ขง นำกำลังทหารเข้าไปในพระราชวัง โดยอ้างว่าไล่ตามจับกลุ่มคนร้าย แล้วให้ทั้งสองฉวยโอกาสที่เกิดความชุลมุนในวัง ปลงพระชนม์ถังเจาจง จากนั้น เพื่อเป็นการแสดงว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จูเวินก็ได้โยนความผิดให้จูโหย่วกงกับสือฉู่ขง และบีบให้ทั้งสองฆ่าตัวตาย(ถึงไม่เนียน แต่ตอนนั้นก็ไม่มีใครกล้าค้าน)
หลังปลงพระชนม์จักรพรรดิถังเจาจง จูเวินได้เลือกหลี่จั๊ว พระโอรสวัย 12 ชันษาของถังเจาจง ขึ้นครองราชย์ ในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ.904 โดยมีพระนามว่า ถังไอ่ตี้
ฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.905 จูเวินได้จัดงานเลี้ยงริมสระจิ่วฉู และสั่งให้เจียงเสวียนฮุ่ย เจ้ากรมวังไปเชิญอดีตรัชทายาท หลี่อวี้ พร้อมกับพระโอรสทั้งแปดพระองค์ ของถังเจาจง มาร่วมงาน และเมื่อเหล่าองค์ชายมาถึงงาน จูเวินก็สั่งให้กองทหารจับอดีตรัชทายาทหลี่อวี้พร้อมองค์ชายทั้งหมด รัดคอจนสิ้นพระชนม์ และเอาพระศพถ่วงน้ำในสระจิ่วฉู
หลังฆาตกรรมเหล่าองค์ชายแล้ว จูเวินได้สั่งให้นำตัวขุนนางชั้นผู้ใหญ่ 30คน ซึ่งเป็นเหล่าผู้นำของตระกูลใหญ่ มาเชือดคอ และให้โยนศพทิ้งลงแม่น้ำหวงเหอ
หลังกวาดล้างเสี้ยนหนามและควบคุมราชสำนักได้ แล้ว จูเวินจึงยกทัพไปทำศึกกับจ้าวกวงหนิง ซึ่งครองเขตจงอี้และจ้าวกวงหมิงที่ปกครองเขตจิงหนาน ในฤดูใบไม้ร่วง ปี ค.ศ.905 โดยกองทัพของจูเวินได้รับชัยชนะ และสามารถยึดครองดินแดน ของสองพี่น้องตระกูลจ้าวได้ทั้งหมด จ้าวกวงหนิงได้หลบหนีไปขอพึ่งหยางสิงมี่ ส่วนจ้าวกวงหมิงนั้น หนีไปอาศัยอยู่กับหวางเจี้ยน(ภายหลัง เมื่อหวางเจี้ยน ก่อตั้งอาณาจักรเฉียนสู่ จ้าวกวงหมิงได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเฉียนสู่ จนกระทั่งถึงแก่กรรม ส่วนจ้าวกวงหนิงนั้น หลังจากเขาได้ลี้ภัยไปอยู่กับหยางสิงมี่ได้ไม่ถึงปี หยางสิงมี่ก็ล้มป่วยเสียชีวิต หยางหว่อ บุตรชายหยางสิงมี่ได้สั่งเนรเทศจ้าวกวงหนิงไปอยู่ไห่หลิง เนื่องจากพูดขัดหู จากนั้นไม่กี่ปี จ้าวกวงหนิงก็ถูกขุนนางของหยางหว่อฆ่าตาย)
ในตอนแรกจูเวินตั้งใจจะยกทัพกลับ หลังกวาดล้างสองพี่น้องตระกูลจ้าว แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เคลื่อนทัพไปโจมตีหยางสิงมี่ทีไหวหนาน ทว่ากองทัพของจูเวิน ได้ถูกพายุฝนพัดกระหน่ำเสียหายยับเยิน ทำให้ต้องถอยทัพกลับ
หลังจูเวินถอยทัพกลับไปไม่นาน หยางสิงมี่ที่เริ่มล้มป่วย ตั้งแต่ตอนที่รับศึกกองทัพของจูเวิน ก็มีอาการทรุดหนักลง เขาเกรงว่า หากตนเป็นอะไรไปในยามนี้ เขตไหวหนาน อาจจะเกิดความวุ่นวาย จึงได้ส่งมอบตำแหน่งผู้ว่าการทหารให้กับบุตรชาย ชื่อ หยางหว่อ และเมื่อเข้าฤดูหนาว ของปี ค.ศ.905 หยางสิงมี่ก็เสียชีวิต
แม้จะยึดเขตไหวหนานของหยางสิงมี่ไม่ได้ แต่เวลานั้น จูเวินก็มีกำลังทหารแข็งแกร่งเหนือกว่าขุนศึกคนอื่นๆ และเมื่อมั่นใจในความแข็งแกร่งของตนเองแล้ว สายตาของจูเวิน ก็มองมายังบัลลังก์มังกร
จูเวินได้สั่งให้มหาเสนาบดีหลิวขั่น ร่วมกับ เจ้ากรมวัง เจียงเสวียนฮุ่ยวางแผนให้เขาได้ขึ้นครองราชย์ โดย แผนของหลิวขั่นกับเจียงเสวียนฮุ่ยนั้น มีอยู่หลายขั้นซึ่งก็เพื่อที่จะทำให้ไม่ดูว่า จูเวินใช้อำนาจแย่งบัลลังก์จากจักรพรรดิ
ทว่าไม่นาน จูเวินก็รู้สึกวิธีการของหลิวขั่นนั้นใช้เวลามากเกินไปและทำให้เขาเริ่มไม่พอใจหลิวขั่นกับเจียงเสวียนฮุ่ย
ต่อมา หวางหยินและจ้าวอิ่นเหิง ศัตรูของคนทั้งสองได้ใส่ความทั้งคู่กับจูเวินว่า หลิวขั่นกับเจียงเสวียนฮุ่ยหันไปเข้ากับราชสำนักโดยแกล้งยื้อเวลาเพื่อยืดอายุราชวงศ์ถังให้มีโอกาสแก้ไขสถานการณ์ นอกจากนี้หวางหยินกับจ้าวอิ่นเหิง ยังปล่อยข่าวว่า เจียงเสวียน ฮุ่ยลอบมีสัมพันธ์รักกับพระราชชนนีเหอ หรือ เหอไทเฮา พระมารดาที่ยังสาว ของจักรพรรดิถังไอ่ตี้ ด้วย (ทั้งนี้ เมื่อตอนที่ถังเจาจงสวรรคตนั้น พระนางเหอยังมีอายุไม่ถึงสามสิบ ซึ่งถือว่าค่อนข้างสาว)
จูเวินที่กำลังไม่พอใจและเริ่มระแวงหลิวขั่นกับเจียงเสวียนฮุ่ยอยู่แล้ว โกรธมากเมื่อได้ยินข่าวนั้นและเชื่อในทันที ว่าทั้งคู่คิดทรยศไปร่วมมือกับเหอไทเฮา เพื่อฟื้นอำนาจราชวงศ์ถัง จึงให้จับกุมเหอไทเฮา หลิวขั่นและเจียงเสวียนฮุ่ย โดยจูเวินได้ฆ่าเจียงเสวียนฮุ่ยในทันทีที่ถูกนำตัวมาถึงและสั่งให้เอาศพไปเผาประจานบนถนนกลางเมืองลั่วหยาง ส่วนเหอไทเฮา ก็ถูกจูเวินฆ่าตายไปพร้อมกัน จากนั้น จูเวินก็บังคับถังไอ่ตี้ปลดตำแหน่งเหอไทเฮาเป็นสามัญชนและให้ออกประกาศไปว่า เหอไทเฮาฆ่าตัวตายเพราะทรงอับอายในความผิดที่มีสัมพันธ์กับเจียงเสวียนฮุ่ย
สำหรับหลิวขั่นนั้น ถูกนำตัวไปประหารชีวิตพร้อมกับน้องชายทั้งสองคือ หลิวอวี้และหลิวเจียน โดยเล่ากันว่า ก่อนคมดาบจะตัดคอนั้น หลิวขั่นซึ่งเสียใจกับการที่ตนหลงผิดร่วมมือกับจูเวิน ได้ตะโกนว่า "คนทรยศหลิวขั่น สมควรตายแล้ว!"
ตอนต่อไป
https://www.facebook.com/18824898791048 ... 513121503/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 413
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

“มิลตัน เฮอร์ชีย์ (Milton Hershey)” ผู้สร้างตำนานช็อคโกแลตที่โด่งดังที่สุดในโลก
ความยิ่งใหญ่ของช็อกโกแลตแบรนด์นี้ เริ่มต้นจากชายที่ชื่อว่า
“มิลตัน เฮอร์ชีย์ (Milton Hershey)”
เขาเกิดในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.1857 (พ.ศ.2400) ที่เมืองฮอกเกอร์สวิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา
พ่อแม่ของเขาคือ “เฮนรี่ (Henry Hershey)” และ “แฟนนี (Fanny Hershey)”
เฮนรี่ พ่อของมิลตันนั้นเป็นคนช่างฝัน เขามักจะคิดประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาเสมอ ถึงแม้สิ่งที่เขาคิดนั้นจะทำไม่ได้จริงก็ตาม
ต่อมาในปีค.ศ.1860 (พ.ศ.2403) ฟาร์มของเฮนรี่นั้นเจ๊ง ล้มเหลวไม่เป็นท่า ครอบครัวเฮอร์ชีย์จึงได้ย้ายไปยังเมืองทิทุสวิลล์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีการค้นพบน้ำมัน
เฮนรี่คิดว่าบางทีตนอาจโชคดี ขุดเจอน้ำมันเหมือนคนอื่นๆ นอกจากนั้น เขายังขายเสบียงอาหารให้แก่คนที่เข้ามาในบริเวณนี้ หวังขุดหาน้ำมันเหมือนกับเขา
หากแต่ทั้งการขุดหาน้ำมันและธุรกิจขายเสบียงของเฮนรี่นั้นล้มเหลว ผ่านไปเพียงแค่ปีครึ่ง ครอบครัวของแฟนนีก็ต้องมาช่วยจ่ายหนี้สิน และย้ายกลับไปยังเมืองเดิม
ครอบครัวเฮอร์ชีย์ได้พยายามทำฟาร์มอีกครั้ง ซึ่งมิลตันเองก็ชอบชีวิตในฟาร์ม เขาชอบการให้อาหารไก่และเก็บผลเบอร์รี และเขาก็ช่วยพ่อแม่ด้วยการขายเบอร์รีให้เพื่อนบ้าน
ด้วยความที่พ่อแม่ไม่มีเงินมากนัก มิลตันจึงระมัดระวังเรื่องการใช้เงิน ในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองในปีค.ศ.1863 (พ.ศ.2406) มิลตันได้นำเหรียญไปใส่กระป๋องและนำไปฝังในสวน แต่ภายหลัง เขาก็หากระป๋องใส่เหรียญไม่เจอ
ภายหลังที่พ่อและแม่ได้ให้กำเนิดลูกอีกคน นั่นคือน้องสาวที่ชื่อ “ซาเรน่า (Sarena)” ครอบครัวเฮอร์ชีย์ก็ได้ย้ายที่อยู่อีกครั้ง
ครอบครัวของแฟนนีได้ช่วยเหลือพวกเขา ด้วยการซื้อฟาร์มที่ชื่อ “ไนน์พอยน์ทส์ (Nine Points)” ให้พวกเขา ทำให้มิลตันต้องย้ายโรงเรียนอีกครั้ง
มิลตันนั้นไม่ใช่เด็กเรียนดีและไม่ได้ชอบการไปโรงเรียนนัก ขณะอายุได้เก้าขวบ เขาก็ย้ายมาหลายโรงเรียนแล้ว
ที่ไนน์พอยน์ทส์ เฮนรี่ได้พยายามทำฟาร์มอีกครั้ง แต่ก็ยังคงล้มเหลว และถึงแม้แฟนนีจะช่วยหารายได้เพิ่มด้วยการขายไข่ และมิลตันก็ช่วยงานเท่าที่ช่วยได้ แต่ชีวิตของครอบครัวเฮอร์ชีย์ก็ยังคงลำบาก
ค.ศ.1867 (พ.ศ.2410) ซาเรน่า น้องสาวของมิลตันได้ล้มป่วยด้วยไข้อีดำอีแดง และเสียชีวิตขณะที่อายุยังไม่ถึงห้าขวบดี
การตายของซาเรน่าเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายสำหรับแฟนนี เธอได้แยกทางกับเฮนรี โดยมิลตันอยู่กับเธอ
ค.ศ.1870 (พ.ศ.2413) มิลตันต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาหางานทำ
งานแรกของมิลตันคืองานในโรงพิมพ์ ซึ่งหลังจากที่มิลตันทำหมวกตกลงไปในเครื่องพิมพ์ ทำให้เครื่องพิมพ์ใช้งานไม่ได้ มิลตันก็ถูกไล่ออกในทันที
แฟนนีได้แนะนำให้มิลตันไปทำงานในร้านไอศครีม มิลตันจึงได้ไปทำงานในร้าน “Royer’s Ice Cream Parlor and Garden” ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแลนแคสเตอร์ เพนซิลเวเนีย
มิลตันสนุกกับงานนี้มากกว่างานที่โรงพิมพ์ อีกอย่าง แลนแคสเตอร์ก็เป็นเมืองใหญ่ ผู้คนมากมาย
มิลตันนั้นถูกแม่ฝึกให้ทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นในขณะที่ทำงานอยู่ร้านไอศครีม มิลตันจึงทำแทบทุกอย่าง ทั้งทำไอศครีม บรรจุหีบห่อ และขายสินค้าของทางร้าน นั่นคือไอศครีม น้ำผลไม้ ขนมหวาน
แต่ในขณะเดียวกัน มิลตันก็ได้นิสัยชอบทดลองอะไรใหม่ๆ มาจากพ่อ เขาเห็นเจ้าของร้านที่ทำงานผสมสูตรต่างๆ เข้าด้วยกัน กลายเป็นขนมแบบใหม่ ทำให้มิลตันอยากจะทำขนมของตัวเองบ้าง เขาจึงเริ่มทดลอง
ในเวลานั้น ร้าน Royer’s Ice Cream ที่มิลตันทำงาน ตั้งอยู่ในบริเวณที่คึกคักของเมือง มีนักศึกษาจำนวนมากมาซื้อไอศครีมและขนม และในเวลาเที่ยง ก็จะมีคนทำงานแวะมาหาของกิน
ภายหลังจากทำงานที่ร้านนี้เป็นเวลากว่าสี่ปี แฟนนีก็ได้สนับสนุนให้ลูกชายก้าวต่อไปข้างหน้า ไม่จมอยู่กับแค่อาชีพพนักงานร้าน
ค.ศ.1876 (พ.ศ.2419) มิลตันมีอายุเพียง 19 ปี แต่เขาก็ได้เปิดร้านขนมเป็นของตนเองในฟิลาเดลเฟีย
มิลตันยืมเงินจากป้ามาเปิดร้านขนม และร้านของเขาที่ตั้งอยู่บนถนนสปริงการ์เด้นก็ขายดี เป็นร้านฮอตฮิตตั้งแต่เปิดใหม่
มิลตันนั้นรู้ว่าทำยังไงถึงจะดึงดูดลูกค้า เขาต่อท่อจากห้องใต้ดิน ซึ่งเป็นห้องที่เขาใช้ทำขนม ต่อท่อขึ้นมายังชั้นบน ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาได้กลิ่นน้ำตาลและขนมที่เขาทำ และทำให้คนจำนวนมากต้องแวะเข้ามาในร้านของเขา
ร้านของมิลตันนั้นขายขนมที่เขาทำเอง รวมทั้งผลไม้และไอศครีม
แต่ในเวลานั้นมิลตันยังไม่ได้ขายช็อกโกแลต เนื่องจากในเวลานั้น ช็อกโกแลตจัดว่าเป็นของหรู การทำช็อกโกแลตนั้นมีต้นทุนสูง อีกทั้งช็อกโกแลตยังละลายง่าย จะขายในหน้าร้อนก็ไม่ได้
คนอเมริกันส่วนมากยังไม่เคยชิมช็อกโกแลตด้วยซ้ำ
แต่ถึงแม้ยอดขายจะดีในช่วงแรก มิลตันเองก็ทำขนมได้ยอดเยี่ยม หากแต่เขาก็ไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่งกาจ ร้านของเขานั้นทำกำไรไม่ได้เลย
แต่ถึงอย่างนั้น มิลตันก็ทุ่มเทกับร้านมากจนล้มป่วย และต้องพักเป็นเดือน
ค.ศ.1882 (พ.ศ.2425) มิลตันต้องปิดกิจการและเดินทางกลับบ้าน
เมื่อล้มเหลวจากการทำร้าน มิลตันจึงคิดจะลองเชื่อพ่อของตนดูบ้าง
เฮนรี่ได้เขียนจดหมายมาบอกว่าตัวเขากำลังขุดทองอยู่ที่โคโลราโด และมิลตันน่าจะไปช่วยเขา มิลตันจึงลองเดินทางไปหาพ่อ
แต่เมื่อมาถึงโคโลราโด ทองก็ได้ถูกขุดไปหมดแล้ว มิลตันจึงหางานทำ และได้งานในบริษัทขนม
ร้านของบริษัทที่มิลตันทำงานนั้น ขายสิ่งที่เรียกว่า “คาราเมล (Caramel)”
มิลตันนั้นเคยเห็นคาราเมล แต่ไม่ใช่แบบนี้ คาราเมลที่มิลตันได้สัมผัสนี้มีความนุ่ม มีลักษณะเหมือนครีม และไม่เหม็นอับ
มิลตันได้รู้ว่าคาราเมลของที่นี่จะใช้การผสมในนมสด ซึ่งมิลตันก็จดจำทุกวิธีการทำคาราเมลที่ดี
ค.ศ.1883 (พ.ศ.2426) มิลตันได้เดินทางไปนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา
ในทีแรก มิลตันก็ทำงานเป็นพนักงานในร้านค้าทั่วๆ ไป แต่เขายังไม่ยอมแพ้ต่อการทำธุรกิจ ในเวลาว่าง มิลตันจะออกสำรวจรอบๆ เมือง หาทำเลเปิดร้านของตนเองอีกครั้ง
ที่ๆ เหมาะคือบริเวณที่ไม่มีร้านขนม
มิลตันตัดสินใจเลือกบริเวณซิกท์อเวนิวเป็นที่ตั้งร้านใหม่ โดยในเวลานั้น บริเวณนั้นยังไม่คึกคักมากนัก มีเพียงสวนสาธารณะกับตึกไม่กี่หลัง
ร้านใหม่ของมิลตันขายดีไม่ต่างจากร้านแรก ผู้คนที่ไปโรงละครมักจะแวะซื้อขนมที่ร้านของมิลตัน อีกทั้งมีโรงแรมเปิดใหม่ในบริเวณใกล้เคียง ทำให้มีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาในร้านของมิลตัน
แต่สุดท้าย มิลตันก็ต้องปิดร้านนี้ในปีค.ศ.1886 (พ.ศ.2429) โดยสาเหตุก็มาจากเฮนรี่ พ่อของมิลตัน
เฮนรี่ได้เดินทางมานิวยอร์กและขอให้มิลตันลองทำลูกอมแก้ไอออกมาขาย แต่ปรากฎว่าเครื่องจักรที่ใช้ผลิตนั้นมีราคาแพงมาก ทำให้มิลตันต้องปิดร้านในที่สุด
มิลตันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินทางกลับบ้านที่เพนซิลเวเนีย แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ เขายังมีสูตรการทำคาราเมลรสเลิศ
นอกเหนือจากสูตรการทำคาราเมลแล้ว มิลตันยังได้เรียนรู้ด้วยว่าการขายคาราเมลเป็นจำนวนมากๆ ให้กับร้านอาหารหรือโรงแรมนั้น ทำเงินได้ดีกว่าการขายให้กับลูกค้ารายบุคคล
มิลตันได้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อตั้งโรงงานเล็กๆ ผลิตคาราเมลในแลนแคสเตอร์
แต่ขณะที่เริ่มผลิตและขายคาราเมลนั้นเอง ดูเหมือนโชคเริ่มจะเข้าข้างมิลตัน
ได้มีชายจากอังกฤษคนหนึ่ง เดินทางมาเยี่ยมชมแลนแคสเตอร์ และได้ชิมคาราเมลของมิลตัน และเกิดชอบมาก จึงได้ทำการออเดอร์คาราเมลของมิลตันเป็นจำนวนมาก และให้ส่งไปอังกฤษภายในสามเดือน
ด้วยความที่เป็นออเดอร์ก้อนใหญ่ มิลตันจึงได้รับเงินก้อนโต มากพอที่จะจ่ายเงินที่กู้มาจากธนาคารและซื้อเครื่องจักรเพิ่ม
โรงงานของมิลตันผลิตคาราเมลและส่งสินค้าไปยังอังกฤษ
ในที่สุด มิลตันก็ประสบความสำเร็จ บริษัท “Lancaster Caramel Company” กลายเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง และมิลตันก็ยังคงทดลองการทำคาราเมลไปเรื่อยๆ และคาราเมลของเขาก็มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มิลตันสามารถขายคาราเมลให้แก่ร้านอาหารและร้านค้าทั่วไปได้เป็นจำนวนมาก
นับว่าแลนแคสเตอร์นั้นเหมาะต่อการตั้งโรงงานของมิลตัน
หนึ่งก็คือวัวในฟาร์มที่นั่นสามารถให้น้ำนมได้มากพอต่อการผลิตคาราเมล อีกข้อก็คือแลนแคสเตอร์นั้นอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้าที่เพิ่งสร้างใหม่ ทำให้เครื่องจักรในโรงงานของมิลตันมีพลังงานเพียงพอที่จะผลิตคาราเมล
นอกจากนั้น ที่นี่ก็มีรางรถไฟไว้ใช้ขนส่งวัตถุดิบ อีกทั้งผู้คนในแลนแคสเตอร์ก็มาทำงานกับมิลตันเป็นจำนวนมาก
มิลตันนั้นชอบการทำขนม และเขาก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันเพื่อหาวิธีใหม่ๆ ในการทำคาราเมล โดยเขาได้พยายามที่จะทำให้คาราเมลมีราคาถูกลง คนส่วนใหญ่จะได้ซื้อได้
ภายในต้นยุคค.ศ.1890 (พ.ศ.2433-2442) โรงงานของมิลตันก็ได้ขยายใหญ่ แตกออกเป็นสองโรงงาน และมีคนงานกว่า 1,300 คน
ในเวลานี้ มิลตันได้กลายเป็นหนึ่งในคนที่รวยที่สุดในแลนแคสเตอร์ โดยเขาได้ซื้อบ้านให้ตัวเองหลังหนึ่ง และซื้อให้แม่อีกหลังหนึ่ง
ช่วงเวลานี้ มิลตันยังได้เดินทางไปยุโรป โดยขณะอยู่ที่อังกฤษ มิลตันได้เห็นว่าบริษัทขนมในอังกฤษบางแห่งได้เริ่มขายช็อกโกแลต และแต่ละบริษัทก็กำลังหาวิธีใหม่ๆ ในการผลิตช็อกโกแลต
มิลตันเฝ้ามองอย่างสนใจและครุ่นคิด
ค.ศ.1893 (พ.ศ.2436) มิลตันได้เดินทางไปชมงานนิทรรศการ “World Columbian Exposition” ซึ่งจัดขึ้นที่ชิคาโก้ โดยงานนี้เป็นงานที่จัดเพื่อฉลองครบรอบ 400 ปีที่โคลัมบัสค้นพบโลกใหม่
งานนี้จัดอย่างอลังการ มีการสร้างตึกจำลองมากมาย มีการจัดแสดงสิ่งต่างๆ จากทั่วโลก มีทะเลสาปเทียมให้คนพายเรือ มีการแนะนำอาหารใหม่ที่ชื่อ “แฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger)” และยังเป็นงานเปิดตัวชิงช้าสวรรค์แห่งแรกของโลก
มิลตันได้หยุดดูงานที่จัดแสดงเกี่ยวกับอาหาร
บริษัทขนมในเยอรมนีแห่งหนึ่งได้สร้างวิหารที่ทำมาจากช็อกโกแลต โดยวิหารนี้มีความสูงราว 10 เมตร สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่มิลตัน
ส่วนในตึกที่จัดแสดงเครื่องจักร มิลตันก็ได้ชมเครื่องผลิตช็อกโกแลต
เครื่องจักรนี้เป็นของบริษัท “J.M. Lehman Company” จากเยอรมนี
มิลตันได้ชมเครื่องจักรนี้เป็นเวลาหลายชั่วโมง และเขาก็สนใจมาก ถามผู้ดูแลเรื่องเครื่องจักรนี้หลายคำถาม
มิลตันได้กลับมาชมงานนี้อีกหลายครั้ง โดยได้พาเพื่อนและพนักงานในบริษัทมาชมด้วย
มิลตันเริ่มคิดว่าธุรกิจคาราเมลของตนนั้นเป็นธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน ซักพักคนก็จะเริ่มเสื่อมความนิยม แต่ช็อกโกแลตเป็นธุรกิจที่จะขายได้ตลอดไปเรื่อยๆ
มิลตันจัดการซื้ออุปกรณ์ของบริษัท J.M. Lehman ที่มีในชิคาโก้ และสั่งเครื่องจักรมาจากเยอรมนี จากนั้นก็ขนทุกอย่างกลับไปแลนแคสเตอร์และตั้งบริษัทช็อกโกแลต นั่นคือ “Hershey Chocolate Company” ในบริเวณโรงงานคาราเมลของตนนั่นเอง
มิลตันนั้นทดลองชิมช็อกโกแลตที่ผลิตจากเครื่องจักร และพบว่ามันมีรสชาติอร่อย หากแต่ก็ยังคงมีรสขมอยู่นิดๆ
มิลตันต้องจากจะผลิตช็อกโกแลตนมเหมือนของบริษัท “Nestle” ซึ่งช็อกโกแลตนมจะมีความหวานและเก็บได้นานกว่าช็อกโกแลตอื่นๆ ที่มีในสมัยนั้น และยังสามารถปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ได้
แต่ปัญหาสำคัญก็คือ Nestle ไม่ยอมบอกสูตรแน่นอน
มิลตันได้พยายามทดลองหลายสูตร และหลังจากทดลองอยู่นาน เขาก็พบสูตรการทำช็อกโกแลตนม
เมื่อได้สูตรช็อกโกแลตนมแล้ว มิลตันก็ได้ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง
มิลตันตัดสินใจขายบริษัทคาราเมลของตนเพื่อทุ่มให้กับการทำช็อกโกแลต ซึ่งนับว่าเสี่ยงมาก
แต่ถึงจะเสี่ยง แต่มิลตันก็มั่นใจว่าช็อกโกแลตคือธุรกิจที่มีอนาคต
ในปีค.ศ.1897 (พ.ศ.2440) มิลตันได้พบกับ “แคทเทอรีน สวีนีย์ (Catherine Sweeney)” หรือ “คิตตี้ (Kitty)” ขณะเดินทางไปขายคาราเมลที่นิวยอร์ก
ทั้งคู่ตกหลุมรัก และได้แต่งงานกันในปีค.ศ.1898 (พ.ศ.2441)
ในเวลานั้น มิลตันมีอายุ 41 ปีแล้ว และเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่คิตตี้มีอายุ 26 ปี และยังสนุกกับการเที่ยวเล่น
ค.ศ.1900 (พ.ศ.2443) มิลตันได้ขายธุรกิจคาราเมลไปเป็นเงินหนึ่งล้านดอลลาร์ (ประมาณ 30 ล้านบาท) และตั้งใจจะลุยธุรกิจช็อกโกแลตเต็มที่
ภายหลังจากขายกิจการ มิลตันก็ได้พาคิตตี้ไปยุโรป โดยได้ไปหลายประเทศ ทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี และออสเตรีย และยังได้ไปอียิปต์อีกด้วย
ในทริปเหล่านี้ มิลตันไม่ยอมพลาดที่จะชิมขนมของแต่ละแห่งเพื่อหาไอเดียใหม่ๆ
มิลตันนั้นมีความสุขเวลาอยู่กับคิตตี้ เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ และผ่อนคลาย
แต่คิตตี้เองนั้นก็สุขภาพไม่แข็งแรงนัก เธอเป็นโรคที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมิลตันก็ได้พยายามช่วยคิตตี้เต็มที่ โดยพาคิตตี้ไปหาหมอที่ดีที่สุดของแต่ละที่
แต่หมอก็ไม่สามารถรักษาคิตตี้ให้หายดีได้ และคิตตี้ก็ไม่สามารถมีลูก ซึ่งมิลตันก็ผิดหวังและเสียใจมาก หากแต่เขาก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองเศร้านาน เขายังคงมุ่งมั่นกับงาน
อันที่จริงแล้ว การขายกิจการคาราเมลของมิลตันก็นับเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงแล้ว หากแต่จริงๆ แล้ว ก่อนที่เขาจะได้สูตรในการทำช็อกโกแลต มิลตันก็ได้ทำสิ่งที่เสี่ยงอีกอย่างหนึ่ง
มิลตันได้ซื้อที่ดินจำนวน 3,000 ไร่ในเพนซิลเวเนีย โดยเขาตั้งใจจะสร้างโรงงานช็อกโกแลตขนาดใหญ่ และสร้างเมืองสำหรับคนงานด้วย
ก่อนที่โรงงานช็อกโกแลตของมิลตันจะทำการผลิตช็อกโกแลต มิลตันก็ได้เริ่มปรับพื้นที่ ทำถนนและสร้างสวนสาธารณะในเมืองของตน
มิลตันจ้างสถาปนิกมาออกแบบตึกและบ้านแต่ละหลัง และยังมีการสร้างธนาคาร สวนสัตว์ และโรงเรียนในเมืองอีกด้วย
จากนั้นมิลตันก็สร้างโรงงานขนาดยักษ์ และได้ทำสิ่งแปลกใหม่
โรงงานของเขาทำช็อกโกแลตบนสายพานการผลิต ทำให้การผลิตทำได้อย่างรวดเร็วและผลิตได้จำนวนมาก
ในไม่ช้า โรงงานของมิลตันก็ได้ส่งกลิ่นหอมของช็อกโกแลตไปทั่วหุบเขาในบริเวณนั้น และคนงานที่ย้ายเข้ามา ต่างก็ชอบกลิ่นช็อกโกแลตที่หอมฟุ้ง
ถึงแม้เมืองนี้จะยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ผู้คนก็เริ่มจะเรียกเมืองนี้ว่า “สถานที่ๆ หวานที่สุดในโลก”
ในขณะที่โรงงานและเมืองในฝันของมิลตันกำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มิลตันก็คิดค้นสูตรช็อกโกแลตนมที่สามารถขนส่งได้อย่างปลอดภัยสำเร็จในปีค.ศ.1904 (พ.ศ.2447)
ช็อกโกแลตของมิลตันนั้นหวาน และสามารถขึ้นรูปเป็นแท่งได้ และอยู่ได้นานหลายวันโดยไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในที่เย็นๆ
ช็อกโกแลตแต่ละแท่งจะห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลแดง ปั๊มด้วยอักษรที่เขียนว่า “Hershey” และขายในราคาเพียงห้าเซ็นต์
ภายในปีค.ศ.1905 (พ.ศ.2448) โรงงานของมิลตันก็ผลิตช็อกโกแลตวันละกว่า 45 ตัน
ไม่เพียงแค่ช็อกโกแลตเท่านั้นที่มิลตันทำได้ดี หากแต่เขายังสร้างเมืองได้ดีอีกด้วย
ความคิดเรื่องการสร้างเมืองสำหรับคนงานนั้นไม่ใช่แนวคิดใหม่ เหมืองแร่บางแห่งก็ทำมานานแล้ว แต่เมืองเหล่านั้นก็ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเมืองของมิลตัน
เมืองของมิลตันที่ตั้งอยู่ในเพนซิลเวเนีย มีทั้งสวนสาธารณะ โรงละคร บ้านแต่ละหลังก็น่าอยู่ มีไฟฟ้าและระบบประปา และมีการเพิ่มสิ่งต่างๆ เข้ามาในเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด ธนาคาร สวนสัตว์ ร้านค้า
มิลตันนั้นมีฐานะร่ำรวย แต่เขาก็ไม่หวงเงินไว้กับตัว เขาต้องการจะตอบแทนผู้อื่น
คนงานทำช็อกโกแลตให้เขา ทำให้เขาร่ำรวย เขาจึงต้องการให้คนงานประสบความสำเร็จเช่นกัน มีการให้โบนัสเหล่าคนงานแทบจะทุกปี
ในปีค.ศ.1906 (พ.ศ.2449) ในที่สุด เมืองของมิลตันก็ได้มีชื่ออย่างเป็นทางการ
เมืองนี้มีชื่อว่า “Hershey”
ภายหลังจากเปิดโรงงานได้ไม่กี่ปี โรงงานของมิลตันก็ทำยอดขายได้มากกว่าปีละห้าล้านดอลลาร์ (ประมาณ 123 ล้านดอลลาร์ตามค่าเงินปัจจุบัน หรือราว 3,600 ล้านบาท)
ด้วยความสำเร็จที่มากมาย ทำให้มิลตันไม่ได้คิดที่จะแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ผลิตแต่ช็อกโกแลตแท่งอย่างเดียว
แต่ในปีค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) มิลตันก็ได้ออกผลิตภัณฑ์อีกตัวที่โด่งดังยิ่งกว่าเดิมซะอีก
มิลตันมีเครื่องจักรที่คอยหยอดช็อกโกแลตจำนวนเล็กน้อย เป็นหยดเล็กๆ ลงบนสายพาน
ผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท Hershey ได้เกิดขึ้น นั่นคือ “Hershey’s Kisses”
Hershey’s Kisses ได้รับการผลิตจำนวนนับล้านชิ้น คนงานต่างต้องห่อ Hershey’s Kisses ด้วยมือ
มิลตันเน้นความสำคัญเรื่องราคาช็อกโกแลต เขาต้องการให้ทุกคนสามารถซื้อได้โดยไม่เดือดร้อน ช็อกโกแลต Hershey จึงแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านราคาเลยเป็นเวลากว่า 60 ปี
นอกจากนั้น มิลตันยังต้องการให้ช็อกโกแลตหาซื้อได้ง่าย โดยปกติ ช็อกโกแลตจะมีขายเพียงที่ร้านขนม แต่มิลตันบอกให้พนักงานขายของตนไปในทุกๆ ที่ ทั้งร้านขายยา ร้านขายของชำ ร้านกิ๊ฟท์ช็อปก็ไป
มิลตันและคิตตี้ในเวลานั้นร่ำรวยและเป็นที่เคารพของผู้คนในเมือง
ค.ศ.1909 (พ.ศ.2452) มิลตันตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กกำพร้า คอยสอนการงานอาชีพและให้ที่พักแก่เด็กด้อยโอกาส
มิลตันและคิตตี้ยังคงชอบการเดินทางท่องเที่ยว โดยในปีค.ศ.1912 (พ.ศ.2455) มิลตันและคิตตี้ก็เตรียมไปทัวร์ยุโรปอีกครั้ง โดยขากลับนั้น มิลตันได้ซื้อตั๋วเรือสุดหรูเพื่อเดินทางกลับบ้าน
เรือลำนั้นคือ “ไททานิก (Titanic)”
แต่เนื่องจากมิลตันมีประชุมธุรกิจ ทำให้เขาต้องเดินทางกลับก่อนกำหนดโดยเรือลำอื่น ทำให้เขารอดจากการอับปางของไททานิกมาได้อย่างหวุดหวิด
แต่หลังจากนั้น ค.ศ.1915 (พ.ศ.2458) คิตตี้ก็ได้เสียชีวิตหลังจากล้มป่วยเป็นเวลาหลายปี
ภายหลังจากการเสียชีวิตของคิตตี้ มิลตันก็ไม่ยอมแต่งงานใหม่
ตลอดชีวิตของเขา เขาเก็บรูปของคิตตี้ไว้ในทุกๆ ห้องในบ้านของเขา
ค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) มิลตันได้ยกหุ้นทั้งหมดในบริษัท Hershey ให้แก่โรงเรียนที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง
เรื่องนี้ไม่มีใครในบริษัททราบ กว่าคนอื่นๆ จะรู้ ก็ผ่านไปกว่าห้าปีแล้ว
สาเหตุที่มิลตันยกหุ้นทั้งหมดให้แก่โรงเรียน เนื่องจากเขาอยากให้โรงเรียนยังคงดำเนินต่อไปได้ แม้วันหนึ่งเขาจะไม่อยู่แล้ว
ในทุกวันนี้ โรงเรียนของมิลตันก็ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท Hershey โดยหุ้นที่โรงเรียนถือครอง มีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 270,000 ล้านบาท)
ตลอดชีวิตของมิลตัน เขาให้ความใส่ใจโรงเรียนที่ตนเป็นผู้ก่อตั้ง เขาเอ็นดูเหล่านักเรียนเหมือนลูก และมักจะไปเยี่ยมนักเรียนอยู่เสมอ
มิลตันนั้นชอบประเทศคิวบา ดังนั้นเมื่อแม่ของเขาเสียชีวิตในปีค.ศ.1920 (พ.ศ.2463) มิลตันจึงเริ่มจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในคิวบา และเริ่มสร้างโรงงานน้ำตาลเพื่อส่งให้บริษัท Hershey
ในยุค 30 (พ.ศ.2473-2482) เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนตกงานและลำบาก แต่บริษัท Hershey ยังคงดำเนินไปได้อย่างดี เนื่องจากช็อกโกแลตของเขามีราคาถูก คนยังสามารถซื้อได้โดยไม่ลำบาก
ในยุค 30 นี้เอง มิลตันซึ่งมีอายุมากแล้ว เริ่มจะค่อยๆ ลงจากการบริหารบริษัท และเริ่มปล่อยให้ผู้จัดการของตนบริหารบริษัทไปตามแนวทางของตน
ภายในค.ศ.1940 (พ.ศ.2483) ยอดขายของบริษัท Hershey นั้นสูงถึง 44 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,320 ล้านบาท) และภายในเวลาเพียงสี่ปีหลังจากนั้น ยอดขายก็พุ่งไปกว่า 80 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,400 ล้านบาท)
มิลตันใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบ ก่อนที่จะเสียชีวิตในวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) ด้วยอาการปอดบวมขณะมีอายุได้ 88 ปี
References: https://biography.yourdictionary.com/milton-hershey
https://www.britannica.com/biography/Mi ... ly-Hershey
https://hersheyarchives.org/.../hershey-milton-snavely.../
https://www.philanthropyroundtable.org/ ... on-hershey
https://www.ducksters.com/.../entrepre. ... ershey.php
https://www.mhskids.org/about/history/milton-s-hershey/
https://www.thehersheycompany.com/.../m ... rshey.html
https://www.biography.com/business-figu ... on-hershey
https://www.snackhistory.com/hershey-bar
https://hersheyschocolateworldlasvegas.com/.../hasty.../
https://www.thoughtco.com/milton-hershey-and-hersheys...
https://www.pennlive.com/.../the_hershe ... ny_a_brief...
https://www.britannica.com/.../Hershey- ... orporation
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 413
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

"สยาม" ปะทะ "พม่า"
สงคราม "ละโว้" กับ "พุกาม"
ชื่อจริงๆ ของชนชาติพม่านั้น คือ "มรัน" คำนี้ออกเสียงแตกต่างกันเป็นสองสำเนียง คือ สำเนียงชาวยะไข่ (อาระกัน) ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับอินเดีย จะออกเสียง "ร" ได้ชัดเจน พวกนี้ออกเสียง "มรัน" ตรงตัว
ส่วนพม่านั้นออกเสียง "ร" ไม่ได้ จะออกเป็น "ย" หมด คำนี้จึงออกเสียงเป็น "มยัน"
ในอักขรวิธีของพม่านั้น คำที่ออกเสียง "น" สะกด ในตัวเขียนจะเขียนด้วย "ม" สะกด ฉะนั้นคำที่ออกเสียง "มรัน" นี้ ในตัวเขียนอักษรพม่าจึงเป็น "มรัม" ซึ่งนี่เองที่พม่าสมัยนิยมภาษาบาลีได้นำมาแปลงเรียกชื่อประเทศของตนว่า “มรมฺมเทส”
ปัจจุบันพม่ายังคงเรียกตัวเองแบบบาลีว่า “มรมฺมา” แต่อ่านออกเสียง "มรันมา" และ "มยันมา" อยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งคำนี้แหละที่เพี้ยนมาเป็นภาษาปากตลาดว่า “ภมา” ที่สยามนำมาเรียกว่า "พม่า"
ประวัติศาสตร์พม่ายกย่องนับถือบรรพชนหลัก 2 พวก คือ "ปยู" และ "รามัญ" ปยู (Pyu) ในเอกสารโบราณของสยามเรียก "ผิ่ว" เป็นกลุ่มชนพูดตระกูลภาษาจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan) มีชุมชนบ้านเมืองตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ.500 (หรือราว 2,000 ปีมาแล้ว) เช่น ศรีเกษตร เบกตาโน ฮาลิน ฯลฯ รับพราหมณ์-พุทธจากอินเดีย (ยุคเดียวกับอู่ทอง, ทวารวดี ในสยาม)
ความเป็นพม่าเริ่มที่อาณาจักรพุกาม ราวพุทธศตวรรษที่ 16 ยุคพระเจ้าอโนรธามังช่อ นับถือพุทธศาสนาเถรวาท มีอำนาจเหนือเมืองรามัญที่อยู่ทางใต้ของพุกาม
พุกามอยู่บนพื้นที่กึ่งทะเลทราย มีแม่น้ำอิรวดีไหลผ่าน มีสถูปเจดีย์นับพันองค์ขนาดมหึมา
พระเจ้าอโนรธามังช่อ กษัตริย์พุกาม ได้ทรงทำสงครามกับอาณาจักรสะเทิม (สุธรรมวดี) เมืองหลวงของรามัญและได้รับชัยชนะ ซึ่งสาเหตุที่มาตีเมืองสะเทิม นั่นก็เพราะได้ขอจำลองพระไตรปิฎกจากพระเจ้ามนูหะ (กษัตริย์สะเทิม) แต่พระองค์ปฏิเสธ พระเจ้าอโนรธาจึงได้ให้ทหารเข้ามาล้อมเมืองเป็นเวลานาน และพิชิตเมืองสะเทิมได้ เมื่อตีเมืองจนแตกพ่าย ก็ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกและพระสงฆ์ พระบรมธาตุ และพระเจ้ามนูหะ กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรสะเทิม ให้ไปอยู่ยังเมืองพุกาม
(ในอดีตเมืองสะเทิม เป็นเมืองที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก)
พระเจ้าอโนรธาเมื่อทรงครองราชย์ พระองค์ไม่โปรดที่ชาวพม่าขณะนั้นนับถือความเชื่อพื้นเมือง เช่น ผี (นัต) และนักบวชอะยี เป็นต้น จึงทรงสถาปนาพระพุทธศาสนาให้สถิตย์อยู่ในอาณาจักรพม่า ซึ่งในขณะนั้น มีพระรูปหนึ่ง ชื่อ "พระชินอรหันต์" กำลังจารึกแสวงบุญจากเมืองสะเทิมมายังพุกาม พระเจ้าอโนรธาได้แสดงความนอบนบต่อพระชินอรหันต์ พระองค์ทรงมีศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงขอร้องให้พระชินอรหันต์เผยแผ่พระพุทธศาสนาในพุกาม และด้วยความช่วยเหลือของพระชินอรหันต์ พระเจ้าอโนรธาจึงสามารถกำจัดความเชื่อดั้งเดิมลงได้ พวกอะยีถูกจับสึกแล้วให้คนเหล่านั้นรับใช้ในงานอันควรแก่อาณาจักรต่อไป ด้วยเหตุนี้ความเชื่อถือแบบอะยีจึงค่อยๆ หมดไปจากพุกาม ซึ่งต่อมาพระชินอรหันต์เป็นผู้ที่พระเจ้าอโนรธาให้ความเคารพอย่างมาก และเป็นผู้ที่กล้าแสดงความคิดคัดค้านการบริหารปกครองบ้านเมืองของพระองค์ด้วย
นอกจากนี้ เมื่อครั้งพระองค์ยกทัพไปตีเมืองสะเทิม ได้ทรงอัญเชิญพระไตรปิฎกและพระเถระผู้เชี่ยวชาญในพระคัมภีร์มายังพุกาม พระเถระชาวรามัญซึ่งชำนาญในคัมภีร์ได้ช่วยพระชินอรหันต์เป็นอย่างมากเพื่อให้พุทธศาสนาเป็นที่แพร่หลาย และทรงก่อสร้างเจดีย์มากมายหลายองค์ในทุกที่ที่พระเจ้าอโนรธาเสด็จไปถึง ไม่เฉพาะแค่พุกาม ซึ่งเจดีย์องค์ที่มีชื่อที่สุดที่พระเจ้าอโนรธาทรงสร้างคือ "เจดีย์ชเวซี่โกน" และพระองค์ยังส่งเสริมให้มีการเล่าเรียนพระไตรปิฎกในวัดต่างๆ อีกด้วย
เมืองพุกามในพม่ามีความเป็นมาร่วมยุคกับเมืองละโว้-อโยธยาของสยาม ราวหลัง พ.ศ.1500 มีร่องรอยหลายอย่างแสดงว่าทั้งสองแห่งมีความสัมพันธ์ติดต่อเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน
"พุกาม" เป็นชื่อตามสำเนียงคนสยามเรียกเมือง "Pagan" ในพม่า
นางตูซาร์ นวย (Thuza Nwe) อาจารย์สอนภาษาพม่า ในคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกว่า คนพม่าเรียกพุกามว่า Pagan เป็นคำโบราณ มาจากคำว่า "ปิวกามะ" แปลว่า ลูกหลานของคนปยู
(ปิว-ปยู-Pyu เป็นชาติพันธุ์ของคนดั้งเดิมในดินแดนแถบนั้น คนพม่าโยกย้ายอพยพเข้าไปทีหลัง แล้วประสมประสานกับคนปยูที่อยู่มาก่อน)
"ปิวกามะ" ต่อมาเสียงเพี้ยนเป็น ปิวกาม, ปู้กาม จนเป็น ปากาน หรือ Pagan
"กามะ" เป็นภาษาปยู (ไม่ใช่ภาษาพม่า) แปลว่า คนของ... หรือสายเลือดของ...
ทีนี้มาเรื่องสงคราม ก่อนอื่นเลยสงครามระหว่างสยามกับพม่านั้น ใช่ว่าจะเพิ่งเกิดในสมัยอยุธยา เพราะสยามกับพม่ารบกันมานานแล้ว (ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาราว 300 ปี)
“กาญจนาคพันธุ์” เขียนไว้ในหนังสือ “คอคิดขอเขียน” ชุดที่ 4 (สำนักพิมพ์บำรุงสาส์น พ.ศ.2514) ตอนหนึ่งว่า
พระเจ้าอโนรธามังช่อ กษัตริย์พุกาม ยกทัพใหญ่ อันมีทัพช้าง 3 พันเชือก ม้า 5 พันม้า พล 1 แสนคน มาถึงก็ล้อมเมืองละโว้ เมืองใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งกระโน้นไว้ 4 ด้าน
พระเจ้าจันทรโชติ กษัตริย์ละโว้ สำรวจกำลังทัพตัวเองแล้ว มีน้อยนัก คิดจะสู้ก็สู้ไม่ได้
เปิดตำราพิชัยสงคราม “ถ้าจะอ่อน อ่อนให้เห็นเป็นเส้นไหม ผูกพยัคฆ์เอาไว้โขยกเฆี่ยน” แทนที่จะแต่งทัพรักษาเมือง พระเจ้าจันทรโชติ จัดเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วก็เปิดประตูเมือง
กลางขบวนเกียรติยศที่เดินออกไป มีพระพี่นางเจ้าฟ้าแก้วประพาฬ นางงามที่ร่ำลือกันว่างามเป็นเลิศในบรรดาธิดางามแห่งนครในลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วยกัน
กษัตริย์พม่าทอดพระเนตรเห็นพระพี่นาง ทรงศิริวิลาสสง่างามยิ่งนัก อาจารย์กาญจนาคพันธุ์ พรรณนาตอนนี้ว่า
กองทัพมหึมาที่เตรียมมาเหยียบเมืองละโว้ ให้ราบเป็นหน้ากลอง ก็ต้องปรับเปลี่ยนเป็นขบวนขันหมาก
ไม่ได้เมืองละโว้ยังไม่ว่า พระเจ้าอโนรธามังช่อ ต้องเสียช้าง 100 เชือก ม้า 100 ม้า กับทองสิบชั่ง เป็นมงคลราชบรรณาการถวายตอบแทนพระเจ้าละโว้ที่ประทานพระพี่นางแก้วประพาฬให้เป็นมเหสี
กรุงพุกามจึงเริ่มมีสัมพันธไมตรีเป็นทองแผ่นเดียวกับกรุงละโว้มานับแต่ครั้งนั้น
แต่การเป็นทองแผ่นเดียวกันก็มิใช่จะเป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดสงคราม เพราะพุกามกับละโว้ยังมีสงคราม แต่เป็นสงครามระหว่างพี่น้อง
เจ้าฟ้าแก้วประพาฬมีพระโอรสกับพระเจ้าอโนรธามังช่อองค์หนึ่ง ชื่อ "พระนเรศวรหงสา" (พระเจ้าจอลู) ส่วนพระเจ้าจันทรโชติก็มีพระโอรสองค์หนึ่งกับเจ้าฟ้าปฏิมาสุดาดวงจันทร์ ชื่อ "พระนารายณ์"
วันหนึ่งเจ้าฟ้านารายณ์ไปเยี่ยมพระเจ้าป้าที่เมืองพุกาม เจอพระนเรศวรหงสาก็เล่นคลีด้วยกัน พระนเรศวรหงสาแพ้ ก็เกิดบาดหมางวิวาทกันด้วยเรื่องตีคลี พระนารายณ์จึงหนีไป พระนเรศวรหงสาจึงตามล่าแม้ว่าพระบิดาจะห้ามไว้ จากนั้นก็เกิดการยุทธหัตถี ผลคือพระนารายณ์ได้ทรงเอาชนะพระนเรศวรหงสาได้สำเร็จ จากนั้นพระนารายณ์ก็ได้เสด็จลงมาจากละโว้มายังเมืองวัดเดิมและขึ้นครองราชสมบัติ แล้วให้เรียกนามเมืองใหม่ว่า "เมืองอโยธยา” (เมืองอโยธยาเดิมก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา) เพื่อให้สมพระนามของพระองค์ที่เฉลิมชัยในการทำสงครามยุทธหัตถีชนะพระนเรศวรหงสาของพระองค์ และหลังจากพระนารายณ์ขนานนามเมืองอโยธยาแล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จกลับไปยังเมืองละโว้
เรื่องสงครามละโว้-พุกามนี้ ในพงศาวดารกรุงสุธรรมวดี (สะเทิม) กล่าวว่าในปีพุทธศักราช 1599 รัชกาลพระเจ้าอุทินนะ ชาวกรอม (ขอม) ยกทัพไปตีกรุงสุธรรมวดี ส่วนพงศาวดารพม่าและจารึกพม่าก็ระบุว่าในรัชกาลพระเจ้าอโนรธามีพวก "คยฺวน" ยกทัพมาตีเมืองสะเทิม (รามัญ) พม่ายกทัพไปช่วยและได้รับชัยชนะ
พงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วอธิบายอาณาเขตในรัชกาลพระเจ้าอโนรธาไว้ว่า ทางตะวันออกเฉียงใต้จรดแดนของ "ชาวคยฺวน" และเรียกดินแดนของชาวคยฺวนว่า "อโยชะ" ซึ่งก็หมายถึง "อโยชฌา" อันเป็นภาษาบาลีของ "อโยธยา" ("กรอม-คยวน-ขอม" ในบริบทของพม่ายุคโบราณนั้นหมายถึงกลุ่มคนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา)
ต่อมา ปี พ.ศ.1706 พระเจ้ากาแตผู้มีเชื้อสายพระนเรศวรหงสา (รามัญ-พุกาม) ได้พามอญน้อยและพรรคพวกมาสร้างเมืองใหม่บริเวณลุ่มแม่น้ำสุพรรณโดยทับ “กรุงพันธุมบุรี” เดิมของพญาพานที่สถาปนาเมื่อปี พ.ศ.1420 และขนานนามเมืองใหม่นี้ว่า “สุพรรณภูมิ” หรือ “สองพันบุรี” พระเจ้ากาแตได้ตั้งตนเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองอาณาจักรสุพรรณภูมิ และครองราชย์ได้ 40 ปี ก็สวรรคตลงเมื่อ พ.ศ.1746
สุพรรณภูมินิยมสร้างโบสถ์ วิหาร และพระพุทธรูป ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก (ปัจจุบันย้ายหันหน้ามาทิศตะวันออกหมดแล้ว) คนเฒ่าคนแก่เมืองสุพรรณผู้รู้ประวัติศาสตร์เล่าว่า เพื่อเป็นที่ระลึกเตือนใจว่าครั้งหนึ่งบรรพบุรุษเราเคยอยู่ทางทิศตะวันตกที่ลุ่มแม่น้ำอิรวดี
คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวว่า ชาวสุพรรณภูมิเป็นกลุ่มคนหลายเผ่าพันธุ์ เช่น มอญ เขมร ไท ลาว มลายู จีน และตระกูลทิเบต-พม่า แต่ใช้ภาษาไทเป็นภาษากลางทางการค้า
มีทฤษฎีที่อธิบายว่า "สฺยํกุกฺ" คือ "สุพรรณภูมิ" โดยอาศัยเอกสารจีนมาช่วยในการตีความ เพราะว่า "เสียน" (暹) ในเอกสารจีน คือ "สุพรรณภูมิ" และ "หลอหู" (罗斛) คือ "ละโว้" ซึ่งตามบันทึกของจีนระบุว่า "เสียน" กับ "หลอหู" กลายเป็นอาณาจักรที่ชื่อว่า "เสียนหลอหู" หรือ "เสียนหลอ" ซึ่งเสียนหลอเป็นชื่อที่ราชสำนักจีนใช้เรียกอาณาจักรอยุธยา ซึ่งตรงกันกับพงศาวดารของไทยที่ว่ากรุงศรีอยุธยาเกิดขึ้นมาจากการร่วมมือกันระหว่าง "ละโว้" และ "สุพรรณ"
ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการทั้งอาชีพและสมัครเล่นหลายๆ ท่านจึงเชื่อว่า "สฺยํกุกฺ" ก็คือ "พวกสุพรรณ" เพราะละโว้เป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ คุมอำนาจอยู่ทางฝั่งตะวันออกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น กองทัพที่จะร่วมมือกับกองทัพละโว้ได้ก็ต้องยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ซึ่งในยุคเดียวกันนั้น พวกที่มีความยิ่งใหญ่พอๆ กับละโว้ คือ "สุพรรณภูมิ" รัฐที่คุมอำนาจอยู่ทางฝั่งตะวันตกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
สอดคล้องกับการแต่งกายของ "สฺยํกุกฺ" ที่สลักไว้บนกำแพงนครวัด ซึ่งอาจารย์วรณัย พงศาชลากร กล่าวไว้ว่า เมื่อพิจารณาลวดลาย “สัปคับหลังช้าง” ที่มีความแตกต่างไปจากสัปคับของแม่ทัพฝ่ายเขมรทั้งหมด โดยทำเป็นฐานบัวฟันยักษ์คว่ำบัวหงาย พนักของสัปคับฉลุเป็นลวดลายโค้ง คล้ายดอกไม้ 4 กลีบ เป็น ตัว C แยกจากกัน ปลายคานเป็นกระหนกใบไม้ ที่มีความคล้ายคลึงกับลายดอกไม้ประดับในศิลปะของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลจากพุกามและจีน
กล่าวง่ายๆ คือ ลวดลายสัปคับของกองทัพสยามบนกำแพงนครวัด คล้ายงานฉลุในศิลปะจีน พุกาม และกระหนกแบบทวารวดี-ปาละ ซึ่งพวกสุพรรณมีเชื้อสายทั้งของรามัญและของพุกาม ดังนั้น "สฺยํกุกฺ" ที่เดินทัพคู่กับละโว้จึงน่าจะหมายถึง "พวกสุพรรณ"
“สฺยํ" (สยาม) เป็นพันธมิตรเดียวของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นกลุ่มชนจากดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ของบ้านเมืองขึ้นไปถึงนครหริภุญชัย-พุกาม ที่มีหลักฐานว่าได้ร่วมทัพไปรบกับจามปา ซึ่งในเวลาต่อมาชนกลุ่มในภาพสลักนี้ก็จะกลับมามีอิสระในช่วงระยะหนึ่ง ก่อนถูกพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กลับมายึดครอง พัฒนาเป็นบ้านเมืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 นามว่า “สุวรรณปุระ” (Suvarṇapura) ที่พบในจารึกปราสาทพระขรรค์ และกลายมาเป็นรัฐอำนาจลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกที่มีนามว่า "สุพรรณภูมิ” ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ก่อนจะมาเป็น "เสียน-เซียน" ในเอกสารจีนช่วงราชวงศ์หมิง-หยวน ที่ได้เล่าถึงการผนวกรวมเข้ากับ "หลอหู" (ละโว้) พัฒนาเป็น “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” อย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ.1893
อาจารย์วรณัยเรียก "สยาม" ว่าคือผู้คนรามัญเก่า (ทวารวดีเดิม) จากดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่อยู่ทางตะวันตกของอาณาจักรกัมพุชเทศ
ต่อมาภายหลังกรุงศรีอยุธยาเกิดขึ้นได้ไม่นาน พวกสุพรรณก็ได้เข้ายึดอยุธยาจากพวกละโว้-อโยธยามาไว้ในครอบครองของตนแต่เพียงผู้เดียว จนถึงคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 (พ.ศ.2112)
พอถึงคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 พวกสุพรรณก็ได้ร่วมมือกับพวกอังวะบุกถล่มกรุงศรีอยุธยาเป็นสามารถ
วิเคราะห์ดูแล้ว ภาคกลางของไทยฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่าง "สุพรรณ" จะใกล้ชิดกับ "พม่ารามัญ" ส่วนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่าง "ละโว้" จะใกล้ชิดกับ "เขมรกัมโพช"
• เกร็ดความรู้ •
คนพม่ากินข้าวเป็นอาหารหลักมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว และน่าเชื่อว่ากินข้าวเหนียว (ข้าวเมล็ดป้อม) เหมือนคนทั้งหลายในอุษาคเนย์ และกับข้าว (กินกับข้าวเหนียว) ก็เป็นประเภท “เน่าแล้วอร่อย” เหมือน เขมร ลาว ไทย มลายู
"งาปิ" ภาษาพม่ารามัญ หมายถึง น้ำปลาหรือเครื่องปรุงอาหารที่ทำจากกุ้ง ปลาเล็ก และหมักเข้าด้วยกัน แล้วโขลกผึ่งแดดจนได้ที่ ซึ่งตรงกับคำไทยที่ขอยืมมาว่า "กะปิ" กับข้าวพม่ารามัญโดยรวมๆ หลักๆ แล้วไม่ต่างกับไทย
"พม่านุ่งโสร่ง" มักเข้าใจทั่วไปว่าโสร่งเป็นของพม่าเท่านั้น เพราะพม่านุ่งโสร่ง แต่ภาพสลัก "สฺยํกุกฺ" (เสียมกุก) ที่ปราสาทนครวัด ราว พ.ศ.1650 ชาวสยามในขบวนแห่ก็นุ่งผ้าผืนเดียวคล้ายโสร่ง แถมศิลปะลวดลายก็มาทางพม่ารามัญ (ทวารวดี-พุกาม)
"โสร่ง" หมายถึง ผ้าผืนใหญ่ใช้นุ่งห่ม โดยเย็บชายผ้าติดกันเป็นถุง เป็นวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์โบราณ
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 770750338/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 413
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ห้าราชวงศ์ สิบแคว้น แดนมังกร ตอนที่ 9
อวสานราชวงศ์ถัง
ฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.906 ลั่วเส้าเหว่ย ผู้ว่าการทหารเขตเว่ยโป๋ เกิดระแวงว่า หน่วยทหารรักษาการณ์กอง บัญชาการของตนจะทรยศ เนื่องจากเมื่อปี ค.ศ.905 เคยมีนายทหารของหน่วยคนหนึ่ง ชื่อ หลิวกงเฉวียนวางแผนก่อกบฏแต่แผนการถูกเปิดโปงเสียก่อน หลิวกงเฉวียนจึงได้เผาเมืองบางส่วนและหนีไป
การกบฏของหลิวกงเฉวียน ทำให้ลั่วเส้าเหว่ยระแวงหน่วยรักษาการณ์และคิดจะกำจัด แต่ก็กลัวว่าถ้าอีกฝ่ายสู้กลับ จะรับมือไม่ไหว จึงได้ขอความช่วยเหลือจากจูเวิน ในปี ค.ศ.906 เนื่องจาก บุตรสาวของจูเวินได้แต่งงานกับบุตรชายของลั่วเส้าเหว่ย จึงทำให้ทั้งสองเกี่ยวดองกัน
จูเวินตกลงรับปากจะส่งกำลังไปช่วย และในขณะที่กำลังทหารของอีกฝ่ายยังมาไม่ถึง ลั่วเส้าเหว่ยก็ส่งคนลอบเข้าคลังเก็บอาวุธของหน่วยรักษาการณ์และทำลายธนูกับเสื้อเกราะทั้งหมด
ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.906 จูเวินได้ส่งแม่ทัพหลี่สืออัน นำกำลังทหาร 70,000 นาย มาที่เว่ยโป๋ โดยอ้างว่าเพื่อร่วมกับทัพเว่ยโป๋ ยกไปตียี่ชาง ซึ่งในเวลานั้น ถูกหลิวเหรินกงแห่งลู่หลง ยึดไว้ ทว่าเมื่อหลี่สืออัน ยกทัพมาถึง ก็เข้าโจมตี ที่ตั้งของหน่วยรักษาการณ์กองบัญชาการทันที
พวกทหารในหน่วยพยายามสู้ แต่ก็พบว่าธนูกับเสื้อเกราะถูกทำลายไปแล้ว จึงไม่อาจจะต้านได้ โดยทัพของหลี่สืออันได้สังหารหมู่ทหารรักษาการณ์ทั้งหมดแปดพันนาย รวมถึงครอบครัวของพวกทหารทุกคน
ทว่าการสังหารหมู่หน่วยรักษาการณ์ ได้ทำให้บรรดาทหารเขตเว่ยโป๋โกรธแค้นและลุกฮือก่อกบฎ โดยได้รับกำลังสนับสนุนจากหลิวเหรินกงและหลี่เค่อหยง
ซึ่งการกบฏในเขตเว่ยโป๋ ทำให้จูเวินต้องยกทัพใหญ่มาด้วยตัวเอง
หลังใช้เวลาหลายเดือน จูเวินกับลั่วเส้าเหว่ยก็ปราบกบฏในเว่ยโป๋จนราบคาบ จากนั้น เขาจึงเคลื่อนทัพบุกขึ้นเหนือ เพื่อไปปราบหลิวเหรินกง โดยทัพของจูเวินได้เข้าตียี่ชางและปิดล้อมหลิวโส่วเหวิน บุตรชายของหลิวเหรินกงไว้ในที่มั่น ทว่าในขณะนั้นเอง ติ้งฮุย
ซึ่งจูเวินตั้งให้เป็นผู้ว่าการทหารเขตเจายี่ ที่อยู่ติดกับ เขตแดนของหลี่เค่อหยง ได้มีความโกรธแค้น ที่จูเวินปลงพระชนม์จักรพรรดิถังเจาจง ติ้งฮุยจึงได้ก่อกบฏต่อจูเวินและนำเขตเจายี่ไปสวามิภักดิ์กับหลี่เค่อหยง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้บีบให้จูเวินต้องยกเลิกการปิดล้อมแและถอนทัพจากยี่ชางกลับเว่ยโป๋
ระหว่างพักทัพที่เว่ยโป๋ ลั่วเส้าเหว่ยได้บอกกับจูเวิน ว่า ที่พวกผู้ว่าการทหารต่อต้านเขา ก็เพราะหวังฟื้นฟูราชวงศ์ถัง หากจูเวินขึ้นครองราชย์ ตั้งราชวงศ์ใหม่ก็จะเป็นการดับความหวังนั้นและจะทำให้ไม่มีใครหาข้ออ้างต่อต้านเขาได้อีก
แม้คำแนะนำของลั่วเส้าเหว่ยจะถูกใจจูเวิน แต่เขาก็เพียงขอบใจโดยยังไม่ได้ทำตาม จนกระทั่งกลับถึงลั่วหยาง จูเวินก็เริ่มดำเนินการเพื่อจะขึ้นครองราชย์
โดยให้คนของเขาในราชสำนัก บีบจักรพรรดิถังไอตี้ให้สละราชบัลลังก์ให้ แต่อีกทางหนึ่ง เมื่อจักรพรรดิทรงมีพระบรมราชโองการ จะมอบราชบัลลังก์ให้เขา (ตามที่ถูกบังคับ) จูเวินก็แสร้งทำเป็นปฏิเสธ ต่อหน้าธารกำนัล เพื่อจะแสดงให้ประชาชนเห็นว่า เขาไม่ได้มีความละโมบอยากได้ราชสมบัติ
หลังเล่นละครแสร้งเป็นคนดีอยู่พักหนึ่ง เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.907 จูเวินก็เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น จูหวง จากนั้น ก็ยอมรับราชบัลลังก์จากถังไอตี้ โดยจูเวินได้สถาปนาราชวงศ์เหลียง และขึ้นครองราชย์ เป็นจักรพรรดิเหลียงไท่จู่ ในวันที่ 1 มิถุนายน ปี ค.ศ.907 (นักประวัติศาสตร์ เรียกราชวงศ์นี้ว่า โฮ่วเหลียง หรือ เหลียงภาคหลัง)
ซึ่งการที่จูเวินได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิเหลียงไท่จู่ ถือเป็นการล่มสลายและปิดฉากราชวงศ์ถังโดยสิ้นเชิง
ส่วนชะตากรรมของอดีตจักรพรรดิถังไอตี้ หลี่จั๊วะนั้น เหลียงไท่จู่(จูเวิน)ได้ตั้งพระองค์เป็นจี้หยินหวางและสั่งให้เชิญเสด็จ อดีตจักรพรรดิถังไอตี้ จากราชธานีลั่วหยาง ย้ายไปที่เมืองเฉา ในซานตง โดยให้จัดกำลังทหารคุ้มกันบ้านพักของอดีตจักรพรรดิ อย่างแน่นหนา
และเมื่อถึงวันที่ 26 มีนาคม ปี ค.ศ.908 จูเวิน หรือจักรพรรดิเหลียงไท่จู่ก็สั่งทหารจับตัวอดีตจักรพรรดิ หลี่จั๊วะ ในวัย 15 ชันษา กรอกยาพิษ จนสิ้นพระชนม์
ตอนต่อไป
https://www.facebook.com/18824898791048 ... 509465870/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 413
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

LOCALRY

“ผัดกะเพราต้องใส่ถั่วฝักยาว”
สูตรโบราณปี 2513 โดย บุนนาค ช่อวิเชียร
.
เป็นที่ถกเถียงกันมานานว่า เมนูผัดยอดฮิตที่ฉุนจนได้ยินเสียงจามอยู่ไกลๆ ของชาวไทย อย่าง ‘ผัดกะเพรา’ นี้ สูตรที่ใช่ ต้องใส่ ‘ถั่วฝักยาว’ หรือไม่ บ้างก็ว่าการใส่ถั่วฝักยาวในผัดกะเพราถือเป็นเรื่องไม่สมควร บ้างก็ว่าอร่อยดี บ้างก็อ้างว่า กะเพรา ‘ที่แท้’ ต้องไม่มีถั่ว ซึ่งก็ชวนให้ตั้งคำถามว่า จริงเหรอ?
.
สูตรของคุณทำแบบไหน Localry ก็อยากรู้ แต่ตอนนี้ เรามารู้จักสูตรโบราณของคุณ ‘บุนนาค ช่อวิเชียร’ เจ้าของสูตรตำราอาหารคาวหวาน ผู้มีชื่อให้เห็นอยู่บนหน้าหนังสืออนุสรณ์งานศพมากกว่าหนึ่งเล่มผู้นี้ บอกว่า สูตรผัดกะเพราของเธอ ‘ใส่ถั่วฝักยาว’ ได้
.
ในวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ใช้ทวิตเตอร์ Marcusbrondo ได้แบ่งปันภาพหน้า “หนังสือคู่มือประกอบอาหาร โดย บุนนาค ช่อวิเชียร” เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานณาปนกิจศพของ คุณแม่อึ่ง จันทร ในวันที่ 30 มีนาคม 2513 หรือประมาณเกือบ 51 ปีที่แล้ว (โบราณพอไหม?)
.
ส่วนผสม
.
ในหน้า 141 ได้มีการบรรยายถึงสูตรทำ ‘ไก่ผัดกะเพรา’ ไว้ว่าต้องมีส่วนประกอบของ
- เนื้อไก่สับหยาบๆ
- พริกชี้ฟ้าแดงสับหยาบๆ
- พริกขี้หนูแห้งคั่วป่น
- น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช
- กระเทียมปอกเปลือกสับละเอียด
- น้ำปลา
- ผงชูรส
- ใบกะเพรา
- และ ‘ถั่วฝักยาว’ หั่นยาวประมาณหนึ่งนิ้ว
.
วิธีทำ
.
ยกกระทะตั้งไฟแรง ใส่น้ำมันลง พอน้ำมันร้อนใส่กระเทียมเจียวให้เป็นสีนวล ใส่ไก่ลงผัดพอสุก ใส่ถั่วฝักยาว พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู พอถั่วสุก ใส่น้ำปลา ผงชูรส ใบกะเพรา
.
สังเกตดูว่าสูตรนี้ จะมีความแตกต่างจากปัจจุบัน ตรงที่ไม่ได้ใช้ซอสถั่วเหลือง หรือซีอิ๊ว ที่เป็นวัฒนธรรมของชาวกวางตุ้งที่อพยพเข้ามาในสยามประเทศ แต่ใช้เป็นน้ำปลา ซึ่งเป็นของที่อยู่มานาน และสามารถย้อนหลักฐานกลับไปได้นานถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา
.
รู้จักเจ้าของสูตร
.
จากหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพของ ‘นางบุนนาค ช่อวิเชียร’ ได้มีการเขียนประวัติไว้ว่า เธอมีชื่อเดิมคือ ‘บุนนาค จันทร’ เป็นลูกสาวคนโตของนายกก จันทร และนางอึ่ง จันทร เธอเกิดเมื่อ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 ที่บ้านภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เธอทำหน้าที่ภรรยาของข้าราชการกระทรวงมหาดไทย คือ นายวงษ์ ช่อวิเชียร ส่วนนางบุนนาคได้ทำหน้าที่นายกเหล่ากาชาดจังหวัด และเธอได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.) เบญจมาภรณ์ช้างเผือก (บ.ช) และเหรียญสนองเสรีชน
.
เราจะไม่บอกว่า ผัดกะเพราสูตรคุณบุนนาคคือสูตรผัดกะเพราแท้ๆ หรือคือสูตรที่ถูกต้อง แต่อย่างน้อย นี่ก็เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญให้คุณเอาไปเถียงกับเพื่อนได้ว่า การใส่ถั่วฝักยาวลงในผัดกะเพรานั้นมีการทำมานานมากแล้ว และไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเริ่มทำกันแต่อย่างใด เพราะอย่างน้อยก็มีคุณบุนนาคนี่แหละ ที่ทำมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2513
.
ดังนั้นจะมาสรุปเอาเองไม่ได้นะ ว่ากะเพราสูตรโบราณ ‘ไม่มีถั่วฝักยาว’
.
แล้วคุณล่ะ ชอบให้ผัดกะเพราตัวเองใส่ถั่วฝักยาวไหม หรือไม่ว่าจะโบราณอย่างไร แต่ขอไม่มีถั่วฝักยาวไว้น่าจะถูกปากกว่า!
อ้างอิง: Twitter. ปี พ.ศ. 2513 กะเพราก็ใส่ถั่วฝักยาวแล้ว ฉะนั้นแท้ไม่แท้อย่าไปสนใจ ไม่ชอบก็สั่งไม่ใส่ถั่วไปเท่านั้นแหละ. https://bit.ly/3bXR6zi
Taradplaza. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางบุนนาค ช่อวิเชียร. https://bit.ly/3lrOWLk
Takee1950. ประวัติการผลิตซีอิ๊วในประเทศไทย. https://bit.ly/3s6M0GA
Voicetv. “น้ำปลา” เรื่องเล่ารสเค็มจากวันวาน. https://bit.ly/3cNEqdx
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 413
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

“สยาม” เป็นชื่อที่พวกกัมพูชาใช้หมายถึง “คนป่า”
“จีนเรียกอาณาจักรสุโขทัยว่า ‘เสียน’ ส่วนคำว่า ‘สยาม’ เป็นชื่อที่พวกกัมพูชาใช้หมายถึง ‘คนป่า’ จากแถบกลางของแม่น้ำ (เจ้าพระยา) ซึ่งมีรูปแกะสลักอยู่ที่ระเบียงด้านใต้ของนครวัด หลักฐานการใช้คำนี้ที่เก่าแก่ที่สุดขณะนี้ก็พบในจารึกของชาวจามในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซึ่งเอ่ยถึงชาวสยามในรายชื่อเชลยศึก ชื่อนี้ดูเหมือนจะแผลงมาจากคำ ‘ชาน’ ซึ่งชาวพม่าใช้เรียกบรรดารัฐชาวเขาทางเหนือซึ่งเรียงรายกันจากเหนือลงมาใต้จากรัฐโมกองและโมนยิน ไม่มีผู้ใดทราบว่าคำว่า ‘สยาม’ มีความหมายทางนิรุกติศาสตร์ว่าอย่างไร หลังจากการตั้งอาณาจักรอยุธบาขึ้นใน ค.ศ. 1350 ดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์แห่งอาณาจักรนี้ก็ได้ชื่อว่า สยาม ชาวยุโรปก็มักเรียกตัวเมืองอยุธยาว่า ‘นครแห่งสยาม’”
ที่มา: ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เล่ม 1 โดย ดี.จี.อี. ฮอลล์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านประวัติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำมหาวิทยาลัยคอร์เนล และมหาวิทยาลัยลอนดอน
ขณะที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ตั้งสมมติฐานถึงของความหมายดั้งเดิมของคำอันเป็นที่มาของคำ “สยาม” ว่า น่าจะหมายถึง ดินแดนลุ่มแม่น้ำ หรือเกี่ยวกับน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพชีวิตของสังคมกสิกรรมในที่ราบลุ่มของชนชาติไต
พร้อมกันนี้ จิตร กล่าวย้ำว่า การหาความหมายที่มาของคำสยาม ไม่ควรไปเสาะหาคำที่คล้ายคลึงในภาษาอื่นๆ โดยละเลยการพิจารณาพัฒนาการของชีวิตทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของคนไต และไม่จำเป็นต้องเลือกหา “แต่คำที่มีความหมายที่ดีวิเศษด้านเดียวเสมอไป” เพราะ “เราจะไม่ได้ความจริงที่ปรากฏขึ้นภายในวิถีทางพัฒนาแห่งประวัติศาสตร์สังคมเลย”
ที่มา: ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ
ภาพ : ขบวนแห่ของชาวสยามหรือ “เสียมก๊ก” สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยกล่าวว่า คนกลุ่มนี้เป็นพวกที่อยู่รัฐและบ้านเมืองบริเวณสองฝั่งโขงที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดสนิทสนมของกษัตริย์กัมพูชาในยุคนั้น ไม่ใช่ “กองทัพเมืองขึ้นของขอม” ตามคำอธิบายของนักวิชาการเจ้าอาณานิคมตะวันตก
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม มิถุนายน 2559
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 153868833/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 413
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

"ขอม" คือ "มอญ" ?
ขอม, ก๋อม, กะหล๋อม เป็นคำภาษาไทถิ่นเหนือ ใช้เรียกอาณาจักรที่อยู่ทางใต้ลงมา
พงศาวดารล้านนาหลายฉบับ เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ หรือพงศาวดารโยนก เล่าถึงชาวขอมว่าอพยพย้ายเมืองไป "หงสาวดี"
ถ้าจะบอกว่า "ขอม" คือ "เขมร" แล้วปักหมุดแผนที่ซะว่าอยู่แถวๆ เสียมเรียบหรือพระตะบอง จะให้อพยพไปถึงหงสาวดีนี่ก็ดูจะไกลไปหน่อย
และถ้าเทียบกับจามเทวีวงศ์หรือพงศาวดารอื่นๆ ของลำพูน ที่เล่าถึงการอพยพหนีโรคห่าไปถึงเมืองหงสาวดี และพบว่าคนที่นั่นพูดภาษาเดียวกันอยู่ ก็คงพอบอกได้ว่าขอมของล้านนา คือ "หริภุญชัย" (ลำพูน) หรือบริเวณแถวๆ นั้น (ศิลปะที่หริภุญชัยสืบเนื่องจากศิลปะทวารวดี)
ซึ่งตามตำนานพระนางจามเทวี พระแม่ท่านมาจากเมืองละโว้ เมืองของมอญทวารวดีก่อนที่จะโดนเจนละยึดเป็นเมืองกัมโพชในภายหลัง
และทำให้นึกถึงขุนช้างขุนแผนตอนพลายชุมพลได้วิชาในลานทองจากขอมดำดิน
"วันหนึ่งเณรเอาคราดกวาดมลทิน
ยังมีขอมดำดินเมืองหงสา
มือถือลานทองของวิชา
หมายจะถามปริศนาของรามัญ"
เมื่ออ่านถึงตอนนี้แล้วบอกเลยว่าค่อนข้างสับสน เพราะขอมในเรื่องนี้ไม่ใช่เขมร แต่เป็นมอญ
• เกร็ดความรู้ •
ในชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวไว้ว่า พระเจ้าอาทิตยราช (พระเจ้าอาทิจจ์) กษัตริย์เมืองหริภุญชัยผู้มีเชื้อสายวงศ์สุวรรณภูมิ (วงศ์รามัญ) ได้อัญเชิญพระพุทธปฏิมาจันทนพิมพ์จากเมืองสุวรรณภูมิเสด็จขึ้นสู่พระนครเหนือยอดเขาวิเชตในวิเชตชนบท (ลำปาง) สยามประเทศ ณ วิเชตคีรี
(หริภุญชัย-เขลางค์นคร (ลำพูน-ลำปาง) เมืองมอญทวารวดี คือ สยามประเทศ?)
ในชินกาลมาลีปกรณ์ยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองหริภุญชัยกับเมืองสุธรรมวดีและเมืองหงสาวดี กล่าวคือ เมื่อพระเจ้ากัมพลครองราชสมบัติ ได้เกิดเหตุอหิวาตกโรคขึ้นที่เมืองหริภุญชัย ชาวเมืองได้อพยพหนีไปอยู่ที่เมืองสุธรรมวดีและเมืองหงสาวดีเป็นเวลาหลายปี ดังในพงศาวดารเมืองเหนือระบุถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสองเมืองว่า
"ชาวพระนครหริภุญชัยกับชาวพระนครหงสาวดีก็เกิดพิศวาสคุ้นเคยรักใคร่กันเป็นอันมาก ถึงภาษาของคนทั้งสองพวกนี้ก็พูดเป็นภาษาเดียวกัน คำใดคำหนึ่งจะแตกต่างกันบ้างนั้นก็ไม่มี"
เห็นได้ว่า เมืองหริภุญชัยในสยามประเทศมีความสัมพันธ์กับเมืองรามัญ เนื่องจากพูดภาษาเดียวกัน (ชาวสยามโบราณพูดภาษาเดียวกับชาวรามัญ?) และพบศิลาจารึกที่ใช้ภาษามอญจำนวน 7 หลักที่ลำพูน ซึ่งตัวอักษรมอญที่ใช้ในจารึกก็ใกล้เคียงกับอักษรมอญที่เมืองพุกาม ในประเทศพม่า โดยมีอายุระหว่าง พ.ศ.1628-1656
หลังโรคร้ายสงบ มอญหริภุญชัยก็อพยพกลับ และด้วยความผูกพันกับมอญเมืองสุธรรมวดีและหงสาวดี จึงมีการจัดพิธีลอยฮะม่ด (ลอยไฟ หรือ ลอยกระทง) เพื่อรำลึกถึงญาติมิตรและบรรพชนมอญที่เอื้อเฟื้อเมื่อยามยาก มิได้ลอยเพื่อขอขมาพระแม่คงคา
อาณาจักรหริภุญชัยล่มสลายในปี พ.ศ.1824 จากการรุกรานของพญามังรายแห่งล้านนา ผู้เป็นเชื้อสายปู่จ้าวลาวจก ผู้นำของชาวลัวะหรือละว้า (ชาวหริภุญชัยบางส่วนได้หนีภัยสงครามไปยังเมืองหงสา)
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.1706 พระเจ้ากาแตผู้มีเชื้อสายพระนเรศหงสาวดี (รามัญ) ได้พามอญน้อยและพรรคพวกมาสร้างเมืองใหม่บริเวณลุ่มแม่น้ำสุพรรณโดยทับ “กรุงพันธุมบุรี” เดิมของพญาพานที่สถาปนาเมื่อปี พ.ศ.1420 และขนานนามเมืองใหม่นี้ว่า “สุพรรณภูมิ” หรือ “สองพันบุรี” พระเจ้ากาแตได้ตั้งตนเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองอาณาจักรสุพรรณภูมิ และครองราชย์ได้ 40 ปี ก็สวรรคตลงเมื่อ พ.ศ.1746
สุพรรณภูมินิยมสร้างโบสถ์ วิหาร และพระพุทธรูป ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก (เช่น หลวงพ่อหินทราย วัดชุมนุมสงฆ์) คนเฒ่าคนแก่เมืองสุพรรณผู้รู้ประวัติศาสตร์เล่าว่า เพื่อเป็นที่ระลึกเตือนใจว่าครั้งหนึ่งบรรพบุรุษเราเคยอยู่ทางทิศตะวันตกที่ลุ่มแม่น้ำอิรวดี
อาจารย์ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ อธิบายว่า สำเนียงเหน่อภาคกลางทั้งหลายเป็น "เหน่อมอญทวารวดี" ดังที่ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือ “ศรีสุพรรณภูมิ” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ.2553 หน้า 160-162 โดยมีข้อความดังนี้
"สําหรับเรื่องสําเนียงพูดเหน่อหรือที่เรียกว่า 'เหน่อสุพรรณ' นั้น มีกว้างขวางตั้งแต่ เพชรบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี อุทัยธานี คือบริเวณถิ่นเก่าแก่ดั้งเดิมของมอญอาณาจักรทวารวดีนั่นเอง เรื่องขุนช้างขุนแผนก็เป็นไทยปนมอญ มีเรื่องพัวพันกันอยู่ระหว่างสุพรรณบุรีกับกาญจนบุรี ความจริงเสียงเหน่อนี้ควรเรียกว่า 'เหน่อมอญ' เพราะสุพรรณบุรีเป็นเมืองมอญ ผู้คนทางฟากตะวันตกจึงล้วนมีเชื้อมอญ เรื่องขุนช้างขุนแผนความจริงก็เป็นเรื่องของพวกมอญทั้งเพ คําว่า 'พลาย' แปลว่า 'หนุ่ม' (เช่น พลายแก้ว, พลายชุมพล) ชื่อ เครื่องดนตรีไทย เช่น จะเข้ ฯลฯ ก็เป็นคํารามัญ ตํานานเมืองก็บอกไว้ว่าย่านนี้เป็นถิ่นมอญเก่า โบสถ์มอญ วิหารมอญ เจดีย์มอญ ที่ยังเหลืออยู่บ้างในวัดป่าเลไลยก์ วัดพระมหาธาตุ วัดพระรูป วัดโคกกระต่าย ฯลฯ ล้วนหันหน้าไปทางตะวันตกทั้งสิ้น ผู้เขียน (อ.ประทุม) สงสัยจึงถามผู้ใหญ่คนเฒ่าคนแก่เมืองสุพรรณบุรีก็ได้รับคําตอบกลับมาว่า เพื่อเป็นที่ระลึกเตือนใจว่าครั้งหนึ่งบรรพบุรุษเราเคยอยู่ทางทิศตะวันตก นอกจากนี้ ในช่วงก่อน พ.ศ.2500 มีคณะละครชาตรีพื้นบ้านและคณะโขนนั่งราวหรือโขนกลางแปลงพื้นบ้านมีชื่อมาเที่ยวแสดง อยู่ในเขตอ่างทอง สุพรรณบุรี ผู้เขียน (อ.ประทุม) เป็นเด็กเคยดูที่วัดเกาะ ตําบลดอนมะสังข์ ตื่นเต้นสนุก ติดใจมาก ตัวละครที่เล่นบทเป็นคนมอญเขาจะพูดไทยแต่เลียนสําเนียงชาวมอญ ซึ่งใครได้ฟังก็จะรู้ทันทีว่านี่แหละคือต้นกําเนิดของ 'เหน่อสุพรรณ' ผู้เขียน (อ.ประทุม) นั้นยังจําได้แม่นจนถึงทุกวันนี้"
ปัจจุบันพระพุทธรูปที่จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งเคยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ได้ถูกเคลื่อนย้ายหันหน้ามาทางทิศตะวันออกหมดแล้ว ขอยกตัวอย่างวัดๆ หนึ่งชื่อว่า "วัดชุมนุมสงฆ์"
"ด้านหน้าทางทิศตะวันออกของเจดีย์ประธาน มีร่องรอยของฐานอาคารและฐานชุกชีของพระประธานที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งในปัจจุบันคงเหลือเป็นพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่ หน้าตักกว้างประมาณ 2.5 เมตร ความสูงประมาณ 5.5 ถึง 6 เมตร เรียกกันในปัจจุบันว่า 'หลวงพ่อหินทราย' เป็นพระประธานของวัดดั้งเดิม ซึ่งก็มีเรื่องเล่ากันว่าการที่องค์พระประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันตกนั้น ก็เนื่องมาจาก 'พระเจ้ากาแต' กษัตริย์แห่งทวารวดี ผู้สร้างวัดชุมนุมสงฆ์ มีพระราชประสงค์โปรดให้สร้างหันหน้าพระประธานไปทางทิศตะวันตก ไปยังเมืองหงสาวดีที่ลุ่มแม่น้ำอิรวดีอันเป็นเมืองแม่"
ต่อมาในปี พ.ศ.2543 จึงได้มีการเคลื่อนย้ายองค์พระประธานให้หันหน้ามายังทางทิศตะวันออกและสร้างอาคารศาลาไทยคลุมไว้ดังเช่นในปัจจุบัน
เห็นได้ว่า วัฒนธรรมรามัญแทรกไปในประเพณีวัฒนธรรมสยามทุกเรื่องราวประดุจเป็นพวกเดียวกัน อย่างมอญร้องไห้ มอญยันหลัก มอญซ่อนผ้า ขนมจีน และวิชาดาบสองมือของมอญอันเลื่องลือ
“ขุนช้างขุนแผน” ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมอญ ซึ่งมอญเรียก "โกนเพนโกนเชี่ยง" นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อบ้านนามเมืองใกล้กับเมืองเย (Re) ใต้เมืองเมาะลำเลิงลงมา มีเนินดินเรียบโล่งแน่นจนหญ้าขึ้นไม่ไหว คนมอญเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "ลานขุนแผน" เชื่อกันว่าเป็นลานฝึกม้าของขุนแผน
ส่วนเรื่อง "ม้าสีหมอก" มีผู้รู้ท่านหนึ่งสังเกตว่าลักษณะการบรรยายเหมือนม้าสายพันธุ์อาหรับ ซึ่งในท้องเรื่องผู้ขายระบุว่าได้ม้ามาจาก "มะริด" หรือ "ทวาย" ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางฝั่งรามัญ
ต่อมา มีผู้รู้กล่าวว่าคนอยุธยาส่วนใหญ่เป็นพวกมอญอู่ทอง-สุพรรณ แต่พูดไท (ที่มาของเหน่อสุพรรณ) ซึ่งได้เข้ามาเป็นใหญ่ในอยุธยา รวมไปถึงในราชสำนักอยุธยาด้วย ศิลปะต่างๆ แม้จะเป็นเขมรละโว้แต่รายละเอียดหรือส่วนประกอบจะเป็นมอญทวารวดี เช่น เครื่องดนตรีหรือการพากย์จะออกสำเนียงมอญ (สำเนียงสุพรรณ)
การพากย์โขนในสมัยอยุธยา สำเนียงที่คนในอาณาจักรอยุธยายุคนั้นใช้กันเป็นสำเนียงของมอญ ตัวอย่างในละครไทยที่ใช้คำว่า "ออ" นี่ก็สร้อยสำเนียงของคนมอญ
ศิลปะการเล่นโขนเป็นวัฒนธรรมของละโว้ (กัมโพช) เพราะอยุธยายุคแรกเริ่มยังเป็นของพวกละโว้ แต่เมื่อพวกสุพรรณเข้ามายึดอยุธยาต่อจากละโว้ จึงเอาศิลปะการเล่นโขนมาเป็นของตน และใช้สำเนียงมอญทวารวดีมาร้องโขน
และผลตรวจ DNA คนไทยก็มีผลออกมาแล้วว่าคนไทยภาคกลางบริเวณนครปฐมหรือจังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ ล้วนมีเชื้อสายมอญเป็นหลัก แถมเป็นประเภท Cultural Diffusion กล่าวคือ เป็นคนมอญที่หันมาพูดภาษาไท (ไม่ใช่เป็นคนไทที่มีเชื้อสายมอญ)
คลิป DNA เธอ เขา เรา ใคร คนไทยมาจากไหน (นาทีที่ 49:00 เป็นต้นไป)
https://youtu.be/Fuf4xKxx0-o
ดังนั้น อารยธรรมมอญโบราณในภาคกลางของไทย ไม่ควรเรียกว่าเป็นของรามัญฝ่ายเดียว ควรเรียกว่า "อารยธรรมสยาม-รามัญ" จึงจะเหมาะสมที่สุด เพราะสยามกับรามัญมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงแนบแน่นต่อกัน
ความเหมือนกันอีกอย่างของ "สยาม-รามัญ" คือพระนามกษัตริย์ เช่น
พระเจ้ารามาธิบดี (รามัญ)
และ พระรามาธิบดี (สยาม)
* พระรามาธิบดีของสยามมาจาก "ละโว้-อโยธยา" ซึ่งละโว้ชาวทวารวดีเป็นผู้สร้าง
พระเจ้าราชาธิราช (รามัญ)
และ พระบรมราชาธิราช (สยาม)
* พระบรมราชาธิราชของสยามมาจาก "อู่ทอง-สุพรรณภูมิ" ซึ่งสุพรรณภูมิชาวหงสาวดีเป็นผู้สร้าง
(คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวว่า อู่ทองคือต้นทางประวัติศาสตร์ไทย ไม่ใช่สุโขทัยอย่างในหนังสือเรียน)
ในชินกาลมาลีปกรณ์เรียก "ขุนหลวงพ่องั่ว" เจ้าเมืองสุพรรณบุรีว่า "วัตติเดช" และเรียก "เมืองสุพรรณภูมิ" (เมืองสุพรรณบุรี) ว่า "เมืองสุวรรณภูมิ"
คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวว่า ชาวสุพรรณภูมิเป็นกลุ่มคนหลายเผ่าพันธุ์ เช่น มอญ เขมร ไท ลาว มลายู จีน และตระกูลทิเบต-พม่า แต่ใช้ภาษาไทเป็นภาษากลางทางการค้า แล้วถูกเรียกจากคนอื่นว่า "สยาม" หรือ "ชาวสยาม" และชื่อ "สุพรรณภูมิ" สืบทอดจากนามเดิมว่า "สุวรรณภูมิ" (โดยปริวรรตจาก "ว" เป็น "พ") การเรียกพื้นที่ของตนว่า "สุพรรณภูมิ" สืบทอดนามเดิมว่า "สุวรรณภูมิ" เป็นพยานว่าคนชั้นนำพื้นเมืองรับรู้และเข้าใจชื่อสุวรรณภูมิที่มีก่อนหน้านั้นนับพันปีว่าเป็นบริเวณเดียวกัน
"สุพรรณภูมิ" กับ "ละโว้" ร่วมมือกันสร้าง "อยุธยา" ขึ้นมาในปี พ.ศ.1893
บันทึกจีนเรียกเหตุการณ์ช่วงนี้ว่า "เสียน" (暹-สุพรรณ/สยาม) รวมกับ "หลอหู" (罗斛-อโยธยา/ละโว้) เป็น "เสียนหลอ" (暹罗-ทวารวดีศรีอยุธยา)
คำว่า "暹" (Xiān-สยาม) รากศัพท์จีนหมายถึง "อรุณรุ่ง" (Sunrise)
ต่อมา วงศ์สุพรรณภูมิได้เข้ายึดอยุธยาจากวงศ์ละโว้มาไว้ในครอบครองของตนแต่เพียงผู้เดียว จนถึงคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 (พ.ศ.2112)
พระมหากษัตริย์ที่ได้ครอบครองอำนาจความเป็นใหญ่ในกรุงศรีอยุธยายาวนานหลายรัชกาลมากที่สุดจึงเป็น "สุพรรณภูมิ"
________________
ประวัติศาสตร์ไทยเราเอาภาษาไทยมาตีกรอบ จึงเหลือแค่ 800 ปี ต่างกันกับชนชาติอื่นที่ไม่เอาภาษามาตีกรอบประวัติศาสตร์ จึงทำให้เขามีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นพันๆ ปี อย่างสิงคโปร์เขาย้อนไปสมัยเทมาเส็ก เรียกได้ว่าเคยมีอารยธรรมใดในประเทศเขา เขานับเป็นประวัติศาสตร์ของชาติหมด แต่ไทยไม่ทำแบบนั้น เพราะมัวไปติดกับดักทางภาษา ทั้งๆ ที่อู่ทอง นครปฐม ละโว้ หริภุญชัย สุพรรณภูมิ นครศรีธรรมราช ฯลฯ เป็นของประวัติศาสตร์ไทยโดยสมบูรณ์ แต่ไทยดันไปตั้งต้นที่สุโขทัย เพราะไปยึดภาษาไทยมาตีกรอบ ประวัติศาสตร์ไทยเลยเหลือแค่ 800 ปี ทั้งๆ ที่มันย้อนไปได้ถึง 2,000 ปี
เราพบจารึกโบราณคำว่า "สยาม" เก่าแก่รุ่นเดียวกับ "รามัญ" และ "เขมร" แต่เราไม่พบจารึกภาษาไทยเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะชาวสยามแต่โบราณเขาไม่ได้พูดภาษาตระกูลจ้วง-ไท แต่เขาพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร (เป็นที่มาของสำเนียงเหน่อ)
คำว่า "สยาม" มีประวัติความเป็นมาแรกเริ่มปรากฏในจดหมายเหตุจีนบันทึกไว้เมื่อพุทธศักราช 2311 พระเจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตากสินทรงกอบกู้บ้านเมืองมีชัยชนะต่อกองทัพอังวะแล้ว พระองค์ทรงส่งราชทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการและพระราชสาส์นแด่พระจักรพรรดิเฉินหลง องค์จักรพรรดิจึงรับสั่งให้เจ้ากรมพิธีการทูตตรวจสอบเรื่องราวของประเทศสยาม เจ้ากรมพิธีการทูตรายงานว่า
“ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ตรวจดูเรื่องเสียมหลัวกั่วหรือเสียมหลอก๊กแล้ว เห็นมีต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งราชวงศ์สุยราชวงศ์ถัง สมัยโน้นเรียกว่าประเทศซื่อถั่วกั่ว ด้วยครั้งพระเจ้าสุยทางเต้ พระเจ้าสุยเอียงเต้ ขึ้นครองราชสมบัติ ปีอิดทิ้ว ขุนนางสุนถังจู้ ชื่อเสียงจุ่น ได้จดความไว้ว่าซื่อถั่วกั่วอ๋องนับถือศาสนาพุทธ ชาวเสียมหลัวกั่วประเทศนี้ตั้งอยู่ริมทะเลทางทิศใต้”
จากที่เจ้ากรมพิธีการทูตจีนรายงานมานี้ ทำให้เราทราบได้ว่าชาวสยามมีความเป็นมายาวนานนับ 1,400 ปี เนื่องด้วยราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถังนั้นมีอำนาจอยู่ในช่วงปีพุทธศักราช 1124 ถึง 1450
นอกจากนี้ หนังสือบันทึกจดหมายเหตุทางพระราชไมตรีจีนสยามยังระบุไว้ว่า สยามเป็นชนชาติเดียวกับชาวฮูหลำหรือฟูนัน และบันทึกเอกสารจีนโบราณก็ยังเขียนบอกอีกว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามมีแซ่หรือสกุลเดียวกับพระพุทธเจ้า
จารึกของพระเจ้าภววรมันที่ 2 แห่งเจนละ กล่าวถึงชาวสยามและการร่ายรำอุทิศที่นาถวายเป็นกัลปนาแก่วัดพระพุทธศาสนา ลงมหาศักราชซึ่งตรงกับปีพุทธศักราช 1182 ระบุชื่อผู้ถวายว่า โปญฺ สฺยํ หรือ โปญ สยาม และพบจารึกอีกแห่งสมัยก่อนนครธมปีพุทธศักราช 1226 ในคำเรียกทาสชาวสยามว่า กุ สฺยํ หรือ กุ สยาม
มีจารึกที่ปราสาทหินพิมายอายุปีพุทธศักราช 1651 จังหวัดนครราชสีมา เป็นจารึกที่ระบุชื่อข้าพระไว้จำนวนหนึ่ง ในบรรดาชื่อเหล่านั้นมีอยู่คนหนึ่งเป็นผู้หญิง ชื่อ กนฺ สฺยํ หรือ กัน สยาม
คำว่าสยามยังมีปรากฏอยู่ในจารึกของอาณาจักรพุกาม โดยลงพุทธศักราชในปี 1663
ต่อมา คำว่าสยามยังได้ปรากฏที่ภาพจำหลักนูนต่ำที่ปราสาทนครวัด ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 1693 อันแสดงถึงกองทัพชาวสยามที่กำลังเดินขบวนคู่กับกองทัพละโว้ โดยจารึกสลักไว้ว่า เนะ สฺยํ กุกฺ หรือ เนะ สยาม กุก
สฺยํ ยังได้ปรากฏอยู่ในจารึกโบราณของอาณาจักรจามปา โดยมีข้อความกล่าวถึงการจับได้เชลยศึกชาวสยามรวมกับเชลยศึกชาวเขมรและอื่น ๆ จารึกนี้พบที่เทวสถานโพนคร เมืองญาจาง ประเทศเวียดนามตอนใต้ โดยจารึกที่กรอบประตูปราสาทประธานมี 3 แห่ง ส่วนจารึกกรอบด้านเหนือและด้านใต้จะบอกเล่าเรื่องราวที่พระมหากษัตริย์จามปา คือ พระเจ้าศรีชัยปรเมศวรวรมเทพได้ถวายข้าทาสชาวเขมรหรือกฺวีร์ ชาวสยามหรือสฺยํ ชาวลาวหรือเลาว และชาวพุกามหรือปุกํ จำนวน 45 คนแด่เทพเจ้าที่นี่ เมื่อปีพุทธศักราช 1776
จากจารึกที่เทวสถานโพนครนี้ทำให้เห็นว่า ชาวสยามกับชาวลาวถูกมองว่าเป็นกลุ่มชนคนละกลุ่มคนละพวกกัน จึงถูกจารึกเขียนแยกออกมาว่า สฺยํ กับ เลาว
จารึกโบราณเกี่ยวกับสยามทั้งหลาย สามารถใช้หักล้างแนวนิดของเซเดส์ เจ้าของทฤษฎีชาวฝรั่งเศสผู้สอนประวัติศาสตร์สยามว่า ชนชาติสยามเพิ่งอพยพหนีการโจมตีของกุบไลข่านแห่งจักรวรรดิมองโกล มาสร้างอาณาจักรสุโขทัยเมื่อพุทธศักราช 1781 แต่ภาพประวัติศาสตร์ที่ระเบียงภาพนครวัด เมื่อปีพุทธศักราช 1693 ได้ปรากฏภาพกองทัพสยามก่อนเกิดอาณาจักรสุโขทัยเกือบถึง 100 ปี ด้วยเหตุนี้ แนวคิดของเซเดส์ที่ว่าชาวสยามหนีกุบไลข่านลงมาจากจีนตอนใต้แล้วมาสร้างกรุงสุโขทัยจึงต้องตกไป
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 440511671/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 413
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

กามาล อาตาเติร์ก สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักเขา ..
1- เขาทำลายจักรวรรดิออตโตมันในปี 1924
2- เขายกเลิกกฎหมายอิสลามอย่างสมบูรณ์ในปี 1926
3- ทำให้มรดกเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง
4- ไม่ให้ชาวเติร์กประกอบพิธีกรรมฮัจญ์และอุมเราะห์
5- เขาห้ามใช้ภาษาอาหรับในโรงเรียน
6- ห้ามอาซานเป็นภาษาอาหรับในมัสยิด
7-การสวมฮีญาบถูกห้ามในตุรกี
8- ตัดไม่ให้ใช้ชื่อมุสตาฟา
9- ยกเลิกการเฉลิมฉลอง อีดุลฟิตรี และ อีดุล อัฎฮา
10- ให้วันอาทิตย์เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์แทนที่จะเป็นวันศุกร์
11- ยกเลิกตัวอักษรอาหรับจากภาษา
12- เปลี่ยนคำสาบาน ต่ออัลลอฮ เพื่อสาบานด้วยเกียรติเมื่ออยู่ในตำแหน่ง
13- นักวิชาการและลูกขุนหลายร้อยคนที่ปฏิเสธแนวทางของเขาถูกประหารชีวิต
14- เขาสั่งก่อนเสียชีวิตว่ามุสลิมไม่ควรละหมาดศพให้เขา
15- อาตาเติร์ก กล่าวต่อหน้ารัฐสภาตุรกีในปี 1923 ว่าตอนนี้เราอยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบและยุคของอุตสาหกรรมเราไม่สามารถติดตามหนังสือที่กำลังมองหามะเดื่อและมะกอกได้ (หมายถึงอัลกุรอาน)
cr.
อาลี เสือสมิง https://alisuasaming.org/main/?p=763
cr.
#wahabishiahyahudi
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส