ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 420
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

๑๗ เมษายน วันพระราชสมภพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เรื่องราวก่อนการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่คนส่วนใหญ่ทราบกันนั้นได้ถูกเล่าต่อกันมาเป็นทอด ๆ จากหนังสือชื่อ “อภินิหารบรรพบุรุษ” โดยหนังสือดังกล่าวได้ระบุว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีขาล จุลศักราช ๑๐๙๖ เวลาประมาณ ๕ โมงเช้า ซึ่งจะตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๒๗๗ ในแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ บิดาชื่อนายไหยฮอง (หยง แซ่แต้) มีตำแหน่งที่ขุนพัฒน์ เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย ส่วนมารดาเป็นสตรีชาวไทย ชื่อนางนกเอี้ยง โดยสองสามีภรรยาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาใกล้กับบ้านของเจ้าพระยาจักรี
หลังจากที่เด็กชายสินคลอดได้เพียง ๓ วันก็เกิดมีงูเหลือมใหญ่เลื้อยมาพันตัวอยู่รอบกระด้งที่กำลังนอนอยู่ ขุนพัฒน์ผู้เป็นบิดาเห็นเข้าก็คิดว่าจะเป็นลางร้ายตามธรรมเนียมจีนจึงจะนำทารกไปทิ้งเสียให้พ้นบ้าน แต่เจ้าพระยาจักรีมาทราบเรื่องจึงเกิดความสงสาร และขอทารกไปเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม และกลับกลายเป็นว่าเด็กชายสินนำโชคลาภมาสู่เจ้าพระยาจักรีเสียมากกว่าโชคร้ายตามที่ระบุในหนังสือว่า
“จำเดิมแต่เจ้าพระยาจักรีได้รับบุตรจีนไหยฮองมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมจนเจริญก็ได้ลาภและทรัพย์สินสมบัติเป็นอันมาก เจ้าพระยาจักรีจึงตั้งชื่อกุมารว่านายสินเป็นเหตุนี้ที่กล่าวมานั้น ครั้นนายสินค่อยเจริญใหญ่อายุศม์ได้ ๙ ขวบแล้วเจ้าพระยาจักรีจึงได้นำกุมารไปฝากไว้ในสำนักพระอาจารย์ทองดี มะหาเถร ณ วัดโกษาวาศน์ นัยยะหนึ่งว่าวัดคลัง…”
ในช่วงที่เด็กชายสินเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ทองดี ณ วัดโกษาวาศน์ (สันนิษฐานว่าปัจจุบันคือวัดเชิงท่า) อยู่นั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์อภินิหารขึ้นอีกครั้งเมื่อเด็กชายสินไปเป็นเจ้ามือเล่นแทงถั่วโปในวัดแล้วถูกพระอาจารย์ทองดีจับได้จึงโดนทำโทษโดยการมัดเอาไว้กับบันไดซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้ำกำลังขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ศิษย์คนอื่นไม่ให้เล่นการพนันอีก หลังจากนั้นพระอาจารย์ทองดีก็ไปสวดพระพุทธมนต์ในพระอุโบสถจนถึงเวลาประมาณหนึ่งยามเศษจึงนึกขึ้นได้ว่ายังมิได้ปลดเชือกให้เด็กชายสินเลยจึงนิมนต์พระสงฆ์จำนวนมากลงไปช่วยกันค้นหาที่แม่น้ำ
แต่เมื่อไปถึงบริเวณดังกล่าวปรากฏว่าน้ำได้ท่วมขึ้นมาเต็มตลิ่งพระอาจารย์ทองดีจึงวิตกว่าเด็กชายสินจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตจึงรีบสั่งให้พระสงฆ์จุดไฟส่องหา จนพบเด็กชายสินที่ริมตลิ่ง มือยังถูกมัดอยู่กับบันไดแต่ตัวบันไดได้หลุดลอยขึ้นมาพระสงฆ์จึงได้ช่วยกันแก้มัดให้และพาเด็กชายสินขึ้นไปในพระอุโบสถและทำการสวดพระพุทธมนต์คาถาบทชยันตะมงคลเพื่อทำขวัญให้
นอกจากนั้นหนังสือ “อภินิหารบรรพบุรุษ” ยังได้เล่าอีกด้วยว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยานายสิน (สมเด็จพระเจ้าตากสิน) นายทองด้วง (สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) นายบุญมา (สมเด็จพระราชวังบวรราชเจ้ามหาสุรสีห์สิงหนาท) และนายฉลองไนยนารถ (บุนนาค) ต่างก็เป็นเพื่อนสนิทกัน โดยนายสินได้ผนวชกับพระอาจารย์ทองดี ณ วัดโกษาวาศน์ (วัดเชิงท่า) ส่วนนายทองด้วงได้ผนวชที่วัดมหาทลาย (ซึ่งปัจจุบันมีสภาพเป็นวัดร้าง)
อยู่มาวันหนึ่งพระภิกษุสินและพระภิกษุทองด้วงต่างก็ออกเดินบิณฑบาตและได้โคจรมาพบกันโดยในตอนนั้นมีชาวจีนชราคนหนึ่งเดินผ่านมาหยุดมองพระภิกษุทั้งสองอยู่พักหนึ่งแล้วหัวเราะ พระภิกษุสินจึงเรียกจีนชราคนนั้นไว้และถามว่าหัวเราะด้วยเหตุใด จีนชราจึงตอบว่าตนเป็นหมอดูและขอทำนายว่าพระภิกษุทั้งสองรูปจะได้เป็นพระมหากษัตริย์ในอนาคต พระภิกษุทองด้วงก็พูดขึ้นว่า เรามีอายุอ่อนกว่าพระภิกษุสินสองปีเท่านั้นจะเป็นพระมหากษัตริย์พร้อมกันได้อย่างไร แล้วทั้งคู่ก็ออกเดินบิณฑบาตต่อไป
เมื่อนายสินเติบใหญ่ขึ้นเจ้าพระยาจักรีก็ได้พาไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลวง และในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายสินเป็นข้าหลวงอัญเชิญท้องตราพระราชสีห์ขึ้นไปชำระความที่หัวเมืองทางฝ่ายเหนือและปรากฏว่านายสินมีความดีความชอบจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตากและพระยาตากตามลำดับ
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 148981800/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 420
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

komkid.com
18 เมษายน 2019 ·
คาร์เรีย สมรภูมิทะเลทรายมรณะ
ปีที่ 55 ก่อน ค.ศ. โรมปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ อำนาจสุงสุดเป็นของไตรภาคี ประกอบด้วยกงสุลสามคน คือ ปอมปีอุส แมกนุส,มาคุส ลิสินิอุส แครสซุส และ จูลิอุส ซีซาร์ ทว่าวาระการปกครองของพวกเขากำลังจะสิ้นสุดในปีที่ 54 ก่อน ค.ศ.
ในไตรภาคี ผู้ที่รู้สึกเดือดร้อนกับการหมดวาระมากที่สุด คือ แครสซุส เนื่องจากเขายังไม่มีผลงานใหญ่พอเป็นที่ยอมรับของสภาซีเนต (สภาขุนนาง) และทรีบูน (สภาผู้แทนประชาชน) ในขณะที่ ทั้งปอมปีอุสและซีซาร์ต่างมีผลงานพิชิตดินแดนกว้างใหญ่มาเป็นอาณาเขตของโรม ส่วนผลงานสำคัญของแครสซุส คือ การปราบกบฏทาส สปาร์ตาคัส นั้น ทางสภาเห็นว่า ไม่ใช่ผลงานใหญ่เทียบปอมปีอุสและซีซาร์ เนื่องจาก สปาร์ตาคัสเป็นเพียงทาสที่ก่อกบฎและเหนืออื่นใด คือ การปราบกบฎสปาร์ตาคัสไม่ได้ทำให้โรมมั่งคั่งขึ้น เพราะไม่ได้เชลยศึก ทรัพย์สมบัติหรือดินแดนเพิ่มเติมจากศึกนี้เลย ซึ่งนั่นทำให้ผลงานของแครสซุสไม่ได้รับการยกย่องมากเท่าอีกสองคน
แครสซุสรู้เรื่องนี้ดีและเขาก็ริษยาเพื่อนกงสุลทั้งสอง โดยเฉพาะกับปอมปีอุส ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากัน อีกทั้งแครสซุสยังมีความทะเยอทะยานอย่างเต็มเปี่ยม แม้อายุย่างเข้าหกสิบปีแล้ว และใบเบิกทางสู่ความสำเร็จทางการเมืองที่ดีที่สุด คือ ชัยชนะในสงคราม
แครสซุสตัดสินใจว่า จะพิชิตศึกใหญ่ให้เป็นที่เลื่องลือและสร้างความมั่งคั่งให้โรมเพื่อปูทางสู่ความรุ่งโรจน์ทางการเมือง อีกทั้ง พูบลิอุส บุตรชายของเขาที่เพิ่งสร้างผลงานจากการร่วมทัพซีซาร์ไปทำสงครามในแคว้นกอล(ฝรั่งเศส) ก็เตรียมลงเล่นการเมือง จึงต้องการสร้างผลงานอีก เพื่อให้ได้การยอมรับจากสภา
แครสซุสกับลูก ลงความเห็นว่า ต้องเลือกเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และมีโอกาสสำเร็จได้ไม่ยาก ซึ่งเป้าหมายที่พวกเขาเลือกก็คือ ดินแดนทางตะวันออกของโรม ที่ชื่อ จักรวรรดิปาร์เธียน
ชาวปาร์เธียนสืบเชื้อสายมาจากชาวเปอร์เซียโบราณ พวกเขาครอบครองดินแดนเมโสโปเตเมียและพื้นที่ส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง เดิมปาร์เธียนอยู่ใต้การปกครองของราชวงศ์เซลิวซิด ซึ่งสืบเชื้อสายจากขุนพลเซเลยูซิส ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ต่อมาได้ก่อกบฏและแยกตัวมาตั้งอาณาจักรก่อนขยายดินแดนจนเป็นจักรวรรดิที่มั่งคั่ง เนื่องจากอยู่กึ่งกลางเส้นทางการค้าสำคัญระหว่างโลกตะวันตกกับตะวันออก ที่รู้จักในชื่อ เส้นทางสายไหม
เมื่อมีเป้าหมายแล้ว แครสซุสก็ใช้อิทธิพลในฐานะสมาชิกไตรภาคีและใช้อำนาจเงินในฐานะบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดของโรมในเวลานั้น ทำให้เขาได้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงซีเรีย และหาเหตุทำสงครามทันที
ทว่า แครสซุสมีความรู้เรื่องปาร์เธียนน้อยมาก เขารู้แค่เพียงว่า กองทัพโรมันเคยเอาชนะอาณาจักรตะวันออก อย่างอาร์เมเนียและปอนตัสได้ง่ายดาย แม้จะมีกำลังพลน้อยกว่า ทำให้เขาคิดเอาว่า พวกปาร์เธียนก็น่าจะถูกพิชิตได้โดยง่ายเช่นกัน
ที่จริง เวลานั้น ปาร์เธียนได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับโรม การที่แครสซุสจะทำสงครามกับปาร์เธียน จึงทำให้ชาวโรมันบางส่วน มองว่าไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่มีใครห้ามเขาได้ เพราะสุดท้ายแล้ว หากแครสซุสชนะศึกนี้ ความมั่งคั่งของปาร์เธียนก็จะหลั่งไหลมาสู่โรม
ในปีที่ 53 ก่อน ค.ศ. มาคุส แครสซุสและ พูบลิอุส บุตรชายนำทัพอันประกอบด้วย ทหารราบชาวโรมัน 35,000 นาย ทหารกองหนุน (ทหารที่ไม่ใช่ชาวโรมัน) 4,000 นาย และทหารม้า 4,000 นาย ซึ่งรวมถึงทหารม้าชาวกอล 1,000 นาย ที่พูบลิอุสนำมาจากแคว้นกอล เคลื่อนทัพเข้าตั้งค่ายที่ซีเรีย พร้อมกับส่งสาส์นไปแจ้ง อาร์ตาวัสดีส กษัตริย์อาร์เมเนีย ให้ส่งกองทหารม้ามาเพิ่มอีก 6,000 นาย
อาร์ตาวัสดีสแนะนำให้แครสซุสเคลื่อนทัพผ่านอาร์เมเนียเพื่อเลี่ยงการเดินทัพผ่านทะเลทรายและเสนอที่จะเสริมทัพให้แครสซุส ด้วยทหารม้า 16,000 นายและทหารราบ 30,000 นาย ทว่าแครสซุสปฏิเสธคำแนะนำของกษัตริย์อาร์เมเนีย รวมทั้งไม่รับทัพหนุนด้วย โดยแครสซุสตัดสินใจนำทัพมุ่งตรงสู่เมโสโปเตเมียและวางแผนเข้ายึดภูมิภาคนั้น
พระเจ้าโอโรดีสที่สอง กษัตริย์แห่งปาร์เธียนทราบข่าวศึกด้วยความพิโรธที่โรมฉีกสนธิสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม พระองค์ตัดสินพระทัยแบ่งทัพเป็นสองส่วนโดยนำทัพใหญ่ซึ่งกำลังหลักเป็นพลธนูเดินเท้าและมีทหารม้าจำนวนหนึ่งยาตราทัพสู่อาร์เมเนียเพื่อลงโทษที่สนับสนุนพวกโรมันและส่งกำลังที่เหลือซึ่งประกอบด้วยทหารม้าธนู 9,000 นายและทหารม้าหุ้มเกราะ (cataphract) 1,000 นาย ภายใต้การนำของแม่ทัพสุเรนาไปถ่วงเวลากองทัพโรมัน จนกว่าทัพใหญ่จะเสร็จศึกในอาร์เมเนีย โดยพระองค์เองก็ไม่ได้คาดหมายว่า กองทัพของสุเรนาจะเอาชนะพวกโรมันได้
กองทัพโรมันมีออสโรอิเน หัวหน้าเผ่าอารีอัมเนสเป็นผู้นำทาง โดยเขาเคยช่วยเหลือปอมปิอุสเมื่อครั้งที่มาทำศึกในตะวันออกก่อนหน้านี้ แครสซุสเชื่อใจออสโรอิเน ทว่า ในครั้งนี้ เขาแอบรับสินบนจากปาร์เธียนและหลอกพวกโรมันให้เดินทัพเข้าไปกลางทะเลทรายส่วนที่แห้งแล้งที่สุด นอกจากนี้ยังหลอกว่า ทัพปาร์เธียน อ่อนแอและไร้วินัย ทำให้แครสซุสประมาท
ขณะนั้น อาร์ตาวัสดีส กษัตริย์อาร์เมเนียได้ส่งสาส์นมาขอความช่วยเหลือจากแครสซุส โดยแจ้งว่า ทัพใหญ่ปาร์เธียนบุกโจมตีอาร์เมเนีย ทว่าแครสซุส ไม่สนใจจะไปช่วยและยังมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเมโสโปเตเมีย ก่อนจะเผชิญกับกองทัพสุเรนาใกล้กับเมืองคาร์เรีย
เมื่อเผชิญกับกองทัพม้าอันน่าเกรงขามของปาร์เธียน ครั้งแรก แครสซุสถึงกับตกใจ เมื่อพบว่า ศัตรูเป็นกองทหารที่เข้มแข็งและมีวินัยดีเยี่ยม แคสซิอุส นายพลของเขา เสนอให้สั่งตั้งขบวนรบโดยให้ทหารราบอยู่ตรงกลางและกองม้าเป็นปีกซ้ายขวา ทว่าแครสซุส กลับสั่งให้ตั้งแนวเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยมีเขาและกองทหารคุ้มกันอยู่ตรงกลาง ขณะที่สุเรนาได้สั่งให้กองทหารม้าธนูเข้าโจมตี
พวกโรมันพบว่าธนูของปาร์เธียนแม่นยำและรุนแรงกว่าที่คิด ทำให้พวกเขาไม่อาจเคลื่อนทัพรุกคืบได้ ทหารทุกคนที่โผล่พ้นโล่กำบังจะถูกสังหารด้วยลูกธนู และเมื่อฝ่ายโรมันส่งกองทหารม้าบุก ก็ถูกทหารม้าหุ้มเกราะของปาร์เธียนตีแตกพ่ายกลับมา ทำให้ฝ่ายโรมันได้แต่ตั้งรับ ทว่าหลังรบกันได้ระยะหนึ่ง พวกปาร์เธียน ก็ถอยทัพข้ามเนินทรายไป
การปะทะในครั้งแรก ทำให้ฝ่ายโรมันสูญเสียกำลังไปนับพันนายและแครสซุสก็เครียดหนักกับผลการรบ พวกนายพล เสนอให้เขาตั้งค่ายเป็นที่มั่นและเข้าโจมตีข้าศึกในตอนเช้า เพื่อให้ทหารได้พักผ่อน ทว่าพูบลิอุส บุตรชายแครสซุสต้องการไล่ติดตามโจมตีข้าศึก จึงชักจูงบิดาให้เคลื่อนทัพต่อ
กองทัพโรมันไล่ตามข้าศึกโดยไม่ระวังตัว ขณะที่สุเรนาซึ่งเห็นฝ่ายตรงข้ามเร่งเคลื่อนทัพติดตาม โดยไม่ได้จัดเป็นกระบวนรบ ก็สั่งให้กองม้าหุ้มเกราะเข้าโจมตีจนทหารโรมันเสียกระบวน จากนั้นจึงส่งทหารธนูตามเข้าโจมตีระลอกสอง
แครสซุสสั่งกองทหารราบเคลื่อนเข้าโจมตี แต่ทหารม้าธนูของข้าศึกก็ถอยออกไปห่างเกินกว่าที่แหลนของทหารโรมันจะพุ่งไปถึง แต่ลูกธนูของปาร์เธียนกลับยิงมาถึง ทำให้ทหารโรมันถูกสังหารไปเป็นอันมาก
เพื่อยุติการโจมตีของข้าศึก แครสซุสจึงส่งบุตรชายนำทหารม้า 1,300 นาย พลธนู 500 นายและทหารราบแปดพัน แยกจากทัพใหญ่รุกเข้าหาข้าศึก
เมื่อเห็นดังนั้น สุเรนาจึงสั่งทหารล่าถอย โดยล่อให้กองทหารโรมันไล่ตาม จนออกห่างทัพใหญ่ จากนั้น สุเรนาจึงสั่งทหารม้าหุ้มเกราะเข้าปิดทางถอยและสั่งทหารทั้งหมดล้อมตีกองทหารของพูบลิอุสทันที
แม้จะต่อสู้อย่างกล้าหาญแต่พูบลิอุสและทหารของเขา ก็ไม่อาจต้านทัพม้าปาร์เธียนได้ จนในที่สุดเมื่อหมดหนทางสู้ พูบลิอุสจึงเชือดคอตายเพื่อที่จะไม่ต้องตกเป็นเชลย ขณะที่ทหารของเขาล้มตายจนหมดสิ้น
ค่ำวันนั้น ทหารปาร์เธียนนำหัวพูบลิอุสโยนเข้าไปในค่าย ทำให้แครสซุสตกตะลึงและเศร้าโศกกับการตายของบุตรชาย จนไม่อาจสั่งการอะไรได้ นายพลแคสซิอุส เสนอให้รีบถอยทัพก่อนหมดโอกาส แครสซุสจึงสั่งให้ถอยตอนกลางดึกคืนนั้น แต่ก็ทิ้งทหารบาดเจ็บไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ถูกพวกปาร์เธียนฆ่าตายหมด
สุเรนารอจนเช้า จึงนำทัพออกตามและไล่ทันพวกโรมันก่อนจะล้อมไว้ที่เนินเขาแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอสงบศึก โดยโรมต้องยอมรับว่าปาร์เธียนเป็นพันธมิตรที่เท่าเทียมกัน แครสซุสไม่มีทางเลือก ทว่าขณะเจรจา เกิดการโต้เถียงกัน จนทำให้ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอีกครั้ง กงสุลแครสซุสถูกสังหาร พร้อมไพร่พลส่วนใหญ่ และมีทหารเพียงส่วนน้อยที่หนีรอดไปได้
ความสูญเสียของโรมันในศึกนี้ใหญ่หลวงนัก โดยมีทหารถูกฆ่าตายไปเกือบสามหมื่นนาย และถูกจับเป็นเชลยอีกหนึ่งหมื่นนาย
ขณะที่กองทัพของสุเรนาบดขยี้กองทัพโรมันที่สมรภูมิคาร์เรีย กองทัพของกษัตริย์โอโรดีสก็สามารถยึดอาร์เมเนียได้เช่นกัน ซึ่งหลังชนะศึก สุเรนาได้ส่งศีรษะของแครสซุสไปถวายกษัตริย์โอโรดีสที่อาร์เมเนีย พร้อมธงชัยประจำทัพรูปนกอินทรีของโรมันซึ่งต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะโรมได้กลับคืน
แม้จะมีผลงานยิ่งใหญ่ แต่ชัยชนะของสุเรนาทำให้กษัตริย์โอโรดีสทรงริษยาและระแวงแม่ทัพผู้นี้ จากนั้นไม่นาน หลังการศึกกับโรมันยุติลง พระองค์ก็หาเหตุประหารชีวิตสุเรนา
หลังสงคราม ปีที่ 53 ก่อน ค.ศ. โรมันทำศึกกับปาร์เธียนอีกครั้ง ก่อนจบลงด้วยการสงบศึก และสองฝ่ายก็ว่างสงครามระหว่างกัน จนความขัดแย้งของโรมันกับปาร์เธียน เกิดขึ้นอีกในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 2 และนำไปสู่สงคราม ซึ่งครั้งนี้ โรมันเป็นฝ่ายชนะ
ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินต่อโรมัน แม้จะไม่ถึงกับล่มสลาย แต่ก็ทำให้ปาร์เธียนอ่อนกำลังลง การแย่งชิงอำนาจกันเองในเวลาต่อมา ยิ่งทำให้จักรวรรดิอ่อนแอลงไปอีก จนสุดท้ายก็ถูกพิชิตโดยจักรวรรดิซัสซานิดส์ของชาวเปอร์เซียและถูกผนวกรวมกลายเป็นดินแดนของซัสซานิดส์ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 185594063/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 420
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

The MemoLife

ประวัติศาสตร์การถือศีลอดในศาสนาอิสลาม
.
ก้าวเข้าสู่เดือนรอมฎอน เดือนถือศีลอดสำหรับชาวมุสลิม เชื่อว่าหลายคนทราบถึงการถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิม ทว่าบางคนอาจยังไม่รู้ประวัติศาสตร์การถือศีลอดนี้เป็นอย่างไร The MemoLife จึงขอพาทุกท่านมาทำความรู้จักกันเพิ่มขึ้นค่ะ
.
หากเริ่มที่สมัยท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) ชาวมุสลิมไม่ใช่กลุ่มแรกที่ถือศีลอด แท้จริงการถือศีลอดและอดอาหารมีความเกี่ยวข้องกับหลายศาสนา หลายชนชาติมาแต่โบราณ เช่น ชาวอียิปต์โบราณ ชาวกรีก ชาวโรมัน หรือจะเป็นศาสนาพุทธ พราหมณ์ ฮินดู และซิกข์ ทั้งอัลกุรอ่านเองยังบอกไว้ว่าชนกลุ่มอื่นถือศีลอดมาก่อนหน้ามุสลิมแล้ว โดยอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงเป็นผู้กำหนดให้ชนเหล่านั้นถือศีลอด
.
นับย้อนไปยุคนบีคนแรกคือนบีอาดัม (อ.ล.) ยังไม่มีบันทึกเรื่องราวการอดอาหาร จน 5000 ปีที่ผ่านมาในสมัยนบีนุฮฺ (อ.ล.) จึงมีการกล่าวถึง คือวันที่ 10 เดือนมุฮัรรอม ซึ่งเชื่อกันว่านบีนุฮฺ (อ.ล.) นำเรือที่หลบภัยจากน้ำท่วมใหญ่ขึ้นไปจอดบนยอดเขาญูดียฺตามที่ระบุไว้ในอัลกุรอ่าน โดยวันนั้นมีบันทึกของชาวยิวว่ามีการถืออดอาหาร
.
กระทั่ง 4000 ปีที่ผ่านมาในสมัยนบีอิบรอฮีม (อ.ล.) โดยหะดีษบันทึกคำพูดของนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) ว่าการถือศีลอดของนบีอิบรอฮีม (อ.ล.) เป็นรูปแบบที่ชาวมุสลิมยึดถือกันในภายหลัง
.
และ 3500 ปีที่ผ่านมาสมัยนบีมูซา (อ.ล.) มีบันทึกการอดอาหาร 40 วันสองช่วง คือก่อนขึ้นเขาซีนาย และก่อนการข้ามทะเลแดง ซึ่งชาวยิวในยุคนั้นถือศีลอดเพื่อรำลึกถึงการเตรียมตัวในเหตุการณ์นี้
.
จนสมัยนบีอีซา (อ.ล.) หรือพระเยซู ทั้งนี้พระเยซูบนไม้กางเขนไม่ใช่นบีอีซา (อ.ล.) ชาวคริสต์จะทำการถืออดอาหารกัน 40 วัน ก่อนวันอีสเตอร์หรือปัสกา เนื่องจากมีบันทึกว่าพระเยซูเคยอดอาหารกลางทะเลทราย 40 วัน
.
สืบมาสมัยนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) อีกครั้ง ขณะที่ท่านอพยพไปเมืองมะดีนะฮ์ ชาวยิวที่นั่นต่างถือศีลอดในวันอาซูรอฮ์ หรือวันที่ 10 เดือนมุฮัรรอม ท่านได้สอบถามชาวยิว จากนั้นจึงแนะนำให้ชาวมุสลิมถือศีลอดด้วย ซึ่งท่านแนะนำให้มุสลิมถือศีลอดสองวันคือวันที่ 9 และ 10 หรือวันที่ 10 และ 11 ของเดือนมุฮัรรอม
.
บันทึกที่กล่าวทั้งหมดนี้ ล้วนมาจากอิสลามบ้าง คริสต์บ้าง ยิวบ้าง ซึ่งถือเป็นศาสนาที่ต่อเนื่องกัน
.
ปัจจุบันเดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่มุสลิมถือศีลอดกันเต็มเดือนหรือ 30 วัน เพราะเป็นเดือนประเสริฐที่อัลกุรอ่านถูกประทานลงมา มีหลักฐานจากอัลกุรอ่านและซุนนะห์ (คำพูดหรือการกระทำ) ของนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) ว่าอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงตรัสว่า
"เดือนรอมฎอนเป็นเดือนซึ่งพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานลงมา เพื่อเป็นทางนำสำหรับมนุษยชาติ และเป็นการแสดงข้อเท็จจริงเรื่องทางสว่างและการแยกแยะ (ระหว่างความจริงกับความเท็จ) ดังนั้น ใครที่อยู่ในเดือนนี้ ก็ให้เขาถือศีลอด"
[บันทึกโดยบุคอรีย์และมุลิม]
.
อีกทั้งเป็นเดือนแห่งการประกอบคุณงามความดีและสะสมผลบุญ ดังที่ท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) กล่าวว่า ทุก ๆ กิจกรรมที่ทำในเดือนนี้จะได้รับผลตอบแทนเป็นทวีคูณ หนึ่งความดีจะได้สิบเท่าถึงเจ็ดร้อยเท่า
.
เป้าหมายการถือศีลอดไม่ใช่แต่เพียงการอดอาหารหรืองดกิเลส แต่ยังสะท้อนถึงการศรัทธาที่แท้จริง และมีผลทางจริยธรรม คือการอดกลั้นไว้ซึ่งการกระทำความชั่ว ละจากสิ่งที่ศาสนาบัญญัติห้ามไว้ เช่น การพูดโกหกหลอกลวง การใส่ร้ายป้ายสี อีกทั้งทำให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้ยากไร้
.
ในด้านร่างกาย การถือศีลอดนับว่าสร้างประโยชน์ให้เช่นกัน หากใครอยากรู้เพิ่มเติม สามารถคอมเมนต์บอกกันได้นะคะ
__________________
โดย แอดมินแพรวา
References :
https://1th.me/snV8T
https://1th.me/rvpdC
https://1th.me/xjR8x
https://1th.me/FmXcw
ตัดต่อรูปโดย แอดมินวา
#ถือศีลอด #รอมฎอน #อิสลาม #History #TheMemoLife
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 420
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ธีรรัฐ เชี่ยวสกุล

“เลื่อน พงษ์โสภณ” คนไทยคนแรกที่ขับเครื่องบินข้ามทวีป เมื่อปี พ.ศ.2475 กับ การบินผจญภัยข้ามมหาสมุทร และการเบิกฟ้า สร้างประวัติศาสตร์การบินให้กับไทย
นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ ซื้อเครื่องบินจากสหรัฐอเมริกาด้วยเงิน 6,000 บาท เมื่อ น.อ.เลื่อน เดินทางไปรับเครื่องบิน ได้ขับเครื่องบิน ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อว่า "Miss Siam" หรือชื่อไทยว่า "นางสาวสยาม" ไปเที่ยวในรัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา ถึง 30 รัฐ จากนั้น ได้ขับเครื่องบินข้ามมหาสมุทรมายังประเทศไทย
เมื่อกลับถึงเมืองไทยแล้ว น.อ.เลื่อน ยังได้ขับเครื่องบิน"นางสาวสยาม" จากดอนเมืองไปเมืองจีนด้วย การเดินทางด้วยเครื่องบินไปเมืองจีนของนายเลื่อน มีรายละเอียดการผจญภัยน่าสนใจหลายอย่าง สามารถหาอ่านได้ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ
นางสาวสยาม ( Miss Siam) เครื่องบินพลเรือนลำแรกของประเทศไทย เป็นชื่อของเครื่องบิน OX-5 Travel Air 2000 เครื่องยนต์เคอติส 10 แรงม้า ความเร็วเต็มที่ 75 ไมล์ต่อชั่วโมง ปีก 2 ชั้น 2 ที่นั่ง โครงเหล็กห่อหุ้มด้วยผ้า ปีกโครงสร้างภายในเป็นไม้ หุ้มด้วยผ้าแฟบริค เป็นเครื่องบินส่วนตัวของนาวาอากาศเอกเลื่อน พงษ์โสภณ ซื้อมาเมื่อ พ.ศ. 2475 ในราคา 6000 บาท
วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เครื่องบินนางสาวสยามได้ทำการบินไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน โดย นาวาอากาศเอกเลื่อน พงษ์โสภณ เป็นผู้ทำการบินจากกรุงเทพฯ ผ่านประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ไปสิ้นสุดที่เมืองซัวเถา ประเทศจีน ใช้เวลาเดินทาง 5 วัน
ความสำเร็จของ น.อ.เลื่อน ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยฟุ้งกระจายไปในนานาประเทศ แม้จะเป็นเพียงประเทศเล็กๆ แต่อาจหาญบินข้ามน้ำข้ามทะเลข้ามประเทศไปอย่างโดดเดี่ยว และประสบความสำเร็จ ซึ่งในขณะนั้นก็มีนักบินพลเรือนของชาติต่างๆในยุโรปหลายคนที่พยายามสร้างเกียรติประวัติบินข้ามประเทศแบบนี้ บ้างก็บินมาถึงจีน แต่หลายคนก็ไม่ประสบความสำเร็จ ตกในป่าบ้าง ผจญอุปสรรคกันต่างๆ ซึ่งน.อ.เลื่อนก็พบอุปสรรคมากเช่นกัน เนื่องจาก “นางสาวสยาม”ไม่มีเรดาร์ ไม่มีเครื่องวัดระดับเครื่องบินว่าตะแคงซ้ายตะแคงขวา หรือหัวทิ่มเงยหัว ใช้ความสามารถนักบินอย่างเดียว
ตอนออกจากนครพนมไปก็เจอเอาเมฆหมอกหนัก น.อ.เลื่อนฝ่าเมฆไปราว 20 นาที ก็คิดว่าถ้าไปแบบนี้คงชนเขาตายแน่ จึงวนกลับมานอนนครพนม รุ่งขึ้นออกเดินทางใหม่ เปลี่ยนแผนเป็นบินต่ำให้เห็นถนน เพราะเดินทางไปโดยไม่มีแผนที่ทางอากาศ ใช้แต่แผนที่ทางบก ถ้าเจอเมฆหนาทึบก็ต้องวนไปวนมาจนกว่าจะเจอช่องอากาศ ครั้งหนึ่งเจอเอาเทือกเขาสูงขวางหน้า ไม่สามารถบินข้ามได้ ต้องไปตามช่องถนนที่ตัดผ่าน ทำเอาใจระทึกเพราะปีกทั้งสองข้างเฉียดเขาไป พลาดนิดเดียวก็จบ แต่ก็ไปถึงเมืองวินฮ์ในเวียดนามจนได้ และต้องลงจอดเติมน้ำมันเพราะบินวนจนน้ำมันใกล้หมด แต่ก็หาน้ำมันสำหรับเครื่องบินไม่ได้ เลยต้องขอซื้อเบนซินชาวบ้านเติมแก้ขัดไป
น.อ.เลื่อนขอกลับไปที่เครื่องบินทันที พอไปถึงก็ตกใจ เห็นคนราว 3-4 พันคนมุงกันจนไม่เห็น “นางสาวสยาม” เนื่องจากชาวเกาะใกล้เคียงมาดูกัน เมื่อแหวกคนเข้าไปก็เห็นหลายคนปีนขึ้นไปอยู่บนเครื่องบิน บางคนก็เหยียบขึ้นไปบนปีกล่างที่ทำด้วยผ้าจนหย่อนยาน ไล่ก็ไม่ยอมลง จนคนที่ไปด้วยเจรจาจึงยอม แต่ก็ปรากฏว่าเสื้อผ้าในกระเป๋าถูกรื้อหายเกลี้ยง ที่สำคัญน้ำทะเลกำลังจะขึ้น ล้อเครื่องบินก็จมลงไปในโคลนเข็นไม่ไป นายเลื่อนจึงจ้างคนให้ขุดดินใต้เครื่องแล้วเอาเรือสอดเข้าไป พอน้ำทะเลขึ้นก็ยก “นางสาวสยาม”ลอยขึ้น เข็นเข้ามาไว้บนฝั่งที่สูงกว่า ต้องยอมนอนที่ลองบุน 1 คืน แต่กลับไม่ได้นอนเลย เพราะคนที่ถูกส่งมานอนเป็นเพื่อนนั้นเล็งที่กระเป๋านายเลื่อนตลอดคืน เพราะเห็นว่ามีเงินอยู่มาก เลยต้องนอนคุมเชิงกันจนถึงเช้าเพราะกลัวถูกเชือดคอ
พอย่ำรุ่ง น.อ.เลื่อนรีบไปดู “นางสาวสยาม” ทันที น้ำทะเลท่วมมาถึงลำตัวและแพนหาง เก้าอี้นักบินถูกน้ำท่วมหมด เคราะห์ดีที่ไม่ถึงเครื่อง จึงจ้างคนให้เข็นไปที่ลานกว้าง ตรวจดูความเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว เทเบนซินออกครึ่งถังเพราะกลัวจะแบกไม่ขึ้น ไม่ทันได้ล้างเครื่องบิน นายเลื่อนก็เร่ง “นางสาวสยาม” ขึ้นจากลองบุนไปถึงเกาะไหหลำได้ พอออกปากอ่าวกวางตุ้งเจอเรือรบ ๒ ลำ นายเลื่อนบินวนดู มีเสียงปืนยิงขึ้นมา เลยรีบเผ่น
ทุกแห่งที่ น.อ.เลื่อนไปแวะได้รับการต้อนรับด้วยดี นสพ.ทุกประเทศต่างลงข่าวการบินเบิกฟ้าของนายเลื่อนกันอย่างเอิกเกริก ตอนไปถึงฮ่องกงนั้นนักข่าวต่างกรูกันเข้ามา แต่กลับถามว่ารู้หรือไม่ตอนนี้เมืองไทยมีปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว
เมื่อประสบความสำเร็จตามแผนการทุกอย่าง ขากลับตอนจะถึงไทยอยู่แล้ว น.อ.เลื่อนยังเจอวิบากกรรมเฉียดตายอีกครั้ง ตอนนั้นกำลังจะตัดเข้าหาลำน้ำโขงเพื่อเข้าเขตไทย อากาศก็แจ่มใสดี แต่ตอนผ่านเขาแห่งหนึ่งต้องฝ่าเมฆดำก้อนใหญ่ ทำให้เครื่องกระเด็นกระดอนอยู่พักหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่พอผ่านก้อนเมฆมาแล้วเครื่องกลับจิกหัวลง ดึงคันบังคับเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเงย ดำดิ่งลงเรื่อยๆ ทำเอาใจหายคิดว่าตายแน่แล้ว ดีที่บินอยู่สูงในระดับ 4,000 ฟุต พอได้สติก็คิดว่าคงมีอะไรเข้าไปติดเส้นลวดสายคันบังคับ เลยลองกระชากดูอีกทีอย่างสุดแรงเกิด
เครื่องก็เงยขึ้นมาได้นิดหนึ่ง ทำให้แน่ใจว่าต้องมีอะไรเข้าไปขัดแน่ จึงปลดเข็มขัดรัดตัวออก ลุกขึ้นยืนชะโงกไปดูข้างหน้า ก็เห็นกระเป๋าหวายที่มัดไว้ตกลงมา เชือกมัดคงขาดตอนเครื่องกระดอนผ่านเมฆดำ ยอดนักบินกระดูกเหล็กจึงเอาผ้าขาวม้าฉีกแบ่งเป็น 2 ผืน แล้วผูกต่อกัน ชายหนึ่งผูกกับเครื่องบิน อีกชายมัดเอวไว้ ใช้เป็นเซฟตี้กันตกจากเครื่องตอนยืน แล้วเอื้อมมือไปดึงกระเป๋าออก แต่ก็เอื้อมไม่ถึงอยู่ดี เพราะมีกระบังลมกันไว้ เลยเอามีดที่ติดตัวทิ่มแทงจนกระบังลมขาด เอื้อมไปดึงกระเป๋าหวายออกได้ เครื่องก็เงยหัวขึ้นทันที รอดตายได้อีกครั้ง จนมาถึงนครพนม
เมื่อครั้ง ชาร์ล เอ.ลินเบิร์ก บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสำเร็จ กลับไปอเมริกา คนนิวยอร์กต้อนรับเขาด้วยการขว้างกระดาษยาวลงบนถนนตามธรรมเนียมของชาวนิวยอร์ก มีน้ำหนักถึง ๑,๘๐๐ ตัน แต่ น.อ.เลื่อนกลับมาอย่างเงียบๆ ไม่มีการต้อนรับแต่อย่างใด ประกอบกับคนไทยเราไม่ชอบแสดงออก ชื่นชมกันอยู่แต่ในใจ กระนั้นก็ยังมีประชาชนหลายคนที่ชื่นชมความสำเร็จของนายเลื่อน ส่งของขวัญมาแสดงความยินดี โดยมอบผ่านหนังสือพิมพ์ศรีกรุงมาให้
ข้อมูลจาก - หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ
ที่มา - เพจ พิพิธประวัติศาสตร์ มนุษย์ สังคม วัฒนธรรม และ การเมือง
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 420
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

เจาะเวลาหาอดีต
เมื่อวานนี้ เวลา 07:07 น. ·
คดี ถนนสุทธิสารฯ คืนอินทามระ!
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2560 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีที่นายกฤษฎา อินทามระ ฟ้องกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าฯ กทม. ปลัด กทม. ผอ.เขตพญาไท และ ผอ.เขตดินแดง เรื่องละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยเปลี่ยนชื่อถนนอินทามระเป็นถนนสุทธิสารวินิจฉัย ตั้งแต่ปี 2547 ทำให้ไม่ถูกต้องจากประวัติความเป็นมาของทะเบียนประวัติถนน ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นให้ กทม.เปลี่ยนชื่อให้เป็นไปตามประวัติทะเบียนถนนภายใน 180 วัน
อนึ่ง ที่มาของเรื่องนี้ สืบเนื่องมาจากปี 2503 มีการตั้งชื่อถนนใหม่ โดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น เผ่า ได้ขออนุญาตนำนามสกุลของ “พล.ต.ท.โต๊ะ อินทามระ” หัวหน้ากองคลังกรมตำรวจในขณะนั้น ได้เป็นผู้บุกเบิกพัฒนาพื้นที่บริเวณสุทธิสาร และสะพานควายให้เป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชการตำรวจ จนประสบความสำเร็จ อีกทั้ง นามสกุล “อินทามระ” เป็นนามสกุลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ปี 2464 ด้วย จึงตั้งเป็นชื่อเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล
ส่วน “ถนนสุทธิสารวินิจฉัย” นั้น พล.ต.อ.เผ่า ได้เจรจากับ “ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค” ทายาทผู้เป็นบุตรของพระสุทธิสารวินิจฉัย เพื่อขอซื้อที่ดินบางส่วนเป็นทางออกสู่ถนนพหลโยธิน และได้ตกลงยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ เพื่อเป็นทางออกสู่ถนนพหลโยธิน โดยขอให้ใช้ชื่อว่า ถนนสุทธิสารวินิจฉัย เพื่อเป็นอนุสรณ์
ทั้งนี้ “ถนนสุทธิสารวินิจฉัย” จะเริ่มตั้งแต่ถนนพหลโยธินไปถึงสะพานควายตอนต้น เข้าไป 500 เมตร ขณะที่ “ถนนอินทามระ” จะเริ่มตั้งแต่ถนนพหลโยธินไปถึงสะพานควายต่อจากถนนสุทธิสารวินิจฉัย
ต่อมาในปี 2547 กทม. ได้ปรับปรุงระบบเลขหมายประจำบ้าน โดยยกเลิกระบบหมู่ และเปลี่ยนเป็นระบบถนน ตรอก ซอย ตามมาตรฐานสากลให้เหมือนกันทั้ง 50 เขต
แต่จากการตรวจสอบในขณะนั้น ถนนสายดังกล่าวมีเพียงป้ายชื่อถนนสุทธิสารวินิจฉัย ไม่มีป้ายชื่อถนนอินทามระ แต่มีซอยอินทามระ 1 ถึงซอยอินทามระ59 กทม. จึงมีความเห็นว่าประชาชนรู้จักแต่ชื่อถนนสุทธิสารฯมาเป็นเวลานาน หากเปลี่ยนชื่อถนน จะมีผลกระทบต่อประชาชน อีกทั้ง หากต้องตั้งชื่อถนนสายเดียวเป็นสองชื่อตามประวัติถนน น่าจะไม่ถูกต้องตามหลักสากล แต่ให้คงชื่อซอยอินทามระไว้คงเดิม
นอกจากนี้ ตามประวัติทะเบียนถนน พ.ศ.2503 ยังไม่เคยปรากฏว่า กทม.เคยรวบรวมข้อมูลเรื่องนี้เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ทำให้คดีดังกล่าวศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น
https://www.thairath.co.th/scoop/1017165
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 420
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

วิ่งไหนดี : Wingnaidee
เมื่อวานนี้ เวลา 08:00 น. ·
หากพูดถึงชนชาติที่สามารถวิ่งได้รวดเร็วระดับโลกแล้ว จะไม่พูดถึงชาวเคนย่า 🇰🇪 คงจะไม่ได้ เพราะว่านักวิ่งระดับโลกหลาย ๆ คนก็เป็นชาวเคนย่าด้วยกันทั้งนั้น ,, เพื่อน ๆ สงสัยกันบ้างไหมครับว่าทำไมชาวเคนย่าถึงสามารถวิ่งได้เร็วนัก อาจเป็นเพราะพวกเขานั้นมีข้อเท้าและน่องที่เล็กกว่าปกติ หรือเพราะมีค่า Body Mass Index ต่ำกว่าชาติอื่น และนอกจากนี้สิ่งที่ทำให้พวกเขาสามารถวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงอาจเป็นเพราะชาวเคนย่าชนชาติที่มีอัตราการใช้ Oxygen (VO2 max : Maximum Rate of Oxygen Consumption) ในระดับที่สูงสุด ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถรีดประสิทธิภาพของออกซิเจนออกมาได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเองครับ
.
☝️ และนอกจากนี้วิถีชีวิตของพวกเขาเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะวิถีชีวิตของพวกเขาอยู่บนเส้นทางแห่งความอดทน พวกเขาใช้การเดิน และการวิ่งเป็นตัวขับเคลื่อนวิถีชีวิตในทุก ๆ วันโดยไม่ใช้รถยนต์ หรือ จักรยาน ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เรียกได้ทำทุกอย่างด้วยเท้าเปล่าทั้งหมดครับ เรื่องสภาพจิตใจและความอดทนนี่ไม่ต้องห่วงพวกเขาเลยล่ะ
.
แต่ถึงอย่างนั้นนอกจากความอดทนกับสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งแล้ว พวกเขาฝึกซ้อมการวิ่งอย่างไรบ้างล่ะ ถึงได้ผลิตนักวิ่งชั้นดีออกมาได้ขนาดนี้? 🤔
.
เรื่องนี้มีคำตอบครับ ... Scott Douglas นักเขียนชื่อดังที่ชอบเขียนเกี่ยวกับการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ ยอมลงทุนเดินทางไปถึงเมือง Iten ณ ประเทศเคนย่า เพื่อทำการศึกษาบันทึกวิถีชีวิตและการฝึกซ้อมของนักวิ่งชาวเคนย่าถึงที่เลยครับ เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเพื่อซึมซับวัฒนธรรมต่าง ๆ ของชาวเคนย่า และเขียนมันออกมาในหนังสือที่มีชื่อว่า The Little Red Book of Running หนังสือที่เป็นกุญแจสู่เส้นทางลมกรดของชาวเคนย่า
.
🔹 วิ่งและออกตัวอย่างธรรมชาติ
Scott Douglas พูดถึงสิ่งที่เขาสามารถเรียนรู้มาจากชาวเคนย่ายามฝึกซ้อมนั่นก็คือ แทนที่พวกเขาจะมัวพะวงกับนาฬิกา พวกเขากลับใช้วิธีให้ร่างกายควบคุม Pace ด้วยความรู้สึกในการวิ่งแทน (effort) ซึ่งสิ่งนี้ดันไปตรงกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิ่งหลาย ๆ คนแนะนำเลยครับ เพราะนักวิ่งหลายคนมักจะไปกังวลกับตัวเลขในนาฬิกามากจนเกินไป ยิ่งตัวเลขเป๊ะก็จะสามารถวิ่งได้ตามแผนในระยะทางไกล แต่จริง ๆ แล้วความเร็วไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างเสมอไปครับ สิ่งที่เป็นกุญแจให้เราไปสู่เส้นทางจริง ๆ แล้วคือแรงที่ใช้ต่างหากครับ เมื่อเราวิ่งเราไม่ได้อยู่บนพื้นราบเรียบเสมอไป เราอาจจะต้องเจอกับการขึ้นลงเนิน หรือแม้แต่ทางโค้ง หากเรามัวแต่มองที่ตัวเลขในนาฬิกา และเร่งเพื่อรักษา Pace ไว้สุดท้ายการวิ่งก็จะออกมาแย่ครับ Douglas ยังบอกอีกว่าการออกตัวนั้นค่อนข้างสำคัญเลยเพราะว่าชาวเคนย่ามักจะออกตัวแบบที่ Pace ที่ต่ำมาก ๆ และค่อย ๆ เพิ่ม Pace ตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นการ Sprint ในที่สุด
.
🔹 ทำการซ้อมให้หลากหลายไม่ซ้ำซาก
Scott Douglas เล่าว่าช่วงที่เขาเรียนรู้อยู่ที่ Iten การวิ่งของเขาค่อนข้างหลากหลายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่เคยได้วิ่งแบบเดิมเลย ถึงแม้ว่าระยะทางที่เขาวิ่งจะเป็นระยะทางเท่าเดิมก็ตาม การวิ่งที่นี่ค่อนข้างหลากหลายมีทั้งวิ่งเส้นทางปกติพื้นแข็ง หรือบางครั้งก็ได้วิ่ง Trail หรือบางครั้งก็ได้วิ่งเร็วไปจนถึงการวิ่งซ้อมแบบเบา ๆ ก็มีครับ
.
🔹 เตรียมตัวให้เหมือน Sprinter
นักวิ่งชาวเคนย่าจะให้ความสำคัญมาก ๆ กับการเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยพวกเขาใช้การฝึกแบบ Calistenics ที่เป็นการบริหารร่างกายที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนากล้ามเนื้อ และเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อทุกส่วน ซึ่งเคยมีบางตำราชี้ว่าการฝึกแบบนี้นั้นดีกว่าการฝึกแบบ Weight Training ซะอีก ด้วยการที่สามารถขยับร่างกายได้มากกว่า รวมไปถึงเป็นการฝึกการทรงตัวไปในตัวด้วยครับ และนอกจากนี้ชาวเคนย่ายังใช้วิธี Dynamic Stretching ในการวอร์มร่างกายแทนที่การวอร์มแบบเดิม ๆ ครับ วอร์มแบบเดิม ๆ ในที่นี้หมายถึงการยืดเส้นยืดสายแบบทั่วไปครับ
.
🔹 พวกเขาใช้รองเท้าแบบ Minimalist
ธรรมชาติของชาวเคนย่าจะมีเท้าที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เพราะอย่างที่บอกไปในช่วงต้นที่พวกเขามักจะใช้เท้าเปล่าในการดำรงชีวิตประจำวันของพวกเขา เพราะอย่างนั้นไม่แปลกเลยที่เท้าของพวกเขาจะมีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดย Scott Douglas เชื่อว่าการที่พวกเขาใช้เท้าเปล่าในการดำรงชีวิตรวมไปถึงใช้รองเท้าวิ่งแบบ Minimalist ที่มีพื้นแบบบาง จะทำให้ข้อและเท้าของพวกเขามีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
.
#วิ่งไหนดี
#WingNaiDee
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 591944289/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 420
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Histofun Deluxe
24 เมษายน เวลา 11:03 น. ·
• คำว่า "สถาน" ที่อยู่หลังชื่อประเทศ หมายถึงอะไร?
-----
แอดมินเชื่อเลยว่านี่น่าเป็นอีกหนึ่งคำถาม ที่มีใครหลายต่อหลายคนสงสัยกันมานาน กับคำถามที่ว่า คำว่า "สถาน" ที่อยู่หลังชื่อประเทศในแถบเอเชียกลางนั้น มีความหมายว่าอะไรกันแน่
ดังนั้นในบทความนี้แอดมินก็จะมาไขข้อสงสัยกับคำถามนี้กันครับ
-----
สำหรับคำว่า "สถาน" (Stan) นั้น มีที่มาจากภาษาเปอร์เซีย (ـستان : stân) ซึ่งมีความหมายว่า "สถานที่" (Place of) หรือ "ประเทศ" (Country)
ดังนั้นคำว่า "สถาน" ที่ต่อท้ายชื่อประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียกลางนั้น จึงมีความหมายว่า "สถานที่ของ..." หรือ "ประเทศของ.." ตัวอย่างเช่น
- 🇰🇿 คาซัคสถาน (Kazakhstan) แปลว่า ประเทศของชาวคาซัค (Kazakh)
- 🇺🇿 อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) แปลว่า ประเทศของชาวอุซเบก (Uzbek)
- 🇹🇲 เติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) แปลว่า ประเทศของชาวเติร์กเมน (Turkmen)
- 🇰🇬 คีร์กีซสถาน หรือ สาธารณรัฐคีร์กีซ (Kyrgyzstan) แปลว่า ประเทศของชาวคีร์กีซ (Krygyz)
- 🇹🇯 ทาจิกิสถาน (Tajikistan) แปลว่า ประเทศของชาวทาจิก (Tajik)
หรือแม้แต่ประเทศในแถบเอเชียใต้อย่าง 🇵🇰ปากีสถาน (Pakistan) ก็มีชื่อประเทศที่มีความหมายว่า "ประเทศแห่งความบริสุทธิ์" (Land of Pure) หรือ 🇦🇫 อัฟกานิสถาน (Afghanistan) ซึ่งแปลว่า ประเทศของชาวอัฟกัน (Afghan)
*** คำว่า ปากี (Paki) ในชื่อปากีสถานนั้น มีที่มาจากคำในภาษาเปอร์เซีย پاک (pāk) แปลว่า ความบริสุทธิ์
รวมไปถึงประเทศอินเดีย 🇮🇳 ที่ในอดีตดินแดนแห่งนี้รู้จักกันในชื่อว่า "ฮินดูสถาน" (Hindustan) ซึ่งแปลว่า ประเทศหรือดินแดนของชาวฮินดู
นอกจากนี้คำว่า "สถาน" ที่ใช้ในภาษาไทยของเราเอง ก็ยังมีรากศัพท์มาจากคำว่า "สถาน" ในภาษาเปอร์เซียเช่นเดียวกันนั่นเองครับ
-----
*** Reference
- http://www.royin.go.th/dictionary/
- https://en.m.wikipedia.org/wiki/-stan
- https://www.dictionary.com/e/afghanistan-kyrgyzstan/
- https://www.worldatlas.com/aatlas/infopage/stan.htm
#HistofunDeluxe
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 420
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ห้าราชวงศ์ สิบแคว้น แดนมังกร ตอนที่ 9
อวสานราชวงศ์ถัง
ฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.906 ลั่วเส้าเหว่ย ผู้ว่าการทหารเขตเว่ยโป๋ เกิดระแวงว่า หน่วยทหารรักษาการณ์กอง บัญชาการของตนจะทรยศ เนื่องจากเมื่อปี ค.ศ.905 เคยมีนายทหารของหน่วยคนหนึ่ง ชื่อ หลิวกงเฉวียนวางแผนก่อกบฏแต่แผนการถูกเปิดโปงเสียก่อน หลิวกงเฉวียนจึงได้เผาเมืองบางส่วนและหนีไป
การกบฏของหลิวกงเฉวียน ทำให้ลั่วเส้าเหว่ยระแวงหน่วยรักษาการณ์และคิดจะกำจัด แต่ก็กลัวว่าถ้าอีกฝ่ายสู้กลับ จะรับมือไม่ไหว จึงได้ขอความช่วยเหลือจากจูเวิน ในปี ค.ศ.906 เนื่องจาก บุตรสาวของจูเวินได้แต่งงานกับบุตรชายของลั่วเส้าเหว่ย จึงทำให้ทั้งสองเกี่ยวดองกัน
จูเวินตกลงรับปากจะส่งกำลังไปช่วย และในขณะที่กำลังทหารของอีกฝ่ายยังมาไม่ถึง ลั่วเส้าเหว่ยก็ส่งคนลอบเข้าคลังเก็บอาวุธของหน่วยรักษาการณ์และทำลายธนูกับเสื้อเกราะทั้งหมด
ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.906 จูเวินได้ส่งแม่ทัพหลี่สืออัน นำกำลังทหาร 70,000 นาย มาที่เว่ยโป๋ โดยอ้างว่าเพื่อร่วมกับทัพเว่ยโป๋ ยกไปตียี่ชาง ซึ่งในเวลานั้น ถูกหลิวเหรินกงแห่งลู่หลง ยึดไว้ ทว่าเมื่อหลี่สืออัน ยกทัพมาถึง ก็เข้าโจมตี ที่ตั้งของหน่วยรักษาการณ์กองบัญชาการทันที
พวกทหารในหน่วยพยายามสู้ แต่ก็พบว่าธนูกับเสื้อเกราะถูกทำลายไปแล้ว จึงไม่อาจจะต้านได้ โดยทัพของหลี่สืออันได้สังหารหมู่ทหารรักษาการณ์ทั้งหมดแปดพันนาย รวมถึงครอบครัวของพวกทหารทุกคน
ทว่าการสังหารหมู่หน่วยรักษาการณ์ ได้ทำให้บรรดาทหารเขตเว่ยโป๋โกรธแค้นและลุกฮือก่อกบฎ โดยได้รับกำลังสนับสนุนจากหลิวเหรินกงและหลี่เค่อหยง
ซึ่งการกบฏในเขตเว่ยโป๋ ทำให้จูเวินต้องยกทัพใหญ่มาด้วยตัวเอง
หลังใช้เวลาหลายเดือน จูเวินกับลั่วเส้าเหว่ยก็ปราบกบฏในเว่ยโป๋จนราบคาบ จากนั้น เขาจึงเคลื่อนทัพบุกขึ้นเหนือ เพื่อไปปราบหลิวเหรินกง โดยทัพของจูเวินได้เข้าตียี่ชางและปิดล้อมหลิวโส่วเหวิน บุตรชายของหลิวเหรินกงไว้ในที่มั่น ทว่าในขณะนั้นเอง ติ้งฮุย
ซึ่งจูเวินตั้งให้เป็นผู้ว่าการทหารเขตเจายี่ ที่อยู่ติดกับ เขตแดนของหลี่เค่อหยง ได้มีความโกรธแค้น ที่จูเวินปลงพระชนม์จักรพรรดิถังเจาจง ติ้งฮุยจึงได้ก่อกบฏต่อจูเวินและนำเขตเจายี่ไปสวามิภักดิ์กับหลี่เค่อหยง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้บีบให้จูเวินต้องยกเลิกการปิดล้อมแและถอนทัพจากยี่ชางกลับเว่ยโป๋
ระหว่างพักทัพที่เว่ยโป๋ ลั่วเส้าเหว่ยได้บอกกับจูเวิน ว่า ที่พวกผู้ว่าการทหารต่อต้านเขา ก็เพราะหวังฟื้นฟูราชวงศ์ถัง หากจูเวินขึ้นครองราชย์ ตั้งราชวงศ์ใหม่ก็จะเป็นการดับความหวังนั้นและจะทำให้ไม่มีใครหาข้ออ้างต่อต้านเขาได้อีก
แม้คำแนะนำของลั่วเส้าเหว่ยจะถูกใจจูเวิน แต่เขาก็เพียงขอบใจโดยยังไม่ได้ทำตาม จนกระทั่งกลับถึงลั่วหยาง จูเวินก็เริ่มดำเนินการเพื่อจะขึ้นครองราชย์
โดยให้คนของเขาในราชสำนัก บีบจักรพรรดิถังไอตี้ให้สละราชบัลลังก์ให้ แต่อีกทางหนึ่ง เมื่อจักรพรรดิทรงมีพระบรมราชโองการ จะมอบราชบัลลังก์ให้เขา (ตามที่ถูกบังคับ) จูเวินก็แสร้งทำเป็นปฏิเสธ ต่อหน้าธารกำนัล เพื่อจะแสดงให้ประชาชนเห็นว่า เขาไม่ได้มีความละโมบอยากได้ราชสมบัติ
หลังเล่นละครแสร้งเป็นคนดีอยู่พักหนึ่ง เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.907 จูเวินก็เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น จูหวง จากนั้น ก็ยอมรับราชบัลลังก์จากถังไอตี้ โดยจูเวินได้สถาปนาราชวงศ์เหลียง และขึ้นครองราชย์ เป็นจักรพรรดิเหลียงไท่จู่ ในวันที่ 1 มิถุนายน ปี ค.ศ.907 (นักประวัติศาสตร์ เรียกราชวงศ์นี้ว่า โฮ่วเหลียง หรือ เหลียงภาคหลัง)
ซึ่งการที่จูเวินได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิเหลียงไท่จู่ ถือเป็นการล่มสลายและปิดฉากราชวงศ์ถังโดยสิ้นเชิง
ส่วนชะตากรรมของอดีตจักรพรรดิถังไอตี้ หลี่จั๊วะนั้น เหลียงไท่จู่(จูเวิน)ได้ตั้งพระองค์เป็นจี้หยินหวางและสั่งให้เชิญเสด็จ อดีตจักรพรรดิถังไอตี้ จากราชธานีลั่วหยาง ย้ายไปที่เมืองเฉา ในซานตง โดยให้จัดกำลังทหารคุ้มกันบ้านพักของอดีตจักรพรรดิ อย่างแน่นหนา
และเมื่อถึงวันที่ 26 มีนาคม ปี ค.ศ.908 จูเวิน หรือจักรพรรดิเหลียงไท่จู่ก็สั่งทหารจับตัวอดีตจักรพรรดิ หลี่จั๊วะ ในวัย 15 ชันษา กรอกยาพิษ จนสิ้นพระชนม์
ตอนต่อไป
https://www.facebook.com/18824898791048 ... 509465870/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 420
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

I’m from Andromeda
26 เมษายน เวลา 17:36 น. ·
นายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ เป็นนายพลของเยอรมนีที่ถูกประหารชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง หลังจากถูกตัดสินว่ามีความผิดในการสั่งประหารเชลยศึกชาวอเมริกันเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.1944
คดีความระหว่างสหรัฐอเมริกาและนายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ นั้นไม่เหมือนกับคดีอื่นๆ เพราะคดีนี้คือคดีเดียวในประวัติศาสตร์ที่มีการพิจารณาคดีและประหารนายพลชาวเยอรมันในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามโดยอาศัยอำนาจของสหรัฐอเมริกาเพียงผู้เดียว
และคดีนี้กลับกลายเป็นตัวอย่างในการดำเนินคดีกับอาชญากรรมสงครามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คนอื่นๆ ต่อไปอีกด้วย
นี่คือการประหารนายพลผู้สั่งสังหารทหารชาวอเมริกัน 15 คนที่เป็นเชลยศึก การกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาเจนีวาที่ต้องปฏิบัติต่อผู้เป็นเหยื่อของสงครามอย่างมีมนุษยธรรม
——————————
คืนวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ.1944
ทหารอเมริกัน 15 นาย ขึ้นเรือบดยางขนาดเล็กไปขึ้นชายฝั่งบริเวณทางเหนือของเมืองลา สปีเซีย ประเทศอิตาลี ซึ่งอยู่หลังแนวของฝ่ายเยอรมนีไป 250 ไมล์
ทหารเหล่านี้เป็นสมาชิกจากกองร้อยดี กองพันลาดตระเวนพิเศษที่ 2677 ภารกิจของพวกเขามีรหัสว่า
“Operation Ginny”
ภารกิจที่ต้องทำลายอุโมงค์ในเส้นทางรถไฟระหว่างเมืองลา สปีเซีย และเมืองเจนัว ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เยอรมนีใช้ในการส่งกำลังรบไปสู่แนวรบหลักระหว่างเยอรมันและฝ่ายสัมพันธมิตร
เครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรพยายามทิ้งระเบิดเส้นทางนี้มาหลายรอบแต่ล้มเหลวมาโดยตลอด พวกเขาจึงตั้งภารกิจลับนี้ขึ้นมา โดยใช้ทหารอเมริกันที่มีเชื้อสายอิตาลีและสามารถพูดภาษาอิตาลีได้จำนวน 15 นาย และ 2 คนในนั้นเป็นนายทหาร
ทหารทั้งหมด 15 คน ล้วนใส่ชุดเครื่องแบบของตนเองถูกต้องทั้งหมด ไม่มีใครทำการปลอมตัวหรือใส่ชุดพลเรือนเพื่ออำพรางแต่อย่างใด
และพวกเขาก็ปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จ
เช้าวันที่ 24 มีนาคม หน่วยลาดตระเวนของกองกำลังอาสาสมัครฟาสซิสต์อิตาลีและทหารเยอรมัน ตรวจพบกลุ่มทหาร 15 นายนี้เข้า มีการปะทะกันเพียงแค่ไม่กี่นัด สุดท้ายฝ่ายอเมริกันเห็นว่ามีกำลังพลน้อยกว่าเยอะ พวกเขาจึงตัดสินใจยอมแพ้แต่โดยดี และไม่มีใครฝ่ายไหนได้รับบาดเจ็บ
ทหารอเมริกันทั้ง 15 นายถูกนำตัวไปที่เมืองลา สปีเซีย และถูกคุมขังใกล้กับกองพลที่ 135 ของแวร์มัคท์ ซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาของกองพลทหารที่ 75 ของนายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์
หลังจากมาถึงเมืองลา สปีเซีย ทหารทั้ง 15 นายถูกสอบปากคำทันที โดยหน่วยข่าวกรองทางทหารของเยอรมัน สุดท้ายแล้วเยอรมันก็สามารถเค้นความลับออกมาได้หมดจากปากของร้อยโทวินเซนต์ รุสโซ หัวหน้าชุดปฏิบัติการภารกิจนี้ เพราะเขาถูกหลอกว่าคนอื่นในชุดสารภาพมาหมดแล้ว และถ้าเขาไม่สารภาพมาเหมือนคนอื่น คนในทีมจะโดนบทลงโทษไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะสารภาพ
ในระหว่างที่มีการสอบปากคำ กองพลที่กักขังได้มีการรายงานการจับกุมทหารอเมริกันไปยังกองพลทหารที่ 75 ของนายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์
และเช้าวันต่อมา วันที่ 25 มีนาคม ค.ศ.1944
กองพลที่กักขังก็ได้รับโทรเลขแจ้งกลับมา
“ชาวอเมริกันที่ถูกจับ จะถูกยิงทันที
ลงนามในคำสั่งโดยแอนตัน ดอสต์เลอร์”
กองพลตกใจเป็นอย่างมากกับคำสั่งที่ให้ฆ่าเชลยศึก พวกเขาขอให้นายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ พิจารณาคำสั่งของเขาใหม่ หรืออย่างน้อยก็พักการประหารชีวิต
และคำตอบที่ได้กลับมาจากนายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ คือ
“ชาวอเมริกันจะต้องถูกยิงก่อน 7 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น”
เช้าวันต่อมา วันที่ 26 มีนาคม ค.ศ.1944
วันประหารเชลยศึกอเมริกันทั้ง 15 คน
เจ้าหน้าที่ของกองพล 135 พยายามโทรศัพท์ติดต่อกับนายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ ถึง 2 ครั้ง พวกเขาถึงขั้นขอร้องให้ยกเลิกคำสั่งประหารชีวิต แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ผล นายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ยังคงยืนยันคำสั่งเดิม
แวร์มัคท์พยายามเต็มที่แล้ว พวกเขาจึงต้องจำใจนำทหารอเมริกันทั้งหมด 15 คนมาประหารชีวิตด้วยการยิง
ทหารอเมริกันทั้งหมดเสียชีวิต พวกเขาถูกจับไม่ถึง 48 ชั่วโมงและถูกประหารโดยไร้ความปรานีจากนายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ และถูกฝังในหลุมศพที่ไม่มีแม้แต่ป้ายชื่อ
——————————-
บทลงโทษของผู้นำที่ไร้มนุษยธรรม
เดือนตุลาคม ค.ศ.1945 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง นายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ ถูกจับกุมโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา และส่งตัวไปยังกรุงโรมเพื่อขึ้นศาลทหารในคดีประหารชีวิตเชลยศึก โดยคณะกรรมาธิการทหารที่ได้รับการแต่งตั้งจาก พลเอกโจเซฟ ที. แมคนาร์นีย์
อัยการกองทัพสหรัฐอเมริกาเห็นพ้องว่าคดีนี้ง่ายและชัดเจน เพราะนายพลเยอรมันคนนี้สั่งประหารชีวิตทหารอเมริกันที่แต่งกายอย่างถูกต้อง และอยู่ในปฏิบัติการทางทหารที่ถูกต้องตามกฎหมายในขณะถูกจับกุม
พวกเขาควรมีสิทธิได้รับการปฏิบัติในฐานะเชลยศึก ไม่ใช่นำตัวมาประหารแบบนี้
อัยการเรียกพยานหลายคน รวมถึงเจ้าหน้าที่สองคนที่ทำการสอบปากคำทหารอเมริกัน 15 คนด้วย พวกเขายืนยันว่าทหารทั้ง 15 คนสวมเครื่องแบบกองทัพสหรัฐอเมริกาและถืออุปกรณ์ทางทหารถูกต้องทุกอย่าง
พวกเขายังให้การเกี่ยวกับความพยายามอย่างยิ่งของเจ้าหน้าที่ในกองพลที่ 135 เพื่อให้นายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ยกเลิกคำสั่งประหารชีวิต
ทนายของผู้ต้องหาโต้กลับว่าคำสาบานตนของนายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ ในการเชื่อฟังอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กำหนดให้เขาต้องเชื่อฟังคำสั่งผู้นำที่ออกมาในปีค.ศ.1942
คำสั่งที่สั่งให้หน่วยเยอรมันที่เผชิญหน้ากับหน่วยรบเฉพาะกิจของฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีแนวโน้มละเมิดอนุสัญญาเจนีวา โดยมีคำสั่งว่า
“กำจัดพวกเขาโดยไม่ต้องมีความเมตตาในทุกที่ที่พบ”
แต่เมื่อมาพิจารณาคำสั่งของฮิตเลอร์ดูแล้ว มีการระบุว่าหากหน่วยรบเฉพาะกิจของฝ่ายสัมพันธมิตรจำนนและตกอยู่ในมือของเยอรมันผ่านหน่วยต่างๆ (เช่นผ่านตำรวจในดินแดนที่ถูกยึดครอง) หน่วยงานนั้นจะต้องสั่งตัวทหารที่จับได้ไปยัง Sicherheitsdienst (ทบวงอำนวยความปลอดภัย) ทันที
แต่นายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ ก็ยังคงให้การเดิมว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสั่งประหารทหารทั้ง 15 คน เพราะพวกเขาถูกจับได้ในขณะปฏิบัติภารกิจพิเศษ
และคำสาบานของเขาต่อฮิตเลอร์ทำให้เขาต้องเชื่อฟัง แม้ว่าคำสั่งนั้นจะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม
คู่มือภาคสนามของกองทัพสหรัฐอเมริกาฉบับปีค.ศ.1940 ระบุว่าบุคคลจะไม่ถูกลงโทษสำหรับอาชญากรรมสงคราม หากอาชญากรรมนั้นเกิดขึ้นภายใต้คำสั่งของรัฐบาลหรือผู้บังคับบัญชาระดับสูง
แต่กองทัพได้แก้ไขคู่มือในปีค.ศ.1944 ระบุว่า
“บุคคลที่ละเมิดกฎหมายและประเพณีการทำสงครามอาจได้รับลงโทษ”
รวมถึง “ความจริงที่ว่าการกระทำนั้นกระทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาหรือรัฐบาล แต่การกระทำนี้ยังคงสามารถนำมาพิจารณาในการพิจารณาความผิด หรืออาจพิจารณาแก้ต่างความผิดได้เช่นกัน”
การประหารชีวิตเชลยศึกโดยไม่มีการพิจารณาคดี เป็นการละเมิดกฎแห่งสงครามอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่สามารถแก้ต่างได้ว่าทำไปเพราะตามคำสั่งของผู้นำ
พยานที่เกี่ยวข้องยังเสริมกับศาลอีกว่านายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ มีความเข้าใจในคำสั่งผู้นำแบบผิดๆ เพราะทหารเยอรมันคนอื่นไม่มีใครทำแบบนี้ถ้าจับกุมได้ สิ่งที่ถูกต้องคือควรส่งตัวไป Sicherheitsdienst ทันทีที่จับกุมได้
พยานยังยืนยันอีกว่านายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ ฝ่าฝืนกฏของฮิตเลอร์ และมันคือความผิด ไม่ว่าเขาจะเข้าใจยังไงก็ตามที
หลังจากการพิจารณาคดี 4 วัน
วันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1945 คณะกรรมาธิการทหารก็ประกาศว่านายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ มีความผิด
และเขาจะต้อง ”ถูกยิงจนเสียชีวิตด้วยปืนคาบศิลา”
(คำศัพท์เฉพาะทางของศาลทหารที่ใช้พูดเวลาตัดสินประหารชีวิต “to be shot to death by musketry.”)
50 วันต่อมา กองทัพสหรัฐอเมริกาได้ทำการประหารชีวิตนายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ ที่ห้องขังนักโทษในเมืองอเวอซา ประเทศอิตาลี ที่ลงนามโดยพลเอกโจเซฟ ที. แมคนาร์นีย์
การประหารชีวิตเป็นไปตามกฎระเบียบของกระทรวงสงคราม มีผู้ที่เข้าร่วมชมในการประหารชีวิตครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ช่างภาพของกองทัพบกและทีมงานภาพยนตร์มาเพื่อบันทึกภาพประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญครั้งนี้
ทหารอเมริกัน 12 คนจะได้รับปืนไรเฟิลแบบสุ่มในชั้นวาง ซึ่งบางส่วนหนึ่งในนั้นมีกระบอกที่มีกระสุนปลอมบรรจุอยู่ มันทำให้พวกเขาไม่มีทางมั่นใจได้ว่าใครเป็นคนยิงกระสุนให้ผู้ต้องหาถึงแก่ชีวิตจริงๆ
“พร้อม เล็ง ยิง!"
ทหารอเมริกัน 12 คนยิงปืนใส่นายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ ศีรษะของเขาห่อหุ้มด้วยฮูดสีดำ และถูกมัดอยู่กับเสาไม้
1 ธันวาคม ค.ศ.1945
นายพลแอนตัน ดอสต์เลอร์ เสียชีวิต
1 ชีวิต ที่สั่งสั่งหาร 15 ชีวิตอย่างไร้ความปรานี
ดูรูปเพิ่มเติมได้ในคอมเมนท์
——————————-
แหล่งข้อมูล:
https://www.loc.gov/.../Militar.../pdf/ ... _Vol-1.pdf
https://ihl-databases.icrc.org/.../1d17 ... 55aec12564...
https://www.historynet.com/justice-firing-squad.htm
http://www.worldcourts.com/.../1945.10. ... d_States_v...
วีดีโอการประหารชีวิต
https://youtu.be/l-R5yOqwT7U
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 420
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ฟิดิปปิเดซ : ที่มาของการวิ่งมาราธอน
เคยสงสัยกันไหมครับ ว่า ทำไมการแข่งขันวิ่งมาราธอน ต้องมีระยะทาง 42.195 กิโลเมตร หรือปัจจุบันนิยมปัดเป็น 42.2 กิโลเมตร ซึ่งระยะดังกล่าวถือว่าไกลและโหดมากทีเดียว ทำให้ปัจจุบันนิยมลดระยะทางลงจากเดิม เป็นฮาร์ฟมาราธอนหรือมินิมาราธอนเพื่อให้เหมาะสมมากขึ้นในการแข่งขันหรือการออกกำลังกาย
แต่เรื่องนี้...มีที่มาครับ เรื่องนี้มีว่า ในอดีตยุคโบราณก่อนคริสต์กาลโน่นเลย ตอนนั้นอาณาจักรสำคัญสองอาณาจักรในเวลานั้นคืออาณาจักรเอเธนส์กับเปอร์เซีย ตอนนั้นกษัตริย์เอเธนส์ ชื่อฮิปปาปิอาส ทรงมีพระนิสัยโหดร้าย ทำให้ราษฎรส่วนหนึ่งไม่พอใจ จึงขับไล่เนรเทศพระองค์ พระองค์จึงไปขอสวามิภักดิ์กับพระเจ้าดาริอุสแห่งเปอร์เซีย เพื่อขอให้เปอร์เซียช่วยส่งกองทัพมาโจมตีเอเธนส์ หมายจะชิงบัลลังก์คืน พระเจ้าดาริอุส จึงทรงส่งราชฑูตมายังดินแดนกรีกหลายแห่ง เพื่อให้ยอมส่งบรรณาการให้ บางแห่งยอม บางแห่งก็ขัดขืน จนกระทั่งมาถึงเอเธนส์ ปรากฏว่าชาวเอเธนส์จับราชฑูตของพระเจ้าดาริอุสฆ่าเสีย ทำให้พระเจ้าดาริอุสพิโรธมาก จึงยกทัพมาโจมตีเอเธนส์ โดยมีกำลังพลทหารเรือนแสน ซึ่งเป็นสงครามใหญ่ในสมัยนั้น โดยกองทัพเปอร์เซียยกมาทั้งทัพบกและทัพเรือ แต่ทางเอเธนส์ก็ไม่ย่อท้อ ได้แต่งทัพออกไปสู้รบกับผู้รุกราน โดยทัพเรือของพระเจ้าดาริอุสมาขึ้นฝั่งที่ทุ่งมาราธอนได้ปะทะกับกองทัพของเอเธนส์ที่ไปรอตั้งรับ ผลการรบปรากฏว่าฝ่ายเอเธนส์ชนะ แต่ก็ได้ข่าวว่าทัพบกของพระเจ้าดาริอุส กำลังจะเข้าตีเอเธนส์ เนื่องจากไม่ได้เตรียมป้องกันทางด้านนั้น ทีนี้ทางกองทัพกรีกต้องการคนไปแจ้งข่าวให้เตรียมป้องกันกองทัพทางบกของเปอร์เซีย แต่สมัยนั้นไม่มีม้าเร็ว ไม่มีทางสื่อสารได้ง่ายๆ "ฟิดิปปิเดซ" หรือ "ฟิลิปปิเดส" ทหารชาวกรีกที่มีฝีเท้าเร็วในการวิ่ง จึงอาสาวิ่งไปแจ้งข่าว เป็นระยะทางถึง 42.195 กิโลเมตร จากทุ่งมาราธอนถึงกรุงเอเธนส์ เขาได้แจ้งข่าวชัยชนะ และได้บอกให้เตรียมป้องกันเมือง เมื่อภารกิจสำเร็จ ด้วยความเหนื่อยล้าจากการวิ่งและอาการบาดเจ็บจากบาดแผลในการรบ ทำให้เขาเสียชีวิตลง และศึกนี้ผลสุดท้ายปรากฏว่าฝ่ายเอเธนส์ชนะ ต่อมา จึงมีการจัดวิ่งในระยะทางดังกล่าวเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของฟิดิปปิเดซ และต่อมากลายเป็นระยะทางในการวิ่งมาราธอนในปัจจุบันนั่นเอง
ฟิดิปปิเดซเสียชีวิตในราว 490 ปี ก่อนคริสต์กาล หรือประมาณ พ.ศ. 54 หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 54 ปี ซึ่งถือว่านานมาก คงเทียบไม่ได้ว่าดินแดนประเทศไทยปัจจุบันเป็นอาณาจักรอะไรบ้าง คือให้ผู้อ่านรู้ว่าเรื่องมันเกิดนานมากจริงๆ แต่วีรกรรมของเขาก็เป็นที่มาของระยะทางวิ่งมาราธอนในปัจจุบัน
เรียบเรียงเป็นความรู้ ผิดพลาดขออภัย หากท่านใดมีข้อมูลดีๆ ที่ผมตกหล่นก็สามารถเพิ่มเติมได้เสมอ ขอบคุณครับ
ภาพประกอบเรื่อง ภาพฟิลิปปิเดสจากอินเตอร์เน็ต ต้องขอขอบคุณที่มา และเจ้าของภาพเป็นอย่างสูง มา ณ ที่นี้ด้วย

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 181579730/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส