ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
van1
โพสต์: 789
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 16, 2020 12:44 pm

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย van1 »

เรื่องนี้ท่าจะจริง มานึกขึ้นได้คนเวียดนามเองก็รู้เห็นคุยกันครับ หลังๆช่วงโควิดระบาดว่างมากผมก็เข้าไปอ่านในเฟสของคนเวียดนามทุกครั้งทุกกระทู้คนเวียดนามเขียนว่าสักวันจะเอารถถังทหารเข้ามาฆ่าคนไทยให้หมดยึดกรุงเทพเป็นของมันหลังๆบ่อยมากๆก็อ้างเรื่องปล้นมนุษย์เรือนี่หละครับมันจะล้างแค้นล่าสุดสองสามวันมานี้เองหาเจอได้ทุกเฟส ทุกยูทูปที่เปรียบเทียบเมืองไทยกับเวียดนาม ไม่เว้นแม้แต่เฟสกีฬาอย่างฟุตบอล ไม่ว่าอะไรก็ตามก็พูดว่าจะฆ่าคนไทยให้หมดเหมือนเดิมข้อความที่เขียนน่ากลัวมากๆในใจมันคงเกลียดชังคนไทยมาก ทั้งอิจฉาทั้งเกลียดชังถ้าได้อ่านแล้วจะตกใจทั้งๆที่คิดๆดูเรื่องมนุษย์เรือนี่คนเวียดนามเองฆ่ากันเองเป็นสงครามกลางเมืองแท้ๆเป็นต้นทำให้พี่น้องฆ่ากันเองก่อน อันนี้ผมอ่านแล้วไม่แปลกใจที่ทหารไทยจะเสียเงินเสียทองซื้ออาวุธเอาไว้ป้องกันประเทศเพราะเขาคงรู้อะไรๆดีๆนั่นเองครับ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 188
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

พระมหากษัตริย์องค์เดียวของอยุธยาที่ไม่มีอนุสาวรีย์ และกษัตริย์ที่ถูกกล่าวหาว่าโหดร้ายที่สุดของไทย
หลังจากที่พระเพทราชาร่วมกับบุตรบุญธรรมของท่านก็คือหลวงสรศักดิ์ ทำรัฐประหารพระนารายณ์มหาราชสำเร็จ ทรงขึ้นครองราชย์ตอนมีพระชนมายุ 56 พรรษา บางรายงานก็ว่า 61 พรรษาพระปีกฝเกิดของพระองค์มีความไม่ชัดเจนอยู่คับ พระเพทราชาทีแรกพระองค์ต้องการให้หลวงสรศักดิ์ ผู้เป็นบุตรบุญธรรมของท่านขึ้นบัลลังก์ เพราะหลวงสรศักดิ์นั้นเป็นพระโอรสลับที่ไม่ลับของพระนารายณ์ (ที่ผมบอกว่าลับแต่ไม่ลับก็เพราะว่า ชาวบ้านและขุนนางต่างๆได้รู้กันหมดว่าหลวงสรศักดิ์เป็นบุตรของพระนารายณ์ที่เกิดแต่พระธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ แต่พระนารายณ์รู้สึกอาย เพราะเชียงใหม่ก้คือลาว และลาวในสมัยนั้นเป็นที่ดูถูกของคนอยุธยา ว่าต่ำต้อย อะไรประมาณนี้คับ พระนารายณ์จึงมอบพระธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นให้กับพระเพทราชา และหลวงสรศักดิ์นั้นพอเติบโตขึ้นมาก็รู้ดีว่าตนเป็นลูกของพระนารายณ์ จึงทำตัวกร่าง ไม่เกรงกลัวต่อใคร แต่หลวงสรศักดิ์ก้รักพ่อบุญธรรมของท่านมากเช่นกัน) แต่หลวงสรศักดิ์ก็ไม่ต้องการในราชบัลลังก์ และก็ยัดเยียดให้พระเพทราชาขึ้นบัลลังก์แทน ผมจะขอเท้าความถึงประวัติของพระเพทราชานะคับ มาดูกันที่ทฤษฎีแรก ที่พงศาวดารทุกฉบับที่ถูกชำระใหม่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์บอกไว้นะครับ (ถามว่าพงศาวดารที่ชำระใหม่ในต้นรัตนโกสินทร์นั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด สำหรับผม ดูเหมือนพงศาวดารฉบับนี้จะเขียนเข้าข้างราชวงศ์จักรีมากเกินไป โดยอ้างว่าราชวงศ์จักรีมีสิทธิธรรมในบัลลังก์อะไรประมาณนี้ แต่การกล่าวถึงกษัตริย์ในช่วงปลายอยุธยาที่ผมได้อ่านมา ผมมองว่า เขาเอ่นถึงแต่เรื่องร้ายสะส่วนใหญ่ ซึ่งแตกต่างกับพงศาวดารและบันทึกร่วมสมัยอย่างมาก และมีอคติพอสมควร) พงศาวดารที่ถูกชำระใหม่ต้นรัตนโกสินทร์บอกไว้คล้ายๆกันนะคับ ว่า พระเพทราชานั้น แต่ก่อนเป็นแค่สามัญชน คนธรรมดา เป็นชาวบ้านพลูหลวง เมืองสุพรรณบุรี แต่แม่ของท่านเป็นพระนมโทในพระนารายณ์ พระเพทราชาเดิมชื่อทองคำ ซึ่งแม่พระของพระองค์เป็นพระนมของพระนารายณ์ พระเพทราชาจึฃได้ย้ายมาอาศัยในรั้ววัง และได้เล่น ได้เที่ยวและเติบโตพร้อมๆกับพระนารายณ์ แบะมีความสนิทกับพระนารายณ์อย่างมาก แบะพระเพทราชาและพระนารายณ์ก็เกิดปีเดียวกันมีอายุเท่ากันอีกด้วย ทั้งสองพระองค์จึงเป็นเพื่อนกันมาตลอด และได้บอกอีกว่า ตอนที่พระเพทราชาขึ้นครองราชย์ ชาวบ้านบ้านพลูหลวงนั้น ได้เหี้ยวผลไม้ และของฝาก มาแสดงความยินดีกับคนบ้านตนเอง ที่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ และคนเหล่านั้นเป็นคนธรรมดา และพระเพทราชาก้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีด้วย เชิญมากินข้าว เฉลิมฉลองร่วมกัน และชาวบ้านเหล่านั้นก้ไม่รู้มารยาทต่อกษัตริย์แต่พระเพทราชาก้ไม่ถือตัวแต่อย่างใด แต่พระองค์ทรงมีความยินดีมากกว่าซะอีก ส่วนอีกทฤษฎีนะคับ เป็นบันทึกร่วมสมัยของชาวตะวันตกและพงศาวดารร่วมสมัยของไทยเอง ก็บันทึกไว้คล้ายๆกันคับ คือ พระเพทราชาน่าจะมีเชื้อพระวงศ์ และมารดาของพระเพทราชาน่าจะเป็นญาติกับพระเจ้าปราสาททองด้วย และบางรายงานก็ถึงขั้นบอกว่าแม่ของพระเพทราชาเป็นน้องสาวกับพระเจ้าปราสาททอง ถามว่ามีความเป็นไปได้มั้ย ผมว่ามีความเป็นไปได้พอสมควรคับ เพราะลองคิดดูนะว่า คนที่จะมาเป็นพระนมแก่ลูกท่านหลานเธอของกษัตริย์เนี่ย ผมคิดว่าต้องมีการคัดคน ที่มีเชื้อพระวงศ์แน่นอน จะเอาคนธรรมดามาเป็นแม่นมให้เต้าฟ้าเจ้าแผ่นดินนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องใช่มั้ยล่ะคับ ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้เลยล่ะกับทฤษฎีนี้ และก็ยังบอกอีกว่าพระเพทราชานั้นก็อยู่ในรั้ววังมาตั้งแต่เกิดด้วย ไม่ได้เป็นชาวบ้านมาแต่ก่อนแต่อย่างใด แต่สาเหตุที่ตั้งชื่อพระราชวงศ์ว่าบ้านพลูหลวงนั้น สันนิษฐานว่าท่านอาจจะมีความผูกพันอะไรกับเมืองแห่งนี้ แต่ความจริงจะเป็นอย่างไรนั้น ผมก้ไม่อาจจะคอนเฟิร์มได้คับ แต่เราก็ศึกษาเอาความรู้เอาความสนุกไปดีกว่า ถือว่าเป็นความรู้เสริมให้เรา เพื่อใช้ในการต่อยอดศึกษาต่อไปคับ และก็มีตำนานชายนอนหลับ ผมว่าทุกคนอาจเคยได้อ่านได้ยินมาแล้วนะคับ ว่า ในเช้ารุ่งวันหนึ่งในวัดแถวๆอยุธยา มีพระรูปหนึ่ง กำลังกวาดลานวัด และไปเห็นเด็กชายคนหนึ่งนอนอยุ่ใน ศาลาวัด ซึ่งพระรูปนี้ก้ทำนายทายทักเด็กคนนี้ว่า เจ้าเด็กคนนี้มีบุญ มีบารมีที่แผ่ออกมาอย่างสูง ต่อไปภายภาคหน้าเด็กคนนี้จะได้เป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน พอพระรูปนี้พูดเสร็จ เด็กผู้ชายคนนี้ก้ได้บอกว่า ถ้าเป็นจริงตามที่หลวงพ่อพูด ถ้าเราได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินเมื่อไหร่ ข้าพเจ้าจะสร้างโบสถ์ถวายวัดแห่งนี้ ให้ใหญ่โต ประดับประดาด้วยทองคำสวยงามให้เลย
และต่อมาเด็กคนนี้ก้ได้เป็นกษัตริย์จริงๆ และได้มาสร้างโบสถ์ถวายให้ตามคำสัญญา ผมจำไม่ได้แล้วว่าวัดที่อยู่ในตำนานเรื่องนี้คือวัดอะไรนะคับ ถ้าใครอยากศึกษาก้ไปหาอ่านได้คับ
ในรัชสมัยของพระนารายณ์ พระเพทราชามีตำแหน่งเป็นจางวางกรมช้าง มีฝีมือในศิลปศาสตร์ การควบคุมช้าง และการสงครามอย่างมาก ซึ่งกรมช้างนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในสมัยนั้น พระนารายณ์ทรงโปรดพระองค์มาก เพราะเป็นสหายตั้งแต่ยังเด็กและพระเพทราชามีความรู้ความชำนาญในเรื่องช้าง ซึ่งการคล้องช้างก็เป็นสิ่งที่พระนารายณ์ทรงโปรดอย่างมาก และก็มีเหตุการณ์ต่างที่ผมได้เล่าไปบทความที่แล้ว ที่ทำให้พระเพทราชาต้องทำรัฐประหารและขึ้นครองราชย์ต่อจากพระนารายณ์ในเวลาต่อมา หลังจากขึ้นครองราชย์ พระเพทราชาได้แต่งตั้งหลวงสรศักดิ์เป็นกรมพระราชวังบวร หรือวังหน้า และแต่งตั้งกรมหลวงโยธาทิพย์ น้องสาวของพระนารายณ์เป็นพระมเหสีฝ่ายขวา ต่อมาได้ให้กำเนิดพระโอรสหนึ่งองค์คือ เจ้าพระขวัญ และได้แต่งตั้งกรมหลวงโยธาเทพ พระธิดาองค์เดียวขอฝพระนารายณ์เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย และให้กำเนิดโอรสชื่อ ตรัสน้อย ซึ่งหลังจากพระเพทราชาขึ้นครองราชย์ก็เกิดกบฏขึ้นหลายครั้ง และหัวเมืองน้อยใหญ่ก้ไม่ยอมรับอำนาจ เพราะหัวเมืองพวกนั้นไม่ยอมรับพระเพทราชาที่ทำรัฐประหารต่อพระนารายณ์ เช่น เมืองนครราชสีมาและนครศรีธรรมราชซึ่งเจ้าเมืองเหล่านี้ถูกแต่งตั้งโดยพระนารายณ์ ส่วนชาวฝรั่งเศสและบาทหลวงฝรั่งเศษที่เคยสนับสนุนฟอลคอน ก็ถูกขับไล่ออกไปจากอยุธยา และพระเพทราชายังได้ทำนุบำรุงพุทธศาสนาอย่างมาก เนื่องจากพระองค์นั้นเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างมาก หลังจากพระองค์ครองราชย์ได้ 15 ปี พระองค์ก็ได้ประชวรอย่างหนัก และมีปัญหาในการสืบทอดราชสมบัติ เพราะพระเพทราชาต้องการมอบราชสมบัติให้แก่เจ้าพระขวัญ พระโอรสแท้ๆของพระองค์ ทำให้วังหน้าซึ่งก้คือหลวงสรศักดิ์ที่ตอนนี้คือพระเจ้าเสือไม่พอใจอย่างมากเพราะพระองค์คิดว่า พระองค์ได้มอบราชบัลลังก์ที่สมควรเป็นของพระองค์ให้แก่พระเพทราชา ด้วยเห็นว่าเป็นพ่อบุญธรรม และพระองค์ก็ค่อยขึ้นบัลลังก์ตอนที่พระเพทราชาสิ้นแล้ว แต่พระเพทราชากับจะมอบราชสมบัติให้แก่เจ้าพระขวัญและตรัสน้อย พระเจ้าเสือจึงกำจัด พระโอรสทั้งสองพระองค์ของพระเพทราชา พอพระเพทราชาทราบข่าวก้โกรธมาก พระองค์จึงมอบราชสมบัติให้แก่พระนัดดาของพระองค์คือ เจ้าพระยาพิไชยสุรินทร์ แต่หลังจากพระเพทราชาราชาสวรรคต เจ้าพระยาพิไชยสุรินทร์ ก้ไม่กล้าขึ้นครองราชย์ ด้วยเพราะเกรงกลัวพระเจ้าเสือ และขอให้พระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์แทน เป็นอันสิ้นสุด รัชกาลของพระเพทราชา
ผมจะเสริมให้อีกนะคับ เรามาดูหนังสือประวัติศาสตร์อยุธยา ของตูเลอเปงดีกว่าคับ ตูเลอเปงบอกว่า พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ใช้ศาสนาพุทธมาบังหน้าในการยึดอำนาจจากพระนารายณ์ ซึ่งผมจะขอบอกไว้ก่อนนะครับ ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์นั้น เราลองหาอ่านในบันทึกหลายฉบับ และจะเห็นว่าแต่บะฉบับมีรายละเอียดแต่งต่างกัน และขึ้นอยู่กับ ผู้เขียนนั้นใจเขาติดอย่างไรด้วย ก้คือตูเลอเปงเนี่ยเป็นชาวฝรั่งเศษ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยึดอำนาจของพระเพทราชา เพราะพวกฝรั่งเศสถูกขับไล่ออกไปจากอยุธยา นั่นจึงทำให้ชาวฝรั่งเศสคงไม่ชอบพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์พอสมควรละคับ ซึ่งบันทึกและพงศาวดารต่างๆเนี่ยก้จะมีเนื้อหาเอนเอียง ไปทางที่ผู้เขียนคนนั้น อยู่ข้างไหน ทำให้ไม่มีความเป็นกลางมากเท่าไหร่ และตุเลอเปงยังบอกอีกว่าพระเพทราชามีเชื้อสายของกษัตริย์อีกด้วย และก้ยังเล่าถึงเรื่องน้องสาวของพระเพทราชาด้วยคือ น้องสาวพระเพทราชาเป็นคนสวย จึงได้ถูกถวายตัวให้พระนารายณ์ ไปเป็นสนมเอก แต่น้อฝสาวพระเพทราชากลับไปตั้งท้องกับพระอนุชาของพระนารายณ์ก็คือ เจ้าฟ้าน้อย จึงทำให้น้องสาวพระเพทราชาจึงถูกโยนให้เสือกิน และให้พระเพทราชาเป็นคนโบยเจ้าฟ้าน้อย และตูเลอแปงยังบรรยายลักษณะของพระเพทราชาไว้อีกด้วยว่า พระเพทราชาเป็นคนตัวเล็ก แต่มีจิตใจสูงส่ง และมีแววตาคมวาว เหมือนจะมองทะลุจิตใจของคนได้เลย ถ้าเราดูการบรรยายของตูเลอแปงเรื่องนี้แล้ว จะเห็นว่าการแคสตัวละคร
ในเรื่องบุพเพสันนิวาส คนที่แสดงเป็นพระเพทราชานั้น ซึ่งคือคุณบิ๊กเนี่ย ผมว่าใช่เลย เพราะพี่เขามีแววตาที่ดู คมวาวเหลือเกิน และตุเลอแปงยังบอกอีกว่า
พระเพทราชาในตอนขึ้นครองราชย์นั่น ถึงจะมีอายุมากแล้ว แต่พระองค์ก้ยังพูดจาได้คล่องแคล่ว และสามารถพิชิตใจคนได้ เป็นที่รักของบรรดาลูกน้อง
แต่ว่าจะเป็นคนที่ไว้ท่า ต่อคนที่พระองค์คืดว่าเป็นศัตรู
เรามาย้อนดูในเรื่องที่มาของพระเพทราชากันก่อนจะไปอ่านเรื่องของพระเจ้าเสือนะคับ ในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ที่ถูกชำระขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้น บอกว่า พระเพทราชาเป็นชาวบ้านธรรมดาอยู่ที่บ้านพลูหลวง จ.สุพรรณบุรี ก็เลยเป็นที่มีของชื่อราชวงศ์นะคับ แต่ที่ได้มาอยู่อยุธยาเพราะ แม่ของพระเพทราชาเป็นแม่นมของพระนารายณ์ สถานะพระเพทราชา จึงค่อนข้างพิเศษเพราะเป็นพี่น้อง ที่ดื่มนมเต้าเดียวกับพระนารายณ์และเป็นเพื่อนเล่นกันตั้งแต่เด็ก และมาดูอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งนะคับ ผมเอามาจาก คุณสุจิตร วงศ์เทพ ที่พูดไว้ในรายการรายการหนึ่ง ว่า บ้านพลูหวง ที่เป็นหมู่บ้านๆหนึ่ง ในอ.เมือง จ.สุพรรณบุรีนั้น พึ่งถูกตั้งชื่อนี้มาตอนปี พศ.2506นี้เอง ซึ่งชื่อหมู่บ้านจากข้อสันนิษฐานดังกล่าว ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะมีชื่อว่า บ้านโพธิ์หลวง ที่อยู่ระหว่างบ้านหัวเวียงและบ้านสำพะซิว ตามที่สุนทรภู่เคยเขียนไว้ในนิราศสุพรรณ และมีแค่พงศวดาร พระราชหัตถเลขาเท่านั้นที่ยอกว่าพระเพทราชาเป็นชาวบ้านจากบ้านพลูหลวง จึงสันนิษฐานว่าพระเพทราชาไม่ได้มีบ้านเกิดที่อื่นใด แต่ท่านเกิดในอยุธยานี่แหละ และแม่ของพระเพทราชาก็เป็นคนอยุธยาเหมือนกัน ท่านสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เก่า แต่พ่อพระเพทราชานี่แหละคือคนสุพรรณ ซึ่งหน้าที่ของพ่อพระเพทราชาคือเป็นคนดูแลช้างในกรมคชบาล
พระเจ้าเสือก้ได้ปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเพทราชา พระเจ้าเสือมีพระนามเดิมว่า มะเดื่อ เป็นพระโอรสลับของพระนารายณ์และบูกสาวเจ้าเมืองเชียงใหม่ แต่พระนารายณ์ทรงยกทั้งแม่และลูกให้กังพระเพทราชาเลี้ยงดูต่อไป เมื่อโตขึ้นหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) ได้รู้ว่าตนเองเป็นโอรสของพระนารายณ์ จึงอ้างสิทธิในราชบัลลังก์อยู่หลายหน ส่วนที่มาของพระนามพระเจ้าเสือนี้ พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ฉบับกรุงสยามจาก และฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งทั้งสามฉบับเป็นพงศาวดารที่ถูกชำระใหม่ในต้นรัตนโกสินทร์นะคับ ชำระในที่นี้ก้คือการนำมาเขียนใหม่ใน ที่ถูกชำระตอนต้นรัตนโกสินทร์ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนิสัยของพระเจ้าเสือที่เรียกว่าเลวร้ายสุดๆเลยนะคับ เรียกว่ารุนแรงอย่างมาก ผมจะแปลความหมายและนำมาสรุปเลยนะคับว่าทั้งสามฉบับนี้เอ่นถึงพระเจ้าเสือว่ายังไงบ้าง เอาแบบย่อๆนะคับ ตอนนั้นพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ มีจิตใจที่หยาบช้าตำ่ทราม ปราศจากกุศลสุจริต ทรงประพฤติผิดราชประเพณี และมีใจที่โรคจิต และพระองค์ได้เสวยนำ้จันทร์ขาวไม่ได้ขาด (เหล้าขาว) และมักชอบมีความสัมพันธ์กับเด็กที่มีอายุ12-13ปี ถ้าคนใดทนได้ จะตบรางวัลให้อย่างดี
ถ้านางคนใดทนไม่ได้ ก้จะทรงพระพิโรธ ปละจับไปประหารเสีย เรียกได้ว่าแรงมากไปเลยใช่มั้ยละคับ
แต่ถ้าเราจะอ่านพงศาวดาร และอย่างจะศึกษาเรื่องราวเหล่านี้อย่างที่ผมบอกนะคับ ว่าเราควรอ่านหลักฐานหลายหลักฐาน ไม่เช่นนั้นแล้ว เราก็เหมือนเป็นคนที่ฟังความข้างเดียว มาดูที่หลักฐานจากฝั่งพม่า ก็คือ คำให้การณ์ชาวกรุงเก่า แต่จะบอกว่าคำให้การณ์ของชาวกรุงเก่าจะเป็นของพม่าก้ไม่เชิงนะคับ เพราะเป็นการให้สัมภาษณ์ของชาวอยุธยาหลังกรุงแตก ที่พม่าได้สัมภาษณ์และได้จดบันทึกลงไป ดูจากพงศวดารทั้งสามที่ถูกชำระตอนต้นรัตนโกสินทร์ นั้นพระเจ้าเสือดูจะเป็นคนร้ายอย่างมาก งั้นเรามาดูในฉบับนี่กันคับ ว่าคนอยุธยาร่วมสมัยคิดยังไงกับพระเจ้าเสือนะคับ ชาวกรุงเก่าเรียกพระเจ้าเสือว่า พระเจ้าสุริเยนทราธิบดี พระองค์เป็นคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ทรวดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม และทรงบริหารดูแลบ้านเมืองและประชาชนอยู่กันอย่างร่มเย็น ไม่ชอบทำสงคราม เพราะจะทำให้อนาประชาราษฎร์อยู่กันอย่างลำบาก
แต่ทรงอุตสาหะบำเพ็ญแต่พระราชกุศล จนพระเกียรติคุณ ปรากฏไปทั่วนานาชาติ ผมบอกแล้วว่าอย่าฟังความข้างเดียว เพราะพระองค์ในคำให้การณ์ชาวกรุงเก่านี้ พระเจ้าเสือดูจะเป็นกษัตริย์ที่ดี ฉลาด และยังเด็ดขาด แต่เด็ดขาดในที่นี้ ไม่ใช้โหดเหี้ยมอำมหิตนะคับ แต่เป็นการเด็ดขาดในเรื่องกฏหมายอะไรงี้คับ และยังเป็นกษัตริย์เก่งมนการต่อสู้มวยไทย และยิงปืนแม่นอีกด้วย และพระองค์ชอบเรื่องไสยศาสตร์ ชอบเรียนวิชาคาถาเวทมนตร์
เรามาดูหลักฐานจากฝรั่งกันบ้างนะคับ ในฉบับตูเลอแปง บอกไว้ดังนี้คับ พระเจ้าเสือชอบเรื่องผีสาง และพระองค์ทรงสร้างวัดไว้มากเลยทีเดียว การค้าขายในรัชสมัยพระองค์ เจริญรุ่งเรืองดี และในการทหาร ถึงจะมีทหารน้อย แต่เมืองข้างเคียงอื่นๆมีแต่ศึกภายใน อยุธยาจึงไม่ถูกรุกราน ต่อมาไเ้เกิดข้าวยากหมากแพง นำ้ในแม่นำ้เน่าเสีย ปลาตายหมด แต่ไม่ดูกี่เดือนก้มีฝนตก จนทำให้แผ่นดินชุ่มชื้นอีกครั้ง ดูในฉบับตูเรอแปง ก้ไม่ได้พูดถึงนิสยอันชั่วร้ายของพระเจ้าเสือแต่อย่างใดเลยนะคับ และมาดูพงศาวดารไทยร่วมสมัยอยุธยากันนะคับ ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ ผมสรุปให้คร่าวๆนะคับ ว่า รัชกาลพระเจ้าเสียมีการกระชับอำนาจอยู่คับ และก็สร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระองค์ ในตอนท้ายรัชกาลพระองค์ไปฉลองพุทธบาต ที่สระบุรี หลังจากนั้นก็ประชวร และกลับมาอยุธยาก้สรรคตนะคับ พระเจ้าเสือครองราชย์ได้7ปี พระชนมพรรษาได้ 49 พรรษา และไม่พบการพูดถึงความโหดร้ายของพระองค์แต่อย่างใดคับ เรียกว่าเรื่องราวการบันทึกของพระเจ้าเสือเนี่ยคับ เป็นข้อคิดที่ดีของเรามากเลยคับ ว่าเราอย่าฟังความข้างเดียว ติดตามตอนต่อไปคับผม.
#หากผิดพลาดประการใดขออภัยมาณที่นี้ด้วยคับ

https://www.facebook.com/groups/2518929 ... 725458622/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

p-boonma
โพสต์: 11
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ เม.ย. 17, 2020 6:25 pm

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย p-boonma »

van1 เขียน:
เสาร์ ธ.ค. 26, 2020 7:52 pm
เรื่องนี้ท่าจะจริง มานึกขึ้นได้คนเวียดนามเองก็รู้เห็นคุยกันครับ หลังๆช่วงโควิดระบาดว่างมากผมก็เข้าไปอ่านในเฟสของคนเวียดนามทุกครั้งทุกกระทู้คนเวียดนามเขียนว่าสักวันจะเอารถถังทหารเข้ามาฆ่าคนไทยให้หมดยึดกรุงเทพเป็นของมันหลังๆบ่อยมากๆก็อ้างเรื่องปล้นมนุษย์เรือนี่หละครับมันจะล้างแค้นล่าสุดสองสามวันมานี้เองหาเจอได้ทุกเฟส ทุกยูทูปที่เปรียบเทียบเมืองไทยกับเวียดนาม ไม่เว้นแม้แต่เฟสกีฬาอย่างฟุตบอล ไม่ว่าอะไรก็ตามก็พูดว่าจะฆ่าคนไทยให้หมดเหมือนเดิมข้อความที่เขียนน่ากลัวมากๆในใจมันคงเกลียดชังคนไทยมาก ทั้งอิจฉาทั้งเกลียดชังถ้าได้อ่านแล้วจะตกใจทั้งๆที่คิดๆดูเรื่องมนุษย์เรือนี่คนเวียดนามเองฆ่ากันเองเป็นสงครามกลางเมืองแท้ๆเป็นต้นทำให้พี่น้องฆ่ากันเองก่อน อันนี้ผมอ่านแล้วไม่แปลกใจที่ทหารไทยจะเสียเงินเสียทองซื้ออาวุธเอาไว้ป้องกันประเทศเพราะเขาคงรู้อะไรๆดีๆนั่นเองครับ
แต่ก็ยังมีไทยปากสุนัขหลายๆคนยังออกมาด่าทหารอยู่เลยว่าจะซื้ออาวุธไปรบกับใครมั่ง ซื้อมาไว้ปราบม็อบมั่ง อยู่เลยครับ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 188
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

The Aviation Gallery EP:7
"สายน้ำแห่งเกียรติยศ"
หลายคนคงเคยสงสัยว่าการที่เครื่องบินเคลื่อนที่ผ่านสายน้ำที่ถูกฉีดขึ้นไปจากรถดับเพลิง มันคืออะไรและทำเพื่ออะไร?
วันนี้เราจะมาคุยเรื่องนี้กันครับ
เราเรียกพิธีการลักษณะนี้ว่า
Water Cannon Salutes
พิธีการลักษณะนี้ถูกนำมาใช้กับวงการบินเมื่อไหร่ไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า Water Cannon Salutes ถูกใช้ในการเดินเรือ
มาก่อน ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงศตวรรษที่ 20
เมื่อเรือเดินสมุทรออกจากอู่ต่อเรือเครื่อนตัวสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เป็นการเดินทางครั้งแรกที่เรียกว่า maiden voyages เรือดับเพลิงจะประกบข้างและฉีดสายน้ำ เป็นสัญลักษณ์สำหรับการออกเดินทางครั้งแรก
สำหรับวงการการบินสืบค้นไปพบว่าในปี 1990 กัปตันท่านหนึ่งของสายการบิน Delta นำเครื่องบินของเขาบินลงที่สนามบิน Salt Lake City ในเที่ยวบินสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุ เจ้าหน้าที่สนามบินนำรถดับเพลิงมาฉีดสายน้ำเพื่อเป็นการแสดงความเคารพและให้เกียรติ
หลังจากนั้น Water Cannon Salutes ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวงการการบิน ถูกใช้ในวาระต่างๆเช่น
การเดินทางมาถึงของเครื่องบินลำใหม่
สำหรับสายการบินต่างๆ
การเดินทางมาถึงสนามบินครั้งแรก
ของสายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่
การให้เกียรติและต้อนรับผู้นำที่เดินทางมากับเครื่องบินลำนั้น
หรืออาจเป็นสัญลักษณ์ของการกล่าวอำลา
การเดินทางเที่ยวบินสุดท้ายก่อนเครื่องบินจะปลดระวาง หรือเที่ยวบินสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุการทำงานของนักบินบางท่านเป็นต้น
ทั้งหมดล้วนเป็นการแสดงออกถึงการ
"ให้เกียรติหรือแสดงความเคารพ"
แต่อย่างไรก็ตามก่อนจะทำ Water Cannon Salutes ต้องได้รับการประสานงานและอนุญาตจากสนามบินแห่งนั้นๆก่อน
ช่วงปลายปีนี้มีเพื่อนพนักงานรวมทั้งกัปตันและครูการบินหลายท่าน ต้องเสียสละจำใจจากองค์กรอันเป็นที่รัก จากบ้านการบินไทยของเรา
ผมขอมอบภาพนี้แสดงความระลึกถึงและขอบคุณ สำหรับความเสียสละที่มีให้กับองค์กรตลอดมา
และขอส่งความปรารถนาดีไปยังผู้อ่านทุกท่านเนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วยภาพ
Water Cannon Salutes ที่ทำเป็นการต้อนรับเครื่องบินลำใหม่ของการบินไทยเมื่อครั้ง Boeing 787 เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิในอดีต
ขอให้ทุกท่านมีชีวิตที่สดใสรุ่งเรืองเหมือนสายน้ำ
ที่พุ่งขึ้นสูง ต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึงนี้นะครับ
ภาพ : ภาพปกปฎิทินเดือนกุมภาพันธ์
Water Cannon Salutes ในโอกาสต้อนรับเครื่องบินลำใหม่ของการบินไทย โบอิ้ง 787 เมื่อครั้งเดินทางไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิครั้งแรก/by ครูมอมแมม

Takeoff your Life by กัปตันหมี Facebook
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 188
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Thailand Vision
26 ธันวาคม เวลา 21:21 น. ·
มรดกบาปของคณะราษฎร ถูกเปิดเผยอีกครั้ง หลังจาก “พล.ท.สรภฎ นิรันดร” อดีตรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก ทายาทของ “ขุนนิรันดรชัย” หรือ “พ.ต.สเหวก นิรันดร” หนึ่งในผู้ก่อการของคณะราษฎร 2475 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินย่านธุรกิจในกรุงเทพมหานครกว่า 90 แปลง แถลงข่าวสำนึกผิดแทนบิดาที่ได้กระทำการมิบังควรต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาเป็นของตนเองโดยมิชอบ
.
ทั้งนี้ เรื่องราวของ “ขุนนิรันดรชัย” กลับมาเป็นที่สนใจของคนไทยอีกครั้งเมื่อ “ม็อบคณะราษฎร 2563” ลั่นกลองรบว่าจะสืบทอดอุดมการณ์ของคณะราษฎรในอดีตที่กระทำการอภิวัฒน์ประเทศไทย พร้อมทั้งเดินหน้าปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ทำให้ประชาชนที่รักสถาบันมีการขุดคุ้ยถึงความไม่ชอบมาพากลของบรรดาแกนนำคณะราษฎร และค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์จากที่ดินพระคลังข้างที่และทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ไปเป็นของตนเองและพวกพ้อง
.
โดยส่วนของพระคลังข้างที่ ได้มีการซื้อที่ดินของผู้ที่มีอำนาจในรัฐบาลคณะราษฎรในราคาแพงๆ และมีการขายและเช่าที่ดินพระคลังข้างที่ในทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ให้กับหลายคนแก่ผู้ก่อการคณะราษฎรในราคาถูกๆ เพื่อไปขายต่อหรือเช่าต่อในราคาแพงต่างกันหลายเท่า
.
โดยที่ ยุวกษัตริย์ หรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในขณะเวลานั้นไม่ทรงทราบเรื่อง เนื่องจาก อำนาจในการดูแลอยู่ในมือของ ผู้สำเร็จราชการ ที่คณะราษฎร แต่งตั้งขึ้นมา
.
ขุนนิรันดรชัย คือใครในคณะราษฎร
-----------------------------
ขุนนิรันดรชัย หรือในชื่อ พ.ต.สเหวก นิรันดร เป็นคณะราษฎรสายทหารบก กลุ่มเด็กรุ่นใหม่ ที่คอยช่วยเหลือสายทหารในการก่อการปฏิวัติ 24 มิ.ย. 2475 จนกระทั่งประสบความสำเร็จ โดยเขาอยู่ทำงานในสายรับใช้ ‘ผู้ใหญ่’ มาโดยตลอด จนจอมพล ป. ไว้ใจเป็นอย่างมาก
.
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ซึ่งเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ 1 ในลำดับพระราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เนื่องจากทรงมีพระชันษาเพียง 9 ปี รัฐบาลโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรว่ายังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะตามกฎมณเฑียรบาล จึงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2478
.
และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของวิถีชีวิตของ ร้อยเอกขุนนิรันดรชัย นายทหารบกรุ่นน้องในคณะราษฎรสายทหารบก ผู้ใกล้ชิดกับ พันเอกหลวง พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในยุคนั้น จากฝ่ายรัฐบาล ก็ได้ถูกวางตัวให้ก้าวข้ามฟากเข้าสู่อำนาจในการประสานงานกับคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
.
วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2478 นายร้อยเอกขุนนิรันดรชัย เป็นผู้ช่วยเลขานุการในพระองค์
.
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 นายร้อยเอกขุนนิรันดรชัย ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “ราชเลขานุการในพระองค์” และในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2481 นายร้อยเอกสเหวก นิรันดร ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรยศทหาร เป็น นายพันตรี
.
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2481 พันตรี ขุนนิรันดรชัยเป็นกรรมการที่ปรึกษาจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงมีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องพระมหากษัตริย์ตามกฎหมายมากขึ้นกว่าเดิม
.
วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2487 พันตรี ขุนนิรันดรชัยขอลาออกจากตำแหน่งเลขานุการในพระองค์ ภายหลังจากจอมพล ป. และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ทรงลาออกจากตำแหน่งประธานและคณะกรรมการผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
.
รวมระยะเวลาที่ จอมพล ป. อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2487 เป็นเวลาถึง 5 ปี 228 วัน โดยในเวลานั้น ขุนนิรันดรชัยอยู่ในฐานะเป็น “ราชเลขานุการในพระองค์” และกรรมการที่ปรึกษาจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
.
ว่ากันว่าในช่วงนี้ ภายหลังมีการตั้งคณะทำงานผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไม่นานนัก คณะราษฎรบางสาย ได้ชวนกันจับจองกว้านซื้อที่ดินใจกลางเมือง ทำเลเลิศหรู ไม่ว่าจะเป็นที่ดินแถวถนนสาทร ถนนวิทยุ เป็นต้น
.
การกระทำดังกล่าว ส่งผลให้มี ส.ส. ประเภทที่ 1 (ช่วงเวลานั้นมีแต่สภาผู้แทนราษฎรแห่งเดียว แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ส.ส. ประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้ง ส่วนประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง) อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เนื่องจากมี ส.ส. ประเภทที่ 2 บางรายที่มาจากการแต่งตั้งของคณะราษฎรบางสาย ใช้เส้นสายไปซื้อที่ดินดังกล่าวไว้หลายสิบแปลง ส่งผลให้พระยาพหลพลพยุหาเสนาลาออก เปิดทางให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นสู่อำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก
.
ขุนนิรันดรชัย ฝากตัวรับใช้จอมพล ป. พิบูลสงครามอยู่หลายปี รวมถึงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งสงครามสิ้นสุดลง ฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงคราม ระเห็จระเหินหนีขอลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ บทบาทของขุนนิรันดรชัยจึงหมดลงไปด้วยเช่นกัน
.
ที่ดินหลวง มรดกบาปของขุนนิรันดรชัย
--------------------------
ที่ดินหรูหลายสิบแปลงใจกลางเมืองที่กลายเป็นมรดกตกทอดของสกุล ‘นิรันดร’ นั้น เมื่อปี 2551 นายธรรมนูญ นิรันดร ทายาทขุนนิรันดรชัย เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับวันที่ 2 ก.พ. 2551 ว่า ปัจจุบันมีที่ดินใจกลางเมืองประมาณ 90 แปลง ส่วนหนึ่งเป็นมรดกตกทอดจากขุนนิรันดรชัย
.
ที่ดินแปลงสำคัญอยู่ตรงข้ามด้านหน้าวังสวนจิตรลดา เดิมรัชกาลที่ 8 พระราชทานพื้นที่ให้ประมาณ 1 ไร่ ต่อมามีการซื้อเพิ่มเติมรวม 6-7 แปลง ประมาณ 10 ไร่เศษ โดยซื้อมาตารางวาละ 4 บาท (ขณะนั้น) ส่วนบริเวณหน้าวังซื้อมาในตารางวาละ 250 บาท (ขณะนั้น) อดีตเป็นสวนผัก แต่ปัจจุบันราคาซื้อขายที่ดิน (ช่วงปี 2551) ตกอยู่ที่ 2.5 แสนบาท/ตารางวา เพราะสามารถก่อสร้างตึกสูงได้เพียง 4 ชั้นเท่านั้น
.
นอกจากนี้ยังมีที่ดินบนถนนสาทร ติดโรงแรมเอเวอร์กรีน ลอเรล พื้นที่ประมาณ 5-6 ไร่ ซื้อมาในราคา 8 หมื่นบาท ขณะนี้เจ้าของสายการบินอีวาแอร์ และเจ้าของธุรกิจขนส่งสินค้าเอเวอร์กรีน และเจ้าของโรงแรมอีกหลายแห่งทั่วโลก ขอซื้อตารางวาละ 9 แสนบาท พร้อมเป็นผู้ดำเนินการออกค่าโอนและค่าภาษีให้ด้วยเพื่อจะลงทุนทำโรงแรม 7 ดาว มูลค่าโครงการ 5.2 พันล้านบาท แต่ไม่มีนโยบายจะขายที่ดิน แต่ยื่นข้อเสนอในการร่วมลงทุนแทน
.
ขณะเดียวกันยังมีที่ดินฝั่งตรงข้ามกับสนามบินดอนเมือง พื้นที่ประมาณ 180 ไร่ ซื้อมาเมื่อหลายสิบปีก่อน ราคาตารางวาละ 8 หมื่นบาท ยังมีที่ดินบริเวณเขาใหญ่อีก 400 ไร่ ที่ดินชายหาดหัวหินอีก 3 ไร่ และที่ดินย่านบางลำพู หัวลำโพง มหานาค รวมแล้วประมาณ 90 แปลง มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
.
เบื้องหลังการสะสมที่ดินดังกล่าว นายธรรมนูญ อธิบายว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการแบ่งแยกความคิดออกเป็น 2 ลักษณะ กลุ่มหนึ่งคิดว่าควรกักตุนพันธบัตรของจีนไว้ เพราะคาดว่าจีนจะชนะสงคราม เลยขายที่ดินทิ้งแล้วนำเงินมาซื้อพันธบัตรจีน อีกกลุ่มมองว่าควรจะซื้อที่ดินเก็บไว้ บิดาตน (ขุนนิรันดรชัย) เป็นหนึ่งในผู้มีแนวคิดว่าควรซื้อที่ดินสะสมไว้ เพราะที่ดินไม่มีเพิ่ม และอนาคตจะกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาล
.
นี่คือที่มาที่ไปบทบาทของ ‘ขุนนิรันดรชัย’ จากคนสนิท ‘จอมพล ป. พิบูลสงคราม’ ก้าวเข้าสู่แวดวงธุรกิจที่ดินกว้านซื้อทำเลหรูหลายแห่ง จนส่งผลงอกเงยกลายเป็นมรดกหมื่นล้านบาท
.
หลังจาก“ขุนนิรันดรชัย”ได้ลาออกจากตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์แล้ว ก็ได้กลายเป็นนักธุรกิจเต็มตัว มีเงินลงทุนในกิจการที่ร่วมกับรัฐและเอกชนอีกมากมาย จนกลายเป็นมรดกอันมากมายมหาศาลของตระกูล“นิรันดร”ที่กำลังมีคดีความฟ้องร้องกัน
โดยเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 61 “พล.ท.สรภฎ นิรันดร” เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง “นายธรรมนูญ นิรันดร” พี่ชายต่างมารดา ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งธนาคารนครหลวงไทย “นายธรรมรัชต์ นิรันดร” บุตรชายคนกลางของนายธรรมนูญ “นางเยาวณี นิรันดร” บุตรสาวคนโต ของนายธรรมนูญ และบริษัท 31 สาธร จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-4 ต่อศาลแพ่ง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์มรดก
“พล.ท.สรภฎ” ไม่พอใจที่มีการแต่งตั้ง “ธรรมนูญ นิรันดร” เป็นผู้จัดการมรดก และ “ธรรมนูญ” ก็เสียชีวิตไปแล้ว ก็เลยฟ้องร้อง “ปราณี นิรันดร” ภรรยาของธรรมนูญ “เยาวณี” บุตรสาวคนโต “ธรรมรัชต์” บุตรชายคนกลาง ต่อศาลแพ่ง และอาญา ในข้อหายักยอกทรัพย์ ในขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของศาล
นี่คือการทะเลาะกันใน “ตระกูลนิรันดร” ซึ่งต้นตระกูลคือ “ขุนนิรันดรชัย” ที่เป็นคนที่มีบทบาทและมีอำนาจในคณะผู้แทนพระองค์เมื่อครั้งนั้น
.
ทายาท “ขุนนิรันดรชัย” ขอพระราชทานอภัยโทษแทนบิดา
----------------------
พล.ท.สรภฎกล่าวว่า
.
"ประเด็นสำคัญที่อยากเรียนให้ทราบก็คือว่า ก่อนเสียชีวิต คุณพ่อได้สำนึกในความผิดว่า เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของท่าน คือ ท่านเป็นข้าราชการทหาร ท่านได้เสียน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อพระมหากษัตริย์
.
“ประการต่อไป ท่านเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ท่านก็ได้ทำเรื่องบางเรื่องที่มิบังควร ท่านก็สั่งเสียว่าท่านต้องการที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ แต่คุณพ่อไม่มีโอกาส ปรากฏว่าท่านได้เสียชีวิตไปก่อนด้วยโรคความดันโลหิตสูง แล้วก็เป็นอัมพาต
.
"เวลาก็ผ่านไป ผมก็นำเรื่องนี้ปรึกษากับพี่ชายต่างมารดา คือ คุณธรรมนูญ นิรันดร พี่ธรรมนูญก็บอกว่า ดีนะ เป็นโอกาสอันดีที่เราควรจะทำการ แม้แต่นามสกุลนิรันดรก็เป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชทาน แต่ท่านไม่มีโอกาส ท่านได้เสียชีวิตเมื่อกลางปี 63 นี่เอง ด้วยโรคคล้ายๆ คุณพ่อ
.
"ลูกคุณพ่อขณะนี้เหลืออยู่ 4 คน 3 ท่านนี่ก็นั่งรถเข็นแล้ว เหลือผมที่ยังพอไปได้อยู่ ก็เลยรั้งรอไม่ได้แล้ว ประกอบกับผมเป็นทายาทบุตรชายซึ่งเป็นนายพลของกองทัพบก เป็นคนเดียวในตระกูลนิรันดร เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องทำตามความประสงค์ของบิดาซึ่งได้สั่งเสียไว้ก่อนชีวิต” พล.ท.สรภฎกล่าว
-------------------------------
แหล่งข่าว
- https://mgronline.com/daily/detail/9630000131891
- https://www.isranews.org/isra.../71075- ... 71075.html
- https://mgronline.com/onlinesection/det ... 0000131996
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 188
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

เรื่องเลวร้ายจากโซเชี่ยล

ซากุระเที่ยงคืน - เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น
2 มกราคม เวลา 18:47 น. ·
" คุณสามารถฆ่าคนได้ง่ายๆโดยใช้อินเทอร์เน็ต " เคยสงสัยไหมว่าในแต่ละปี มีกี่คนที่ชีวิตพังหรือฆ่าตัวตายเพราะถูกทำร้ายทางอินเตอเน็ต ?
วันนี้แอดได้อ่านเรื่องราวของผู้หญิงญี่ปุ่นคนนึงแล้วสะท้อนใจ ก่อนหน้านั้นเธอมีชีวิตที่ดี มีความสุขตามประสา แต่เจอเรื่องไม่คาดคิดจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
........................................
มิโยโกะ ทาคาฮาชิ เคยทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวอิสระ เธอมีชีวิตที่สงบสุขเรียบง่ายมาตลอด จนกระทั่งวันนึงเมื่อ 5 ปีก่อน เธอเริ่มได้รับข้อความแปลกๆ โทรศัพท์แปลกๆจากชายคนหนึ่ง
ก็เหมือนผู้ชายทั่วไปที่อาจหลงไหลคนในทีวีทั้งที่ไม่รู้จักกัน แต่อาการของผู้ชายคนนี้หนักมาก เขาเริ่มตามตื้อเธอ สะกดรอยตามเธอ ทำอะไรอีกหลายอย่างแบบที่เรียกกันว่า " Stalker " สุดท้ายเธอทนไม่ไหวจึงเข้าแจ้งความ
นั่นคือจุดเริ่มต้นของความเลวร้ายที่ถาโถมเข้ามาเยือนชีวิตเธอ
..............................
หลังจากแจ้งความไม่นาน จากที่คิดว่าเรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว ชีวิตปกติคงจะกลับมาแล้ว แต่ไม่ใช่เลย ... ไม่นานเริ่มมีข่าวลือแปลกๆ มีการโจมตีเธอทางออนไลน์ มีข่าวที่ว่าเธอหลอกให้ชายคนนั้นหลงรักและหลอกลวงเอาเงินเขาไปจนหมด และก็ทิ้งเขาในตอนที่เขาหมดตัว
ข่าวนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ ในโลกโซเชียลฯ แรกๆเป็นแค่ข่าวลือเล็กๆ แต่ถูกส่งต่อออกไปไม่หยุด ไม่นานข่าวนี้ก็ขยายไปทุกช่องทางโซเชียลฯ แม้ไม่มีหลักฐานแต่การพูดถึงก็ยังมีอยู่ ผู้คนสนุกสนานที่ได้โจมตีเธอแม้เรื่องเล็กน้อย บางคนแอบถ่ายรูปเธอที่เจอโดยบังเอิญมาลง
ข่าวยิ่งเป็นกระแสดังขึ้นไปอีก เมื่อชายคนที่ถูกกล่าวอ้างประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ข่าวลือโหมว่าว่าเขาฆ่าตัวตายเพราะเธอ หลายคนพอได้อ่านข่าวลือออนไลน์แบบนั้นก็ทั้งโกรธทั้งเกลียดเธอ ทั้งสาปแช่ง โทรมาป่วน ส่งอีเมลล์มาด่า ฯลฯ สารพัดจะทำ
เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตเธอหลายอย่าง ทั้งถูกให้ออกจากงาน เพื่อนบางคนก็เมินเฉย บางคนยังโพสต์ลอยๆ ในโซเชียลฯ ส่วนตัวว่า " ฆาตกร "
พออีกฝ่ายตายไป เธอกลายเป็นคนผิดโดยสมบูรณ์ในสายตาผู้คน ไม่มีใครฟังคำอธิบาย ไม่มีใครคิดจะสืบสาวราวเรื่อง ทุกคนเชื่อว่า " มันคือเรื่องจริง " ไม่อย่างนั้นผู้ชายคนนั้นจะฆ่าตัวตายทำไม ( แต่อันที่จริงเขาตายเพราะประสบอุบัติเหตุ )
#เธอไม่ใช่คนผิดที่ถูกสังคมตราหน้าว่าผิด
พูดอะไรก็ถูกโจมตีหาว่าแก้ตัว
ความเจ็บปวดนี้ทำให้เธอแทบจบชีวิตตัวเอง
" เธอถูกใส่ร้ายทางเน็ตจนแทบจะฆ่าตัวตาย " เพราะมันไม่ใช่แค่คำร้ายๆ ที่อยู่ในเน็ต มันลามมาถึงชีวิตบนโลกจริงๆของเธอด้วย
ตั้งแต่มีเรื่อง น้ำหนักของมิโยโกะลดไปเป็นสิบกิโล
" ฉันขาหัก สูญเสียนิ้วเท้า มีรอยแตกที่ซี่โครง เพราะพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่ตาย ดังนั้นฉันจึงล้มเลิก และฉันคิดว่าฉันจะไม่ตายจนกว่าจะได้เห็นหน้าพวกคุณที่ทำลายฉัน "
เธอพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่ตาย เธอจึงหลบไปอยู่ในวัดบนเขา " ฉันอ่อนแอเกินกว่าจะตาย และทำไมฉันต้องตายให้สิ่งที่ฉันไม่ได้ทำด้วย "
เธอหลบหนีจากสังคมและไปบวชเป็นพระหญิงอยู่ในวัดบนเขา จากนั้นก็เริ่มดำเนินคดีกับคนที่ปล่อยข่าวลือ
#เธอแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ปล่อยข่าวลือใส่ร้ายเธอ
ผู้ทำผิดหลักๆ ที่ถูกควบคุมตัวในตอนนี้มีประมาณ 4 คน
- คนแรก อายุ 40 ปี เขามีหน้าที่การงานดี และจบมหาวิทยาลัยชั้นนำ เขาตกใจในวันที่ได้เผชิญหน้ากับเธอ เขาบอกว่า " ขอโทษไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายไปขนาดนี้ ก็แค่รวบรวมข่าวที่คนอื่นๆก็เขียนมาลงก็แค่นั้น
" ฉันไม่คิดว่าจะถูกจับได้ "
" ขอโทษ "
" และจะไม่ทำอีก "
ส่วนอีก 3 คน เป็นพวกอ่อนแอที่หลบอยู่หลังคีย์บอร์ดเพื่อคอยโจมตีคน
" ฉันเป็นโรคซึมเศร้า "
" ฉันตกงานและเครียดมาก "
" ฉันไม่มีเงินสักเยน "
" ฉันไม่มีแม้แต่ค่ารถไฟไปสถานีตำรวจ "
ฯลฯ
สารพัดคำกล่าวอ้างยามจนมุม
...................................
ผ่านมา 5 ปี ตอนนี้มิโยโกะมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น และเพราะบาดแผลทางใจที่ได้รับมา เธอจึงไม่กลับไปใช้ชีวิตในสังคมแต่ตัดสินใจที่จะบวชเป็นพระไปตลอด เธอเป็นเจ้าอาวาสหญิงอยู่ที่วัด
และตอนนี้เธอก่อตั้งกลุ่ม สำหรับให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อทางออนไลน์เช่นเธอ เช่น ให้ที่พักพิง , หางานให้ทำ . ฟื้นฟูจิตใจ หรือแม้กระทั่งการติดต่อทีมทนายถ้าหากต้องการจะดำเนินคดี ฯลฯ
..............
อ่านแล้วรู้สึกเจ็บในใจ เราทำลายคนคนนึงได้ขนาดนี้เลยเหรอ คนที่ไม่เคยรู้จักหรือพบเจอ คนที่ไม่เคยมาทำอะไรให้ เราทำร้ายเขากันได้ขนาดนี้เลยเหรอ
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 188
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2518929 ... 740540587/

อวสานกรุงศรีอยุธยาศรีรามเทพนคร.😔
(หลักฐานจากฝั่งพม่า)
หลังจากที่พระเจ้าอุทุมพร สละราชบัลลังก์ ให้แก่พระเชษฐาของพระองค์ คือพระเจ้าเอกทัศน์ขึ้นครองบัลลังก์ต่อไป เรื่องเวลาในการครองราชสมบัติของพระเจ้าอุทุมพรนั้นไม่แน่ชัด มันการสันนิษฐานไว้หลายอย่าง บ้างก็ว่า 10 วัน บ้างก็ว่า 4 เดือน และอีกหลายคำสันนิษฐาน พระเจ้าเอกทัศน์ มีพระนามตอนขึ้นครองราชย์ว่า สมเด็จพระบรมราชากษัตริย์บวรสุจริต แต่คนส่วนใหญ่เรียกว่า พระเจ้าเอกทัศน์ที่แปลว่า ตาเดียว เพราะการเล่าขานว่าท่านเสียตาไปข้างหนึ่ง และมีอีกฉายาว่า ขุนหลวงขี้เรื้อน หลังจากพีะเจ้าเอกทัศน์ครองราชย์ได้ไม่กี่ปี พวกพม่าก้ยกทัพจะมาล้อมกรุง โดยสาเหตุที่พม่ายกทัพมา ผมจะเอาหลักฐานจากฝั่งพม่านะครับ โดยพระเจ้าอลองพญานั้น ได้ทราบข่าวว่า อยุธยาได้ยึดเรือสินค้าของอังวะไว้หลายลำ ทางอังวะส่งสารไปขอเรือคืน แต่อยุธยาไม่คืน พระเจ้าอลองพญาโกรธมาก จึงให้จัดทัพมาบุกอยุธยาทันที แต่มูลเหตุจริงที่ผมคิดนะครับ
น่าจะเพราะพม่าต้องการที่จะขยายอำนาจ ให้เมืองของตัวเองคือนัมเบอร์วันของภูมิภาคแถบนี้ และถ้าจะทำให้ตนเองเป็นมหาอำนาจได้ ก็จำเป็นจะต้องกำจัดคู่แข่งก่อน และอีกอย่างอยุธยาคอยให้การสนับสนุน พวกมอญ ซึ่งถือว่าพวกมอญคือคู่รักคู่แค้นของพม่าเลยล่ะครับ เพราะตอนไหนที่อังวะอ่อนแอ พวกมอญนี่แหละจะทำการแว้งกัดอังวะทันที โดยมีอยุธยาคอยช่วยตลอด ดังนั้นเพื่อความมั่นคงและความยิ่งใหญ่ของอังวะ จำเป็นจะต้องกำจัดอยุธยาให้ได้ แต่ในศึกที่พม่าของอลองพญาที่ไปล้อมกรุงอยู่ได้สักพักนี้ ถือว่าล้อมนานพอสมควร และขุนนางและชาวบ้านได้ไปขอร้องขอวอนต่อพระเจ้าอุทุมพรที่ไปบวชอยู่ ให้ลาผนวชมาช่วยศึกครั้งนี้ พระเจ้าอุทุมพรก้ได้ขยันขันแข็งในการศึก ท่านคือแม่ทัพคนสำคัญในการปกป้องกรุงครั้งนี้อย่างมาก จนทำให้พม่าไม่สามารถทำอะไรกับอยุธยาได้มากเท่าไหร่ หลังจากนั้น อลองพญากษัตริย์พม่าได้ทรงประชวรอย่างหนัก(หลักฐานฝั่งไทยบอกว่าปืนใหญ่ระเบิดใส่) ทำให้ทัพพม่าต้องถอยกลับ แต่สุดท้ายพระเจ้าอลองพญาก็สวรรคตระหว่างทางกลับเมืองตนเอง จากนั้นพระเจ้ามังลอก พระโอรสองค์โตของพระเจ้าอลองพญาก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติ หลังจากมังลองครองราชย์ได้เพียง 3 ปี ก็สวรรคต พระเจ้ามังระ โอรสองค์รองของอลองพญา ก้ได้ขึ้นบัลลังก์ต่อ โดยพม่าเรียกพระเจ้ามังระว่า ซินพะยูชิน แปลว่า พระเจ้าช้างเผือก โดยคำว่าพระเจ้าช้างเผือก ก็นษาจะเป็นการตั้งตาม พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งเป็นสุดยอดมหาราชของพม่านั่นเอง จากนั้นพระเจ้ามังระก้พุ่งเป้ามาที่อยุธยาทันทีครับ ส่วนทางอยุธยานั้นหลังเสร็จศึก พระเจ้าเอกทัศน์ก้ได้เรียกให้พระเจ้าอุทุมพรเข้าเฝ้า และพระเจ้าเอกทัศน์ก้ชักดาบดาบของพระองค์มาวางไว้บนตัก ซึ่งพระเจ้าอุทุมพรก็รู้ดี ว่าพระเชษฐาของพระองค์ต้องการอะไร (พระเจ้าเอกทัศน์ต้องการให้พระเจ้าอุทุมพรนั้นทรงไปบวชอีก เพื่อหลักทางให้พระเจ้าเอกทัศน์ เพื่อให้พระองค์นั้นมีความมั่นคงในบัลลังก์เพียงผู้เดียว) พระองค์จึงไปออกผนวชอีกครั้ง ซึ่งผมมองว่าพระเจ้าอุทุมพรเนี่ยครับ ท่านทรงยอมรับในพระราชอำนาจของพระเชษฐาอย่างมากเลยทีเดียว ท่านถึงยอมหลีกทางให้พระเจ้าเอกทัศน์ถึงสองครั้งสองครา
ก่อนอื่น ผมจะอธิบายให้ฟังนะครับ หลายคนคงสงสัยนะครับว่า ทำไมพม่าไม่ไปตีเมืองอื่นบ้าง ทำไมต้องเล็งมาที่อยุธยาท่าเดียว คือ พม่าเนี่ยครับ
เขาถือว่าเป็นภารกิจที่กษัตริย์ทุกองค์ของพม่า จะต้องทำให้ได้ พูดง่ายๆว่ามันคือประเพณีของกษัตริย์พม่าไปแล้ว ที่จะต้องสืบทอดเจตนารมณ์ ของพระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งเป็นบูรพกษัตริยาธิราช ของพม่า ที่ท่านเคยพิชิตอยุธยาได้ สำหรับพระเจ้ามังระ มันเป็นมากกว่านั้น เพราะพระราชบิดาของพระองค์ทำไว้ไม่สำเร็จ และก้สิ้นพระชนม์ในศึกครั้งนี้ด้วย จึงทำให้ท่านฝังใจอย่างมาก โดยในศึกครั้งนี้ พระเจ้ามังระนั้น เตรียมแผน เตรียมการในศึกครั้งนี้อย่างดีเยี่ยม เรียกว่าเก็บทุกรายละเอียดทุกอย่างเลยทีเดียว โดยในขณะนั้น เชียงใหม่เกิดกบฏ พระเจ้ามังระ จึงสั่งให้ แม่ทัพคนเก่ง อย่างเนเมียวสีหะบดี ไปจัดการกบฏเชียงใหม่ แต่ว่าภารกิจนี้ไม่ใช่แค่ไปตีเชียงใหม่อย่างเดียว เป็นให้เนเมียวไปตีหัวเมืองฝ่ายเหนือของอยุธยาให้ได้ให้หมด โดยพระเจ้ามังระวางแผนศึกนี้มาล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปีเลยทีเดียว จากนั้น เนเมียวสามารถตีเชียงใหม่ ล้านช้าง และเมืองต่างๆได้หมด และยังมีกองทัพอีกทัพ ที่พระเจ้ามังระ สั่งให้ไปตีอีกทาง รวมเป็นการตีกระหนาบสองทาง พระเจ้ามังระเนี่ยครับ พระองค์เห็นว่าอยุธยาในตอนนั้นเป็นเมืองที่แข็งแกร่งอย่างมากๆ ยากที่ตะตีให้แตก ต้องเตรียมตัวอย่างดีมากๆเลย ซึ่งผิดจากการบันทึกของไทยที่บอกว่าอยุธยาในตอนนั้น อ่อนปวกเปียกมาก จึงคิดว่าลำพังทัพเดียวคงไม่พอ จึงส่งแม่ทัพคนสำคัญอีกคนคือมหานรธา จัดทัพไปอีกทาง ก้คือทางใต้ ซึ่งบุกไปทางเมืองทวาย ซึ่งใช้วิธีตีเมืองรายทางทั้งหมด เพื่อยึดเมืองและยึดกำลังคนมาร่วมทัพไปตีอยุธยาด้วย และยึดอาวุธด้วย ขนาดของทัพพม่าจึงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และยังทำให้อยุธยาถูกตัดกำลังอีกด้วย เพื่อไม่ให้เมืองเหล่านี้ มาช่วยอยุธยาได้ และจะทำให้อยุธยาโดดเดี่ยว จนในที่สุดทัพของพม่าทั้งสองทัพ ก้ตีเมืองรายทางได้ทั้งหมด เรียกได้ว่า พม่ากลายเป็นทัพขนาดใหญ่มากๆ จากนั้นก็มาล้อมกรุงศรีอยุธยา โดยมีกำลังพลที่พม่าระบุในพงศาวดารว่ามีประมาณ 70000 กว่าคนได้ ส่วนอยุธยาก็เตรียมการรับศึกนี้อย่างเต็มที่ โดยต้อนผู้คนที่อยุ่นอกกำแพงเมืองเข้ามาในเมืองให้หมด และพระเจ้าเอกทัศน์ก้ให้ทุกคนเตรียมเสบียงมาไว้ในกรุง ให้พอกินพอใช้ให้อยู่ได้เป็นปีๆเลยทีเดียว ซึ่งอยุธยาใช้แท็คติคเดิมๆเป้ะๆเลย ที่เคยใช้และสำเร็จทุกครั้ง โดยการตั้งรับเชิงรุก อยู่ในกำแพงกรุง และรอให้ถึงหน้าน้ำหลาก จากนั้นพอนำ้หลาก ข้าศึกก้ต้องถอย และอยุธยาค่อยตีตลบหลังข้าศึก ถือเป็นแท็คติที่ใช้มาอย่างยาวนาน โดยใช้ภูมิศาสตร์ของเมืองให้เกิดประโยชน์ จากนั้นพม่าก็ตั้งค่ายเป็นเมืองขนาดย่อมๆ มีป้อมทั้งหมด 80 กว่าค่าย ที่ผมเรียกว่าเมืองย่อมๆเนี่ย เพราะมันไม่ได้เป็นค่ายธรรมดาคับ มันคือเมืองเลยก้ว่าได้ มีกำแพงหนาอย่างมาก แต่อย่างไรก็แล้วแต่พม่าก้ทำได้แค่ตั้งค่าย โดยกว่าจะทำการตีกรุงแตกได้ใช้เวลาถึง 14 เดือน พม่ายังบันทึกในพงศาวดารของตนเองอีกว่า อยุธยานั้นป้องกันเมืองได้อย่างสุดยอด รับศึกได้อย่างดีเยี่ยม พระเจ้าเอกทัศน์ก็ทรงบัญชาศึกอย่างแข็งขัน ไม่ย่อท้อต่อการรับศึก ส่งทหารไปตีและปล้นค่ายอยู่เรื่อย แม้ว่าจะต้องพ่ายกลับมาทุกครั้งท่านก็ไม่เคยย่อท้อเลย ซึ่งในพงศาวดารไทยเรากับบอกว่าอยุธยาอ่อนปวกเปียก รบไม่เป็น พระเจ้าเอกทัศน์ก้ไม่สนใจงานบ้านงานเมือง เอาแต่อยู่ในวัง อะไรประมาณนี้นะครับ ซึ่งผิดกับหลักฐานของพม่า ที่ยกย่องอยุธยาไว้หลายเรื่อง ซึ่งในศึกครั้งนี้ ขุนนางและชาวบ้านก้ไปขอวอนให้พระเจ้าอุทุมพรลาผนวชออกมาช่วยศึกครั้งนี้ แต่อนิจจา พระเจ้าอุทุมพรทรงปฏิเสธ แต่อย่างไรก็ดี ในบันทึกพม่านั้น พระเจ้าเอกทัศน์ก้ทรงไม่ย่อท้อ ยังส่งทหารไปตีเรื่อยๆ แต่ก้แพ้กลับมาทุกครั้ง จนในที่สุดหลังพม่าล้อมเมืองอย่างยาวนาน แต่ตีไม่แตกสักที จนถึงหน้านำ้หลากจนได้
และไม่มีทีท่าที่อยุธยาจะแตกหรือขาดเสบียงเลย
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ พม่าใช้แผนเด็ด คือ นำ้หลากแต่ไม่ถอย ซึ่งเหนือการคาดหมายของอยุธยาอย่างยิ่ง เพราะอยุธยาเตรียมเสบียงไว้แค่ถึงหน้าน้ำหลาก
พม่าได้พูดไว้ในบันทึกนะครับว่า การตั้งรับของอยุธยาเนี่ยครับ แข็งแกร่งจริงๆ มีการระดมยิงปืนเล็กปืนใหญ่จากบนกำแพง ทำให้พม่าไม่สามารถประชิดกำแพงเมืองได้เลย จากนั้นพวกพม่าก้ท้ออย่างมาก จนถึงหร้านำ้หลาก พวกทหารพม่าขอให้แม่ทัพ คือมหานรธา เนี่ยครับ ให้แกถอยกลับก่อน แต่ยังไงก็แล้วแต่ มหานรธา ไม่ยอมถอย มหานรธา ให้เหตุผลว่า ถ้าเราถอยกลับเมือง อยุธยาก็สามารถออกมาจากเมือง มาทำนาทำไร่ได้ และอยุธยาก้จะฟื้นตัวได้และแข็งแกร่งอีกครั้ง ดังนั้น ในตอนนี้อยุธยาเริ่มจะปั่นป่วนในเมืองแน่นอนเพราะออกไปหาเสบียงไม่ได้
และก็ให้ทการนั้น ทำไร่ทำนา หาเสบียงให้ทหารพม่าอย่าได้อด จากนั้นนำ้ก้ท่วมรอบอยุธยาเป็นเหมือนกับมหาสมุทรก้ไม่ผิด และให้เคลื่อนย้ายทัพไปอยู่ที่สูงที่พ้นนำ้ และรอเวลานำ้ลด อยุธยาก็อาศัยช่วนนำ้ท่วมส่งทัพเรือมาบุกพวกพม่าอยู่เป็นระยะ แต่ก้แพ้กลับไปทุกครั้ง มหานรธา ยังพูดไว้อีกด้วยว่า ถึงกูจะต้องล้อมอยู่เป็นสิบๆปี กุก็จะล้อมเพื่อจะตีเอาอยุธยาให้ได้ จากนั้นพม่าก้ใช้สงครามจิตวิทยา กับอยุธยา โดยให้คนไปประกาศว่า ให้คนอยุธยาที่หนีออกมาจากเมืองและเข้าไปซ่อนอยู่ในป่า ออกมาสวามิภักดิ์ต่อพม่า ถ้ายอมเข้ากับพม่า พม่าจะดูแลอย่างดี ซึ่งตอนนั้นเนี่ยภายในอยุธยาคงจะบอกช้ำอย่างมากเพราะเสบียงที่เตรียมไว้ถึงช่วงน้ำหลากนั้น ก็ก็จะหมด คนในเมืองอยู่อย่างอดๆอยากๆ ทหารไม่มีแรงในการป้องกัน เพราะเสบียงขาด บ้านเมืองเต็มไปด้วยเสียงปืน พังพินาศย่อยยับ ทำให้ประชาชนขวัฐเสียอย่างมาก ชาวบ้าน ทหาร ไม่เว้นแต่ขุนนาง แบะพระบรมวงศานุวงศ์ ก้หนีเข้าป่ากันเยอะเลยทีเดียว
พอนำ้รบพม่าก็บุกโจมตีอย่างหนัก แต่ก้ทำอะไรอยุธยาไม่ได้มากนัก จนพระเจ้าอังวะส่งสารมา ว่าให้ตีอยุธยาให้ได้โดยเร็ว ทำให้ขุนนางพม่าประชุมกันอย่างตึงเครียด เพราะอยุธยาไม่มีท่าทีจะยอมแพ้แถมยังมาสร้างป้อม 50 กว่าป้อมเพื่อป้องกันรอบๆเมือง จนมหานรธา ปิ๊งไอเดียขึ้นมา คือการขุดรากกำแพงเมืองอยุธยา และมุดดินเข้าไปในกรุง โดยได้ไอเดียจากนิทานชาดกเรื่องหนึ่งนะครับ จากนั่นพม่าก็เริ่มแผนการ โดยการสร้างเมืองใหญ่ๆเลยนะครับสร้างให้ใกล้กำแพงอยุธยามากที่สุด เพื่อใช้ในการปิดบังการขุดดินมุดกำแพงอยุธยา ไม่ให้อยุธยาเห็นว่าพวกพม่าจะทำอะไร และมหานรธาก้ให้หารพม่า ระดมยิงใส่กรุงศรีอยุธยาไม่ให้ขาดเสียงปืน เรียกได้ว่าอยุธยาในขณะนี้แย่จริงๆ ชาวบ้านหลบกระสุน ไม่กล้าออกนอกเรือน เสบียงก็หมด คนล้มตายเป็นอันมาก ทำให้พระเจ้าเอกทัศน์เรียกประชุมอย่างตึกเครียด โดยพระเจ้าเอกทัศน์ขอความเห็นว่าจะทำไงดี จนในที่สุดก้ส่งจดหมายไปถึงแม่ทัพพม่า ขอยอมแพ้ และจะถวายบรรณาธิการต่างๆให้อย่างมากเลย
แต่ทางฝั่งมหานรธาและพม่า ส่งจดหมายกลับมา แบบโคตรข่มขวัญเลยทีเดียวครับ จะอธิบายง่ายๆนะครับคือมหานรธาเนียคับ ตอบไปว่า ท่านเก็บไว้เถอะ บรรณาธิการต่างๆที่จะให้แก่ข้า แต่ตอนนี้พม่าต้องการนำกำลังเข้าห้ำหั่นสถานเดียว พูดง่ายๆ ไม่ยอมรับคำขอยอมแพ้ของอยุธยา จะตีให้แตกอย่างเดียว จากนั้นไม่นานมหานรธา ก้เสียชีวิตจากการเป็นไข้ ทำให้เนเมียวสีหบดี เป็นแม่ทัพเพียงแค่คนเดียว และเนเมียวก้ตีป้อมของอยุธยาแตกจนหมด
และอยุธยาก้บอบชำ้อย่างหนัก และพระเจ้ามังระ ก้ส่งสารมาหาเนเมียว โดยบอกว่า ให้เนเมียวดูแลกำลังทั้งหมด และตีอยุธยาให้ได้เร็วๆ พอตีอยุธยาเสร็จ เราจะไปตีจีนต่อเลย เรียกได้ว่า ในบันทึกพม่าเนี่ยครับ ดูเหมือนพวกเค้าจะขี้โม้ขี้คุยสักหน่อย จากนั้นพระเจ้ามังระส่งกำลังเสริมมาช่วยเนเมียวตีอนุธยาให้แตก เรามาพูดถึง สภาพภายในอยุธยาบ้างครับ ขณะนั้นอยุธยาแย่มาก เพราะอยู่แต่ในรั้วเมืองเป็นแรมปีแล้ว เสบียงก็หมด มีบันทึกฝรั่งบอกไว้ว่า ข้าวหม้อหนึ่ง กินกันเป็นสิบๆหัว แถมยังมีไฟไหม้ใหญ่ ในเมืองอีกด้วย และสันนิษฐานว่าพวกที่เผาไฟคือพวกอยุธยาเองที่หันไปเข้ากับอังวะ และยังมีการจลาจลอย่างหนัก และผู้คนทุกชนชั้นหนีเข้าป่าบ้าง หนีไปเข้ากับอังวะบ้าง เรียกได้ว่าอยุธยากำลังรอวันแตกสถานเดียว จนในที่สุด การขุดอุโมงค์รอดใต้กำแพงเมืองอยุธยาและทำการเผารากกำแพงได้สำเร็จ พอเข้าไปได้ พวกพม่า ก็เข้าปล้นทรัพย์จากชาวบ้าน และทรัพย์สินอีกมากมาย ทำการเผาวัดเผ้าบ้านเรือนทั้งหมด และได้ทรัพย์สินอย่างมาก ส่วนพระเจ้าเอกทัศน์ก็พยายามหนี ไปปะปนกับชาวบ้าน จนถูกกระสุนปืนใหญ่ จนสวรรคต พวกพม่าที่พยายามหาพระเจ้าเอกทัศน์เพื่อนำมาสำเร็จโทษแต่หาไม่เจอ จนพระองค์เจ้าจัน ซึ่งก้คือพระอนุชาขอฝพระเจ้าเอกทัศน์ได้พบพระศพของพระเจ้าเอกทัศน์ก้ร้อวไห้อย่างหนัก และพวกทหารอังวะก้ถามว่าร้องไห้ทำไม พระองค์เจ้าจัน ก้ชี้ไปที่พระศพของพระเจ้าเอกทัศน์ ทำให้พวกพม่ารู้ได้ว่านี่คือพระศพของพระเจ้าเอกทัศน์ พงศาวดารมหาราชวงศ์พม่า ได้บอกว่า แล้วแม่ทัพพม่า เอาพระศพนั้น มาทำเมรุโดยสนุกสนาน (บันทึกจากฝั่งพม่า) จากนั้นเมีย ก้คัดหาทรัพย์สมบัติ ในพระคลังมหาสมบัติ และภายในพระราชวังทั้งหมด และคัดเลือก พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหมดเพื่อนำกลับอังวะด้วย มีรายชื่อในกระดาษยาวอย่างมาก และต้อนกลับพม่า มีจำนวนทั้งหมดหนึ่งแสนกว่าคนรวมทั้งพระเจ้าอุทุมพร ที่เป็นพระสงฆ์อยู่ก้โดนพาไปพม่าด้วยเช่นกัน ถามว่าพม่านำเชลยทั้งหมดของอยุธยาไปไหน ในพงศาวดารพม่าบอกว่า พาไปเป็นพลเมืองของพม่านะครับ ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิด เขาพากลับไปอยู่แบบชาวบ้านปกติ ไม่เหมือนในหนังที่มันเลวร้าย และไม่ได้เอาอะไรไปเสียบเท้า เลือดออกอะไรแบบนี้นะครับ เรื่องจริงไม่น่าจะเป็นแบบนั้น เพราะถ้าพม่าทำแบบนั้น เชลยก้จะเจ็บเท้า และเดินไปไม่ถึงไหนคงจะต้องตายระหว่างทาง ดังนั้นเขาจะพากลับไปเพื่ออะไร เพราะถ้าพาคนเจ็บเท้าหรือคนพิการกลับไปพม่าด้วย ก็เปลืองข้าวปลาอาหาร ใช้งานก้ไม่ได้ ดังนั้นผมคิดว่าพม่าก้น่าจะบำรุงเชลยอย่างดีที่สุดเพื่อให้ไปเป็นพลเมืองจองพม่าเอง ส่วนพระโอรสพระธิดาและพระบรมวงศานุวงศ์ของพระเจ้าเอกทัศน์นั้น ก็ได้ไปอยู่อย่างดี บางคนได้ไปแต่งงานกับขุนนางใหญ่ๆของพม่า และบรรดาเจ้านายของพม่า และที่เหลือพระเจ้ามังระก็สร้างวังให้อยู่อย่างสมเกียรติเลยทีเดียว ส่วนพระเจ้าอุทุมพรก้ยังทรงบวชเป็นพระอยู่เหมือนเดิม พวกพม่าก็รู้นะครับ ว่าพระเจ้าอุทุมพรเป็นใคร โดยพม่าได้ระบุ นามของพระเจ้าอุทุมพรไว้ในพงศาวดารพม่าว่า พระอนุชาของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา พระอนุชาราชาธิราชที่เคยได้เสวยราช
เรียกๆด้ว่าพวกพม่านั้นรู้เรื่องในอยุธยาลึกพอสมควรเลยนะครับ โดยพระเจ้าอุทุมพรทรงประทัยที่วัดโยตะพัน อยู่ที่วัดนั้นถึว16 ปี ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ .
หมายเหตุ.
บทความนี้อางอิงมาจากพงศวดารมหาราชวงศ์ของพม่า ที่พูดถึงตอนที่พม่าไปตีกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ซึ่งมีเนื้อหาแตกต่างจากพงศวดารไทยไม่มากสักเท่าไหร่ครับ
ความรู้เพิ่มเติม.
- สำหรับความรู้ที่เราได้เรียนหรือรับรู้มาเนี่ยนะครับ หรือพงศาวดารไทย ในฉบับที่ถูกชำระตอนต้นรัตนโกสินทร์ จะบอกว่า ที่อยุธยาแตกก็เพราะว่า กษัตริย์อ่อนแอ ไม่สนใจบ้านเมือง สนใจแต่สตรี อะไรประมาณนี้ใช่มั้ยครับ แต่พงศาวดารของพม่าและบันทึกชาวต่างชาติหลายๆฉบับกลับบอกอย่างตรงกันข้ามเลยนะครับ อย่างพม่าบอกไว้ว่า พระเจ้าเอกทัศน์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ฉลาด มีความสามารถ และไม่ย่อท้อต่อการป้องกันเมืองเลย พระองค์ทรงสู้จนกรุงแตก ไม่หนีไม่ถอย ซึ่งสำหรับผมมองว่าพระเจ้าเอกทัศน์นั้นท่านน่าจะเป็นตามที่พงศาวดารของพม่าไว้มากกว่านะครับ เพราะพงศาวดารไทยที่ถูกชำระขั้นต้นรัตนโกสินทร์นั่น อาจจะเป็นความต้องการของผู้บังคับบัญชา ที่ต้องการจะให้เขียนไปแนวไหน อาจมีนัยยะทางการเมือง แอบแฝงอยู่ จึงต้องเขียนให้ร้ายต่อกษัตริย์สมัยอยุธยา
- สำหรับคำพูดของพระเจ้าบรมโกศ ที่บอกไว้ ครั้งที่ท่านทรงประชวร ว่า พระเจ้าเอกทัศน์นั้น ไม่สนใจง้านบ้านเมือง ถ้าตั้งให้เป็นผุ้สืบทอดบัลลังค์ คงจะพากรุงศรีอยุธยาชิบกายเสีย และขุนนางต่างๆก้พร้อมใจกันเลือกพระเจ้าอุทุมพร ให้ขึ้นเป็นวังหน้าแทน ซึ่งผู้จะได้รับตำแหน่งนี้น่าจะเป็นพระเจ้าเอกทัศน์มากกว่า เพราะพระเจ้าเอกทัศน์เป็นโอรสองค์โต และมีความพร้อมในด้านอายุ ที่มากกว่าพระเจ้าอุทุมพรเยอะเลยทีเดียว ซึ่งในขณะที่พระเจ้าอุทุมพรจะถุกแต่งตั้งเป็นวังหน้า มีพระชนมายุได้ 20 พรรษา
ส่วนพระเจ้าเอกทัศน์อายุมากกว่าถึง 20 พรรษา
และพระเจ้าเอกทัศน์ก้น่าจะมีประสบการณ์มากกว่าพระเจ้าอุทุมพรแน่นอน ซึ่งในข้อนี้ผมมองว่า ที่ขุนนางหลายคน เลือกที่จะให้พระเจ้าอุทุมพรเป็นวังหน้านั้น น่าจะมีเจตนาอย่างอื่นแอบแฝง คือ พระเจ้าอุทุมพรนั้นมีพระชนมายุที่น้อย และประสบการณ์ต่างๆก็ไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ พวกขุนนางจึงเลือกพระเจ้าอุทุมพรให้ขึ้นบัลลังก์สืบต่อ เพราะจะได้ควบคุมได้ง่าย และหาผลประโยชน์ได้ง่าย ผิดกับพระเจ้าเอกทัศน์ที่มีพระชนมายุ 40 พรรษาแล้วในตอนนั้น และมีประสบการณ์มากพอสมควร ถ้าจะเลือกพระเจ้าเอกทัศน์ ขุนนางในตอนนั้นก้จะเสียผลประโยชน์มาก และควบคุม บงการอะไรไม่ได้ตามใจชอบ จึงเลือกที่จะยุยงพระบรมโกศ ให้เลือกพระเจ้าอุทุมพรแทน
- สำหรับพระเจ้าอุทุมพร ที่ถูกพระเชษฐาก็คือ พระเจ้าเอกทัศน์ บีบให้ไปออกผนวชถึงสองครั้งสองครานั้น นี่ก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า พีะเจ้าเอกทัศน์ไม่ได้เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแออย่างที่ใครหลายคนเคยมีภาพจำแบบนั้น เพราะท่านน่าจะมีพระราชอำนาจ และความสามารถมากพอสมควร จึงทำให้พระเจ้าอุทุมพรเกรงพระทัย และตามทีผมอ่านๆมา
ผมก็เห็นข้อสังเกตหนึ่ง ว่า พระเจ้าอุทุมพรเป็นพระอนุชาร่วมมารดาเดียวกันกับพระเจ้าเอกทัศน์ และความสัมพันธ์ของ พระเจ้าอุทุมพรและพระเจ้าเอกทัศน์นั้น น่าจะแน่นแฟ้นพอสมควร และพระเจ้าอุทุมพรน่าจะเคารพและรักพระเชษฐาของพระองค์อย่างมาก เพราะในตอนที่พระเจ้าบรมโกศได้สวรรคต และพระเจ้าอุทุมพรนั้นกำลังจะถูกแต่งตั้งให้เป็นวังหน้า พระเจ้าอุทุมพรก้เคยปฏิเสธ การรับตำแหน่งนี้กับพระราชบิดาอยู่หลายหน แต่พระบรมโกศก็ไม่เปลี่ยนความตั้งใจ และหลังจากพระบรมโกศสิ้นพระชนม์ และพระเจ้าอุทุมพรจะขึ้นเถลิงสิริราชสมบัติ พระเจ้าอุทุมพรเคยไปขอร้องพระเจ้าเอกทัศน์มาเสวยราชสมบัติแทนพระองค์แล้ว แต่พระเจ้าเอกทัศน์ทรงปฏิเสธ ซึ่งทำให้เห็นว่าพระเจ้าเอกทัศน์นั้นมีพระราชอำนาจและความสามารถมากพอสมควร จึงทำให้พระเจ้าอุทุมพรเกรงพระทัยอย่างมาก จนต้องไปออกผนวช เพื่อหลีกทางให้แก่พระเจ้าเอกทัศน์.
- ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยนะครับ -
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 188
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 225588593/

ชีวิตของเจ้านายผู้เป็น “กระดูกสันหลัง” ของ ร.๕”! ผกผันเป็น “เที่ยวขอทานญาติมิตรจนเขาเบื่อระอา”!!
...
วิถึชีวิตของเจ้านายพระองค์หนึ่ง รุ่งโรจน์ยิ่งกว่าคนหนุ่มทุกคนในกรุงสยาม เป็นคนไทยคนแรกที่เข้ามหาวิทยาลัยของอังกฤษได้ และจบการศึกษาด้วยการกวาดรางวัลพิเศษมาหลายรางวัล จนนายกรัฐมนตรีอังกฤษผู้มาแจกถึงกับเอ่ยว่าแจกคนเดียวเสียเมื่อยมือ ได้รับโปรดเกล้าฯจาก ร.๕ ให้เป็นทูตไทยประจำยุโรปคนแรก และเป็นทูตคุม ๑๒ ประเทศถึงอเมริกา สร้างคุณงามความดีจนสมเด็จพระปิยมหาราชสถาปนาบรรดาศักดิ์จากหม่อมเจ้าขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า และทรงล้อว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของพระองค์ แต่แล้วชีวิตกลับผกผันอย่างไม่มีใครคาดคิด ต้องลี้ภัยไปบวชที่ลังกา แม้จะได้รับความศรัทธาจากผู้คนที่นั่นอย่างสูง ได้ขึ้นเป็นสังฆนายกนครโคลัมโบ และเป็นผู้ขอให้รัฐบาลอังกฤษนำพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่ขุดได้ที่อินเดียถวายให้ ร.๕ ซึ่งส่วน ๑ ในจำนวนนี้บรรจุอยู่ที่ภูเขาทองในปัจจุบัน แต่ก็ถูกห้ามเข้ามาเหยียบแผ่นดินไทย เมื่อเข้ามาได้ในสมัย ร.๖ ก็ถูกบังคับให้สึก ชีวิตฆราวาสที่เหลือแต่เพียงตัวเปล่าต้องร่อนเร่พเนจรจนทรงนิพนธ์ในชีวประวัติของพระองค์เองไว้ว่า “เที่ยวขอทานญาติมิตรจนเขาเบื่อระอา”
.
เจ้าของชีวิตที่เหมือนนิยายของเจ้านายพระองค์นี้ก็คือ นายพันเอกพิเศษ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม อธิบดีกรมช่างศิลป์ เมื่อประสูติมีบรรดาศักดิ์เป็นหม่อมเจ้า ขณะพระชนม์ ๑๗ ชันษาได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯไปทอดพระเนตรสุริยปราคาที่หว้ากอกับพระบิดาด้วย กรมขุนราชสีหวิกรมประชวรสิ้นพระชนม์ด้วยพิษไข้ป่าเช่นเดียวกับพระจอมเกล้าฯ ส่วนหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ก็ประชวรด้วยไข้ป่าเช่นเดียวกับเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ แต่ด้วยความเป็นคนหนุ่มแข็งแรงจึงทรงรอดชีวิตทั้งสองพระองค์
.
ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน เล่าไว้ว่า เมื่อครั้งที่พระบิดานำตัวหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ไปถวายตัวกับเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระองค์ทรงขันชื่อปฤษฎางค์ ที่แปลว่าหลัง จึงโปรดล้อว่า กระดูกสันหลัง พระองค์ปฤษฎางค์ทรงถือว่าเป็นมงคลที่ทรงล้อ และต่อมาก็ถือว่าท่านเป็นกระดูกสันหลังของพระเจ้าอยู่หัว และมักนำคำนี้ไปใช้เป็นนามปากกา
.
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงได้รับเลือกเป็นนักเรียนหลวงไปเรียนที่โรงเรียนราฟเฟิลล์ สิงคโปร์ พร้อมกับพระอนุชาในรัชกาลที่ ๕ อีกหลายองค์ จากนั้นได้เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ และสอบเข้าคิงส์คอลเลจของกรุงลอนดอนได้ แม้จะทรงเข้าเรียนหลังเพื่อนร่วมรุ่นไป ๑ เทอม แต่เมื่อจบการศึกษาในหลักสูตร ๓ ปี ได้รับประกาศนียบัตรวิศวกรรมโยธา พร้อมกับได้รับรางวัลพิเศษแบบกวาดเรียบคนเดียวมาอีกหลายรางวัล จนหนังสือพิมพ์ The Time นำไปลงข่าว และนายกรัฐมนตรีอังกฤษผู้มอบรางวัลถึงกับกล่าวสุนทรพจน์ในการมอบรางวัลว่า
.
“ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นการแสดงความรู้สึกออกมาอย่างมากมายเช่นบรรดานักศึกษาในที่ประชุมนี้มาก่อนเลย เมื่อท่านคณบดีประกาศให้สุภาพบุรุษหนุ่มคนหนึ่งขึ้นมาปรากฏกายบนเวที สุภาพบุรุษผู้ดั้นด้นมาจากประเทศอันไกลโพ้นอีกมุมหนึ่งของโลก เพื่อเข้ารับการศึกษาในประเทศนี้ และได้เห็นเพื่อนนักศึกษาพากันโห่ร้องแสดงความชื่นชมยินดีด้วยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในการที่สุภาพบุรุษผู้นี้ได้แสดงความสามารถอันน่าตื่นตะลึงด้วยการผูกขาดรางวัลต่างๆอย่างชนิดที่ไม่มีใครเทียบได้ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าต้องยื่นมือออกไปหลายครั้งมาก เพื่อมอบรางวัลให้”
.
หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ได้นำรางวัลที่ได้รับมาถวายพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงชื่นชมยินดียิ่ง ได้พระราชทานเงินและเคริ่องราชอิสริยาภรณ์ให้เป็นกำลังใจ โปรดเกล้าฯให้เข้ารับราชการในด้านสำรวจคลองต่างๆเพื่อนำน้ำมาใช้ในการทำประปา
.
หม่อมเจ้าปฤษฎางค์รับราชการในช่วงนี้ได้ปีเศษ ก็ได้ขอพระบรมราชานุญาตไปเรียนต่อที่อังกฤษอีก ทั้งยังได้รับมอบหมายให้เข้าฝึกงานด้านโรงกษาปน์ด้วย ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ในช่วงนี้ สยามเกิดกรณีพิพาทกับนายโทมัส ยอร์ช น็อกซ์ กงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย ถึงกับเรียกเรือรบอังกฤษเข้ามาจะปิดปากอ่าวไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯจึงทรงส่งราชทูตคณะหนึ่งไปยังราชสำนักอังกฤษเพื่ออธิบายให้ทราบความเป็นมาของเรื่องนี้ หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ขณะมีพระชนมายุได้ ๒๙ ชันษาได้รับแต่งตั้งให้เข้าร่วมกับคณะทูตชุดนี้เป็นตรีทูตและล่าม เมื่อการเจรจาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ยับยั้งเรือรบอังกฤษไว้ได้ ทั้งนายน็อกซ์ยังถูกเรียกตัวกลับไปอังกฤษ หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ยังได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนทางด้านเจรจาความเมืองอีกหลายเรื่อง รวมทั้งยังได้รับมอบหมายให้ศึกษาระบบป้องกันชายทะเลและปากแม่น้ำที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยอีกด้วย
.
เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกงานในช่วงนี้แล้ว พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ก็กลับมาไทย แต่อยู่ได้ปีเดียวก็ต้องออกไปอีก โดยได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นอัครราชทูตพิเศษ ไปเจริญสัมพันธไมตรีถวายของขวัญแด่เจ้าชายแห่งออสเตรีย และมกุฎราชกุมารแห่งปรัสเซีย ซึ่งอภิเษกสมรสในระยะเวลาใกล้ๆกัน ทั้งยังได้รับมอบหมายให้จัดซื้อเครื่องตกแต่งภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่กำลังสร้าง ซื้ออาวุธให้กรมทหารหน้า เลือกจ้างนายทหารออสเตรียเข้ามาฝึกทหารไทย ทั้งโปรดเกล้าฯให้นำพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ และบุตรหลานข้าราชการอีกหลายคนออกไปศึกษาที่อังกฤษด้วย
.
แต่เมื่อเสร็จงานต่างๆในครั้งนี้ เตรียมตัวจะกลับกรุงเทพฯ ก็ได้รับโทรเลขด่วนจากราชเลขาธิการว่า
.
“อย่าคิดกลับเลย เตรียมอยู่เถิด ได้ส่งพระราชสาส์น ข้าราชการผู้ช่วยออกไป ให้รับราชการเป็นเป็นอัครราชทูต ประจำราชสำนักแลสำนักรีปับลิกประเทศที่มีสัญญาทางพระราชไมตรีทุกประเทศแล้ว ให้ฟังหนังสือราชการ”
.
นั่นก็คือการเริ่มตั้งสถานทูตสยามขึ้นในกรุงลอนดอนเป็นแห่งแรก ซึ่งมีหน้าที่ดูแลประเทศต่างๆรวม ๑๒ ประเทศถึงอเมริกาด้วย ขณะที่หม่อมเจ้าปฤษฎางค์มีพระชนมายุ ๓๒ ชันษา และมีงานสำคัญในการเจรจาเรื่องภาษีสุรากับประเทศเหล่านี้ที่สยามเสียผลประโยชน์อยู่มาก ซึ่งหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ก็สามารถเจรจากับอังกฤษคู่ค้าสำคัญสำเร็จเป็นประเทศแรก ซึ่งจะทำให้ประเทศอื่นๆเป็นเรื่องง่ายไปด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงยินดีในผลงานของหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ยิ่งนัก ทรงโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ นำพระสุพรรณบัฏสถาปนาหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ไปพระราชทานถึงกรุงลอนดอน ต่อมาพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ก็ทำเรื่องนี้สำเร็จทั้ง ๑๒ ประเทศในเวลา ๒ ปี
.
เพื่อให้งานด้านต่างประเทศของสยามก้าวหน้าสำเร็จไปด้วยดียิ่งขึ้น และเป็นไปตามคำร้องขอของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ที่ให้กระทรวงกาต่างประเทศหาทางแบ่งงานของพระองค์ไปบ้าง จึงโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ไปเป็นเอกอัคราชทูตกรุงลอนดอน และมีหน้าที่ดูแลอเมริกาด้วย ส่วนพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไปเปิดสถานทูตสยามแห่งที่ ๒ ที่กรุงปารีส และดูแลประเทศในยุโรปรวม ๑๐ ประเทศ
.
ระหว่างที่รับหน้าที่ทูตสยามประจำยุโรปนี้ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ได้เข้าเฝ้าประมุขหลายประเทศ และเข้าสมาคมของประเทศในยุโรปอย่างโดดเด่น ทรงบริจาคเงินให้โรงพยาบาลต่างๆในหลายประเทศ จนทำให้พระจักพรรดินีของเยอรมันเชิญไปเข้าเฝ้า เพื่อจะขอบพระทัยที่ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลในอุปถัมภ์ของพระนาง
.
เมื่อเทศบาลนครปารีสได้ตัดถนนสายใหม่ผ่านสถานทูตไทย ก็ทรงขอให้รัฐบาลฝรั่งเศสตั้งชื่อถนนสายนี้ว่า “ถนนสยาม” หรือ “RUE de SIAM” ซึ่งยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้
.
เมื่อครั้งที่ทูตพม่าเดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อขอให้ช่วยขัดขวางอังกฤษที่ยึดพม่าไปครึ่งประเทศแล้ว โดยเสนอผลประโยชน์ให้ฝรั่งเศสด้วย แต่ความจริงฝรั่งเศสกับอังกฤษแบ่งเขตยึดครองเอเซียตะวันออกเฉียงใต้กันเรียบร้อยแล้ว จึงไม่กล้าก้าวก่ายในเรื่องนี้ แกล้งถ่วงเวลาไม่ให้ทูตพม่าเข้าพบประธานาธิบดี จนอังกฤษเข้ายึดพม่าได้หมดประเทศ ทูตพม่าเลยเคว้งหมดเงินค่าใช้จ่าย รอวันที่จะถูกไล่ออกจากโรงแรมไปนอนข้างถนน หัวหน้าคณะราชทูตพม่าจึงมาปรับทุกข์กับทูตสยาม พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงเห็นใจคณะราชทูตพม่า จึงช่วยเจรจาขอให้ทางฝรั่งเศสช่วยออกค่าใช้จ่ายส่งทูตพม่ากลับบ้านด้วย
.
พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงรายงานเรื่องนี้มาทางกรุงเทพฯพร้อมด้วยข้อมูลลับที่ได้มาจากราชทูตพม่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯก็ทรงหวาดหวั่นกับการกระทำของอังกฤษอย่างที่กงสุลน็อกซ์เคยแสดงฤทธิ์เดชมาแล้ว จึงทรงมีพระอักษรถึงพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ให้ถวายความคิดเห็นว่าพระองค์ควรจะอย่างไรให้สยามปลอดภัยจากการล่าอาณานิคม
.
แต่แทนที่จะถวายความคิดเห็นจากประสบการณ์ที่ใกล้ชิดกับการเมืองยุโรปอย่างใกล้ชิด พระองค์เจ้าปฤษฎางค์กลับเรียกประชุมเจ้านายและข้าราชการในสถานทูตทั้ง ๒ ของยุโรป ร่วมกันร่างหนังสือถวายความเห็น
.
คณะผู้ถวายความเห็นคณะนี้ ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ๓ พระองค์ คือ
.
พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศวรฤทธิ์
พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤติธาดา
และพระองค์เจ้าปฤษฎางค์
.
พร้อมด้วยข้าราชการในคณะราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนและปารีสที่เป็นสามัญชนอีก ๗ คน ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “คณะผู้ก่อการ ร.ศ.๑๐๓” โดยร่วมกันลงนามถวายคำกราบบังคมทูลเป็นลายลักษณ์อักษรต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๒๗
.
สรุปข้อความกราบบังคมทูลในครั้งนี้ก็คือ เสนอให้พระมหากษัตริย์ที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เปลี่ยนแปลงการปกครองมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ กระจายพระราชอำนาจไปให้ข้าราชการบริหารกรมกองโดยไม่ต้องรอพระราชานุญาต
.
เรื่องนี้ถ้าจะมองว่าเป็นการบังอาจ โทษก็ต้องหัวขาดประการเดียว แต่สมเด็จพระปิยมหาราชก็ไม่ได้ทรงแสดงว่ากริ้วแต่อย่างใด ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบคำกราบบังคมทูลนี้อย่างยืดยาวเช่นกัน นอกจากขอบใจทุกคนที่เห็นการปกครองของประเทศอื่นแล้วระลึกถึงประเทศของตน ปรารถนาจะป้องกันอันตราย ทรงยอมรับความเห็นที่กล่าวมา แต่ทรงอธิบายให้ทราบว่าเหตุใดจึงยังไม่เหมาะที่จะทำในตอนนั้น
.
หลังจากนั้นไม่นาน ได้มีคำสั่งกระทรวงต่างประเทศ เรียกข้าราชการการสถานทูตทุกคน รวมทั้งเจ้านายทั้ง ๓ พระองค์กลับสยาม
.
เรื่องนี้จึงถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เป็นสาเหคุที่ทำให้พระองค์เจ้าปฤษฎางต์ประสบชะตากรรมพลิกผัน จากรุ่งโรจน์สูงสุดจนร่วงลงสู่ดิน
.
แต่หลักฐานที่ปรากฏ เจ้านายที่ถูกเรียกตัวกลับมานี้ต่างได้รับโปรดเกล้าฯเข้ารับราชการตำแหน่งสำคัญในยุคปฏิรูปกันทุกพระองค์ ส่วนสามัญชนเหล่านั้นก็ได้กลับไปประจำสถานทูตอีก สำหรับพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ที่กลับมาช้ากว่าคนในกลุ่ม เพราะได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยไปเข้าประชุมสหภาพสากลไปรษณีย์ที่กรุงเบอร์ลิน และติดต่อว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญไปรษณีย์ของเยอรมันให้เข้ามาช่วยวางรากฐานไปรษณีย์ไทย เมื่อกลับมาก็ได้รับโปรดเกล้าฯเป็นอธิบดีกรมไปรษณีย์และโทรเลข ซึ่งเป็นงานที่สำคัญของประเทศในยามนั้น ทั้งยังทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการจัดตั้งโรงพยาบาลศิริราช เป็นองคมนตรี และเป็นผู้ดูแลถวายการต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ ทั้งคาดหมายกันว่าตำแหน่งที่รอท่านอยู่ก็คือ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการที่กำลังจะตั้งขึ้น ซึ่งเป็นงานที่เหมาะสมกับที่ท่านเรียนมายิ่งกว่าใคร
.
ชีวิตของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงไม่ได้ตกต่ำลงแต่อย่างไร ในช่วงนี้
.
แต่แล้วหลังจากนั้น ความพลิกผันก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อกรมขุนนริศรานุวัติวงษ์ สมเด็จครูผู้เป็นช่างใหญ่ของกรุงสยาม เข้ารับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ อีกทั้งบ้านพระราชทานที่กำลังก่อสร้างต่อเติมให้สมกับเป็นที่ประทับของพระองค์เจ้าก็ถูกระงับ เนื่องจากมีเหตุระแคะระคายเกิดขึ้น แต่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ก็ยังทรงได้รับมอบหมายงานสำคัญ
.
ในปี ๒๔๓๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ร่วมคณะสมเด็จพระอนุชา กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ขากลับเมื่อเรือมาถึงเซี่ยงไฮ้ กรมพระยาภาณุพันธุ์ฯทรงประชวร พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ก็ก่อเรื่องร้ายแรงขึ้น แทนที่จะอยู่เฝ้าไข้กลับเขียนหนังสือลาออกจากราชการและขอลาบวช วางไว้ในห้องบรรทมแล้วหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าวใคร มีข่าวลือตามมาว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งปลอมตัวเป็นชายหนีออกจากเมืองไทยพร้อมด้วยทรัพย์สินมีค่าของสามี ไปปรากฏตัวที่ฮ่องกง ต่อมามีผู้เห็นหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ไปปรากฏตัวกับผู้หญิงคนนี้ที่ไซ่ง่อน
.
ข่าวลือนี้จะเป็นจริงแค่ไหน และอะไรคือสาเหตุที่เจ้านายผู้เป็นคนหนุ่มมีชีวิตรุ่งโรจน์ที่สุดของกรุงสยาม ตัดสินพระทัยกระโดดจากฟ้าลงสู่ดิน โปรดติดตามในตอนหน้านะครับ
ที่มา : เรื่องเก่าเล่าสนุก
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 188
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2518929 ... 946314733/

กลียวลำกล้องปืนถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 15 แล้ว เกลียวลำกล้องปืนช่วยสร้างความเสถียรให้กับลูกกระสุนก่อนจะออกจากปากลำกล้อง แต่ในยุคนั้นปืนมีเกลียวลำกล้องยังไม่เป็นที่นิยมโดยเฉพาะในกองทัพ เนื่องจากบรรจุกระสุนยากจนบางครั้งต้องใช้ค้อนไม้มาตอกเพื่อให้กระสุนลงไปในลำกล้อง ประกอบกับดินปืนในยุคนั้นมีเขม่าเยอะมากทำให้ทิ้งคราบเขม่าไว้ตามร่องเกลียว ผลที่ตามมาก็คือเมื่อยิงไปสักพักลำกล้องปืนจะสกปรกจนบรรจุกระสุนไม่ลง
พันตรี Patrick Ferguson นายทหารอังกฤษ มีแนวคิดเกี่ยวกับปืนบรรจุกระสุนทางท้ายลำกล้อง วิธีการบรรจุแบบนี้เหมาะกับปืนที่มีเกลียวลำกล้องมากเพราะไม่ต้องเสียเวลาออกแรงตอกกระสุนให้ลงไป จึงได้ออกแบบปืนไรเฟิลแบบใหม่ขึ้นมาในปี 1770 โดยพัฒนามาจากปืนบรรจุกระสุนท้ายลำกล้องของ Isaac de la Chaumette ช่างปืนชาวฝรั่งเศสและ John Warsop นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ เกิดเป็นปืนไรเฟิลแบบใหม่ขึ้นมา
ระบบการทำงานของปืนนี้ยังคงเป็นปืนคาบศิลา มีเหล็กปิดท้ายลำกล้องทำเป็นเกลียวต่อเข้ากับโกร่งไกปืน สามารถเลื่อนขึ้นลงได้ด้วยการหมุนโกร่งไกปืนเพียงรอบเดียว นอกจากนี้ท้ายลำกล้องยังมีเกลียวตามร่องของเหล็กปิดท้าย ทำให้สามารถปิดท้ายลำกล้องสนิทป้องกันแก๊สรั่วออกมาเวลายิงได้พอดี หากทาไขหรือขี้ผึ้งบริเวณร่องเกลียวก็จะยิ่งป้องกันแก๊สรั่วได้ดีขึ้น
วิธีการใช้งานเริ่มจากบรรจุดินปืนลงในจานใส่ดินปืน ปิดฝาแล้วหมุนโกร่งไกปืนตามเข็มนาฬิกาเพื่อเปิดท้ายรังเพลิง ลดปากลำกล้องปืนลงและบรรจุกระสุนตามด้วยดินปืน เนื่องจากขนาดของลำกล้องปืนทำมาเกือบพอดีกับขนาดกระสุนจึงไม่ต้องใช้หมอนรองกระสุนอีก จากนั้นก็หมุนทวนเข็มนาฬิกาเพื่อปิดท้ายรังเพลิง ในขั้นตอนนี้ดินปืนส่วนเกินจะถูกดันขึ้นมา กลไกนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้บรรจุดินปืนเกินขนาดได้อีกด้วย หลังจากปิดท้ายรังเพลิงเรียบร้อยแล้วก็ง้างนกพร้อมยิงได้เลย
ศูนย์ปืนหน้าหลังถูกคำนวณมาให้ยิงได้ตั้งแต่100-500หลา แต่ระยะยิงที่หวังผลได้ไกลที่สุดจริงๆคือ 300หลา
วันที่ 2 ตุลาคม 1776 เขาได้นำปืนไรเฟิลแบบใหม่นี้เสนอให้กับพระเจ้าจอร์จ ผลการทดสอบเขาสามารถยิงเป้าหมายที่ระยะ 300หลา ได้ถึงสี่นัดภายในหนึ่งนาที และสามารถยิงเป้าหมายที่ระยะ 100หลา ได้หกนัดในหนี่งนาที ขณะที่ปืนคาบศิลาทั่วไปทำอัตราการยิงได้แค่สามนัดต่อ 45วินาที
เขาได้พิสูจน์แล้วว่าปืนไรเฟิลของเขาเหนือกว่าปืนคาบศิลาแบบมาตรฐานของอังกฤษทุกอย่าง มีความแม่นยำมากกว่า มีอัตราการยิงสูงกว่า ทั้งยังสามารถบรรจุกระสุนในท่านั่งหรือนอนยิงได้เพราะไม่ต้องตั้งลำกล้องปืนขึ้นด้านบน เหมาะแก่การซุ่มยิงเป็นอย่างยิ่ง พระเจ้าจอร์จเห็นว่ามันยอดมากก็เลยอนุญาตให้เขาสามารถจัดตั้งหน่วยรบทดลองที่ใช้ปืนไรเฟิลแบบนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยกำลังพล 100นาย
แต่ถึงแม้ปืนไรเฟิลของเขาจะดีเพียงใดกองทัพอังกฤษก็ไม่บรรจุปืนแบบนี้เข้าประจำการด้วยเหตุผลหลักๆสองอย่าง
เหตุผลแรกคือปืนมีความยุ่งยากซับซ้อนในการผลิตมาก ทำให้ต้องใช้เวลานานในการผลิตซึ่งอาจไม่ทันต่อความต้องการของกองทัพ แถมยังมีราคาแพงกว่าปืนคาบศิลาแบบปกติถึง 20เท่า
เหตุผลที่สองคือปืนมีความทนทานต่ำเนื่องจากกลไกภายในที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าพานท้ายปืนแบบปกติจะรับได้ ทำให้พานท้ายบริเวณกลไกหักง่ายเมื่อได้รับแรงกระแทกหนักๆเช่นการต่อสู้ในระยะประชิด
หลังจากที่ Ferguson ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรบที่ Brandywine ในปี 1777 หน่วยรบทดลองของเขาก็ถูกละลายเข้ากับหน่วยรบอื่นๆทำให้ปืนไรเฟิลแบบใหม่นี้พลอยสูญหายไปด้วย สามปีต่อมา Ferguson ก็เสียชีวิตในการรบที่ King's Mountain ปัจจุบันปืนไรเฟิล Ferguson เหลืออยู่เพียง 5กระบอกในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
Earl
https://militaryhistorynow.com/.../the-ferguson-rifle.../
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 188
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 838419365/

27 ค่ายพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยา จากบันทึกของแม่ทัพพม่า คราวสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2
หนึ่งในบันทึกที่บรรยายถึงการตั้งค่ายล้อมกรุงศรีอยุธยาที่น่าสนใจมากบันทึกหนึ่ง เป็นบันทึกของ Letwe Nawrahta เป็นแม่ทัพคนสำคัญของพม่า ได้บันทึกเหตุการณ์ที่เขาได้เข้าร่วมสงครามในครั้งนั้นเป็นบทร้อยกรอง 76 บท มีชื่อว่า Yodayar Naing Mawgun
นิยะดา เหล่าสุนทรได้เก็บเรียงเรียงข้อมูลเรื่อง Yodayar Naing Mawgun จากบทความ 2 เรื่องคือ “Yodayar Naing Mawgun” by Letwe Nawrahta : A Contemporary Myanmar Record, Long Lost, of How Ayuthaya Was Conquered และ The Myanmar Poetic Account of Ayuthaya Vanquished : Notes on Its Rediscovery and Significabce สรุปข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งค่ายล้อมกรุงศรีอยุธยา (เผยแพร่ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2557) ดังนี้
การตั้งค่ายล้อมกรุงศรีอยุธยามีทั้งหมด 27 ค่าย แม่ทัพใหญ่เนเมียวสีหบดีตั้งค่ายทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากพระนคร 400 ตาร์ (tar) (1 ตาร์ เท่ากับ 3.5 เมตร) ค่ายนั้นมีปริมณฑล 350 ตาร์ และความสูง 7 คิวบิท Shwe Taung Sithu (ในภาพลําดับที่ 4 ) ทางทิศเหนือค่อนไปทางตะวันตก มีปริมณฑล 200 ตาร์ ส่วนสูง 7 คิวบิท ทางทิศตะวันออก Ponya Kyaw Htin (ในภาพลําดับที่ 5) Kyaw Gaung Kyaw Thu (ในภาพลําดับที่ 7) ตั้งค่ายใกล้ ๆ เพนียดคล้องช้าง มีปริมณฑล 300 ตาร์ ส่วนสูง 8 คิวบิท ฯลฯ
ค่ายรบของพม่า 27 ค่ายตั้งประจันกับค่ายรบฝ่ายไทย 50 ค่าย สถานการณ์ครั้งนี้สร้างความสะพรึงกลัว ให้แก่ชาวอยุธยายิ่งนัก แต่กระนั้นทางการของไทยก็ยังไม่ละลดความพยายาม มีการเสริมกําลังทหารจำนวน 2 หมื่นคนจากหัวเมืองใกล้เคียงคือ สวรรคโลก พิษณุโลก สุโขทัย และ Baner มาตั้งที่ตําบลกู่เต้า พม่าส่ง Thiri Yaza Thingyan มาล้อมทางตะวันออก และ Thiri Yanamaik Kyaw Htin ทางตะวันตก
กําลังสําคัญของทัพพม่าคือ กองทัพหน้าของทหารไทยที่แข็งแกร่งจํานวน 1,000 คน เขาเหล่านี้คือเชลยศึกไทยที่พม่าจับตัวไว้ในครั้งก่อน และไว้ชีวิตพร้อมทั้งให้ดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาว่าจะซื่อตรงต่อ พม่า ไม่มีใครที่จะคาดเดาสถานการณ์เช่นนี้ได้เลย กองทัพไทยเข้าใจว่าเขาเหล่านี้คือทัพเสริมจากหัวเมืองใกล้เคียงที่ส่งมาช่วย ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาเหล่านั้นคือศัตรูของคนไทยด้วยกันเอง ทัพไทยพ่ายแพ้อย่างยับเยินและทหารไทยถูกจับ
ทัพไทยซึ่งประกอบด้วยชนหลายชาติที่จ้างมา คือ ชาวอินเดีย, Panthay (คือพวกชาวจีนมุสลิม) ชาวจีน ชาวมาเลย์ พ่ายแพ้ทัพพม่านับครั้งไม่ถ้วน ทั้งนี้ทำให้ชาวอยุธยาตื่นตระหนกเพราะถูกพม่าปิดล้อมเพื่อให้อดตาย พระเจ้ากรุงสยามมีพระราชสาส์นส่งถึงฝ่ายพม่าโดยมีพระกลาโหมเป็นทูต ในพระราชสาส์นมีความว่ากรุงสยามกับพม่ามีไมตรีกันมาช้านานสืบเนื่องมาตั้งแต่พระปัยกา พระอัยกาของไทย กรุงศรีอยุธยาได้ส่งเครื่องราชบรรณาการคือช้าง ม้า ให้แก่พม่าเป็นนิตย์ แต่เหตุที่ความสัมพันธ์ระหว่างสอง ชาตินี้ต้องหยุดชะงักไป ก็เพราะความไม่ซื่อสัตย์ของมอญ
ฝ่ายพม่าโดยมีรองแม่ทัพเป็นผู้ตอบยืนยันว่า กรุงศรีอยุธยาจะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้พม่าเหมือนเช่นเดิม อันประกอบด้วย พระราชวงศ์ พระราชโอรส พระราชธิดา ช้าง ม้า และปืนใหญ่ ในขณะนี้ฝ่ายพม่าพร้อมที่จะทำศึกในทุกเมื่อด้วยกําลังไพร่พลที่มหาศาล มีทหารไทยที่เข้มแข็ง (ที่หันมาเข้ากับพม่า) 1,000 นาย และทหารพม่าจํานวนมหาศาล
ในช่วงเวลาที่กําลังเจรจากันอยู่นี้ (1 เดือน) พม่าตั้งค่ายประชิดกรุง 3 ค่ายขนานกันเพื่อเตรียมขุดอุโมงค์ ไปยังรากกําแพงเมือง
โดยการตั้งค่ายของพม่าตามที่ปรากฏใน Yodayar Naing Mawgun ทั้ง 27 ค่าย มีดังนี้
1. Naymyo Thiha Pati
2. Maha Nawrahta
3. Satu Gamani
4. Shwe Taung Sithu
5. Ponya Kyaw Htin
6. Chaung U Bo
7. Kyaw Gaung Kyaw Thu
8. Giri Naya
9. Tuyin Yaza Thingyan
10. Tuyin Yan Kyaw
11. Thiri Thara Kyawswa
12. Thiri Yaza Thingyan
13. Shwe Taung Kyaw Swa
14. Taza Bala Kyaw
15. Thidi Kyaw Thu
16. Mingyi Zayathu
17. Nanda Udain Kyaw Htin
18. Bala Nanda Kyaw Htin
19. Letwe Kyaw Swe
20. Yan Ngu Thiri Kyaw Htin
21. Nandamaik Sithu
22. Shwe Taung Letwei Nawratha
23. Letyar Bla
24. Thiri Yanamaik Kyaw Htin
25. Thidi Kyaw Htin
26. Thiha Dhammarat
27. Bala Pyan Chi
ขณะที่พงศาวดารไทยระบุค่ายพม่ามีจำนวน 18 ค่าย เช่น เพนียด วัดกุฎีแดง วัดสามพิหาร วัดนางปลื้ม วัดหน้าพระเมรุ วัดมณฑป วัดภูเขาทอง วัดเกาะแก้ว วัดนางชี วัดกระโจม ฯลฯ
ที่มา : Slipa-mag.com
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส