ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Thon Thamrongnawasawat

เรือยักษ์ Ever Given (Evergreen) ติดแหง่กขวางคลองสุเอซ เกิดความปั่นป่วนด้านโลจิสติกส์ทางทะเลส่งผลกระทบทั่วโลก จึงอยากมาเล่าให้เพื่อนธรณ์ฟังครับ
เรือยักษ์ หมายถึงเรือที่จัดอยู่ในคลาส Megaships กว้าง 59 เมตร ยาว 400 เมตร ระวางขับน้ำ 2.2 แสนตัน ขนตู้คอนเทนเนอร์ได้ 20,000 ตู้
คลองสุเอซ อยู่ในอียิปต์ ยาว 193 กม. เปิดใช้ตั้งแต่ค.ศ.1869
คลองขุดนี้ช่วยเชื่อมต่อทะเลแดง/เมดิเตอร์เรเนี่ยน ย่นย่อระยะทาง 6,000 กิโลเมตร
ลดเวลาเรือวิ่งได้ 2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องวิ่งอ้อมแอฟริกาทั้งทวีป
คลองสุเอซจึงสะดวกมาก ทำให้มีเรือเกือบ 1.9 หมื่นลำต่อปีใช้คลองนี้ คิดเป็น 30% ของสินค้าทางเรือในโลก
และคิดเป็น 12% ของการขนส่งสินค้าทั้งหมด
โดยเฉพาะเรือจากเอเชีย/ยุโรป เกือบทั้งหมดใช้คลองนี้
คลองสุเอซจึงสำคัญมหาศาล แต่เมื่อเรือยักษ์วิ่งผ่าน เจอพายุทรายในวันที่ 23 เรือเบี่ยงไปชนริมคลอง ก่อนขวางคลองในที่สุด
พายุทรายดังกล่าวเร็ว 74 กม./ชม. แต่แรงแค่นั้นไม่น่าจะเบี่ยงเรือได้
ปัญหาคือพายุทรายทำให้ทัศนวิสัยต่ำมาก ประกอบกับโน่นนี่ ทำให้เรือขวางคลอง
ขวางแล้วทำไง ? นั่นคือปัญหาครับ เพราะขวางแบบสนิท เรือวิ่งไปมาไม่ได้เลย
คลองช่วงนี้กว้างแค่ 250 เมตร เรือยาว 400 เมตร ตัวเลขแค่นี้คงพอเข้าใจว่าไปไม่ได้แน่
เนื่องจากเรือยักษ์มาก และเป็นเหตุการณ์ไม่เคยเกิดมาก่อน ทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้ยาก
เรืออื่นๆ จึงติดกันสนั่นโลก ถึงตอนเย็นนี้ ติดไปแล้ว 170 ลำ และสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราวันละ 50+ ลำ
ความเสียหายมหาศาลบานเบิกทุกชั่วโมง
ส่งผลไปแทบทุกภาคส่วน เพราะมีเรือทุกประเภท เช่น เรือสินค้า เรือน้ำมัน เรือก๊าซ เรือปิโตรเคมี ฯลฯ
และความเสียหายเด้งมาสู่เราด้วย ราคาน้ำมันกำลังปั่นป่วน และอาจรวมถึงสินค้าอื่นๆ ในอนาคต 😢
แน่นอนว่าเรือมีประกัน และเท่าที่ทราบคือประกันในญี่ปุ่น (เช่ามา) แต่วงเงินยังไงก็คงไม่พอ
ยิ่งนานไปยิ่งไม่พอมากๆ แม้จะประกันเป็น 100 ล้านเหรียญก็ไม่พอแน่ครับ
ถึงตอนนี้ ไม่มีใครบอกได้ว่าเรือจะหลุดออกมาเมื่อไหร่ แม้ผู้เชี่ยวชาญไปจัดการ เห็นเข้ายังบอกว่าลำบาก
น้ำลงเราขุด แต่เห็นขนาดรถขุดเทียบกับขนาดเรือคงเครียด
น้ำขึ้นเราดัน ผมเห็นคลิปเรือ tugboat ที่ดันแล้ว ก็ต้องลุ้นตัวโก่งครับ
อีกวิธีคือทำให้เรือเบาแล้วลอยขึ้น เช่น ดูดน้ำมันออก แต่ก็ไม่ง่าย เพราะเรือไม่ได้เทียบท่า
จะเอาตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือ แต่เอาลงยังไง ? เพราะต้องใช้เครนยกตู้บนสุดลงมาทีละตู้ แต่อียิปต์ไม่มีเรือเครนที่สูงพอยกตู้บนสุด
การแก้ปัญหาอาจเป็นวัน หลายวัน หรือเป็นสัปดาห์ หรือกว่านั้น
เป็นคำพูดที่กว้างดีมาก แต่คาดคั้นก็คงตอบไม่ได้
เรืออาจหลุดได้ทุกเมื่อ หรืออาจติดนานหลายวัน คงต้องลุ้นกันต่อไป
เอาเป็นว่าทุกคนพยายามทำเต็มที่ ระหว่างที่ความเสียหายเพิ่มขึ้นทุกนาที
เรือบางลำอาจตัดสินใจวิ่งอ้อมแอฟริกา แต่อย่างว่า 6,000 กิโลเมตร 2 สัปดาห์ ต้นทุนที่ไม่ได้เตรียมไว้บานแน่ ทำให้ส่วนใหญ่จอดรอความหวัง
หากหลุดได้ภายในอีกวันสองวัน คงไม่ส่งผลมาก เพราะเรือต่างๆ พอจะเร่งความเร็วชดเชยเวลาได้
แต่นานกว่านั้นคงเหนื่อย และเป็นผลกระทบที่ไม่มีใครอยากเจอแน่ โดยเฉพาะช่วงที่การค้าโลกเพิ่งเจอโควิดไปเต็มๆ
คงต้องตามติดข่าวไปเรื่อยๆ พร้อมภาวนาให้หลุดออกมาเร็วๆ
อุบัติเหตุหนนี้ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ แต่ทุกคนในโลกจะเจ็บทางการเงิน
ขืนติดสัก 1-2 อาทิตย์ เศรษฐกิจคงไม่สวยแน่ แค่นี้ก็แย่อยู่แล้ว 😱
มาช่วยกันลุ้นให้เรือหลุดเร็วๆ ครับ
🚢 🚢 🚢 🚢 🚢
ภาพ/ข้อมูล CNA S&P BBC CNN
https://www.channelnewsasia.com/.../sue ... ever-given...
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 873746661/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

The People
24 มีนาคม เวลา 20:00 น. ·
เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์: กระสุนนัดสุดท้ายของ ‘ปาป้า’ ผู้เขียนชายชราและทะเล
.
/ ทุกสิ่งทุกอย่างของเขานั้นเก่า ยกเว้นดวงตา ซึ่งมีสีเดียวกับน้ำทะเล รื่นเริงและไม่ยอมสยบ /
.
งานเขียนในช่วงต้นของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) มักจะคละคลุ้งด้วยกลิ่นกระสุนและดินปืน สงคราม การรบ การล่า สุรา และการต่อยมวย ต่างจากงานเขียนชิ้นท้าย ๆ ที่กลายเป็นผลงานชิ้นเอกของเขาอย่าง ‘The Old Man and the Sea’ ที่กลับเค็มขื่นด้วยกลิ่นคาวเลือดและน้ำทะเล แม้จะดำเนินเรื่องอย่างฉับไวอันเป็นสไตล์งานเขียนที่ยากจะเลียนแบบ หากการต่อสู้ของชายชรากับปลายักษ์กลางท้องทะเลลึก กลับชวนให้ผู้อ่านเต็มตื้นไปกับความเป็นมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง จนนักอ่านมากมายต่างพากันพร้อมใจเขียนวิเคราะห์ - ตีความมันไปต่าง ๆ นานา แม้ว่าเขาจะไม่เคยยอมรับว่างานเขียนของตนนั้นแฝงไว้ซึ่งความนัยใด ๆ ก็ตาม
.
นี่คือเรื่องราวของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ผู้เขียน ‘ชายชราและท้องทะเล’ ที่มีชีวิตในยามสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง เขาเขียนผลงานชิ้นโด่งดังนับสิบ และถูกเรียกว่า ‘ปาป้า’ รวมทั้งเป็น ‘โฉมหน้าแห่งความเป็นชายแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ’ อย่างยากจะหาใครมาแทนที่
.
#ฤดูล่า
.
เออร์เนสต์ มิลเลอร์ เฮมิงเวย์ (Ernest Miller Hemingway) เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1899 ที่เมืองซิเซโร (โอ๊กพาร์ค) รัฐอิลลินอยส์ ในครอบครัวที่ไม่ได้ขัดสนทางการเงิน คลาเรนซ์ เฮมิงเวย์ (Clarence Hemingway) พ่อของเขาเป็นหมอที่โปรดปรานการล่าสัตว์เป็นอย่างยิ่ง ภายใต้การเลี้ยงดูของพ่อ และ เกรซ เฮมิงเวย์ (Grace Hemingway) ผู้เป็นแม่ที่เป็นนักดนตรี เด็กชายเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการติดตามผู้เป็นพ่อไปล่าสัตว์ ตกปลา และใช้ชีวิตนอกหลังคาเรือน
.
ทางตอนเหนือของมิชิแกน ในกระท่อมหลังเล็กของครอบครัวเฮมิงเวย์ เด็กชายตัวจ้อยและพ่อต่างขัดปืนล่าสัตว์ของตนให้วาววับด้วยเงา บรรจุกระสุนและขึ้นนกปืนเตรียมไว้ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งป่าที่เฮมิงเวย์คุ้นชิน เสียงกระสุนสองนัดถูกลั่นไก ปัง! และ ปัง!
.
#นักข่าวเฮมิงเวย์
.
แม้จะขลุกอยู่กับป่าและล่าสัตว์เป็นกิจวัตร หากแต่เล็กจนโตผลการเรียนของเฮมิงเวย์ไม่เคยแย่ อันที่จริงมันจัดอยู่ในเกณฑ์ ‘ดีมาก’ มาตลอด ในระดับชั้นมัธยมฯ เด็กชายที่กลายเป็นวัยรุ่นเริ่มพบความสนใจใหม่ เขาเริ่มถูกใจการเขียนและทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ประจำโรงเรียน เฮมิงเวย์เขียนและเรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับกีฬาจวบจนจบการศึกษา โดยไม่ลังเลใด ๆ เด็กหนุ่มที่เพิ่งจบใหม่ตัดสินใจเดินหน้าเข้าทำงานกับสำนักข่าว The Star ในรัฐแคนซัส ในฐานะนักเขียนข่าวรุ่นใหม่ไฟแรง ที่นั่นเฮมิงเวย์ได้เรียนรู้และพัฒนาการเขียนที่ภายหลังได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของเขา งานเขียนข่าวลงในพื้นที่อันจำกัดของหน้าหนังสือพิมพ์ทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงศาสตร์ตัวอักษรที่ต้อง ‘สั้น กระชับ ไม่มีคำขยายให้มากมาย ง่าย และเข้าใจได้ในทันที’
.
“งานหนังสือพิมพ์ไม่ได้ทำร้ายนักเขียนหน้าใหม่สักเท่าไรหรอก” เฮมิงเวย์เคยกล่าวถึงวันเวลาใน Kansas City Star ของเขาไว้เช่นนั้น “อันที่จริงมันช่วยเขา (นักเขียนหน้าใหม่) ได้ ถ้าเขาปลีกตัวออกมาได้ทันเวลาน่ะนะ”
.
#รักระหว่างรบ
.
ปี 1918 เฮมิงเวย์เดินทางออกนอกประเทศเพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในฐานะพลขับรถพยาบาลแห่งกองทัพอิตาลี เฮมิงเวย์ได้รับบาดเจ็บระหว่างการปฏิบัติหน้าที่หลายต่อหลายครั้ง เหตุการณ์ครั้งหนึ่งถึงกับทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญเลยทีเดียว
.
ร่างกายของเฮมิงเวย์เริ่มเต็มไปด้วยรอยแผล หากบาดแผล รอยช้ำ และความเจ็บปวดจากการผ่าตัดเหล่านั้นเองทำให้เขาได้พบกับรักแรกเมื่อครั้งที่เขาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมิลาน เธอคนนี้คือผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับผลงานชิ้นโบแดงเรื่อง ‘รักระหว่างรบ’ (A Farewell to Arms: 1929) ที่เขาเขียนขึ้นในอีกร่วมสิบปีให้หลัง
.
‘แอกเนส ฟอน คูโรว์สกี’ (Agnes von Kurowsky) มีเสน่ห์อย่างเหลือร้ายในสายตาของเฮมิงเวย์ พลขับหนุ่มที่ตกที่นั่ง ‘คนไข้’ หลงรักเธอเข้าอย่างจัง เขาเทียวจีบเธออยู่พักใหญ่ จนกระทั่งคูโรว์สกีตกลงปลงใจ ยอมรับคำหมั้นหมายของชายหนุ่ม - งานเขียนขนาดไม่ยาวของเขาคงกลายเป็นเรื่องรักแนว ‘happy ending’ หากเรื่องราวของเธอและเขาไม่กลับตาลปัตรเอาในช่วงท้าย
.
คูโรว์สกีผิดคำสัญญา เธอลวงหลอกเฮมิงเวย์และทิ้งเขาไปหาคนรักใหม่ ‘เรื่องสั้นแสนสั้น’ (A Very Short Story) และ ‘รักระหว่างรบ’ (A Farewell to Arms) ที่เขาเขียนจึงกลายเป็นเรื่องราวที่สะท้อนภาพสงครามและความ (ผิดหวังใน) รักไป
.
#แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง
.
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติ เฮมิงเวย์กลับอเมริกา เขาใช้เวลาพักรักษาตัวที่รัฐมิชิแกนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเข้าทำงานในสำนักข่าวประจำกรุงโตรอนโต และได้พบรักกับแฮดลีย์ ริชาร์ดสัน (Hadley Richardson) ภรรยาคนแรกของเขา ทั้งคู่แต่งงานและย้ายหมุดหมายแห่งชีวิตไปที่ปารีส
.
ที่มหานครแห่งฝรั่งเศสนั่นเองที่เฮมิงเวย์ได้พบกับวงสังคมที่เหมาะกับเขา นักข่าวหนุ่มพ่วงด้วยตำแหน่งนักเขียนหลงถิ่น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘The Lost Generation’ หรือ ‘คนรุ่นหลงทาง’ อันหมายถึงกลุ่มนักคิดนักเขียนชาวอเมริกันผู้พลัดถิ่นมายังปารีส พวกเขาล้วนเกิดปลายศตวรรษที่ 19 และเติบใหญ่พ้นวัย youth หรือสิบเก้าย่างยี่สิบในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามดังกล่าวเริ่มและจบได้ในเวลาไม่นาน หากความสูญสลายบางประการแห่งชีวิตเดิม ๆ ของพวกเขาก็ไม่อาจหวนคืน
.
ที่นั่นเฮมิงเวย์ได้พบและคบค้ากับนักเขียนและศิลปินชื่อดังร่วมสมัยหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เอฟ. สก็อต ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เอซรา ปอนด์ (Ezra Pound) พาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) หรือ เจมส์ จอยซ์ (James Joyce)
.
ปี 1923 เฮมิงเวย์และแฮดลีย์มีลูกชายด้วยกัน สองปีถัดมาเขาและภรรยาพร้อมด้วยลูกชายที่ยังเล็กได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังปัมโปลนา ประเทศสเปน เพื่อเข้าชมเทศกาลสู้วัวกระทิงที่นั่น วันและเวลาในสเปนกลายเป็นประสบการณ์และฐานคิดสำหรับเฮมิงเวย์ในการเขียนนวนิยายเรื่องแรกของเขา ‘แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง’ (The Sun Also Rises: 1926) เรื่องราวของนักเขียนพลัดถิ่นผู้ใช้คืนวันไปกับการดื่มและกินในกรุงปารีส สู่การบินลัดฟ้าเพื่อดูวัวสู้กันโดยมีอดีตและความตายฉายทับเป็นเงาตามตัว
.
‘แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง’ กลายเป็นนวนิยายแห่งยุคสมัยที่พาให้ชื่อของเขาโด่งดังคับฟ้า ต่อจากผลงานรวมเรื่องสั้น ‘In Our Time’ เมื่อปี 1925 ที่เป็นผลงานชิ้นจั่วหัวให้โลกเริ่มรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของชายผู้นี้
.
#ความสัมพันธ์ขมปร่า
.
ไม่นานหลังจาก The Sun Also Rises ตีพิมพ์ เฮมิงเวย์และภรรยาหย่าขาดจากกันโดยมีต้นตอปัญหามาจากการนอกใจเมียของนักเขียนหนุ่ม เฮมิงเวย์พบรักครั้งใหม่กับพอลลีน ไฟเฟอร์ (Pauline Pfeiffer) พวกเขาเริ่มคบหากันฉันท์ชู้และคู่นอนจนแฮดลีย์ทนไม่ไหว การตัดสินใจจบความสัมพันธ์ของเธอไม่ได้ทำให้เฮมิงเวย์รู้สึกสลดใจแต่อย่างใด เขาแต่งงานครั้งใหม่กับพอลลีนและมีลูกชายด้วยกันอีกหนึ่งคน
.
เริ่มจากการสูญเสียพ่อที่ฆ่าตัวตายด้วยกระบอกปืนและจากเขาไปเมื่อปี 1928 เฮมิงเวย์เริ่มทำตัวเป็นปรปักษ์กับแม่ของตัวเองที่เขาไม่ชอบหน้าหล่อนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะเกรซ เฮมิงเวย์ คือจอมบงการที่ชอบบังคับลูกสาวและชายของหล่อนให้ทำตัวได้อย่างใจ อย่างที่ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่าวัยเด็กของเฮมิงเวย์มักจะหมดไปกับการล่าสัตว์ แต่อันที่จริงนั่นเป็นเพียงเรื่องราวครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะวัยเด็กอีกครึ่งของเขาคือการพยายามเอาชนะและหนีให้รอดพ้นจากความเจ้ากี้เจ้าการของมารดา ที่มักจับเด็กชายใส่ชุดผู้หญิงแบบเดียวกับพี่สาว เกรซคอยบังคับให้เฮมิงเวย์เรียนร้องเพลง เล่นดนตรี ไปโบสถ์ และทำอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่ต้องการ
.
หลายคนวิเคราะห์ว่าความร้ายการของผู้เป็นแม่นี่เองที่บ่มเพาะนิสัยเสียหลายประการให้กับเฮมิงเวย์ เขาช่างค่อนขอด ช่างติฉินทั้งมิตรและศัตรู นอกจากนั้นเขายังเป็นนักหักอกผู้หญิงที่ร้ายไม่ใช่เล่น
.
เฮมิงเวย์พบรักครั้งใหม่อีกครั้งในสงครามสเปนเมื่อปี 1937 พร้อมกับการเกี้ยวรักกับมาร์ธา เกลฮอร์น (Martha Gellhorn) เฮมิงเวย์เริ่มเขียนนวนิยาย ‘ศึกสเปน’ (For Whom the Bell Tolls: 1940) นวนิยายที่ภายหลังถูกเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัล Pulitzer Prize ด้วยความขยันขันแข็งอันเป็นปกติวิสัยของเขา
.
เฮมิงเวย์หย่ากับพอลลีนได้ไม่นานตอนที่แต่งงานใหม่กับมาร์ธา เพียงเพื่อจะหย่าอีกครั้งหลังจากเขาได้พบกับแมรี เวลช์ (Mary Welsh) นักข่าวสงครามที่ปิ๊งกันกลางสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเขาแต่งงานกันและเฮมิงเวย์ซื้อบ้านหลังใหม่ที่ประเทศคิวบา ท่ามกลางผืนป่าและการล่าสัตว์ตัวแล้วตัวเล่า แมรีกลายเป็นภรรยาคนสุดท้ายของเขา ไม่ใช่เพราะเฮมิงเวย์ได้กลายเป็นคนรักครอบครัวเอาในช่วงบั้นปลาย หากเป็นเพราะโรคร้ายและรอยเศร้าที่เริ่มเข้าเกาะกุมชีวิตเขาไว้ในกำมือ
.
#เหยือกเหล้าและเศร้าซึม
.
เฮมิงเวย์เป็นนักดื่ม แต่เขาไม่ดื่มขณะเขียนหรือทำงาน แต่หลังจาก ‘ศึกสเปน’ เมื่อปี 1940 ผลงานของเฮมิงเวย์ก็ไร้แววความสำเร็จจนน่าใจหาย เขาไม่สามารถเขียนหนังสือได้อย่างลื่นไหลแบบวันต่อวันอย่างที่เคย บางครั้งบางคราวเขาตื่นขึ้นมาเพียงเพื่อจ้องมองไปยังหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าจากเช้าจนค่ำ
.
ด้วยเวลาร่วมสิบปีแห่งการจ้องกระดาษเปล่ารอบแล้วรอบเล่า การกลั่นเกลาซึ่งความผิดหวังในชีวิตของเฮมิงเวย์ได้ถ่ายทอดลงในผลงานเอกชิ้นสุดท้าย ‘ชายชราและท้องทะเล’ (The Old Man and the Sea) ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 1952 มันกลายเป็นผลงานชิ้นที่เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของเขา เรื่องราวของชาวประมงคิวบาผู้ต่อสู้กับปลายักษ์ในท้องทะเลเล่มดังกล่าวพาให้เขาได้รับรางวัล Pulitzer Prize ในปี 1953 และตามมาด้วยรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปีถัดมา
.
หากรางวัลที่ได้มาก็ไม่ใช่เครื่องรางปัดเป่าปัญหาและโรคร้ายให้หายไปจากเฮมิงเวย์ เขาที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงยังคงถูกความเศร้ากัดกินมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากการรักษาด้วยการช็อตไฟฟ้าครั้งที่ 36 วันที่ 2 กรกฎาคม 1961 เฮมิงเวย์ในวัย 62 ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงด้วยปืนล่าสัตว์ - ตลอดชีวิตเขาลั่นไกใส่สิ่งมีชีวิตไปมากเกินจะนับ หากกระสุนนัดสุดท้ายที่เขามีโอกาสได้ใช้ เฮมิงเวย์ตัดสินใจใช้มันปลิดชีวิตตัวเอง
.
หลายคนกล่าวว่าการกระทำของเขาคือการกระทำเยี่ยงผู้กล้า ความตายของเขาเป็นการตัดสินใจทำนองเดียวกันกับตัวละครเอกของเขาทุกตัว คือตัดสินใจอย่างห้าวหาญ มีเกียรติ และไว้ลายซึ่งความเป็นมนุษย์จนนาทีสุดท้าย หากบางคนก็ส่ายหน้าอย่างเศร้าใจและกล่าวว่าความตายของเฮมิงเวย์เป็นเพราะถูกพิษแห่งภาวะซึมเศร้าเข้าเล่นงาน
.
แม้ ‘ปาป้า’ จะจากไป หากสิ่งที่เขาทิ้งไว้บนถนนสายวรรณกรรมก็ทรงคุณค่ามากพอที่ผู้คนจะจดจำ ผลงานชิ้นโด่งดังของเขากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย กลายเป็นงานชิ้นโปรดของผู้คน กลายเป็นแบบเรียน และเป็นสิ่งที่นักเขียนหลายต่อหลายชีวิตพยายามเจริญรอยตามในความเรียบง่ายแต่รุกเร้าถึงอารมณ์ของมันมาจนถึงปัจจุบัน เฮมิงเวย์ใช้ชีวิตได้อย่างหนักแน่น ครบรส และเป็นตำนานเช่นเดียวกันกับคำพูดของเขาที่เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งอดีตว่า
.
“ชีวิตของทุกคนมีจุดจบแบบเดียวกันทั้งนั้น จะต่างก็เพียงรายละเอียดว่าคุณอยู่อย่างไรและตายอย่างไร ที่พอจะทำให้ใครคนหนึ่งแตกต่างจากคนอีกคน”
.
เรื่อง: จิรภิญญา สมเทพ
ที่มา:
https://www.biography.com/writer/ernest-hemingway
https://www.notablebiographies.com/.../ ... rnest.html
https://archive.nytimes.com/.../special ... -obit.html
https://www.washingtonpost.com/.../c54e1aae-3b04-11e7...
https://www.zmescience.com/.../ernest-hemingway.../
.
อ่านบทความ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์: กระสุนนัดสุดท้ายของ ‘ปาป้า’ ผู้เขียนชายชราและทะเล ในรูปแบบเว็บไซต์ได้ที่: https://thepeople.co/ernest-hemingway/
.
#ThePeople #History #ErnestHemingway
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Sarawut Thongseng

· 21 มีนาคม เวลา 10:10 น. ·
ภารกิจที่มีชีวิตของคนทั้งเมืองเป็นเดิมพัน
ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ.1925 ที่เมืองโนม รัฐอลาสกา ซึ่งในขณะนั้นมีผู้อยู่อาศัยจำนวน 10,000 คนและมีแพทย์อยู่ที่เมืองนั้นเพียงแค่คนเดียว นั่นคือ นพ.เคอร์ติส เวลช์ ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาได้ทำการรักษาเด็กจำนวนหนึ่งที่มีอาการป่วยซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นโรคทอนซิลอักเสบ จนเมื่อเด็ก 4 คนได้เสียชีวิตไปเขาจึงตระหนักได้ว่าตอนนี้เมืองโนมกำลังเผชิญหน้ากับการระบาดของโรคคอตีบ (Diphtheria) ซึ่งสามารถติดต่อได้ง่ายและเหล่าเด็ก ๆ มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อและเสียชีวิต
ก่อนหน้านี้ในปี 1924 นพ.เวลช์ได้สั่งยาต้านพิษคอตีบ (Diphtheria antitoxin) ไปแล้ว แต่มันยังไม่ถูกส่งมาเพราะเส้นทางที่จะมาถึงเมืองถูกปิดไปด้วยสภาพอากาศอันย่ำแย่ เวลาผ่านไปจำนวนเด็กที่ป่วยก็เริ่มเพิ่มขึ้น นพ.เวลช์ไม่มีทางเลือก เขาจำใจต้องใช้ยาที่หมดอายุไปแล้วมารักษาเด็ก ๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้ผล และเด็ก ๆ เหล่านั้นก็พากันเสียชีวิตลง
สภาเมืองมีการประชุมฉุกเฉิน ทุกคนกังวลว่าเมืองนี้อาจถูกลบหายไปด้วยการระบาดของโรค แม้จะมีการกักกันโรคแต่จำนวนผู้ป่วยยังคงเพิ่มสูงขึ้น นพ.เวลช์ได้ส่งโทรเลขไปยังเมืองใกล้เคียงเพื่อขอความช่วยเหลือ
"การระบาดของโรคคอตีบนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตอนนี้ผมต้องการยาต้านพิษจำนวนหนึ่งล้านหน่วยอย่างเร่งด่วนที่สุด"
ต่อมาพวกเขาสามารถขอยารักษามาจากเมืองแองโคเรจได้ จำนวนยาที่ถูกส่งมามีเพียง 300,000 หน่วยซึ่งไม่เพียงพอต่อการรักษาคนทั้งหมด แต่มันก็พอจะช่วยต่อชีวิตไปได้สักพักจนกว่าการช่วยเหลือระลอกหลังจะตามมา แต่หีบบรรจุยาจะถูกส่งไปลงที่สถานีรถไฟเมืองเนนานาซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโนม 1,085 กิโลเมตร
ในปีนั้นอลาสกาต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 20 ปี การขนส่งพัสดุทางเรือและเครื่องบินไม่สามารถจะทำได้ ทางเดียวที่จะเดินทางไปที่เมืองเนนานานั้นมีเพียงแค่ทางเดียว คือการใช้รถลากเลื่อนด้วยสุนัข
วันที่ 24 มกราคม ไปรษณีย์แห่งสหรัฐอเมริกาอาสาเข้ามาให้ความช่วยเหลือในภารกิจสุดอันตรายนี้ ด้วยเหตุที่พวกเขามักจะเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ เป็นประจำอยู่แล้ว ทีมรถลากเลื่อนถูกจัดตั้งขึ้นมาได้ 20 ทีม พวกเขากระจายกันไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ เพื่อคอยรับส่งยาต่อกันไปเป็นทอด ๆ อย่างต่อเนื่อง
โดยปกติต้องใช้เวลาในการเดินทาง 25 วัน แต่นายกเทศมนตรีเมืองโนมหวังว่าหีบบรรจุยาจะถูกส่งมาที่เมืองภายใน 10 วัน
เช้าวันที่เวลา 27 มกราคมเวลา 9.00 น. 'ไวด์ บิล' แชนนอน ผู้ขับรถลากเลื่อนคนแรก รับหีบบรรจุยามาจากสถานุรถไฟเมืองเนนานาแล้วออกเดินทางไปยังหมู่บ้านโทโลวานาซึ่งอยู่ห่างออกไป 83 กิโลเมตร ซึ่งปกติต้องใช้เวลา 2 วันในการเดินทางไปถึงที่นั่น แต่ 'ไวด์ บิล' ถูกขอร้องให้ใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่วันเดียว เขาขับรถลากเลื่อนทั้งวันทั้งคืน ท่ามกลางอุณหภูมิ -52 °C ชายหนุ่มมีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการพักอบอุ่นร่างกาย
ใบหน้าของไวด์ บิลเปลี่ยนเป็นสีดำจากการถูกหิมะกัด สุนัข 3 ตัวของเขาหมดแรงจะไปต่อและตายไปในเวลาต่อมา ชายหนุ่มเดินทางมาถึงตามกำหนดเวลา เขาส่งหีบใส่ยาให้กับเอ็ดการ์ แคลแลนด์ ผู้ขับรถลากเลื่อนคนที่ 2
ขณะเดียวกันที่เมืองโนม สถานการณ์ยังคงย่ำแย่ นายกเทศมนตรีส่งโทรเลขไปที่วอชิงตัน ดี.ซี. "สถานการณ์เลวร้ายมาก มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกชั่วโมง"
ผู้คนทั่วประเทศได้ทราบข่าวผ่านทางวิทยุ พวกเขาพากันส่งกำลังใจไปให้กับเหล่าผู้ขับรถลากเลื่อน
ขณะที่คนขนหีบใส่ยาคนอื่นกำลังเดินทางมา เลออนฮาร์ด เซปปาลา คนขับรถลากเลื่อนที่เร็วที่สุดในอลาสกา ก็ออกเดินทางจากเมืองโนมไปพร้อมกับรถลากเลื่อนและฝูงสุนัขคู่ใจของเขา นำโดยเจ้าโทโกที่มีอายุ 12 ปี มีดีกรีเป็นถึงแชมเปี้ยนในการแข่งขัน เซปปาลาจะไปรอยังจุดประจำตำแหน่งซึ่งอยู่ห่างอิกไป 274 กิโลเมตรซึ่งเขาใช้เวลา 4 วันในการเดินทางไปถึงที่นั่น
เศปปาลาเป็นหนึ่งในสามคนสุดท้ายที่จะรับหน้าที่ขนยาไปที่เมืองโนม อีกสองคนคือชาร์ลี โอลสันและกุนนาร์ แคสเซน
เมื่อได้รับหีบยามาแล้วเซปปาลาก็ออกเดินทาง ด้วยเวลาที่กระชั้นเข้ามาและสภาพอากาศเริ่มย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เซปปาลาจึงเสี่ยงไปใช้ทางลัดที่มีแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ ปกคลุมผิวน้ำเอาไว้ ระหว่างทางพวกเขาต้องเจอกับพายุหิมะ อุณหภูมิลดต่ำลงถึง -65 °C เส้นทางข้างหน้ากลายเป็นสีขาวโพลน เซปปาลาต้องฝากความหวังไว้กับเจ้าโทโกให้มันช่วยนำทาง ซึ่งมันก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
จากจุดที่เซปปาลารับหีบยามา เขาเดินทางไปอีก 146 กิโลเมตรเพื่อไปยังจุดที่ชาร์ลี โอลสัน กำลังรอคอยอยู่ โอลสันเดินทางไปอีก 40 กิโลเมตรแล้วส่งมอบหีบใส่ยาให้กับกุนนาร์ แคสเซน ซึ่งเป็นคนขับรถลากเลื่อนคนสุดท้าย
อีกเพียงแค่ 85 กิโลเมตรก็จะถึงเมืองโนม แคสเซนพร้อมกับเหล่าสุนัข นำโดยเจ้าบาลโตที่มีอายุเพียงแค่ 3 ปีเร่งออกเดินทางในเส้นทางและสภาพอากาศที่เลวร้าย หลายครั้งที่พวกเขาต้องเจอกับลมกรรโชกรุนแรงซึ่งสามารถยกตัวรถและเหล่าสุนัขขึ้นไปบนอากาศได้ แต่บาลโตด็ยังทำหน้าที่ของมันได้อย่างยอดเยี่ยมและมันไม่เคยพาทีมออกนอกเส้นทาง
มีครั้งหนึ่งที่รถลากเลื่อนพลิกคว่ำลง หีบใส่ยาลอยกระเด็นไปฝังอยู่ในกองหิมะหนา ด้วยความตกใจแคสเซนถอดถุงมือออกแล้วใช้มือควานหาหีบยาอย่างบ้าคลั่ง มือของเขาชาและถูกหิมะกัด แต่สุดท้ายเขาก็พบว่าหีบบรรจุยายังคงอยู่ในสภาพดี
เช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เวลา 5.30 น. แคสเซนก็เดินทางมาถึงเมืองโนม เพียงครึ่งวันก่อนที่ยาจะหมดอายุลง แคสเซนถลาออกจากรถแล้วล้มตัวลงนอนเคียงข้างเจ้าบาลโต และกระซิบที่หูมันว่า "เก่งมากไอ้หนู"
นพ.เวลช์ไม่รอช้า รีบใช้ยารักษาผู้ป่วยในทันทีทันใด
ภารกิจครั้งนี้มีสุนัขต้องตายไป 4 ตัว แต่ผลที่ได้คือชาวเมือง 1,400 คนได้รับการช่วยชีวิตไว้
หลังภารกิจครั้งนั้นทั้งคนและสุนัขก็ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษ โดยเฉพาะแคสเซนและเจ้าบาลโต มีการสร้างรูปปั้นของเจ้าบาลโตไว้ที่เซ็นทรัล ปาร์คนิว ยอร์ก ขณะที่หลายคนก็คิดว่าเจ้าโทโกซึ่งมีความอาวุโสที่สุดและยังเป็นหนึ่งในสุนัขที่มีบทบาทมากที่สุดควรได้รับการพูดถึงมากกว่านี้ และในปี 2019 ก็มีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง 'Togo' ซึ่งเป็นเรื่องราวของแซปปาลาและโทโกออกมา
ที่มา : https://medium.com/.../the-great-race-o ... c98d33f981
https://www.forgottenhistory.me/.../the ... e-of-mercy
https://www.facebook.com/groups/thewild ... 964806720/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

The MemoLife

วีรบุรุษหรือฆาตกร ? เรื่องที่ไม่ได้สอนของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
.
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อนักเดินเรือชาวเจนัว จากอิตาลี หนึ่งในนักสำรวจผู้ท้าทายความเชื่อและค้นพบ ’โลกใหม่’ ภายใต้การสนับสนุนจากราชบัลลังก์สเปน
.
ชื่อของเขาได้รับการยอมรับในสังคมตะวันตกว่าเป็นบุคคลสำคัญของการเริ่มต้นก่อร่างรูปแบบการตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรป ถูกยกย่องราวกับวีรบุรุษในนามผู้ค้นพบทวีปอเมริกา
.
แต่แท้จริงแล้ววีรกรรมของเขากลับเต็มไปด้วยการกระทำแสนป่าเถื่อน เป็นผู้บุกเบิกความโหดเหี้ยมในการล่าอาณานิคมต่างหาก
.
ในประวัติศาสต์ของการค้นพบโลกใหม่ วันที่ 12 ตุลาคม ปี 1492 ที่เกาะบาฮามาส โคลัมบัสเกิดสนใจในเครื่องประดับทองของชาวเมืองที่ออกมาต้อนรับนักสำรวจ ซึ่งเป็นเหมือนทรัพยากรความร่ำรวยชั้นดีในอนาคต เมื่อเขาออกเดินทางไปบุกเบิกนิคมบนเกาะฮิสปันโยลา โคลัมบัสยังตอบแทนชาวเกาะด้วยการลักพาตัวชาวบ้านบางส่วนติดเรือไปด้วย
.
และตั้งแต่โคลัมบัสเดินทางไปที่เกาะฮิสปันโยลา (Hispaniola) แถบคิวบาและเฮติปัจจุบัน ในปี 1492 ดินแดนที่เคยมีประชากรอินเดียนเผ่าทาอิโน (Taino) มากถึง 3 แสนกลับเหลืออยู่เพียงหลักร้อยเท่านั้น
.
ในเกาะฮิสปันโยลา โคลัมบัสนำทหารเข้าควบคุมคนให้ชาวทาอิโนให้อยู่ใต้บังคับบัญชา แบ่งทหารออกตามหาทองตามหมู่บ้าน แต่เมื่อคนกลุ่มนั้นถูกชาวอินเดียนสังหารจึงเปลี่ยนแผนสั่งให้ชาวอินเดียนทุกคนที่อายุ 14 ปีขึ้นไปต้องขุดทองให้ครบตามกำหนด
.
หากใครขัดขืนมีโทษถึงตาย ส่วนคนที่หาทองได้ไม่ครบจะถูกตัดมือทิ้ง มีเหยื่อที่ถูกตัดมือจำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิตจากอาการติดเชื้อ อีกหลายคนก็หลบหนีตามป่าเขาเพื่อหลบคนของโคลัมบัส ส่วนคนที่เหลือก็ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานในไร่ฝ้ายของชาวสเปน
.
ไม่เพียงเท่านั้น โคลัมบัสยังจับผู้หญิงและเด็กสาวมาเป็นทาสบำเรอกาม แจกจ่ายให้เป็นรางวัลกับผู้ที่ทำงานได้น่าพอใจ ทั้งยังให้มีการซื้อขายทาสเซ็กส์ เมื่อใดที่พวกเธอขัดขืนก็จะถูกเฆี่ยนตีจนตาย เหตุการณ์นี้มีหลักฐานมาจากบันทึก มิเคล เดอ คูเอโน (Michele de Cueno)
.
ระบบฟิวดัลที่เรียกว่า ‘เอนโคเมียนดา’ (Encomienda) ในสเปนยังถูกนำมาใช้โดยโคลัมบัส ชาวสเปนที่ทำผลงานจะได้รับชาวอินเดียนจำนวนหนึ่งเป็นการตอบแทน แรงงานพวกนี้ต้องมอบบรรณาการ มอบชีวิตทำงานให้จนกว่าจะตายและพร้อมถูกแทนที่ใหม่เสมอ
.
มีบันทึกของบาร์โทโลเม เด ลาสกาซีส (Bartolomé de las Casas) เล่าว่าพวกทหารบุกเข้าไปตามหมู่บ้าน สังหารหมู่ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กหรือหญิงมีครรภ์ หลายคนถูกหั่นเป็นชิ้นอย่างโหดร้าย ปราบกบฏด้วยการตัดชิ้นส่วนมนุษย์มาขู่เพื่อไม่ให้ชาวบ้านลุกฮือ
.
วีรกรรมที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ การเป็นผู้ริเริ่มนำทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกคนแรก ทาสรุ่นบุกเบิกคือชาวอินเดียนจากแคริบเบียนที่ถูกขนลงเรือไปใช้งานในแผ่นดินแม่สเปนถึง 5 ครั้งระหว่างปี 1494-1500 ทาสหลายร้อยคนจะถูกจับยัดลงไปใต้กราบเรือจนอัดแน่น คนที่ลูกเรือมองว่าใช้งานไม่ได้หรือป่วยจะถูกโยนลงทะเลอย่างไม่ใยดี
.
ผู้ตั้งรกรากชาวสเปนในอาณานิคมเองก็ต้องเผชิญหน้ากับความอำมหิตของโคลัมบัสด้วยเช่นกัน มีรายงานว่าหญิงชาวสเปนคนหนึ่งถูกถอดเสื้อผ้าประจานในที่สาธารณะแล้วตัดลิ้นเพียงเพราะเธอนินทาโคลัมบัสและพี่น้องของเขา เด็กชายอีกคนยังถูกจับมือตอกตะปูในที่สาธารณะหลังเขาแอบไปจับปลาในแม่น้ำแห่งหนึ่ง
.
สุดท้ายในปี 1500 เสียงร้องเรียนถึงความโหดเหี้ยมและการปกครองอันไร้ประสิทธิภาพของโคลัมบัสแพร่ไปถึงกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และพระราชินีอิซซาเบลลา เขาถูกสั่งปลดและจองจำในสเปนเป็นเวลาหกสัปดาห์ หมดสิ้นอำนาจในแผ่นดินและเสียชีวิตลงในปี 1506
.
เรื่องราวอันโหดเหี้ยมของโคลัมบัสที่แคริบเบียนเป็นที่รู้กันในหมู่สาธารณชนมากขึ้น สหรัฐอเมริกาก็ได้ใช้บทเรียนนี้ถอด ‘วันโคลัมบัส’ ในวันที่ 12 ตุลาคม ให้เป็น ‘วันชนพื้นเมือง' (Indigenous People’s Day) เพื่อรำลึกถึงการสูญเสียของเหยื่อชาวพื้นเมืองที่จากไป
.
ไม่คิดมาก่อนเลยว่าบุคคลจากประวัติศาสตร์อันน่ายกย่องที่พวกเราเคยเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กจะมีด้านมืดที่แสนโหดเหี้ยม และเป็นทรราชใช้อำนาจกดขี่ประชาชนได้มากขนาดนี้นะคะ
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 443509704/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ทาสน้ำดำ ตอนที่1
ตำนานที่แสนฮาร์ดคอร์ของน้ำอัดลมในตำนาน หายสงสัยซักทีทำไมคนอเมริกาถึงเรียกโคเคนว่า "โค้ก"
เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่แสนจะฮาร์ดคอร์ โคคา-โคลา” ใครคือต้นคิดน้ำดำอมตะ ศตวรรษที่ 19 เป็นยุคที่มีการจดสิทธิบัตรยาเป็นจำนวนมาก และยาบางชนิดก็สร้างชื่อเสียงและฐานะให้กับเจ้าของสิทธิบัตรมากมาย จอห์น สติท แพมเบอร์ตัน (John Stith Pamberton) นักเภสัชศาสตร์ชาวเมืองแอตแลนตา ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น ทว่านอกจากยาแล้ว สิ่งประดิษฐ์ที่สร้างชื่อให้เขาคือเครื่องดื่มน้ำดำที่เรียกว่า โคคา-โคลา (โค้ก) นั่นเอง แพมเบอร์ตันเป็นนักเภสัชศาสตร์ ที่ไม่ได้สนใจเฉพาะเรื่องยาเท่านั้น เขาก่อตั้ง บริษัท เจ.เอส. แพมเบอร์ตัน คอมพานี ขึ้น และคิดค้นสินค้ามากมายไม่ว่าจะเป็นยาย้อมผม เครื่องสําอาง และน้ำหอม ทว่าในช่วงอายุ 50 ปี แพมเบอร์ตันเริ่มให้ความสนใจกับต้นโคคา พืชพื้นเมืองของเปรูที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี ชาวพื้นเมืองเอาใบโคคามาเคี้ยวกินสดๆ หรือไม่ก็สกัดเป็นเครื่องดื่ม เพราะมีฤทธิ์เป็นยากระตุ้น อุดมด้วยสารอาหาร และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
นอกจากนี้ยังมีสารโคเคน ซึ่งเป็นสารฆ่าแมลงโดยธรรมชาติ และเป็นตัวยับยั้งกระบวนการดูดซับสารโดปามีนซ้ำในมนุษย์ที่นําไปสู่การเสพติด แพมเบอร์ตัน ซึ่งติดมอร์ฟีนมาตั้งแต่ตอนเป็นทหารนั้น มองว่าสารชนิดนี้อาจเป็นยาวิเศษที่รักษาอาการเสพติดของเขาได้
ว่าแล้วเขาก็ทดลองปรับปรุงสูตรน้ำโคลาด้วยการใส่เมล็ดโคลาที่มีคุณสมบัติทางยาและช่วยกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ โดยเริ่มผสมในกาทองเหลืองที่สนามหลังบ้าน จนบ้านของเขาไม่ต่างจากลานทิ้งขยะที่เต็มไปด้วยเครื่องกรองสูงเท่าบ้าน 2 ชั้น และกระทะสําหรับผสมสูตรเครื่องดื่มกองระเกะระกะไปทั่ว
ในที่สุดแพมเบอร์ต้นก็เปิดตัวเครื่องดื่มที่ตั้งชื่อว่า “ไวน์โคลาฝรั่งเศสของแพมเบอร์ตัน” ในปี ค.ศ. 1885 โดยโฆษณาว่า “เป็นยาบํารุงที่ช่วยสร้างเสริมปัญญา” จากนั้นเมื่อเขานําเมล็ดโคลาใส่เพิ่มเข้าไปอีก ก็เรียกว่า “ยาบำรุงประสาท” ที่มีสรรพคุณในการเลิกมอร์ฟีน ซึ่งยังไม่มีแพทย์คนใดคิดค้นวิธีรักษาให้หายขาดได้ สินค้าตัวใหม่นี้ทําเงินให้แพมเบอร์ตันต่อวันมากกว่าที่เขาเคยหาได้ทั้งปีเลยทีเดียว
ยิ่งประสบความสําเร็จ แพมเบอร์ตันยิ่งหมกมุ่นกับเครื่องดื่มสีน้ำตาลข้นนี้ ทําให้สุขภาพย่ำแย่ลงทุกวัน นอกจากนี้ การทดลองชิมสูตรผสมน้ำหวานหลายชนิด ทําให้เขาไม่สามารถเลิกติดมอร์ฟีนได้ แพมเบอร์ตันส่งตัวอย่างสูตรน้ำหวานที่คิดขึ้นใหม่ไปให้เจ้าของร้านเครื่องดื่มคนหนึ่งผสมโซดาให้ลูกค้าชิม และนั่นเป็นที่มาของโคคา-โคลาที่เรารู้จักในปัจจุบัน
โดยโคคา-โคลา เปิดให้บริการครั้งแรกในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1886 ในราคาแก้วละ 5 เซ็นต์ และแพมเบอร์ตันได้เลือกจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโคคา-โคลาแทนการจดสิทธิบัตร เพราะจะได้ไม่ต้องเปิดเผยสูตรจนคู่แข่งสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ทําให้สูตรน้ำอัดลมโคคา-โคลา ยัง เป็นความลับจนถึงทุกวันนี้
ด้วยความที่คิดว่าคงไม่รอดชีวิตจากอาการเจ็บป่วย ประกอบกับการขัดสนเงินทองเนื่องจากติดยา แพมเบอร์ตันจึงตัดสินใจขายหุ้นบริษัทให้ “อะซา กริก แคนด์เลอร์” (Asa Griggs Candler) ในปี ค.ศ. 1888 ด้วยราคาเพียง 2,300 เหรียญ ไม่กี่ปีหลังจากนั้น โรงงานโคคา-โคลา ก็ผุดขึ้นทั่วอเมริกา ทําให้ แคนด์เลอร์กลายเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศในปี ค.ศ. 1900
ส่วนแพมเบอร์ตันเสียชีวิตในปีเดียวกับที่ขายหุ้น ทิ้งเงินเพียงเล็กน้อยไว้ให้ทายาท งานศพของเขาในแอตแลนตามีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาแสดงความเคารพ…
สรรพคุณของใบโคคา
ชาวพื้นเมืองของเปรู โบลิเวีย และชาวพื้นเมืองของทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอาร์เจนตินาจะใช้ใบโคคาสด ๆ นำมาเคี้ยว ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท และใช้เป็นยาบำรุง (ใบ)
โคคาถือว่าเป็นพืชมีพิษ เนื่องจากใบมีสาร crystalline tropane alkaloid (benzoylmethylecgonine) ซึ่งเป็นหนึ่งในประมาณ 12 สารอัลคาลอยด์ที่สกัดได้จากใบ มีฤทธิ์เป็นสารกระตุ้นมีผลต่อระบบประสาทและระงับความต้องการของร่างกาย หรือเรียกว่า โคเคน (cocaine) ทำให้ผู้ได้รับสารชนิดนี้รู้สึกมีความสุขและมีพลังงานเพิ่มอย่างสูงในระยะเวลาสั้น ๆ โดยถือเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ของประเทศไทย ผู้ที่เสพจะมีอาการหัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ซึมเศร้า และมีโทษทำให้เกิดอาการชักและมีเลือดออกในสมอง ทำให้เป็นอัมพาต หัวใจล้มเหลว และทำให้เกิดอาการโรคซึมเศร้า ในทางการแพทย์จึงใช้คุณสมบัตินี้เป็นยาชาเฉพาะที่ (ใบ)
ประโยชน์ของโคคา
ใบนำมาสกัดเอาโคเคน (Cocaine) ซึ่งใช้เป็นยาชาเฉพาะที่ ถ้าใช้ในขนาดน้อยจะเป็นตัวกระตุ้นสมองส่วน cerebral แต่ถ้าใช้ในขนาดมากหรือใช้ติดต่อกันจะเป็นยาเสพติด
ส่วนผสมที่ 2 ถั่วโคล่า
เป็นไปได้ว่าคุณไม่เคยคิดมาก่อนว่าโคล่าซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ทำให้บริษัทโค้กโด่งดังจริงๆแล้วทำมาจากอะไรกันแน่..หรือได้ชื่อนี้มาได้อย่างไร? เดิมทีโคล่าถูกทำมาจากส่วนผสมพิเศษซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ในธรรมชาติ
เมื่อได้ชิมครั้งแรกถั่วโคล่าจะมีรสชาติค่อนข้างขม แต่ก็มีความหวานตามธรรมชาติรวมถึงคาเฟอีนด้วย ถั่วโคล่ามาจากต้นโคล่าซึ่งสามารถพบได้ในแอฟริกาตะวันตกและละตินอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ โดยจะเจริญเติบโตดีในพื้นที่เขตร้อนและมีฝักขนาดใหญ่เช่นเดียวกับเมล็ดโกโก้ในผลโกโก้ ที่ไนจีเรียถั่วโคล่าถือเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่น่าเคารพนับถือ เจ้าของบ้านมักจะมอบถั่วโคล่าให้แก่แขกเพื่อแสดงให้รู้ว่าพวกเขายินดีต้อนรับ พวกเขาจะกะเทาะถั่วโคล่าต่อหน้าแขกและยื่นให้รับประทาน วิดีโอด้านล่างนี้จะสาธิตวิธีแกะถั่วโคล่าออกจากฝักและวิธีรับประทาน
ประวัติเครื่องดื่มชนิดนี้อธิบายว่าสูตรต้นตำรับของโค้กประกอบไปด้วยใบโคคากับถั่วโคล่าและนี่เองคือที่มาของชื่อโคคา-โคล่า ปัจจุบันเรารู้ว่าถั่วโคล่าไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการผลิตโค้กหรือเครื่องดื่มหลักชนิดอื่นๆของแบรนด์โคล่าแล้ว ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่มีชื่อปรากฏอยู่บนฉลากส่วนผสม แต่ก็ยังมีผู้คนผลิตโคล่าจากถั่วโคล่าอยู่
ผู้จัดการทั่วไปของ Betony’s ในนิวยอร์คซิตี้เคยใช้ถั่วโคล่าในการผลิตรัมกับโค้กสูตรนำมาทำใหม่ ส่วนบริษัทเครื่องดื่มขนาดเล็กอย่าง Q Drinks ทุกวันนี้ก็ยังใช้ถั่วโคล่าในการผลิตเครื่องดื่มโค้กของตัวเองอยู่ เราได้พูดคุยกับจอร์แดน ซิลเบิร์ท ผู้อำนวยการบริหารของ Q Drinks เกี่ยวกับคุณสมบัติของถั่วโคล่าในเครื่องดื่มโคล่า เขากล่าวว่าเหตุผลหลักที่ผู้คนใช้ถั่วโคล่าในการผลิตเครื่องดื่มโคล่าก็คือ..พวกเขาต้องการคาเฟอีนของมัน
จอร์แดนอธิบายว่า “สิ่งที่ทำให้โคล่ามีความพิเศษคือส่วนผสมอื่นๆที่อยู่ในนั้นโดย Q Kola จะเติมมะนาว ส้ม อบเชย จันทน์เทศ กานพลู และอากาเว่ เพื่อเพิ่มความหวานให้กับเครื่องดื่มที่ทำจากถั่วโคล่าเพื่อสร้างความแตกต่างจากรสชาติโคล่าทั่วไป” จอร์แดนยังบอกอีกว่าคุณสามารถหาซื้อถั่วโคล่าได้ตามตลาดแอฟริกาบางแห่ง ดังนั้นถ้าคุณต้องการรสชาติโคล่าแท้ๆ (และคาเฟอีนที่คุณสามารถเคี้ยวได้) ก็อย่าพลาดเป็นอันขาด
คัดเนื้อหาจากบทความ “สิ่งประดิษฐ์ของคนหัวรั้น…ของธรรมดาที่เปลี่ยนโลก” โดย วารยา ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 31 ฉบับที่ 10 สิงหาคม 2553
ที่มา ศิลปวัฒนธรรม สิงหาคม 2553
ผู้เขียน วารยา
เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2562
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 583499690/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

พม่าขุดอุโมงค์อย่างไร? รบกับอยุธยาในอุโมงค์ “ฆ่าฟันล้มตายกันมาก” สมัยพระเจ้าตากสิน
หมายเหตุ-เรื่องนี้ไม่อาจสรุปให้ชัดเจนได้เพราะทำไปทำมาข้อมูลยังไม่แน่นพอ ขอให้อ่านพอเป็นฐานแล้วช่วยกันหาคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้
ผมเคยเขียนเรื่อง รบพม่าในอุโมงค์ ด้วยเหตุหยิบพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา สำนักพิมพ์คลังวิทยา 2516 มาอ่าน พลิกไปที่หน้า 402 เห็นเรื่องแปลก เป็นเหตุการณ์สมัยพระเจ้าตากสินเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว (ครองราชย์ พ.ศ.2313-2325) ทรงยกกองทัพขึ้นไปรบกับพม่าที่พิษณุโลก
พงศาวดารว่าวันหนึ่ง ร.1 (นามเดิมว่าด้วง) ขณะเป็นเจ้าพระยาจักรี ยกพลทหารออกไปตั้งค่ายประชิดค่ายพม่านอกเมืองพิษณุโลก ฟากตะวันออก
พม่าออกมารบ สามารถชิงค่ายของ ร.1 ได้
นายบุญมา น้อง ร.1 ขับพลทหารหนุนเข้าไปช่วยพี่ ฆ่าพม่าล้มตายและได้รับความลำบากไปเป็นอันมาก พม่าแตกถอยเข้าค่ายซึ่งอยู่ชิดค่ายไทยน่าจะไม่กี่สิบวา
พม่าไม่หยุดยั้ง “พม่าขุดอุโมงค์เดินใต้ดินเข้ามารบทุกค่าย”
ฝ่ายทหารไทยก็กล้าแกร่งพอกัน ทหารไทยขุดอุโมงค์ออกไปจากค่ายทุกค่ายจนอุโมงค์ทะลุถึงกัน
“ได้รบกันกับทัพพม่าในอุโมงค์” ฆ่าฟันล้มตายกันเป็นอันมาก
ตรงนี้แหละที่ผมมีคำถามว่าขุดอุโมงค์อย่างไร ขุดเป็นหลอดแบบลอดทะเล ลอดแม่น้ำ หรืออย่างไร ใช้วิชาช่างอย่างไร จึงจะไม่ให้ดินพังลงมาทับตัวเองตาย
จากนั้นก็ทิ้งคำถามนั้นเป็นเวลานานหลายเดือน หาได้นึกออกไม่ ว่าคำเฉลยมีอยู่เล็กน้อยในหนังสือพระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำฯ กรมหลวงนรินทรเทวี ซึ่งเคยอ่านผ่านตา
ร.5 ทรงเคยอธิบายเรื่องขุดอุโมงค์ไว้สั้นๆ ในหน้า 94
ถ้าอยากดูแบบง่ายๆ ก็เอาฉบับสำนักพิมพ์ต้นฉบับจัดพิมพ์ พ.ศ.2546 มากาง
หนังสือกล่าวว่าตอนเสียกรุง พ.ศ.2310 พระเจ้าตาก(ยังไม่เป็นกษัตริย์) พากองกำลัง 500 คนหนีออกจากอยุธยา
กรมหลวงนรินทรฯ จดว่าในวันนั้น “พม่าขุดอุโมงค์เข้าเผาเมือง ได้ด้านวังหน้าก่อน”
ร.5 ทรงขยายความว่า ขุดอุโมงค์ในที่นี้หมายถึงขุดรางลงไปตามริมกำแพง….
“เอาเชื้อเพลิงเผาให้กำแพงทรุด
ดูเถอะพม่ามันมีกำลังอะไรจะยกหักเข้าในกำแพงก็ไม่ได้
ดูเถอะชาวเมืองช่างนั่งให้พม่ามันมาสุมไฟริมกำแพงได้
มันเหลวเข้าหากันทั้งสองฝ่ายเช่นนี้”
ฟังดูเหมือนขุดลอดกำแพงตรงๆ แล้วเอาไฟสุม มีฐานกำแพงเป็นตัวกันถล่มหรืออย่างไร?
ร.5 ทรงปลงสังเวชที่ชาวอยุธยาปล่อยให้พม่าขุดอุโมงค์บุกเข้ามาได้ จนที่สุดเราก็ต้องเสียกรุง
นับว่าการขุดอุโมงค์ตามกำแพงเป็นกลศึกอย่างหนึ่งที่ใช้กันมานานพอสมควร ควรที่นักประวัติศาสตร์จะหารายละเอียดมายันกันอีก
ภาพ : กำแพงพระราชวังกรุงศรีอยุธยา (กำแพงกรุงฯ นั้นจะใหญ่กว่านี้มาก) จากหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ 63 เรื่องกรุงเก่า หนังสือแจกงานพระราชทานเพลิงศพพระยาโบราณราชธานินทร์(พร เดชะคุปต์ ) พ.ศ.2479 ห้องสมุดอเนก นาวิกมูล ซีดี 00687-020-
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ธันวาคม 2561
ผู้เขียน : เอนก นาวิกมูล
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 053456743/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Histofun Deluxe

🇷🇺 ทำไมรัสเซียถึงไม่ออกล่าอาณานิคม เหมือนกับชาติอื่น ๆ ในยุโรป?
-----
ทุก ๆ คน น่าจะทราบกันเป็นอย่างดีว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา เหล่าชาติมหาอำนาจต่าง ๆ ในทวีปยุโรป ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ, สเปน, ฝรั่งเศส, ฮอลันดา รวมไปถึงโปรตุเกส ได้มีการออกสำรวจทางทะเล และออกล่าดินแดนตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลกเพื่อเป็นดินแดนอาณานิคมของตน
แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมหนึ่งในชาติสำคัญในยุโรปอย่างรัสเซีย ทำไมถึงไม่มีการออกสำรวจทางทะเล และล่าดินแดนอาณานิคมเหมือนกับชาติอื่น ๆ ในยุโรปบ้าง?
-----
ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 16 รัสเซียในช่วงเวลานั้น เป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกสุดของทวีปยุโรป โดยมีอาณาเขตรายรอบบริเวณเมืองหลวงอย่างกรุงมอสโกเท่านั้น
จนกระทั่งเมื่อราชวงศ์โรมานอฟ ได้ขึ้นปกครองรัสเซียในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 การขยายดินแดนของรัสเซียก็ได้เริ่มต้นขึ้น
โดยรัสเซียได้ขยายดินแดนโดยการข้ามแนวของเทือกเขาอูรัล (Ural mountains) ซึ่งเป็นบริเวณที่กั้นเขตแดนระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย
จากนั้นในช่วงศตวรรษที่ 18 รัสเซียก็ไปยึดครองดินแดนตะวันออกไกลอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างไซบีเรีย จนจรดปลายของทวีปเอเชีย
ก่อนที่ในช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึง 20 รัสเซียจะขยายดินแดนในบริเวณยุโรปตะวันออก และพื้นที่ของเอเชียกลาง
การขยายดินแดนของรัสเซียในภาคพื้นทวีปนี้ จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ใช้อธิบายได้ว่า ทำไมรัสเซียถึงไม่สนใจที่ออกล่าอาณานิคมในทวีปอื่น
นั่นก็เพราะว่าดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลที่รัสเซียได้เข้ายึดครองนี้ ล้วนเป็นดินแดนที่มีทรัพยากรสำคัญมากมายมหาศาลอยู่แล้ว รัสเซียจึงไม่จำเป็นที่จะต้องออกทะเลเพื่อล่าดินแดนอาณานิคมนอกทวีปอีก
ไม่เหมือนกับชาติอื่น ๆ ของยุโรป ที่ชาติเหล่านี้ล้วนมีขนาดพื้นที่เล็กและมีทรัพยากรไม่เพียงพอ ชาติเหล่านี้จึงต้องออกทะเลเพื่อแสวงหาทรัพยากรและอาณานิคม
นอกจากนี้รัสเซียยังไม่ได้เน้นในด้านของการเดินเรือหรือมีกองทัพเรือที่แข็งแกร่งมากนัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญของชาติที่จะออกล่าอาณานิคม
แต่ถ้าจะบอกว่ารัสเซียไม่มีอาณานิคมนอกทวีปก็อาจจะไม่ถูกตัองนัก เพราะรัสเชียก็มีอาณานิคมของตนอยู่นอกทวีปเช่นกัน
ซึ่งก็คืออาณานิคมอเมริกาของรัสเซีย (Russian America) หรืออาณานิคมอลาสก้า (Alaska) ที่รัสเซียได้ครอบครองอยู่ตั้งแต่ในช่วงปี 1799 จนกระทั่งรัสเซียได้ขายให้กับสหรัฐอเมริกาในปี 1867
ดังนั้นเราจึงสามารถสรุปได้ว่า สาเหตุที่ทำให้รัสเซียไม่ได้ออกล่าอาณานิคมเหมือนกับชาติอื่น ๆ ในยุโรป ก็เพราะว่าดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลที่รัสเซียมีอยู่แล้วนั้น ต่างก็มีทรัพยากรเป็นจำนวนมากมายมหาศาลอยู่แล้ว รัสเซียจึงไม่จำเป็นที่จะออกล่าอาณานิคมอีกนั่นเอง
-----
*** Reference
- https://www.quora.com/Why-didnt-Russia- ... n-overseas...
- https://en.m.wikipedia.org/wiki/Russian_America
- https://en.m.wikipedia.org/.../Russian_colonization_of...
- https://eurasianet.org/russias-colonial-allergy
#HistofunDeluxe
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 363384112/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

The MemoLife
21 ชม. ·
กำเนิด ‘กิโยติน’ เครื่องประหารเพื่อความเท่าเทียม
.
ไม่มีใครไม่รู้จักเครื่อง ‘กิโยติน’ (Guillotine) แม้ชื่อจะดูมีคลาสและหรูหราแค่ไหนก็ไม่ทำให้ชาวเมืองฝรั่งเศสรู้สึกดีกับมันได้ เพราะมันคือ ‘เครื่องประหารบั่นคอ’
.
เริ่มแรกการประหารนั้นยังไม่ได้คำนึงถึงความทรมานเจ็บปวดของนักโทษมากนัก วิธีสำหรับผู้มีชื่อเสียงส่วนใหญ่จะใช้การตัดคอด้วยดาบ ส่วนชาวบ้านจะถูกแขวนคอ และมีวิธีประหารอีกหลายอย่างในยุคกลาง เช่น เผาร่าง หรือเอาคนผูกไว้กับล้อแล้ววิ่งรอบเมืองจนกว่าจะตาย
.
ในอดีตการลงโทษจำเป็นต้องทำให้ยิ่งใหญ่ และอยู่ในที่ ๆ คนเยอะที่สุด จุดประสงค์เพื่อให้คนนำเรื่องไปเล่าให้รู้กันทั่ว จะได้เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าทำความผิด แต่วิธีแบบเก่าเหล่านี้ก็ทรมานมากเกินไป การตัดคอด้วยดาบบางครั้งก็ไม่จบในดาบเดียว การแขวนคอก็ทรมานก่อนที่จะตาย
.
นายแพทย์อ็องตวน หลุยส์ (Antoine Louis) จึงคิดค้นออกแบบกิโยตินขึ้น และอธิบายจุดมุ่งหมายของการประหารชีวิตว่า ‘การประหารชีวิต คือการยุติชีวิต ไม่ใช่การสร้างความเจ็บปวดทรมาน’ ชื่อตอนแรกของกิโยตินจึงเป็น ลูยแซตต์ หรือ ลูยซง (Louisette , Louison) ตามนายแพทย์ผู้คิดค้น
.
แต่เครื่องประหารสัญชาติฝรั่งเศสนี้กลับถูกจำกัดใช้เฉพาะกับชนชั้นสูงเท่านั้น ต่อมาในปี 1789 โฌแซ็ฟ-อีญัส กียอแต็ง (Joseph-Ignace Guillotin) แพทย์ชาวฝรั่งเศสและสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ จึงเรียกร้องการผลักดันกฎหมายการใช้กิโยตินกับนักโทษประหารทุกชนชั้น เพื่อความเท่าเทียม ทำให้วิธีการประหารไม่มีการแบ่งฐานันดรเหมือนก่อน
.
หลังจากนั้นเครื่องประหารลูยซง จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นกิโยตินที่คุ้นหูกันจนถึงปัจจุบัน แต่นายแพทย์กียอแต็งก็ไม่ได้ภูมิใจกับชื่อ แถมยังเรียกร้องรัฐบาลให้เปลี่ยนเป็นชื่ออื่นเพราะมันเป็นชื่อสกุลเขา จนสุดท้ายทั้งครอบครัวก็ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อสกุลตัวเองแทน และแม้ว่านายแพทย์อ็องตวน หลุยส์ จะเป็นคนคิดค้นขึ้น แต่ผู้สร้างเครื่องกิโยตินจริง ๆ คือ ช่างชาวเยอรมันชื่อ โทเบียส สมิดต์ (Tobias Schmidt)
.
หน้าตาเครื่องกิโยตินที่เขาสร้างมีลักษณะเป็นโครงไม้ ส่วนบนแขวนใบมีดรูปสี่เหลี่ยมคางหมู มีน้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม สูง 2.3 เมตร ด้วยระยะทางเท่านี้ก็เพียงพอที่จะปลิดชีวิตคนใต้แท่นอย่างรวดเร็ว ไร้ความเจ็บปวด
.
คนแรกที่ถูกสั่งใช้กิโยตินเป็นโจรก่อคดีปล้นทั่วไปชื่อว่า นีกอลา ฌัก แปลตีแย (Nicolas J. Pelletier) ในวันที่ 25 เมษายน ปี 1792 ณ Place de Grève และต่อมาเจ้ากิโยตินก็โด่งดังมากขึ้นไปอีกในฐานะที่เป็นเครื่องประหารที่ใช้กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารี อองตัวเน็ต จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror)
.
แต่ก็เกิดเรื่องเล่าหลอน ๆ ขึ้นในปี 1793 กับหญิงสาวชื่อ ชาร์ล็อตต์ คอร์เดย์ ในวันที่ 17 กรกฎาคม นั้นเธอถูกตัดสินให้ประหารชีวิต หลังจากโดนตัดหัวผู้ช่วยเพชรฆาตคนหนึ่งได้หยิบหัวของเธอขึ้น และตบเข้าที่แก้มอย่างแรง ขณะนั้นผู้คนที่มุงอยู่ต่างเห็นว่าเธอทำสีหน้าไม่พอใจ กรอกตามองผู้ช่วยเพชรฆาต อ้าปากพยายามพูดบางอย่าง
.
ต่อมาในปี 1950 ดอกเตอร์โบเรียคซ์ได้ศึกษาฆาตกรแลงกุยล์เลอ ในวันที่ถูกประหารเขาพบว่าดวงตาและปากยังคงขยับต่ออีก 5-6 วิ นอกจากนี้เขายังตะโกนเรียกชื่อ และเห็นว่าตาของแลงกุยล์เลอเบิกโพลงขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้เกิดข้อสรุปว่าเมื่อหัวคนขาดแล้ว อาจจะสามารถประคองสติได้อีกกว่า 15 วินาที
.
จึงสรุปได้ว่ากิโยตินนั้นมีความเร็วและไวจนถึงขนาดตายโดยไม่ทันได้ตั้งตัวหรือเจ็บปวด คนที่จะถูกประหารด้วยกิโยตินจึงเผชิญแค่กับความกลัวล้วน ๆ ไม่ได้สัมผัสกับความทรมานทางกาย และกลายเป็นวิธีประหารที่ปราณีและเท่าเทียมที่สุดในยุคนั้น
.
ก็น่าคิดเหมือนกันว่าทั้ง ๆ ที่คนผิดทำให้คนเจ็บปวด แต่เรากลับหาวิธีให้เขาไปสบายมากที่สุด หรือว่านี่อาจจะเป็นความเห็นอกเห็นใจอย่างหนึ่งที่มนุษย์มีให้กัน
.
แต่ในขณะเดียวกันการที่มีกฎหมายประหารชีวิตก็อาจจะเป็นช่องโหว่หนึ่งที่ทำให้ฆาตกรลงมือฆ่าได้ง่ายขึ้น หากเขาได้ทำผิดไปแล้วหรือฆ่าใครครั้งแรก และรู้ว่าสุดท้ายตัวเองก็ต้องตาย หากจะทำผิดเพิ่มก็ไม่เสียหายอะไร
.
อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) นักเขียนและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เล็งเห็นช่องโหว่ตรงนั้นว่าการประหารไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้ฆาตกรหวาดกลัวและไม่ได้ทำให้คนไม่กล้าทำความผิด เขากล่าวว่า
‘มนุษย์ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ แต่มันช่างเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์สิ้นดีถ้าจะหวังว่าความปรารถนานี้จะเข้าควบคุมเหนือการกระทำทุกการกระทำของเขา เขาปรารถนาความว่างเปล่าด้วยเช่นกัน เขาโหยหาสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และความตายเพื่อความตาย
... เมื่อความปรารถนาอันแสนประหลาดนี้ขยายตัว และเข้าครอบงำการมองเห็นว่าเขาอาจถูกประหารชีวิตได้นั้นไม่อาจจะหยุดการกระทำของเขาได้ หนำซ้ำมันกลับจะช่วยเพิ่มความพลุ่งพล่านที่ตัวเขาเองกำลังหลงเข้าไปให้มากยิ่งขึ้น’
.
.
แล้วต้องทำอย่างไรคนถึงจะไม่ทำความผิดกันอีกล่ะ?
__________________
โดย แอดมินวา
ขอบคุณข้อมูลจาก :
วิวาทะโทษประหารชีวิตในฝรั่งเศส: 'ว่าด้วยเรื่องกิโยติน' ('Réflexions sur la guillotine') ของอัลแบร์ กามูส์
https://www.sarakadeelite.com/faces/louis-xvi/
https://napodcasts.co/2020/02/05/กิโยติน/
https://www.blockdit.com/posts/5f093549b82c760cc116143a
#กิโยติน #History #TheMemoLife
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Reporter Journey
29 มีนาคม เวลา 19:02 น. ·
ทำไมกองทัพรัฐประหารเมียนมาถึงโหดเหี้ยม?
มองผ่านประวัติศาสตร์การปกครองในอดีต สู่ยุคปัจจุบัน
.
ช่วงนี้อาจมีบทความที่ให้น้ำหนักความสนใจไปที่เรื่องสถานการณ์ในประเทศเมียนมา เนื่องจากกว่าเป็นสถานการณ์ที่สำคัญที่ทั่วโลกจับตา และจะมีผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาโดยตรง ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย เพราะนับตั้งแต่วันที่กองทัพเมียนมาซึ่งนำโดย "นายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย" ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้นำรัฐประหาร เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของ "นางอองซาน ซูจี" ที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและเกิดเหตุการณ์ปะทะ เกิดเหตุนองเลือดกลางเมืองหลายแห่งทั่วประเทศ จนมีประชาชนเสียชีวิตจากที่นับจำนวนได้คือมากกว่า 400 คนแล้ว และไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์จะทุเลาเบาบาง แต่กลับรุนแรงขึ้นทุกวัน
.
ล่าสุดมีรายงานว่าทหารเมียนมาได้บุกเข้าไปในโรงพยาบาล โดบสำนักข่าว Myanmar Now ได้รายงานว่ากลุ่มทหารได้บุกเข้าไปที่โรงพยาบาล "Asia Royal" ใจกลางนครย่างกุ้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งได้วิ่งหนีเข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้สื่อออนไลน์ในเมียนมาหลายสำนักรายงานว่า นางสาว "Thinzar Hein" พยาบาลวัย 20 ปี ที่ทำหน้าที่พยาบาลอาสาช่วยเหลือผู้ชุมนุมถูกยิงเข้าที่ศีรษะเสียชีวิต ขณะที่เธอกำลังช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บในที่ชุมนุม
.
สิ่งที่สังคมโลกเห็นก็คือความรุนแรงของสถานการณ์ในเมียนมาที่ตั้งคำถามว่า ทำไมกองทัพรัฐประหารเมียนมาถึงได้โหดร้าย ป่าเถื่อน เข่นฆ่าประชาชนถึงในโรงพยาบาล ในบ้านของประชาชน ฆ่าแม้กระทั่งเด็กเล็ก ถึงขณะมีรายงานข่าวว่า ทหารหรือตำรวจที่แปรพักไม่ยอมเข้าร่วมกับกองทัพให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศในระหว่างที่ต้องลี้ภัยออกนอกบ้านเกิดว่า ผู้บัญชาการสั่งให้ฆ่าคนในครอบครัวของทหารชั้นผู้น้อยเองด้วย หากครอบครัวมีแนวคิดต่อต้านกองทัพ
.
ความโหดเหี้ยมนี้เล่นเอาคนที่ติดตามข่าวสารในยุคปัจจุบันที่อาจจะยังไม่เคยศึกษาถึงความโหดของกองทัพประเทศเพื่อนบ้าน ต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าในยุคปี 2021 ยังมีการวิ่งไล่เข่นฆ่าผู้คนเป็นนกเป็นปลากันแบบนี้อยู่อีกหรือ? มันเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมา และทำไมถึงได้โหดเหี้ยมขนาดนี้?
.
🔵 ประวัติศาสตร์การปกครองที่โหดเหี้ยม
.
ต้องเข้าใจกันตั้งแต่ระดับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมียนมา ที่ในอดีตเมียนมาหรือพม่าปกครองกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เอาไว้หลากหลายทั้ง มอญ กะเหรี่ยง ว้า ยะไข่ ไทยใหญ่ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยอดีตระบอบกษัตริย์ในเมียนมาซึ่งในช่วงสมัยเมื่อ 200 – 300 ปีก่อน กลุ่มชาติพันธุ์พม่าแท้ หรือพวกอังวะ ที่มีจุดศูนย์กลางการปกครองหลักคือเมืองอังวะ หรือปัจจุบันคืแ นครมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศรองจากนครย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่า
.
การที่จะสามารถปกครองนครรัฐเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่รายรอบซึ่งมีความเป็นรัฐอิสระ ปกครองตนเอง ด้วยชาติพันธุ์ของตนเอง และมีภูมิประเทศที่สลับซับซ้อน ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะใช้ความประณีประนอม หรือการยอมสวามิภักดิ์ให้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังวะ ดังนั้นการใช้กำลังบังคับขู่เข็นจึงเป็นสิ่งที่พวกอังวะเลือกในการปกครองชาติพันธุ์อื่นๆ
.
พม่าขึ้นชื่อเรื่องปกครองประเทศราชหรือเมืองขึ้นด้วยความโหดร้ายทารุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวมอญ กะเหรี่ยง ยะไข่และไทยใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงชนชาติอื่นที่ไม่ได้นับถือพุทธแบบเถรวาท ทำให้ชนชาติอื่น เช่น มอญและไทยใหญ่ต้องอพยพมาในประเทศไทยหลายระลอก จนเกิดเป็นชุมชนต่างๆ เช่นชุมชนชาวมอญ เป็นต้น ดังนั้นในการปกครองยุคหนึ่งแม้จะไม่ได้ครองเป็นรัฐเดียว แต่ก็อยู่กันแบบรัฐใครรัฐมันหลวมๆ
.
รูปแบบการปกครองนี้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนกระทั่งพม่าถูกอังกฤษเข้ายึดครอง และสิ้นสุดความเป็นราชวงศ์ลงในสมัยของ "พระเจ้าสีป่อ" ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2429 ก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เล็กน้อย
.
หลังสิ้นยุคที่อังกฤษปกครองในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 อังกฤษได้คืนเอกราชกับพม่าอย่างสมบูรณ์ และมีความพยายามดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยหลายครั้งจากความช่วยเหลือของเจ้าอาณานิคม แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว รัฐบาลพลเรือนพม่าไม่ได้มีเสถียรภาพมากเพียงพอที่จะปกครองตัวเอง เนื่องจากการตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเข้มงวดมาตั้งแต่ก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้น พอในยุคที่เป็นประเทศเมืองขึ้นของอังกฤษก็มีเจ้าอาณานิคมคอยบริหารจัดการภายในทั้งหมด เมื่อถึงวันที่ต้องเป็นอิสระรัฐบาลพลเรือนที่ไม่เคยผ่านการบริหารราชการแผ่นดินจึงไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว ประกอบกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่อยู่บริเวณชายแดนต่างก็พร้อมใจกันแข็งเมือง อยากจะแยกตัวเองออกเป็นรัฐอิสระอยู่แล้ว ทำให้เป็นการยากที่จะจัดการได้เหมือนสมัยที่ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ที่ใช้กำลังไพร่พลทหารเข้าปราบปรามยามที่หัวเมืองไม่ยอมอยู่ภายใต้อาณัติ
.
🔵 เพราะปกครองด้วยตัวเองไม่ได้ ทหารจึงเข้ามาแทรกแซง
.
พม่ามีรัฐบาลพลเรือนได้เพียงแค่ 10 ปี ภายในของพม่าเริ่มเกิดปัญหาความล้มเหลวในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนั้น กลุ่มสันนิบาตเสรีภาพประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ ยังแตกแยกออกเป็นสองส่วน กลุ่มหนึ่งนำโดย "อู นุ" และ "ติน" อีกกลุ่มนำโดย "บะส่วย" และ "จอ เย่ง" แม้อูนุจะประสบความสำเร็จในการนำประชาธิปไตยเข้าสู่ยะไข่ แต่เกิดปัญหากับชาวปะโอ ชาวมอญ และชาวไทใหญ่ ปัญหาเหล่านี้ทำให้รัฐสภาไม่มีเสถียรภาพ แม้อูนุจะผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจโดยได้รับการสนับสนุนจากแนวร่วมสหชาติก็ตาม
.
กองทัพได้เจรจาปัญหาเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่ากับรัฐบาลของอูนุ ทำให้อูนุเชิญ "เน วิน" ผู้บัญชาการทหารเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล กลุ่มแนวร่วมสหชาติถูกจับกุม 400 คน และมี 153 คนถูกส่งไปยังหมู่เกาะโกโกในทะเลอันดามัน ในกลุ่มที่ถูกจับกุมมี "อองทาน" พี่ชายของ "อองซาน" ด้วย
รัฐบาลของเน วินประสบความสำเร็จในการทำให้สถานการณ์มั่นคงและเกิดการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2503 ซึ่งพรรคสหภาพของอูนุได้เสียงข้างมาก แต่เสถียรภาพไม่ได้เกิดขึ้นนาน เมื่อขบวนการสหพันธ์ฉานนำโดย "เจ้าส่วยใต้" เจ้าฟ้าเมืองยองห้วยที่เป็นประธานาธิบดีคนแรกของพม่า ต้องการสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 ที่ขอแยกตัวออกไปได้เมื่อรวมตัวเป็นสหภาพครบสิบปี
.
เน วินพยายามลดตำแหน่งเจ้าฟ้าของไทใหญ่โดยแลกกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ใน พ.ศ. 2502 ในที่สุด เน วินได้ก่อรัฐประหารในวัที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2505 อูนุและอีกหลายคนถูกจับกุม เจ้าส่วยใต้ถูกยิงเสียชีวิต "เจ้าจาแสง" เจ้าฟ้าเมืองธีบอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยที่จุดตรวจใกล้ตองจี
.
ภายหลังจากการรัฐประหาร พม่าถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร นำโดยคณะปฏิวัติของเน วิน สังคมทั้งหมดถูกควบคุมและอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ผ่านรูปแบบสังคมนิยม ซึ่งดัดแปลงมาจากแนวคิดของสหภาพโซเวียต และการวางแผนจากส่วนกลาง
.
รัฐธรรมนูญใหม่แห่ง สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า ได้ถูกประกาศใช้ปี พ.ศ. 2517 ในช่วงเวลานั้นพม่าถูกปกครองโดยระบบพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคโครงการสังคมนิยมพม่า นำโดยเน วิน และ อดีตนายทหารหลายนาย
.
กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2531 มีการเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศพม่า โดยเริ่มในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) ด้วยตัวเลข (8-8-88) ทำให้เหตุการณ์นี้มักเป็นที่รู้จักในชื่อ "การก่อการปฏิวัติ 8888" เกิดการลุกฮือเริ่มต้นจากนักศึกษาในเมืองย่างกุ้ง ข่าวการประท้วงของนักศึกษาได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ
.
ต่อมามีประชาชนเรือนแสนที่เป็นพระภิกษุ เยาวชน นักศึกษา แม่บ้านและหมอ ออกมาประท้วงต่อต้านระบอบการปกครอง รัฐบาลได้มีคำสั่งให้สลายฝูงชนด้วยอาวุธ ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
.
ในวันที่ 18 กันยายน เกิดการรัฐประหารและทหารได้กลับมาปกครองประเทศอีกครั้ง มีการจัดตั้งสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ซึ่งเป็นองค์กรที่เปลี่ยนรูปมาจากพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า หลังจากที่ได้ประกาศกฎอัยการศึก ได้เกิดการประท้วงที่รุนแรงขึ้น นักศึกษา พระสงฆ์และนักเรียนราวพันคนถูกสังหาร และมีประชาชนอีก 500 คนถูกฆ่าในการประท้วงนอกสถานทูตสหรัฐอเมริกา นักศึกษาบางส่วนได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย
.
ในวันที่ 21 กันยายน รัฐบาลได้เข้ามาปกครองประเทศและขบวนการต่อต้านได้สลายตัวไปในเดือนตุลาคม เมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2531 เชื่อว่าผู้เสียชีวิตร่วมหมื่นคนและสูญหายอีกจำนวนมากจากปฏิบัติการทางทหารระหว่างการก่อการปฏิวัติ
.
และพม่าก็ถูกปกครองอยู่ภายใต้ระบอบทหารมายาวนานจนกระทั้งปี 2554 มีความพยายามฟื้นฟูประชาธิปไตยในเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งทำให้เกิดการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 50 ปี เมื่อปี 2555 และทำให้พรรค NLD ของนางอองซาน ซูจี ได้ชัยชนะ และปกครองประเทศมา 5 ปี กระทั่งครบวาระ และเลือกตั้งใหม่เมื่อปลายปีที่แล้ว ก่อนที่จะชนะอีกครั้งอย่างถล่มทลาย และนำมาซึ่งการก่อรัฐประหารอีกครั้งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธุ์ที่ผ่านมา
.
🔵 นักวิชาการมอง กองทัพไม่แคร์สายตาคนนอก ความรุนแรงเพิ่มขึ้นไม่จบง่ายๆ
.
ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า การยึดอำนาจของนายพลมิน อ่อง หล่าย และการปราบปรามกลุ่มผู้ต่อต้านเป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะต้องไม่ลืมว่ามิน อ่อง หล่าย เกิดและเติบโตมาในยุคของการปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร ดังนั้นเขาเคยชินกับการใช้กำลังและความรุนแรงในการปราบปรามชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งการปราบปรามคนพม่าเองด้วยที่ต่อต้านการยึดอำนาจ ซึ่ง ศ.ดร.ฐิตินันท์ มองว่านายพลคนนี้ไม่กลัวอะไรและเอาอยู่ ซึ่งตอนนี้ก็ขึ้นขี่หลังเสือแล้วด้วย คงต้องอยู่รักษาอำนาจให้ได้นานที่สุด
.
ก่อนหน้านี้มิน อ่อง หล่าย เคยคุยกับตัวแทนของสหประชาชาติ "นางคริสติน ชราเนอร์ บูร์เกเนอร์" แทนพิเศษด้านเมียนมาประจำองค์การสหประชาชาติ และเคยเป็นทูตสวิสเซอร์แลนด์ประจำกรุงเทพฯ เรียกร้องให้นายพลมิน อ่อง หล่าย คืนอำนาจให้ประชาชน และยุติการใช้ความรุนแรง แต่ตัวของนายพลคนนี้ได้พูดตัดบทสนทนาเลยว่า อย่ามาเรียกร้องอะไรมาก และถ้าสหประชาชาติไม่พอใจ เมียนมาอยู่เองได้ เพราะก็อยู่ด้วยตัวเองมาตั้ง 50 ปี และไม่ต้องคบค้ากับใครมากมาย มีเพื่อนแค่ไม่กี่ประเทศก็พอ
.
ดังนั้น ศ.ดร.ฐิตินันท์ มองว่ากองทัพเมียนมาเอาจริง และความรุนแรงมันจะเพิ่มขึ้นยืดเยื้อต่อไปอีกสักพักใหญ่ พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มว่า การยึดอำนาจของกองทัพเมียนมาเหมือนกับการปกครองสมัยที่เมียนมายังมีระบอบกษัตริย์ กล่าวคือ จุดศูนย์กลางการปกครองจะต้องแข็งแกร่ง กองทัพจะต้องแข็งแกร่ง มิเช่นนั้นมันจะเอาประเทศไม่อยู่ โดยเฉพาะกับการจัดการกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่อยู่รายรอบเพื่อสร้างการเป็นชาตินิยมแบบที่เรียกว่า “พม่านิยม” ภายในประเทศเอง ไม่ใช่การต่อต้านจากภายนอก แต่ต่อต้านคนในประเทศเอง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแต่ละประเทศที่แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับการก่อรัฐประหาร แต่กลับทำได้เพียงประณาม ไม่เข้าไปแทรกแซงภายใน
.
เพราะหากวันหนึ่งที่เมียนมาแตกออกเป็นประเทศเล็กๆ น้อยๆ ผลที่ตามมาคือประเทศเพื่อนบ้านทั้งอินเดีย จีน และไทย จะเป็นผู้รับเคราะห์คลื่นอพยพของประชาชนที่ลี้ภัยเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือประชาคมโลกจะผลีผลามทำอะไรมันก็เป็นเรื่องยากและเสี่ยงที่จะยกระดับปัญญาหาในท้องถิ่นให้เป็นปัญหาระดับภูมิภาค ซึ่งนั่นจะทำให้การจัดการยิ่งยากเข้าไปอีก
.
🔵 เหตุผลที่นานาชาติทำได้แค่ ประณามแต่ไม่อยากส่งทหารแทรกแซง
.
อย่างไรก็ตามในมิติทางสังคมนั้นประเทศต่างๆ ยังทำได้เพียงแค่ กดดันทางการทูต ประณามทางวาจา หรือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ไม่มีใครอยากเข้าไปแทรกแซงภายในด้วยกิจการทางทหาร เพราะถ้าเป็นแบบนั้นความเสี่ยงจะเกิดขึ้นกับประเทศที่เข้าไปแทรกแซงทันที เพราะตาม “หลักการรับผิดชอบเพื่อการคุ้มครอง” หรือ Respossiblity to protect เรียกย่อ ๆ ว่า R2P มีระบุความรับผิดชอบต่อการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจากภายนอกที่ส่งทหารเข้าไปทำสงคราม หรือภารกิจทางทหารให้กับประเทศอื่นๆ จะต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมาด้วย เช่น หากการส่งทหารเข้าไปแล้วเกิดการบาดเจ็บล้มตายมากกว่าเดิม หรือประเทศนั้นๆ เกิดการถึงคราวล่มสลาย ประเทศผู้ที่ส่งทหารเข้าไปจะต้องแบกรับภาระในการดูแลประเทศนั้นๆ ต่อไป อันจะนำมาซึ่งการใช้งบประมาณที่มาหาศาล ชีวิตกำลังพล และอื่นๆ อีกมากมาย โดยที่แทบจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกลับมาเลย นอกจากคำสรรเสริญเยินเยอว่าเป็นผู้มาปลดปล่อยจากฝ่ายที่สนับสนุน และคำสาปแช่ง เกลียดชังจากฝ่ายที่ต่อต้าน
.
เหมือนเอาตัวเองไปเปื้อนโคลนทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น ไม่ใช่ธุระกงการอะไรนั่นเอง
.
สุดท้ายปัญหาภายในเมียนมาอาจจะจบลงด้วยการนองเลือดมากกว่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะกองทัพเมียนมาถูกฝึกมาเพื่อการโจมตี และฆ่าด้วยความโหดเหี้ยมและเด็ดขาด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายว่าทำไมจึงมีข่าวการกระทำอันแสนอุกอาจ คร่าชีวิตประชาชนแบบไม่สนใจอะไรได้อย่างเลือดเย็นนั่นเอง

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 993503349/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

เจาะเวลาหาอดีต

ว่าด้วยเรื่อง “ถ่านไฟฉายตรากบ”
เพลงนี้ ผู้แต่งและผู้ร้อง คือ คุณนคร มงคลายน ท่านถือเป็นเจ้าพ่อเพลงโฆษณาในสมัยนั้นก็ว่าได้ เพราะ เพลงโฆษณาสินค้าทั้งหลายสมัยนั้น เป็นเสียงของท่านซะส่วนมาก ทั้งแต่งเอง ร้องเอง
เคยได้อ่านบทสัมภาษณ์ เกี่ยวกับเพลง “ถ่านไฟฉายตรากบ” คุณนคร มงคลายน บอกว่า เพลงนี้ต้องร้องหลายรอบ เพื่อให้พอดีกับเวลา ที่กำหนดไว้ คือ...60...วินาที พร้อมลงท้ายด้วย เสียง อ๊บ ..อ๊บ.. ด้วย
เวลาเกินกว่านี้ไม่ได้ เพราะจะทำให้เจ้าของห้างต้องเสียค่าโฆษณาเพิ่มทันที สังเกตช่วงคำพูดแทบไม่ได้หายใจ เพราะกลัวเกินเวลา สมัยนั้นระบบบันทึกเสียงก็ใช้ร้องสด เล่นดนตรีสด ไม่มีการนำมาตกแต่งเสียงใหม่ จึงต้องร้องหลายรอบมาก กว่าจะพอดีเวลา 60 วินาที
ครูนคร มงคลายน ได้ศึกษาวิชาดนตรีและโน้ตสากลจากทหารดัชต์ ที่ถูกจับมาเป็นเชลยศึกในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ครูนครจึงเรียนรู้ทั้งวิชาดนตรี เพลงสากล แถมยังพูดฝรั่งคล่องจนกลายเป็นดีเจเปิดเพลงต่างประเทศให้แฟนเพลงฝรั่งฟังกัน
ความรู้เรื่องดนตรีและภาษาฝรั่ง ครูนครจึงมีผลงานเพลงโฆษณาที่แผ่นเสียงขายดิบขายดี เช่น ถ่านไฟฉายตรากบ , พม่าตบยุง, ส.สะพานมอญสอนขับรถ หรือ เพ้งนาฬิกา ...
เนื้อเพลง
ต้นตระกูลผมแต่ปางบรรพ์ หลังย่ำสายัณห์ดวงตะวันเลี่ยงหลบ จะเดินทางเยื้องย่างไปไหน จำเป็นต้องใช้จุดไต้จุดคบ
ปัจจุบันเห็นจะไม่ดี ขืนจุดไต้ซีถ้ามีใครพบ ต้องอับอายขายหน้าอักโข เขาต้องฮาต้องโห่ว่าผมโง่บัดซบ
ยุคนี้มันต้องทันสมัย เพื่อนผมทั่วไปใช้ถ่านไฟตรากบ ทั้งวิทยุและกระบอกไฟฉาย คุณภาพมากมายสะดวกสบายครันครบ
ถ่านก็มีหลายอย่างวางกอง เขากลับรับรองว่าต้องแพ้ตรากบ เหตุและผลเขาน่าฟังครับ ขอให้ลองสดับนะท่านที่เคารพ
(ต่อไปเป็นการพูด)
คือเขาบอกว่าถ่านไฟฉายตรากบไม่ใช่ของนอกที่ส่งมาขยอกเมืองไทยและไม่ใช่ของทำภายในที่โกยกำไรส่งออกนอก ถ่านไฟฉายตรากบทำในเมืองไทย ขายในเมืองไทย โดยให้เงินกำไรหมุนเวียนในเมืองไทย
ทำให้ดุลการค้าของไทยดีขึ้น
ฉะนั้น นอกจากผมจะเคยชอบตีกบ ชอบกินกบ ชอบเพลง พม่าแทงกบ และชอบเล่นไพ่กบแล้วเดี๋ยวนี้ผมยังชอบถ่านไฟฉายตรากบอีกด้วย อ๊อบ อ๊อบ….. ”
ครูนคร มงคลายน ผู้แต่งเพลงโฆษณาดังสมัยก่อน
เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๔๖๘ ในย่านบางรัก พระนคร บิดาเป็นชาวจีนชื่อ นายบ๊วยอุ่ยดี้ แซ่จิว มารดาชื่อ
นางนวม มงคลายน (สู่สวัสดิ์) ที่บ้านมีอาชีพทำโรงยาฝิ่น
ครูนคร มงคลายน จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษารุ่นโตโจ (ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ) เคยหันเหชีวิตไปเล่นละครเร่อยู่หลายปี จากนั้นก็เริ่มหันมาเล่นตลกละครเวที แต่งเพลง ร้องเพลงแปลง เต้นรำ เนื่องจากครูนครเป็นคนที่มีอารมณ์ดี สนุกสนานเฮฮา จึงมีเพื่อนฝูงมากและทุกคนต่างรักครูนครทั้งนั้น ในด้านแต่งเพลง ครูนครมีความสามารถแต่งเพลงได้หลายแนว ตัวเองก็นิยมร้องเพลงตลก หากเป็นแนวอื่นก็แต่งให้นักร้องชื่อดังในขณะนั้นร้อง อย่างเช่น สุเทพ วงศ์กำแหง เพ้ญศรี พุ่มชูศรี สวลี ผกาพันธ์ ชาญ เย็นแข จินตนา สุขสถิตย์ เป็นต้น
ครูนคร มงคลายนมีความสามารถ ในด้านการเต้นรำอย่างมาก เคยได้รับรางวัลในการเต้นรำถึง ๓ ปีซ้อน โดยเฉพาะการเต้นจิ๊ตเตอร์บั๊ก หรือ ร๊อค เอน โรลล์ ในเวลาต่อมาได้ตั้งวงดนตรีเป็นของตนเอง เดินสายเล่นตามต่างจังหวัดจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป บางคราวก็จัดประกวดร้องเพลงตามแหล่งบันเทิงต่างๆ อาทิ โรงภาพยนตร์พัฒนากร บางช่วงก็ไปร้องเพลงตามไนท์คลับทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ต่อมาได้ไปจัดรายการวิทยุที่สถานีวิทยุ ว.พ.ท. และ อสมท คลื่น ๑๑๔๓ กิโลเฮิร์ทซ์ ชื่อรายการว่า "หนุ่มน้อยฝอยข่าว" สร้างชื่อเสียงให้แก่ครูนคร มงคลายน มากเพราะผู้ฟังต่างชื่นชอบในการพูดคุยเรื่องข่าวชาวบ้านที่มีมุขตลกผสมผสาน ไปด้วยตามถนัด
ในเวลาต่อมาครูนครเริ่มเข้าสู่วงการรถจักรยานยนต์ โดยรวมกลุ่มกับคนรักรถที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมทั้งเป็นพิธีกรไปพร้อมๆกัน เป็นระยะเวลาหลายปีควบคู่ไปกับการจัดรายการวิทยุ ภายหลังเมื่อมีปัญหาด้านสุขภาพที่สะสมมาเป็นเวลานานจากการสูบบุหรี่ จึงต้องพักรักษาตัวแต่ก็มิได้ทิ้งงานด้านแต่งเพลง การเขียนหนังสือในคอลัมน์ต่างๆ รวมทั้งในนิตยสาร
ชีวิตครอบครัว ครูนครได้สมรสกับคุณบุญชัย มงคลายน(แมรี) ภายหลังจากที่คุณแมรีเสียชีวิต ท่านได้มาพบและแต่งงานกับคุณนวรัตน์ วีรเสนีย์ และได้รับอุปการะบุตรบุญธรรม ๔ คน คือ
๑.คุณมัทนา จุลินรักษ์ ๒.คุณมาลัยวัลย์ มงคลายน ๓. คุณยอดลักษณ์ โพธิ์ดี ๔. คุณธัญลักษณ์ พีระสวัสดิ์
เนื่องจากครูนคร เป็นโรคหอบ โรคถุงลมโป่งพอง โรคตับ ทำให้ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นประจำ จนกระทั่งในที่สุดได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ รวมอายุ ๗๔ ปีเท่านั้น ท่ามกลางความอาลัยและเสียดายของเพื่อนฝูงในวงการตลอดจนผู้ที่รักในความ สามารถอันสูงล้นของครูเพลงชื่อดังผู้นี้ที่มีนามว่า นคร มงคลายน
ครูนครเคยเล่าให้ฟังว่า
"ผมเกิดมาเพื่อร้องรำทำเพลง บางคนเขาก็ร้องอย่างเดียว เพราะรำไม่เป็น แต่ผมร้องได้ รำได้ แต่งเพลงก็ได้ หรือเล่นดนตรี ผมก็ทำได้ คนดูเมื่อก่อนนี้ไม่ใช่พวกชอบชักดิ้นชักงอเหมือนเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าจะชักดิ้นชักงอก็ชักไม่เท่าผม เพราะผมเป็นแชมป์ร็อคเอนโรลล์แห่งประเทศไทยเสียด้วย เกิดเป็นคนจับฉ่ายอะไรได้ทั้งนั้น เมื่อไม่มีตลก ผมยืนเล่นตลกก็ยังได้"
นคร มงคลายน เป็นศิลปินที่หากินมารุ่นราวคราวเดียวกับครูพยงค์ มุกดา อายุอานามก็ใกล้เคียงกัน พูดถึงความสามารถเฉพาะตัว สมัยก่อนยากจะหาใครมาทัดเทียม หรือแม้แต่สมัยนี้จะหาศิลปินที่มีทุกอย่างในตัวคนเดียวก็ใช่จะหาได้ง่าย มองแทบไม่เห็นเอาซะเลย
ย้อนกลับไปเมื่อ ๔๐ – ๕๐ ปีก่อน (ย้อนไปไกลอีกแล้ว) ช่วงที่โรงหนังในกรุงเทพนิยมนำวงดนตรีมาแสดงสลับฉากกับการฉายหนังเพื่อดึง ดูดคนดูให้เข้ามาชมกันมากๆ ครูนคร มงคลายน ก็เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ในยุคนั้น
และเมื่อมองไปที่ศาลาเฉลิมบุรี ซึ่งอยู่ใกล้กับวงเวียนโอเดียนในขณะนั้น (ปัจจุบันรื้อทิ้งสร้างเป็นประตูเฉลิมพระเกียรติ) ซึ่งบริเวณใกล้ๆกันนั้น ก็มีโรงหนังโอเดียน ซึ่งก็เป็นแหล่งทำมาหากินของนักร้องนักแสดงจำนนมากในยุคนั้น(อีกแล้วครับ ท่าน) ต่อมาเปลี่ยนเป็นนิวโอเดียน ล่าสุดทุบทิ้งซะเลย กลายเป็นอาคารค้าขายไปแล้ว
๓ คนดังในวงการเพลงขณะนั้น คือ ครูนคร มงคลายน ครูพยงค์ มุกดา และครูสมยศ ทัศนพันธุ์ ก็ผูกขาดการแสดงที่ศาลาเฉลิมบุรีเป็นประจำ โดยทั้ง ๓ คนนี้หากินด้วยกัน แม้จะต่างวงต่างคณะ แต่มาเล่นบนเวทีเดียวกัน ห้วงเวลาเดียวกัน โดยครูนคร มงคลายน เล่าให้ฟังว่า พยงค์ สมยศ และตนเองตกลงกันว่า เวลาเจ้าของหนังมาเจอใครก่อน ก็ให้นักร้องคนนั้นรัยงานแสดง เช่น เจอพงค์ก็ให้พยงค์รับงาน เวลาประกาศก็บอกว่า เป็นคณะพยงค์ มุกดา นำโดย พยงค์ นคร สมยศ ถ้าเผื่อเข้าของหนังเจอสมยศก่อน สมยศรับงานเป็นคณะสมยศ นำโดย สมยศ นคร พยงค์ ถ้าเจ้าของหนังมาเจอนคร ก็จะเป็นคณะนคร นำโดย นคร พยงค์ สมยศ แสดงเสร็จก็จ่ายค่าตัวแบ่งกัน
"พวกเราผลัดกันเป็นหัวหน้า พอใครเป็นหัวหน้าคณะอีกสองคนมาเป็นลูกน้อง แล้วใช้นักร้องของคณะนั้น เช่น คณะของผมก็ใช้ลูกศิษย์ผม แล้วก็พยงค์ มุกดา สมยศมารวม คณะสมยศเขาก็ใช้ลูกศิษย์เขา เช่น พีระ ตรีบุปผา ชาญชัย บัวบังศร แล้วมีผมกับพยงค์ไปร่วม ส่วนคณะพยงค์ ก็มีลูกศิษย์ของพยงค์ เช่น ผ่องศรี วรนุช สมศรี ม่วงศรเขียว ศรีสอางค์ ตรีเนตร นักร้องกองทัพเรือ แล้วมีผมกับสมยศไปร่วมด้วย"
เห็นหรือยังครับกับการช่วยกันทำมาหากินของ ๓ ศิลปินดังในยุคนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องไม่มีงานแสดงเป็นไม่มี และในขณะที่หลายคนร้องเอาน้ำเสียงเป็นจุดเด่น แต่ครูนคร มงคลายน กลับฉีกแนวออกไปเพื่อไม่ให้ซ้ำกับคนอื่น โดยร้องแต่เพลงตลก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
"…ครวญคิดพินิจให้ดี ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเหมาะสม โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม เลือดในอกผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน…"
เมื่อเพลง "ค่าน้ำนม"จากต้นตำรับร้องจบ "ค่าน้ำนม" ฉบับแปลงของครูนคร มงคลายน ก็ขึ้นทันทีว่า
"…ครวญคิดพินิจยิ่งเพลีย กระป๋องนมของเมีย บางทีก็มีกลิ่นฉุน…" เรียกเสียงฮากันลั่นโรง
หรือบางคราวที่สุเทพ ร้องเพลง จงรัก "โปรดอย่าถาม ว่าฉันเป็นใครเมื่อในอดีต…"
ครูนครก็จะนำมาแปลงเสียใหม่เป็น "โปรดอย่าถามว่าฉันเป็นใครเมื่อในอดีต ฉันบอกก็ได้ อดีตฉันเป็นแมงดา…" คิดดูแล้วกันว่าจะมีเสียงฮาจากผู้ชมหรือไม่?
"ลักษณะของผมจะร้องเพลงแปลงทันทีเมื่อเจ้าตัวร้องจบ จะได้รู้ว่าเราแปลงจากเพลงไหน ไม่ใช่จบไปแล้ว เลิกไปแล้ว เราโผล่มาทีหลัง ออกมาเป็นแผ่นเสียงทีหลัง อย่างนี้ผมไม่ทำ ผมต้องต่อกันเดี๋ยวนั้นเลย ถึงจะทันการณ์และทันกิน ซึ่งก็สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้"
นอกจากนี้ ครูนครยังแปลงเพลง"ช่างร้ายเหลือ"ที่ วงจันทร์ ไพโรจน์ ขับร้อง อันเป็นผลงานการประพันธ์ของครูมงคล อมาตยกุล เป็นเพลง "ช่างเร็วเหลือ" เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพครูมงคล อมาตยกุลในวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๓๓ ณ วัดมกุฏกษัตริยารามอีกด้วย
ลองมาดูถึงความสามารถในการแปลงเพลงของ "ครูนคร" ในวาระสุดท้ายของเพื่อนสนิทที่ชื่อ "ครูมงคล อมาตยกุล"
ช่างเร็วเหลือล้นคนดีๆมิควรตายไว
ช่างเร็วเหลือใจ ไฉนคนเลวจึงมิควรตายเร็วบ้าง
สุดแสนเสียดายครูมงคลมิควรวายวาง
แต่จนหนทางจะฝืนชะตาที่พระพรหมขีดไว้
โศกประหนึ่งทุกข์ตราตรึงสุดห้ามความคิดถึงได้
คำจากปากแต่ออกจากใจอันแสนหมองหม่น
พวกเราขอเชิญดวงวิญญาณของครูมงคล
ล่องลอยถึงบนสวรรค์เมืองแมนแดนฟ้าเป็นที่เนา
ไม่เพียงแต่เพลงไทยเท่านั้นที่ครูนคร มงคลายน แปลงเพลงของเขาเพื่อสร้างอรรถรสไปอีกแนวหนึ่ง แม้เพลงฝรั่งก็แปลงมาเป็นเนื้อไทย ซึ่งมีอยู่หลายเพลง อย่างเพลง จิงเกล เบล ยัว ชีทติ้ง ฮาร์ท มาย ทรูลี ทรูลี แฟร์ และอีกหลายเพลงฮิตติดอันดับในขณะนั้น
พูดถึงเพลงแปลงแล้ว ผมอยากให้ท่านได้ดูเพลงแปลงที่มาจากเพลงยอดฮิตของ กาย มิทเชล (GUY MITCHEL) ที่ชื่อ MY TRUELY TRUELY FAIR หรือชื่อที่ครูนครตั้งไว้ คือ "อยากกินกาแฟ " ซึ่งโด่งดังมาก เพราะเมื่อผมยังเด็กๆ ก็ได้ยินบ่อยเพลงนี้บ่อยมาก
(สร้อย) ตื่นก็กินกาแฟ เที่ยงก็กินกาแฟ ถึงตอนเย็นก็กินกาแฟ
กลางคืนก็กินกาแฟ เช้ากินกาแฟ วันยังค่ำต้องกินกาแฟ
อยากจะกินกาแฟทีไร เจ๊กไม่ชงให้กิน
เดือนที่แล้วยังไม่เฉ่งบิล ต้องงดกินกาแฟ (สร้อย)
ไม่มีเงินจะกินกาแฟ เลยต้องกินแต่น้ำ
ไม่ว่าเช้าหรือไม่ว่าค่ำ ดื่มน้ำแทนกาแฟ (สร้อย)
ผมได้นำเรื่องราวของ "ครูนคร มงคลายน" มาเสนอพอสมควร หลายท่านคงเห็นแล้วว่า "ครูนคร" มีความสามารถหลายด้าน นอกจากแต่งเพลงแปลง เพลงโฆษณาสินค้า เล่นตลก เล่นดนตรี เป็นหัวหน้าวงดนตรีแล้ว ครูนคร ยังมีความสามารถแต่งเพลงลูกกรุงได้ไพเราะมาก จนหลายคนไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว และแต่งได้ดีด้วยสิ โดยเฉพาะการแต่งเพลงเป็นที่ระลึกให้กับสถานที่ต่างๆ ซึ่งมีอยู่หลายเพลง และหลายเพลงก็เป็นเพลงอมตะที่ยืนยงและยืนยาวมาจนถึงวันนี้
เพลง "บางปะกง" ถือได้ว่าอยู่ใกล้บ้านผมมาก เพราะ "บ้านบึง" กับ "บางปะกง" ถือเป็นพี่ๆน้องๆกัน เนื่องจากมีตัว "บ" นำหน้าเหมือนกัน (ฮา) เวลามากรุงเทพก็ต้องผ่านแม่น้ำสายนี้ที่มีความสำคัญ กับชาวบ้านมาก
เพลงนี้ ครูนครใช้เวลาเพียงคืนเดียว ไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลาสักกี่ชั่วโมง เพราะไม่เคยได้ถาม แต่คิดว่าคงไม่นาน เพราะปกติครูนครก็แต่งเพลงได้เร็วอยู่แล้ว ดูเพลงแปลงสิ เพียงนักร้องร้องจบเพลง ก็สามารถมาร้องเพลงแปลงได้แล้ว เพราะมีความรู้ในเรื่องของกาพย์ กลอนดีมาก ทั้งๆที่เวลาเรียนหนังสือ ก็โดดร่มอยู่เรื่อย แสดงถึงความสนใจในเรื่องนี้มาก
สำหรับสาเหตุที่แต่งเพลง "บางปะกง" นั้น ก็เนื่องมาจากคราวที่ครูนคร มงคลายน นำวงดนตรีไปเปิดการแสดงที่โรงหนังแห่งหนึ่งใน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา หรือที่หลายคนเรียกว่า "แปดริ้ว" วันแรกๆ นั้นมีคนชมกันแน่น เพราะรอคอยมาหลายวัน แต่วันต่อๆมา ผู้คนชักน้อยลง ๆ ๆ จน "ครูนคร" คิดว่าคงจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกคนดูให้ได้
เรื่องนี้ "ครูนคร" เคยเล่าให้ฟังว่า
"ผมไปเล่นที่ฉะเชิงเทรา คิดว่าพรุ่งนี้อยากให้คนดูมากันแน่น ผมก็เลยประกาศไปว่า รู้สึกดีใจที่ชาวบางปะกง ชาวแปดริ้วมาให้เกียรติผม มาต้อนรับผม เพราะฉะนั้น ผมจะตอบแทนบุญคุณพี่น้องชาวแปดริ้ว บางปะกงด้วยการแต่งเพลงให้ชาวบางปะกงเป็นที่ระลึกหนึ่งเพลง พรุ่งนี้ขอให้พี่น้องมาฟังมาดูว่าจะชื่นชอบไหม"
วันนั้นหลังจากเลิกการแสดง "ครูนคร" กลับถึงโรงแรมก็นั่งแต่งเพลงกลางดึกคืนนั้นทันที
"สมัยนั้น จ.ฉะเชิงเทราใช้ไฟตรงหรือที่เรียกว่าไฟดีซี ไม่เหมือนไฟสลับ ไฟตรงมันมืด ในห้องที่โรงแรมแขวนหลอดไฟฟ้ารูปร่างเหมือนกับไข่ไก่ไว้ลูกหนึ่ง สมัยนั้นผมยังหนุ่ม ตายังดี เขียนริมแม่น้ำ โรงแรมนั้นยังอยู่ ผมแต่งริมฝั่งบางปะกงจริงๆ พอคืนรุ่งขึ้นผู้คนมากันแน่นเลย อยากฟังเพลงที่ผมแต่งเพื่อชาวแปดริ้ว เมื่อผมออกไปร้อง บรรดาผู้ชมต่างปรบมือหลังจากจบเพลง "บางปะกง" ด้วยความชอบใจ"
นี่คือเบื้องหลังที่มาของเพลง "บางปะกง" ที่น่าจะเชื่อถือได้ เพราะถอดความจากการสัมภาษณ์และลงพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๓๗ มาแล้ว
ในช่วงที่ ร.ต.กิตติ ประทุมแก้ว เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มาติดต่อขออนุญาตนำเพลง "บางปะกง" ไปเป็นเพลงประจำจังหวัด ซึ่ง "ครูนคร มงคลายน" ไม่เพียงไม่ขัดข้อง หากยังรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูง พร้อมกันนั้นได้จัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณที่โรงแรมบางปะกง โดยมี พล.อ.ประหยัด ดิษยะศริน เป็นผู้มอบ
เมื่อกโลบายดึงคนดูด้วยวิธีแต่งเพลงเป็น ศักดิ์ศรีแห่งจังหวัดฉะเชิงเทราได้ผล ครูนคร มงคลายน ก็เลยนำไปใช้ที่อื่นๆ ด้วย
"ผมไปเล่นที่นครนายก ผมก็บอกว่า พรุ่งนี้ผมจะแต่งเพลงให้ชาวนครนายก ๑ เพลง คืนนั้นผมแต่งเพลง น้ำตกสาลิกา พอรุ่งขึ้นก็ร้องเพลงตามสัญญา ปรากฏว่าได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมจำนวนมาก ต่อมาผมไปแสดงที่จังหวัดสงขลา ผมเอา ๓ วันเลย วันแรกคนมาแน่นตึง ผมประกาศ พรุ่งนี้ผมจะแต่งเพลงเป็นที่ระลึกสำหรับพี่น้องชาวสงขลา ผมได้แต่งเพลง คืนหนึ่งเดือนหงาย ริมหาดทรายชายทะเลสงขลา สุเทพ วงศ์กำแหง ร้อง คืนที่สามต้องจบแล้ว หาอะไรมานำเสนอดีล่ะ ผมประกาศจะแต่งเพลง แหลมสน ให้ชาวสงขลาอีกเพลงหนึ่ง… แหลมสนเมื่อคราจวนค่ำ ปรากฏว่าวันที่สามคนดูก็แน่นอีก เจ้าของโรงหนังถามผมว่า นคร พรุงนี้จะ แต่งเพลงอะไรอีก ผมรู้ว่าเขาพูดเล่น เพราะว่าวันที่สี่นั้นมีหนังเรื่องใหญ่เข้าฉาย…"
ครูนคร มงคลายน บอกว่า วิธีการนี้ได้ผลดีจึงใช้เรื่อยมา เล่นที่ภูเก็ตก็มีเพลงหาดสุรินทร์ … ฟังเสียงคลื่นและลมครวญคร่ำ ริมฝั่งชายน้ำหาดสุรินทร์ หัวหินไม่สิ้นทราย …ธานินทร์ อินทรเทพ ขับร้อง"
นี่คือเสี้ยวชีวิตหนึ่งของครู "นคร มงคลายน" ราชาเพลงแปลงของเมืองไทย ที่เมื่อแต่งเพลงลูกกรุงให้ผู้อื่นร้อง ก็สามารถประพันธ์ได้อย่างไพเราะและประทับใจจนเป็นที่นิยมของผู้ฟังจำนวนมาก หลายเพลงได้กลายมาเป็นเพลงยอดนิยมจนกระทั่งเป็นเพลงอมตะในที่สุด อย่างเช่นเพลง บางปะกง ที่คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ร้องได้อย่างไพเราะจนอยากฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือเพลง "น้ำตกสาลิกา" ที่คุณชรินทร์ นันทนาคร ร้องไว้จนเป็นที่นิยมฟังของนักฟังเพลงจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งเพลง แหลมสน ซึ่งอยู่ที่หาดสมิหรา จังหวัดสงขลา แดนดินถิ่นเกิดของ "แจน" เจ้าของบ้านแจนฯ แห่งนี้ที่หลายคนมีความสุขจากบ้านนี้ด้วยเสียงเพลงอันไพเราะที่หาฟังได้ไม่ ง่ายนักในยุคนี้
ถ่านไฟฉายตรากบหายไปไหน ?
แม้จะล้มหายตายจากตลาดถ่านไฟฉายบ้านเราไปนาน แต่ชื่อของ “ตรากบ” ยังคงติดปากคนไทย โดยเฉพาะหลายคนยังจำเพลงโฆษณาของถ่านไฟฉายตรากบได้
ถ่านไฟฉายตรากบ ถือเป็นกรณีศึกษาที่คลาสสิกเรื่องหนึ่ง เพราะครั้งหนึ่งแบรนด์นี้เป็นที่ชื่นชอบ แต่ก็หนีวัฏจักรของตลาดไม่พ้น ลองมาดูว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ถ่ายไฟฉายแบรนด์นี้ต้องจากไปจากตลาด
เมื่อช้างขยับ สารพัดสัตว์สะเทือน
ย้อนไปร่วม 40 ปีที่แล้ว ตลาดถ่านไฟฉายของบ้านเรา ส่วนใหญ่ยังเป็นถ่านไฟฉายแมงกานีส ปลอกกระดาษที่ใช้กับวิทยุทรานซิสเตอร์ และไฟฉาย เนื่องจากในยุคนั้น ความเจริญยังขยายไปไม่ทั่วถึงทั้งประเทศ ถ่านไฟฉายจึงเป็นสินค้าสำคัญที่ถูกใช้แพร่หลายโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่อุปกรณ์ทั้ง 2 อย่างที่กล่าวมา มีใช้ในทุกครัวเรือน
ในครั้งนั้น การแข่งขันของตลาดถ่านไฟฉาย ยังคงเป็นการแข่งกันเองของผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วยกัน มีการเลือกใช้ชื่อแบรนด์จากสัตว์ต่างๆ ที่เรามักเรียกกลยุทธ์นี้ว่า “The Zoo” หรือการเอาสิงสาราสัตว์มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ ข้อดีของกลยุทธ์นี้ก็คือ ทำให้กลุ่มเป้าหมายจดจำง่าย ซึ่งในช่วงนั้น หลักการในเรื่องของการสร้างแบรนด์ยังไม่ได้เบ่งบานเท่าทุกวันนี้ สัตว์ที่นำมาใช้เป็นชื่อแบรนด์จึงไม่ได้สะท้อนตัวตนหรือคุณสมบัติของสินค้าออกมาเท่าไรนัก
แบรนด์ถ่านไฟฉายสารพัดสัตว์ที่อยู่ในตลาด ต่างก็มีความแข็งแกร่งในแต่ละพื้นที่แยกกันออกไป อาทิ
ถ่านไฟฉายตรากบ จะมียอดขายดีในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออก เป็นหลัก
ถ่านไฟฉายตราม้าขาว โด่งดังในพื้นที่ภาคกลางตอนบน หรือภาคเหนือตอนล่าง
ถ่านไฟฉายตรา 5 แพะ แข็งแกร่งในพื้นที่เขตภาคเหนือ และ
ถ่านไฟฉายตรารักชาติ จะเป็นที่รู้จัก และยอมรับอย่างกว้างขวางในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น
จุดเปลี่ยนที่สำคัญของตลาดนี้ น่าจะอยู่ที่การเข้าตลาดของผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทข้ามชาติอย่างเนชั่นแนลในยุคนั้น หรือชื่อพานาโซนิค ในปัจจุบัน เดิมที เนชั่นแนล มีถ่านไฟฉายในตลาดอยู่แล้ว เป็นถ่านแมงกานีสปลอกเหล็ก ที่มีคุณสมบัติดีกว่าตรงที่การใช้งานได้นาน และก้อนถ่านไม่บวมเหมือนถ่านแมงกานีสที่เป็นปลอกกระดาษซึ่งถ่านไฟฉายของผู้ประกอบการท้องถิ่นส่วนใหญ่จะเป็นถ่านปลอกกระดาษ
ในครั้งนั้น เนชั่นแนลมองถึงการเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าตลาด และผลักดันแบรนด์ให้เข้าไปในทุกพื้นที่ จึงมองไปที่การเข้าไปแข่งขันเพื่อเบียดแย่งแชร์ในส่วนที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นครองอยู่ การเข้าตลาดในครั้งนั้นของเนชั่นแนล มีการวิจัยผู้บริโภค จนรู้ว่าการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยังอิงกับแบรนด์ที่เป็นสัตว์ จึงมีการคิดต่อว่าจะนำสัตว์ชนิดใดเข้ามาเป็นแบรนด์ และพบว่า ภาพลักษณ์ของช้าง เป็นที่ยอมรับในความแข็งแกร่ง และสามารถเชื่อมโยงมาสู่ตัวผลิตภัณฑ์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังไฟ
เนชั่นแนล จ้าวช้าง จึงถูกส่งเข้ามาแข่งขันในตลาด ซึ่งเนชั่นแนล ไม่ได้เพียงแค่มีการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ที่เป็นถ่านไฟฉายปลอกกเหล็กเท่านั้น แต่ยังทำแบบองค์รวม โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดจำหน่าย
มีการมองกันว่า ช่องทางจัดจำหน่าย หรือตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ของเนชั่นแนลนั้น ไม่เหมาะสำหรับการขายถ่านไฟฉายที่ต้องอาศัยร้านค้าปลีกโดยเฉพาะโชวห่วย จึงมีการสร้างระบบการขายใหม่ ด้วยการคัดเลือกยี่ปั๊วขายสินค้าคอนซูเมอร์โปร์ดักต์ เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนในแต่ละพื้นที่ โดยเนชั่นแนลเรียกตัวแทนตรงนั้นว่า “คีย์ดีลเลอร์”
คีย์ดีลเลอร์ ไม่ได้แค่เป็นคนกระจายสินค้าเข้าร้านค้าย่อยในแต่ละพื้นที่เท่านั้น แต่ยังช่วยทำการตลาด ซึ่งเนชั่นแนลเองมีการเข้าไปทำตลาดในแต่ละพื้นที่แบบลงลึกเข้าหาผู้นำความคิดเห็นในหมู่บ้าน เพื่อผลักดันให้แบรนด์เข้ามาเป็นทางเลือกแรกๆ ของผู้บริโภค
ผลจากการโหมรุกตลาดแบบครบวงจร เนชั่นแนล จ้าวช้าง เข้าไปแทนที่ถ่านไฟฉายปลอกกระดาษแบรนด์สารพัดสัตว์ และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดที่กินพื้นที่ทั้งประเทศ ขณะที่แบรนด์ดั้งเดิมในตลาดต่างทยอยหายไปทีละแบรนด์สองแบรนด์จนปัจจุบัน ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ให้คนไทยได้ศึกษา
การล้มหายตายจากของแบรนด์ท้องถิ่นเหล่านั้น ไม่ได้มาจากปัจจัยในเรื่องของการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมาจากปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมของตลาด
เพราะมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทยทั่วประเทศ ทำให้ความต้องการใช้ถ่านไฟฉายก้อนใหญ่ลดลง เพราะมีเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ เข้ามาแทนที่วิทยุทรานซิสเตอร์ ขณะเดียวกัน ถ่านไฟฉายไซส์ต่างๆ ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างอัลคาไลน์ ถูกเลือกใช้เพราะเหมาะสมกับเครื่องใช้ไม้สอยรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงกระบอกไฟฉายแอลอีดีที่ต้องการถ่านไฟฉายที่มีพลังและใช้งานได้นานกว่าถ่านแมงกานีสในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งถ่านไฟฉายแบรนด์ท้องถิ่นเอง ไม่ได้มีการพัฒนาตัวเองตามความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น
จึงทิ้งไว้แค่เพียงตำนานให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาในทุกวันนี้....
ช่องทางจัดจำหน่าย
หัวใจของความสำเร็จ
เนชั่นแนลสะท้อนออกมาให้เห็นว่า หากจะประสบความสำเร็จในตลาดนี้ นอกจากเรื่องของแบรนด์แล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของช่องทางจัดจำหน่ายอีกด้วย หลังจากยุคของถ่านไฟฉายแมงกานีสแบรนด์สารพัดสัตว์ และก้าวเข้าสู่ยุคของถ่านไฟฉายอัลคาไลน์ เนชั่นแนล ที่เปลี่ยนมาเป็นพานาโซนิค ยังคงให้ความสำคัญกับช่องทางการจำหน่าย ในการแข่งกับแบรนด์ระดับโลกอย่างดูราเซลล์
โดยเฉพาะกับในช่องทางโมเดิร์นเทรดที่ก้าวเข้ามาแทนที่ช่องทางร้านค้าดั้งเดิม ช่องทางดังกล่าวนี้มีร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นช่องทางขายสำคัญที่มีผลต่อการเข้าถึงลูกค้า พานาโซนิค ไม่ลังเล และพร้อมทุ่มเงินเพื่อแลกกับสิทธิ์การเป็นเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ หรือเป็นแบรนด์เดียวที่ขายในร้าน จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่พานาโซนิคสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดถ่านไฟฉายอย่างเด็ดขาดในทุกวันนี้.....
ที่มา
https://m.facebook.com/story.php?story_ ... 0682746436
http://www.brandage.com/.../%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2...
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส