หน้า 15 จากทั้งหมด 15

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: จันทร์ พ.ค. 03, 2021 8:58 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
จุดเริ่มต้นของพระพุทธรูปมาจากไหน?
.
ต้องเล่าย้อนความไปถึงหลังจากที่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้ขยายอาณาจักรของตนจนมาถึงอินเดีย แต่กลับเสียชีวิตไปเสียก่อน ทำให้ตอนนั้นเหล่าแม่ทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ต่างตั้งตัวเป็นเจ้าครองแผ่นดิน ที่ท่านได้ยึดกันมาก่อนหน้า
.
ซึ่งหนึ่งในดินแดนที่แม่ทัพชาวกรีกเลือกที่จะปกครองคืออาณาจักรคันธารราฐ (ปัจจุบันก็จะแถวๆปากีสถาน) ซึ่งในเขตคันธารราฐ มีคนที่นับถือพุทธกันเยอะมาก และชาวกรีกที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้พอได้ซึมซับในหลักธรรมก็เกิดศรัทธาขึ้น และหันมานับถือพุทธศาสนากันมากขึ้น
.
และสิ่งหนึ่งที่ชาวกรีกนิยมทำคือ ปั้นรูปเทพเจ้าที่พวกเขานับถือไว้สักการะบูชา เช่น เทพอพอลโล่ หรือ เทพต่างๆนาๆของชาวกรีก
.
ดังนั้นเมื่อชาวกรีกที่หันมานับถือศาสนาพุทธ ก็ไม่ค่อยชอบรูปแบบของคนพื้นเมืองคันธารราฐ ที่นิยมทำเป็นรูปแบบของสิ่งอื่นสมมุติ เพื่อแทนตัวของพระพุทธเจ้า เช่น ใช้ภาพดอกบัวแทนตอนประสูติ, ใช้พระแท่นอาสนะภายใต้โพธิพฤกษ์แทนตอนตรัสรู้, ใช้พระธรรมจักร และภาพกวางแทนตอนทรงแสดงปฐมเทศนา
.
เหตุที่ชาวอินเดียพื้นเมืองไม่ทำรูปปั้นจำลองพระพุทธเจ้าก็ด้วยเหตุผลง่ายๆคือ กลัวไม่เหมือนจริงแค่นั้นเอง พวกเขาคำนึงถึงว่า หากทำแล้วไม่เหมือน จะเป็นการลบหลู่ท่านเปล่าๆ
.
เมื่อศาสนาพุทธอยู่ในมือชาวกรีกแล้ว จะช้าอยู่ไย!
.
ชาวกรีกได้สร้างสรรค์ผลงานรูปปั้นพระพุทธเจ้าขึ้นมาครั้งแรก โดยมีเค้าโครงหน้า จะออกคล้ายๆเทพเจ้าของชาวกรีก และบนศรีษะมีการประดับด้วยที่มัดผมขึ้นสูงขึ้นมา ซึ่งรูปแบบนี้ทำให้คนทั่วไปสามารถแยกแยะได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าโดยลักษณะที่งดงาม และอัตลักษณ์นี้ถือเป็นแบบอย่างของพระพุทธรูปไปทั่วโลกมาจนทุกวันนี้
.
นอกจากนี้ยังทำรัศมีก็ทำเป็นรูปวงกลม อยู่หลังศรีษะตามแบบรัศมีของเทพเจ้าชาวกรีก และปั้นรูปจีวรเป็นริ้วรอยตามแบบที่พระสงฆ์ทั่วไปเป็นในลักษณะนั้น
.
ซึ่งเราจะเรียกพระพุทธรูปในรูปแบบนี้ว่า เป็นพระพุทธรูป สไตล์ Greco-Buddhism ซึ่งในตอนแรกๆ ชาวอินเดียที่พบเห็นก็ไม่ได้รู้สึกชอบอะไรนัก เพราะยังยึดติดในรูปแบบเดิมๆของพวกเขาอยู่
.
แต่ทว่าพอเกิดตำนานพระแก่นจันทน์ ที่พระเจ้าประเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล เกิดคิดถึงพระพุทธเจ้าจับใจ อยากเห็นรูปร่างของพระพุทธเจ้าอีกซักครั้ง เลยสั่งให้ช่างแกะสลักรูปจำลองของพระพุทธเจ้า ด้วยไม้แก่นจันทร์แดงตั้งไว้ที่พระราชนิเวศน์เพื่อบูชา
.
พอพระพุทธเจ้า เทเลพอร์ตกลับมายังโลกมนุษย์ มาเห็นเข้าก็เกิดอิทธิฤทธิ์ ลอยไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเลยสั่งห้ามไม่ให้ลอยไปไหนอีก ให้ตั้งอยู่ตรงนั้นน่ะแล่ะ
.
พอตำนานเรื่องเล่ามาแบบนี้เข้า ทำให้ชาวอินเดียเริ่มเปิดใจ และหันมาปั้นพระพุทธรูป และบูชาพระพุทธรูปกันจนเป็นที่นิยมในวงกว้างมากขึ้น
.
และพระพุทธรูป ก็ยังเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อเผยแพร่ศาสนา นอกจากคำสอนที่มีเหตุมีผล และพิสูจน์ได้นั่นเอง
#Obsoletearticles
Cr. https://en.m.wikipedia.org/wiki/Greco-Buddhism
http://119.46.166.126/.../selfac.../m3/ ... /Page3.php
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Buddhism_in_Pakistan

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: จันทร์ พ.ค. 03, 2021 1:41 pm
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
Guy Fawkes กาย ฟอล์ค หรือ Guido Fawkes ในภาษา Italy.
คือ คนที่ร่วมวางแผน กับ รอเบิร์ต เคตส์บี (Robert Catesby) ผู้วางแผนลอบปลงพระชนม์พระเจ้าเจมส์ที่ 1 king James I. โดยการให้ ระเบิด อาคารรัฐสภา เพื่อลอบสังหาร ในวันที่ 5 พ.ย 1605. เรื่องความขัดแย้งทางนิกาย ศาสนา. แต่ข่าวได้รั่ว แผนการ ของ ฟอล์ค ล้มเหลว.
กาย ฟอล์ค ถูกจับ และได้ถูกตัดสิน ประหารชีวิต. แต่ฟอกส์กระโดดจากตะแลงแกงที่เขากำลังจะถูกแขวนคอ และคอหัก จึงไม่ได้รับความทรมานจากการถูกตัดและคว้านอวัยวะที่ตามมา.
เหตุการณ์ครั้งนั้น ให้ถูกเรียกว่า กบฎ ดินปืน.
ใน ทุกๆปี รัฐสภาของอังกฤษ จะมีการ เฉลิมฉลองในความล้มเหลว ของ กาย พอล์ค โดยการเผาหุ่นจำลอง และจุดพรุ เพื่อให้ตนระลึกถึง เหตุการณ์ในวันนั้น ว่าไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง.
ในช่วงยุคหลัง หน้ากาก กาย ฟอล์ค ได้ถูกนำมาใช้ในการแสดงออก ความไม่เห็นด้วย ทางการเมืองทั่วโลก แม้กระทั่งในไทย.
ของ กาย ฟอล์ค
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 724731009/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: อังคาร พ.ค. 04, 2021 10:34 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
I’m from Andromeda

ในปีค.ศ.1939 เรือเดินสมุทรเยอรมันลำหนึ่งได้บรรทุกผู้ลี้ภัยชาวยิวมามากกว่า 900 คน
เรือที่เต็มไปด้วยผู้โดยสารที่หลบหนีชะตากรรมอันโหดร้ายจากนาซีเยอรมัน ด้วยความหวังว่าจะได้ไปอยู่ในประเทศที่มีอิสระเสรี ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
แต่แล้วความหวังของพวกเขาก็ได้พังทลายลง เมื่อคิวบา สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่แคนาดา ก็ต่างปฏิเสธที่จะรับพวกเขาเข้ามาในประเทศ
เรือที่เต็มไปด้วยประชาชนที่สิ้นหวังตัองจำใจกลับไปยังยุโรป สิ่งที่น่าเศร้าไปกว่านั้น คือชาวยิวที่กลับไปต่างถูกจับไปเข้าค่ายกักกัน
และจำนวน 254 คนในนั้น
เสียชีวิตในค่ายและถูกนำไปฆ่าอย่างไร้ความปราณี
————————————————
หลังจากการครองอำนาจของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในปีค.ศ.1933 เยอรมนีก็ได้ออกกฎหมายหลายฉบับที่ส่งผลต่อความเป็นอิสระของชาวยิว ตั้งแต่การลดโอกาสทางการศึกษา การสั่งปิดธุรกิจกิจการ รวมไปถึงจำกัดการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวัน
หนึ่งในนั้นคือกฎหมายนูเรมเบิร์ก ที่เพิกถอนสัญชาติและสิทธิในการออกเสียงของชาวเยอรมันเชื้อสายยิว อีกทั้งพวกเขาจะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมาย ซึ่งส่งผลให้การกระทำต่อชาวยิวยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
9 พฤศจิกายน ค.ศ.1938 ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่เรียกว่า “คืนกระจกแตก” (Kristallnacht) ชาวยิวหลายคนถูกทำร้ายร่างกาย ร้านค้า คาเฟ่ และธุรกิจของพวกเขาถูกบุกรุก สินค้าภายในถูกยึดและทำลายจากทหารนาซีและคนเยอรมันด้วยกัน
แนวคิดและระบบการกวาดล้างชาวยิวเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนั้นพวกเขาเริ่มตัดสินใจคิดดูแล้ว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
อีกทั้งทวีปยุโรปก็เริ่มกลายเป็นทวีปที่ไม่ปลอดภัย
สัญญาณความขัดแย้งเริ่มมีมากขึ้น
พวกเขาต้องหาทางหนีออกจากทวีปแห่งนี้
————————————————
เรือเอ็มเอส เซนต์หลุยส์ (Motorschiff St. Louis) เรือเดินสมุทรสัญชาติเยอรมัน ได้เดินทางออกจากเมืองฮัมบูร์กประเทศเยอรมนี ไปยังเมืองฮาวานา ประเทศคิวบา ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1939
เรือเดินสมุทรที่มีผู้โดยสาร 937 คน และลูกเรือ 231 คน ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวยิวที่ตัดสินใจอพยพหนีออกจากชะตากรรมอันโหดร้าย และความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
จุดหมายปลายทางของเรือคือประเทศคิวบา ประเทศที่ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ตัดสินใจมาพักอาศัยรอก่อนที่จะเดินทางอพยศลี้ภัยเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา
กุสตาฟ ชเรอเดอร์ กัปตันเรือชาวเยอรมัน สั่งให้ลูกเรือทุกคนปฏิบัติต่อผู้โดยสารทุกคนอย่างมีเกียรติและทุ่มเทดูแลพวกเขาอย่างเต็มที่
เขาสั่งให้นำผ้าปูโต๊ะมาคลุมรูปปั้นครึ่งตัวของฮิตเลอร์ซึ่งตั้งอยู่โถงกลางของตัวเรือ อาหารการกินมีการเสิร์ฟอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีการบริการดูแลเด็กๆ ในขณะที่ผู้ปกครองของพวกเขารับประทานอาหาร
บนเรือมีการเต้นรำและแสดงดนตรี รวมถึงสระว่ายน้ำขนาดใหญ่บนดาดฟ้าเรือที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ
เรือลำนี้เต็มไปด้วยเด็กๆ ชาวยิวมากมาย บางคนยังไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาคิดว่าการเดินทางครั้งนี้คือการเที่ยวพักผ่อน
ไม่มีใครรู้ ว่าสำหรับบางคนแล้ว
นี่คือการเดินทางครั้งสุดท้ายของพวกเขา
————————————————
การเดินทางที่สายเกินไป
27 พฤษภาคม ค.ศ.1939 เรือเซนต์หลุยส์เดินทางมาถึงเมืองฮาวานา ประเทศคิวบา เป็นเวลาสองสัปดาห์แห่งการเดินทางที่ต้องมาพบชะตากรรมที่ไม่ได้คาดคิด
เจ้าหน้าที่รัฐของคิวบาปฏิเสธที่จะให้ผู้โดยสารลงจากเรือ ถึงแม้ว่าผู้โดยสารบางคนจะถือวีซ่าคิวบาซึ่งทำมาเรียบร้อยแล้วในเยอรมนีก็ตาม
เพราะทางการคิวบาตัดสินใจเพิกถอนวีซ่าเกือบทั้งหมด และมีเพียง 28 คน จาก 937 คนเท่านั้นที่ไม่ถูกเพิกถอน และได้ลงไปยังประเทศคิวบา
เรือถูกห้ามจอดที่ท่า กัปตันกุสตาฟ ชเรอเดอร์ ต้องนำเรือไปจอดกลางกลางทะเล และทิ้งสมอลงเพื่อรอคอยความหวังอย่างไร้อนาคต
จากการเดินทางที่มีความสุข
กลับกลายเป็นการรอคอยที่แสนหดหู่และโศกเศร้า
ผู้ลี้ภัยที่หนีมาอยู่คิวบาได้สักพักแล้ว ต่างเช่าเรือเล็กเพื่อแล่นมาใกล้ๆ เรือเซนต์หลุยส์ที่ลอยลำอยู่กลางทะเล พวกเขาหวังว่าจะได้เห็นและพูดคุยกับญาติๆ และคนในครอบครัวที่อยู่บนเรือลำนี้
เป็นเกือบหนึ่งสัปดาห์ที่ผู้โดยสารที่เหลือรอคอยความหวังอยู่บนเรือ แต่เวลายิ่งผ่านไปมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งหมดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ออกมาจากทางคิวบา
ผู้โดยสารบนเรือได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้น พวกเขาขอร้องให้ประธานาธิบดีเฟเดริโก ลาเรโดบรู ของคิวบา และประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ ของสหรัฐอเมริกา รับพวกเขาบนเรือทั้งหมดให้เป็นผู้ลี้ภัย
รวมถึงกัปตันกุสตาฟ เขายังได้ส่งคำร้องขอทางการคิวบาอนุญาตให้ผู้โดยสารของเขาได้ลงที่คิวบา
แต่แล้ว วันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ.1939 หนึ่งสัปดาห์หลังจากการรอคอย ทางคิวบาก็สั่งให้เรือเซนต์หลุยส์ออกจากน่านน้ำประเทศคิวบา พวกเขาจึงต้องจำใจแล่นออกไปด้วยความสิ้นหวัง
————————————————
กัปตันกุสตาฟตัดสินใจนำเรือเซนต์หลุยส์ เดินทางจากเมืองฮาวานา ประเทศคิวบา ไปยังชายฝั่งฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความหวังว่าอเมริกาจะเสนอรับผู้ลี้ภัย
เรือเดินทางถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้โดยสารบนเรือต่างมองเห็นแสงไฟของเมืองที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่บนชายฝั่งของเมืองไมอามี
มันคือแสงที่พวกเขาทำได้แค่มอง
เช่นเดียวกับคิวบา เรือเซนต์หลุยส์และผู้โดยสารทั้งหมดไม่ได้รับอนุญาตให้จอดและมาขึ้นฝั่งในฟลอริดา ทางการสหรัฐอเมริกากล่าวว่าผู้ลี้ภัยทุกคนจะต้องปฏิบัติตามระบบโควต้า ซึ่งอนุญาตให้ชาวเยอรมนีและออสเตรียเข้าประเทศเพียง 27,000 คน
เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาส่งโทรเลขไปหาผู้โดยสารบนเรือ และบอกพวกเขาว่า
“ต้องรอในรายชื่อรอคิว ถึงจะมีคุณสมบัติได้รับวีซ่าสำหรับอพยพ จากนั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาในสหรัฐอเมริกาได้”
พวกเขาต้องไปต่อคิว
และกระบวนการกว่าจะได้เข้าต้องใช้เวลากว่าหนึ่งปี
เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วสหรัฐอเมริกา
ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงหลายคนแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้โดยสาร และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ รับผู้โดยสารทั้งหมดนี้เข้าสู่สหรัฐอเมริกา
หนึ่งปีก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ เคยพิจารณาที่จะผลักดันช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวยิวเข้าสู่ประเทศ แต่ในที่สุดเขาก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป เพราะคิดว่ามันจะไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง และกลับไปให้ความสำคัญกับสงครามโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นจนลืมเรื่องนี้ไป
แม้นักการทูตสหรัฐอเมริกาจะพยายามเจรจากับคิวบาเพื่อให้รับผู้ลี้ภัย แต่คิวบาก็ยังปฏิเสธ อีกทั้งทางสหรัฐอเมริกาก็ไม่มีท่าทีใดๆ ที่จะพยายามช่วยรับเข้าประเทศตนเอง
ผู้โดยสารยังส่งคำร้องขอไปยังประเทศแคนาดา แต่รัฐบาลแคนาดาก็แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน รัฐบาลแคนาดากล่าวว่าผู้โดยสารบนเรือไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมายคนเข้าเมือง และประเทศก็ไม่สามารถเปิดประตูได้กว้างพอที่จะรับคนยิวหลายแสนคนที่ต้องการออกจากยุโรปในตอนนี้
ในที่สุดวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ.1939
24 วันหลังจากเดินทางมาจากเยอรมนี
เซนต์หลุยส์ที่เริ่มไม่มีเสบียงเหลือแล้วจึงตัดสินใจกลับยุโรป
มันคือการเดินทางกลับอันแสนหดหู่ พร้อมกับเรือยามฝั่งของสหรัฐอเมริกาที่วิ่งเลียบเคียงเพื่อเฝ้าระวังผู้โดยสารสิ้นหวังที่อาจกระโดดลงจากเรือ
17 มิถุนายน ค.ศ.1939 เรือเซนต์หลุยส์ก็เทียบท่าที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม จากนั้นผู้โดยสารก็พากันแยกย้ายไปอพยพตามแต่ละประเทศในยุโรป
214 คนไปประเทศเบลเยียม
224 คนไปประเทศฝรั่งเศส
181 คนไปประเทศเนเธอร์แลนด์
และ 288 คนไปสหราชอาณาจักร
(เสียชีวิตระหว่างอยู่บนเรือ 1 คน พยายามฆ่าตัวตายและถูกนำไปรักษาตัวที่ประเทศคิวบา 1 คน)
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นไม่กี่เดือนต่อจากเหตุการณ์นี้ ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปตกอยู่ภายใต้การควบคุมของนาซี ทำให้ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในอันตราย
แม้ว่าผู้โดยสารบนเรือเซนต์หลุยส์หลายคนจะรอดชีวิตจากความโหดร้ายของสงคราม แต่ส่วนมากในช่วงเวลานั้น พวกเขาก็ถูกจับไปยังค่ายกักกัน ซึ่งต้องพบกับความทรมานและไร้ซึ่งความปราณี
ผู้โดยสาร 254 คนเสียชีวิตในค่ายกักกัน
ทั้งจากล้มตายด้วยโรคภัยและถูกสังหารอย่างไร้ความเป็นมนุษย์ระหว่างอยู่ในค่าย
————————————————
เหตุการณ์หายนะอันน่าเศร้าของเรือเซนต์หลุยส์ กลับกลายเป็นการผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเปลี่ยนนโยบายต่อผู้ลี้ภัยไปโดยสิ้นเชิง ทำให้หลังสงครามโลกครั้งที่2 จนปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริการับผู้ลี้ภัยมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก
ในปีค.ศ.2012 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อผู้รอดชีวิตบนเรือเซนต์หลุยส์ และในปีค.ศ.2018 จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีของแคนาดา ก็ได้ทำการขอโทษอย่างเป็นทางการต่อผู้รอดชีวิตด้วยเช่นกัน
ที่แคนาดามีการทำประติมากรรมเพื่อรำลึกถึงผู้ลี้ภัยบนเรือเซนต์หลุยส์ ที่พิพิธภัณฑ์การอพยพของแคนาดาในเมืองแฮลิแฟกซ์ สถานที่ที่เรือควรจะมาจอดได้ถ้าตัดสินใจรับในตอนนั้น
ความทรงจำของผู้ที่เสียชีวิตบนเรือเซนต์หลุยส์ จะยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเจ็บปวดในการอพยพย้ายประเทศต่อไป ถึงการปฏิเสธเพื่อนร่วมโลกผู้ซึ่งกำลังถูกกดขี่ข่มเหงและความไม่เท่าเทียมกันบนโลก ซึ่งยังคงเห็นได้จนถึงปัจจุบัน
ดูรูปความโศกเศร้านี้เพิ่มเติมได้ในคอมเมนท์
—————————————————
ที่มา:
https://www.history.com/.../wwii-jewish-refugee-ship-st...
https://www.vox.com/.../14412082/refuge ... -holocaust
https://www.history.com/topics/holocaust/kristallnacht
http://www.shfwire.com/state-department-apologizes.../
https://www.thecanadianencyclopedia.ca/.../ms-st-louis
https://www.thestar.com/.../tragedy-of-ms-st-louis...

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: พุธ พ.ค. 05, 2021 6:09 pm
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
The People

อัลคอวาริซมีย์ นักคณิตมุสลิม ผู้เป็นที่มาของ "อัลกอริทึม"
.
หากย้อนไปสักยี่สิบปีก่อน “อัลกอริทึม” คงเป็นคำที่คนทั่วไปไม่ใช่นักเรียนสายวิทย์ หรือนักคณิตศาสตร์จะคุ้นเคยเท่าใดนัก แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นคำที่คุ้นหูคนมากเพราะมันเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ปัญญาประดิษฐ์” ที่ทำให้คอมพิวเตอร์รู้จักคิดและคาดเดาได้เอง ไม่ต้องพึ่งแต่คำสั่งจากมนุษย์เท่านั้น
.
และด้วยความที่ปัญญาประดิษฐ์เป็นเทคโนโลยีที่มักมีข่าวผูกอยู่กับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากฟากตะวันตกอย่างเช่นเฟซบุ๊ก หรือกูเกิ้ล ทำให้หลายคนอาจไม่ได้คิดเลยว่า ต้นกำเนิดของ “อัลกอริทึม” อยู่ในฝั่งตะวันออกและมีการพัฒนามานานนับพันปีแล้ว
.
บุคคลสำคัญในการพัฒนาหลักการทางคณิตศาสตร์ข้อนี้มีชื่อว่า มูฮัมหมัด อิบน์ มูซา อัลคอวาริซมีย์ (Muhammad ibn Musa al-Khwarizmi) ชาวมุสลิมเปอร์เซียผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปลายทศวรรษที่ 8 ถึงกลางศตวรรษที่ 9
.
ในทางภูมิศาสตร์รัฐอิสลาม (ที่สมัยนั้นมีแบกแดดเป็นศูนย์กลาง) ตั้งอยู่ตรงใจกลางของสองอารยธรรมที่มีความก้าวหน้าในด้านวิทยาการมาแต่โบราณ นั่นคืออารยธรรมกรีกและอินเดีย ประกอบกับองค์กาหลิบ (ผู้ปกครอง) ในยุคนั้นก็ใส่ใจกับความก้าวหน้าทางวิทยาการเป็นอย่างมาก (ไม่เหมือนรัฐอิสลามที่กลุ่มก่อการร้ายพยายามผลักดัน โดยอ้างว่ามาจากการตีความจาก “รากฐาน” ที่แท้จริง)
.
ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะวิทยาการที่งอกงาม และอัลคอวาริซมีย์ก็เป็นหนึ่งในปัญญาชนที่ได้รับการอุดหนุนผ่าน “สภาแห่งปัญญา” (House of Wisdom) แห่งราชวงศ์อับบาสิยะฮ์
.
สภาแห่งปัญญาเป็นองค์กรที่ทำการค้นคว้าและแปลตำราทางวิทยาศาสตร์และปรัชญาจากภาษากรีก และภาษาสันสกฤต นอกจากนี้แล้วยังเผยแพร่งานวิจัยที่ปัญญาชนของสำนักร่วมคิดและพัฒนาขึ้นมาเอง
.
อัลคอวาริซมีย์มีผลงานกับสภาอยู่หลายชิ้น เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งพีชคณิตเพราะงานที่ชื่อว่า Al-Kitab al-mukhtasar fi hisab al-jabr wa’l-muqabala หรือ หลักพื้นฐานว่าด้วยการคืนค่าและการทดแทน (สมการ) โดยคำว่า “al-jabr” ได้แผลงมาเป็นคำว่า “algebra” หรือพีชคณิตในภาษาอังกฤษ
.
งานอีกชิ้นที่สำคัญก็คือ ตำราอธิบายวิธีการเขียนตัวเลขและคิดคำนวณด้วยเลขฐานสิบ ซึ่งเป็นวิธีการที่พัฒนามาก่อนหน้านั้นเป็นร้อยปีในอินเดีย หนังสือเล่มนี้ถูกเอาไปแปลเป็นละตินในอีกสามร้อยปีต่อมา อันเป็นที่มาของระบบตัวเลขและการคำนวณแบบ “ฮินดู-อารบิก” ที่ใช้กันทั่วโลกในทุกวันนี้
.
ชื่อหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นภาษาละตินก็คือ “Algoritmi de numero Indorum” ซึ่งคำว่า Algoritmi ก็คือชื่อของอัลคอวาริซมีย์ที่ทับศัพท์เป็นละติน และเป็นที่มาของคำว่า “อัลกอริทึม” (algorithm) หรือกระบวนการหาคำตอบอย่างเป็นขั้นตอนที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
...
ด้วยความที่อัลคอวาริซมีย์คือผู้วางรากฐานวิธีการคำนวณและการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ในยุคหลังจึงให้เกียรติใช้ชื่อเขาเรียกกระบวนการดังกล่าว ขณะที่ในสมัยของเขากระบวนการคำนวณหาค่าตัวแปรที่เขาคิดค้นขึ้นนั้น มีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาในครอบครัวว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินมรดกตามกฎหมายอิสลาม
อัลคอวาริซมีย์จึงเป็นตัวอย่างของมุสลิมหัวก้าวหน้าในยุคที่รัฐอิสลามรุ่งเรือง การศึกษาศาสตร์ของทั้งกรีกและอินเดียทำให้เขาแตกฉาน กลายเป็นผู้วางรากฐานด้านคณิตศาสตร์สมัยใหม่ การแปลหนังสือของเขาไปเผยแพร่ในยุโรปถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดยุคทองแห่งปัญญา ชื่อของเขาจึงสมที่จะได้รับการยกย่องทั้งในตะวันออกและตะวันตก
.
ที่มา:
https://www.britannica.com/biography/al-Khwarizmi
https://www.theguardian.com/.../sep/05/ ... h.science2
https://www.theguardian.com/.../from-ar ... algae-like...
https://www.nytimes.com/.../05/21/books ... e-etc.html...
.
เรื่อง: อดิเทพ พันธ์ทอง
.
ภาพประกอบ: แสตมป์ของสหภาพโซเวียตเพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 1200 ปี ของมูฮัมหมัด อิบน์ มูซา อัลคอวาริซมีย์ นักคณิตศาสตร์ชาวมุสลิมเปอร์เซีย
.
#ThePeople #History #อัลคอวาริซมีย์ #อัลกอริทึม #Repost

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: พุธ พ.ค. 05, 2021 6:17 pm
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
https://tidhoo.co/tid-lifestyle/tid-rea ... tizenship/

7 ประเทศน่าย้ายสัญชาติ รัฐสวัสดิการยอดเยี่ยม เพราะว่าจะสามารถเข้าได้อีกหลายประเทศ แบบไม่ต้องขอวีซ่าเลย เช่น ถ้าคุณมีสัญชาติ ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน จะสามารถเข้าได้ 145 ประเทศโดยไม่ต้องมีวีซ่า

จะทำได้ไหมถ้าอยากย้ายไปอยู่ประเทศอื่น ? นี่คงจะเป็นคำถามที่อยู่ในหัวของใครหลายคน แต่วิธีที่รู้จักกันดีนั่นก็คือการ หางานในต่างประเทศ ขอทุนไปเรียนต่อ หรือใช้ทุนตัวเองแล้วหางานทำต่อ หรือจะเป็นการแต่งงานกับคนสัญชาตินั้น ๆ (เหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ใช่ง่าย ๆ นะ) แต่ที่แน่ ๆ เลยก็คือ ควรมีเงินเก็บออมทรัพย์ในธนาคาร ขั้นต่ำ 3 แสนบาท

โดยทั่วไปแล้ว การขอสัญชาติ หรือหากจะเป็นผู้ที่ถือสองสัญชาติ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้ 1.เริ่มจากการไปเรียน หรือไปทำงาน 2.ไปลงทุนทำธุรกิจ หรือขอซื้อสัญชาติ และ 3.แต่งงานกับคนสัญชาตินั้น ๆ

มาดูกันว่า 7 ประเทศน่าย้ายสัญชาติ มีประเทศอะไรกันบ้าง มาดูกันเลย

ประเทศสหรัฐอเมริกา
ผู้ที่จะย้ายสัญชาติเป็นพลเมืองได้นั้นต้องผ่านถึง 3 ด่าน ด้วยกันนั่นก็คือ 1.ต้องมีวีซ่าชั่วคราว เพื่อที่จะสามารถเข้าไปพำนักอาศัยในประเทศได้ , 2.Green Card (ผู้พำนักถาวร) 3.US Citizenship (พลเมืองสหรัฐฯ) แต่มีอีกหนึ่งวิธีสำหรับคนเสี่ยงดวงก็คือสมัคร Lotto Green Card สุ่มจับรายชื่อเพื่อเป็นพลเมืองได้เช่นกัน

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซึ่งสัญชาติ

– คุณจะสามารถเดินทาง เข้า-ออกได้ 147 ประเทศโดยไม่ต้องมีวีซ่า

– สามารถออกนอกประเทศได้อย่างอิสระ

– ได้รับสิทธิ และผลประโยชน์เทียบเท่ากับพลเมืองสหรัฐฯ การรักษาพยาบาล เงินชดเชยที่รัฐจะจ่ายให้กับผู้ที่ว่างงาน หรือไม่มีรายได้ (ประมาณ 12,000 บาท/สัปดาห์)

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– ถือวีซ่าถาวร (Green Card) โดยการแต่งงานกับคนอเมริกัน และทำเรื่องยื่นขอสัญชาติอเมริกัน ซึ่งจะต้องมีการสอบเพื่อวันความรู้เกี่ยวกับการเป็นพลเมืองด้วย

– มีญาติทางสายเลือดที่ใกล้ชิดเป็นอเมริกันชนยื่นขอให้

– ขอได้จากการรับใช้ชาติช่วยราชการของทางอเมริกา

– ขอจากการทำงาน หรือจากการลงทุนในการทำธุรกิจ ซึ่งจะมีหลายขั้นตอน และมูลค่าการลงทุนที่ค่อนข้างสูง

ประเทศเยอรมนี

ใคร ๆ ก็เรียกว่าเป็น Passport อันทรงพลังที่หลายคนอยากครอบครอง และเป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติ และนักเดินทางไปขอสัญชาติกันเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันการขอสัญชาติทำได้ยากขึ้น แม้แต่จะแต่งงานกับคนเยอรมันแล้วก็ตาม เนื่องจากมีผู้กระทำความผิดเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ต้องออกกฎใหม่ และทำให้มีผู้ที่ถูกถอดออกจากสัญชาติเยอรมันเยอะแล้วด้วย

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซึ่งสัญชาติ

– สามารถเดินทางเข้าออกโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ 158 ประเทศ

– ได้สิทธิเทียบเท่ากับการเป็นประชากรตามกฏหมายของทั้งสองประเทศ

– อิสระในการประกอบอาชีพ และสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้

– มีสิทธิ์ในการซื้อที่ดินได้ทั้ง 2 ประเทศด้วยเช่นกัน

– เปิดกว้างทางเพศ LGBTQ

– ระบบบำนาญในการเกษียณอายุ 20%

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– สอบ Einbuergerungstest ให้ผ่าน และยื่นผลสอบเพื่อขอเป็นพลเมืองเยอรมนี (เป็นการสอบวัดความรู้เกี่ยวกับการอยู่อาศัยในเยอรมัน)

– การแต่งงาน และมีทายาทกับบุคคลสัญชาติเยอรมัน

– ต้องอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมันให้ครบ 3 ปี และต้องได้วีซ่าถาวรก่อน จึงจะสามารถขอสัญชาติได้

ประเทศออสเตรเลีย

เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เปิดประตูต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก มีพื้นที่มากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซึ่งสัญชาติ

– สวัสดิการการรักษาพยาบาลที่เรียกว่า Medicare ฟรีในโรงพยาบาลของรัฐ และเบิกค่ารักษาพยาบาลจากการพบแพทย์ตามคลินิกฟรี

– หากได้รับสัญชาติแล้วยังสามารถเป็นสปอนเซอร์ขอวีซ่าให้ญาติมาอยู่ที่ออสเตรเลียได้

– สามารถย้ายถิ่นฐานไปอยู่อาศัยในประเทศนิวซีแลนด์ได้อย่างถาวร

– มีรายได้เลี้ยงชีพระหว่างหางาน และเงินสะสมสำรองเลี้ยงชีพหลังเกษียณอายุของภาคเอกชนในอัตราร้อยละ 9.5 ของค่าจ้าง

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– อยู่อาศัยในออสเตรเลียด้วยวีซ่าประเภทต่างๆ เช่น วีซ่านักเรียน หรือ วีซ่าทำงาน เป็นระยะเวลา 4 ปี และได้รับวีซ่าผู้อยู่อาศัยถาวรเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี จากนั้นสามารถมีสิทธิที่จะสมัครเป็นพลเมืองได้

– สมัครวีซ่าประเภท work and holiday visa : วีซ่าที่ให้เราได้ทั้งเที่ยว ทำงาน และเรียน ได้อย่างถูกต้องภายในระยะเวลา 1 ปี

– เปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้ามาทำงาน หลังจากทำงาน 3 ปี สามารถทำเรื่องขอเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรได้

ประเทศสวีเดน

เป็นประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสูงมาก ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการส่งออก มากกว่าร้อยละ 80 ของสินค้าส่งออกเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมป่าไม้ รถยนต์ อากาศยาน อาวุธ และเวชภัณฑ์ ควบคุมอัตราเงินเฟ้อไว้ไม่ให้เกินร้อยละ 2 ต่อปี

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซึ่งสัญชาติ

– มีสิทธิ์อยู่อาศัย ทำงาน และมีสิทธิ์เลือกตั้ง

– สามารถลงสมัครเป็นนักการเมือง รวมถึงประกอบอาชีพรับราชการได้

– สามารถเข้าไปทำงานในกลุ่มประเทศ EU ได้

– สามารถย้ายไปอยู่ประเทศไหนก็ได้โดยไม่สูญเสียสัญชาติ

– สามารถได้รับสวัสดิการ และบำนาญ

– สามารถเดินทางเข้าออกได้ทุกประเทศยกเว้น อัฟกานิสถาน

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– วีซ่าอยู่อาศัยถาวร Permanent Uppehållstillstånd (PUT Visa) เป็นวีซ่าที่สามารถอยู่ในสวีเดนได้อย่างถาวร มีการ์ดวีซ่าเหมือนยูที ต้องทำใหม่ทุก 5 ปี เหมือนบัตรประชาชน

– ทั้งนี้การยื่นขอวีซ่าอยู่อาศัย (UT) ก็อาจจะได้วีซ่าอยู่อาศัยถาวร (PUT) เลยในกรณีที่อยู่กินกับคู่สมรสมากกว่า 2ปี ขึ้นไป

ประเทศเซ็นต์คิสแอนด์เนวิส

ชื่อประเทศอาจจะไม่คุ้นหูเท่าไหร่นัก ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขายสัญชาติ สามารถให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน หรือทำธุรกิจได้ภายใต้การขอสัญชาติที่รวดเร็ว และรายได้หลักของประเทศยังมาจากการขายสัญชาติอีกด้วย

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซึ่งสัญชาติ

– สามารถเดินทางเข้าออกได้อีก 154 ประเทศทั่วโลก

– เข้าออก EU (สหภาพยุโรป) และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา โดยไม่ต้องไปขอวีซ่า สะดวกสบายในการทำธุรกิจ

-mเป็นสัญชาติที่เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– บริจาคให้กับประเทศขั้นต่ำ 7.5 ล้านบาท

– ลงทุนในประเทศ 12 ล้านบาท และสามารถขอสัญชาติให้ครอบครัวได้อีกไม่เกิน 4 คน

ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

เป็นเมืองในฝันที่เข้มงวดเรื่องการขอสัญชาติมาก แม้ว่าจะเกิดที่นั่นก็ไม่อาจขอสัญชาติได้ การยื่นขอสัญชาติจะต้องผ่านการสอบ และสัมภาษณ์กับทางหน่วยงานรัฐซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

สิทธิประโยชน์จากการได้มาซี่งสัญชาติ

– เป็นประเทศที่มีฐานเงินเดือนขั้นต่ำสูงที่สุดในโลก

– ความฝันยามชรา ด้วยระบบบำนาญเกษียญอายุ

– สามารถเดินเข้าออกได้มากกว่า 155 ประเทศเรียน ทำงาน และพำนักอาศัยได้อีก 27 ประเทศ ทั่ว EU

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– การแต่งงานต้องแต่งงานนานกว่า 3 ปี และอยู่อาศัยในสวิสนานกว่า 5 ปี จึงจะสามารถยื่นขอสัญชาติได้

– จะต้องอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์อย่างถาวรเกิน 12 ปีก่อน ถึงจะขอสัญชาติได้

ประเทศอังกฤษ

อีกหนึ่งประเทศในฝันของหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ อังกฤเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เข้มงวดเป็นพิเศษในการขอสัญชาติไม่แพ้สหรัฐอเมริกา เริ่มจากสิทธิพำนักถาวร (Permanent Residency) เพื่อขอเป็นพลเมือง (Citizenship)

สิทธิประโยชน์ของการได้มาซึ่งสัญชาติ

– สิทธิ์การรักษาพยาบาล ระบบประกันสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก ตลอดชีวิตฟรี

– มีอิสระในการเดินทางไปในหลาย ๆ ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า

– ได้สิทธิ์เท่าเทียมกับพลเมืองยุโรป มีความได้เปรียบด้านภาษีสำหรับนักลงทุน

ขั้นตอนการขอสัญชาติ

– สมัครขอสัญชาติหลังจากที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรเป็นเวลา 5 ปี

– มีคู่สมรสหรือคู่ครองเป็นพลเมืองชาวอังกฤษ ซึ่งต้องอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรไม่ต่ำกว่า 3 ปี

– สมาชิกในครอบครัวมาจาก EU, EEA หรือสวิสเซอร์แลนด์ จะได้รับสถานะการพำนักถาวรโดยอัตโนมัติ