ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 546
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

สยามรุกคืบล้านนา ใช้กลวิธีเฉกเช่นนักล่าอาณานิคมชาวตะวันตกในการผนวกล้านนา
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลพายัพ ขบวนรถไฟพระที่นั่งถึงยังสถานีเชียงใหม่
เผยแพร่ วันพฤหัสที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2562
เมื่อแนวคิดจักรวรรดินิยมจากนักล่าอาณานิคมเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ ผลักดันให้ชนชั้นนำสยามเริ่มเปลี่ยนแนวคิดในการปกครองประเทศราชโดยเฉพาะในดินแดนล้านนา โดยได้ศึกษาวิธีการของเจ้าอาณานิคมตะวันตกมาปรับใช้เป็นแนว เพื่อใช้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์จากดินแดนประเทศราชให้กลายเป็นส่วนหนึ่งในพระราชาอาณาเขต
เมื่อ พ.ศ. 2347 ชาวเชียงแสนไม่ได้รู้สึกยินดีแต่กลับเสียใจกับการที่เมืองเชียงแสน ที่มั่นสุดท้ายของพม่าในล้านนาถูกสยามร่วมกับเชื้อเจ้าเจ็ดตนตีแตก สะท้อนความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของล้านนากับสยามในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในสมัยปฏิรูปการปกครองของรัชกาลที่ 5 มีการค้นพบว่าไม้สักของเมืองเชียงใหม่ ถูกส่งไปค้าขายในเมืองท่าของพม่าที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษอย่าง เมืองท่ามะละแหม่ง ทำให้สยามฉุกคิดที่จะจัดการกับการปกครองล้านนาอย่างจริงจัง ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการปกครองล้านนาที่ว่า “…เมื่อมีอยู่ก็ต้องปกครองรักษาให้สิทธิขาดจริง ๆ ถ้าปกครองไม่ได้สิทธิขาดแล้วไม่มีเสียดีกว่า…”
สยามเริ่มรุกคืบเข้าไปในล้านนาอันเนื่องมาจากการแผ่อิทธิพลของอังกฤษที่เริ่มมีมากขึ้นในดินแดนแถบนี้ โดยเฉพาะในดินแดนพม่าที่เริ่มพ่ายแพ่สงครามต่ออังกฤษเรื่อย ๆ อังกฤษเข้ามามีบทบาทในล้านนาจากการเข้ามาสัมปทานป่าไม้ โดยเฉพาะการทำไม้สักที่สร้างมูลค่ามหาศาลมาก จากปัจจัยเรื่องลัทธิจักรวรรดินิยมสร้างแรงผลักดันต่อสยามให้เริ่มแผ่อำนาจสู่ดินแดนล้านนาเพื่อแสดงตนเหนือดินแดนแถบนี้ให้ชาติตะวันตกตระหนัก
แต่เดิมนั้นดินแดนล้านนามีอิสระในการปกครองตนเองสูงมากระดับหนึ่ง สามารถจัดรูปแบบการปกครองที่เรียกว่าเค้าสนามหลวงไว้ปกครองบ้านเมืองด้วยตนเอง สามารถจัดเก็บภาษีด้วยตนเอง แต่จะมีหน้าที่ส่งบรรณาการให้สยามทุก ๆ สามปี รศ. ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว กล่าวว่า ไม้ในเมืองมะละแม่งกว่า 95% ล้วนเป็นไม้ที่ส่งมาจากเชียงใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ในล้านนา และอุตสาหกรรมส่งออกที่สร้างรายได้ให้เจ้านายล้านนาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หากมีใบบอกจากสยามมาให้ปฏิบัติก็ต้องทำตาม เช่น ใบบอกให้เกณณ์ไพร่พลไปรบ ใบบอกให้ส่งไม้ส่งซุงมาสร้างพระเมรุที่กรุงเทพ ซึ่งเจ้านายล้านนาก็ต้องเสด็จมาถวายพระเพลิงพระบรมศพตามธรรมเนียม
ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเริ่มนำอำนาจจากกรุงเทพฯ สู่ดินแดนล้านนาอย่างจริงจัง เริ่มจากการส่งข้าหลวงขึ้นไปกำกับราชการ ทำการจัดเก็บภาษีเข้าส่วนกลาง ไม่ให้เจ้านายล้านนาเป็นผู้เก็บภาษีเองอีกต่อไป จากนั้นจึงเริ่มดำเนินนโยบาลด้านต่าง ๆ ควบคู่กันไป ทั้งการทำแผนที่เพื่อกำหนดเขตแดนที่ชัดเจน สำรวจสำมะโนครัวเพื่อกำหนดคนให้ชัดเจนว่าใครอยู่ในบังคับของสยาม ใครอยู่ในบังคับของอังกฤษ วางรากฐานการศึกษาและคณะสงฆ์ให้มีลักษณะแบบเดียวกับที่กรุงเทพฯ พัฒนาการสื่อสารทางโทรเลขและคมนาคมขนส่ง รวมถึงการส่งเสริมการเข้าไปเผยแพร่ศาสนาของคณะมิชชันนารี เหล่านี้เป็นวิธีแบบที่เจ้าอาณานิคมชาวตะวันตกกระทำ ตัวอย่างเห็นได้จากอังกฤษก็ส่งข้าหลวงมาปกครองอินเดีย สร้างทางรถไฟในอินเดีย จัดเก็บภาษีสู่ส่วนกลางด้วยตนเอง นอกจากนี้สยามยังใช้วิธีตามจารีตเดิมคือการแต่งงานระหว่างสองราชวงศ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การจัดเก็บภาษี เพราะเป็นแหล่งรายได้ของเจ้านายล้านนาโดยตรง เมื่อรัชกาลที่ 5 ดำเนินพระบรมราโชบายปฏิรูปการจัดเก็บภาษีก็กระทบต่อเจ้านายล้านนา รศ. ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว อธิบายว่าต้องใช้เวลานานนับสิบปีในการค่อย ๆ ประนีประนอมกับเจ้านายล้านนาในเรื่องนี้ โดยเทียบการเก็บภาษีเมื่อ พ.ศ. 2439 เก็บภาษีได้ราว 330,000 บาท อีก 4 ปีต่อมาพอสยามเข้าไปทำสัมปทานป่าไม้อย่างเป็นทางการ จึงเก็บภาษีได้ราว 1,300,000 บาท ทั้งนี้การจัดเก็บภาษีได้มาก รัชกาลที่ 5 ก็ปันเงินให้เจ้านายล้านนามากเพิ่มขึ้นไปด้วย
แม้สยามรุกคืบล้านนาจากส่วนบนคือเจ้านายและชนชั้นปกครอง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ล้านนากลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามได้ ในรัชสมัยต่อ ๆ มาจึงมีการรุกคืบจากส่วนล่างหรือชนชั้นผู้ถูกปกครองคือประชาชนชาวล้านนาทั่วไป โดยการใช้การศึกษาและการควบคุมสงฆ์มาเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างการยึดโยงระหว่างชาวล้านนากับสยามให้เป็นชนกลุ่มเดียวกันมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการพัฒนาความเจริญด้านต่าง ๆ และการดำเนินนโยบายหลายด้าน เช่น พัฒนาการคมนาคมทางรถไฟและเครื่องบิน พัฒนาการสื่อสารทางไปรษณีย์และโทรเลข ล้วนแต่เป็นส่วนเสริมให้ระบบการเก็บภาษี ระบบเศรษฐกิจ ระบบการปกครอง โดยสยามนั้นประสบผลสำเร็จ ทำให้ล้านนากลืนเข้าสู่สยามได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎรยังมีความระแวงว่านครเชียงใหม่ที่รวมเป็นสยามแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 นั้นจะยังอยู่ในสถานะเดิม และระแวงว่า เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้านครเชียงใหม่ จะคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมีข่าวคราวว่าจะเอาใจออกห่างจากกรุงเทพฯ ทางคณะราษฎรจึงเชิญเจ้าแก้วนวรัฐลงมาที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าท่านคิดอย่างไร ซึ่งสุดท้ายก็มิได้เป็นเช่นข่าวดังกล่าว
กระทั่งการยกเลิกตำแหน่งเจ้าหลวงหรือเจ้าผู้ครองนครในดินแดนล้านนา จึงนับได้ว่าล้านนาผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสยามอย่างสมบูรณ์
เมื่อมองถึงกระบวนวิธีการที่สยามใช้ผนวกหรือกลืนล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งนั้น ในทางปฏิบัติแทบไม่ต่างจาก “การล่าอาณานิคม” ของชาวตะวันตก แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งแล้ว น่าคิดว่าหากล้านนาไม่ถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ชะตากรรมของล้านนาจะเป็นเช่นไร?
ทึ่มา : slipa-mag.com
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 885960126/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 546
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ห้าราชวงศ์ สิบแคว้น แดนมังกร ตอนที่ 10
เปิดฉาก ยุคห้าราชวงศ์ สิบอาณาจักร
หลังครองราชย์ เหลียงไท่จู่(จูเวิน) ได้เลื่อนตำแหน่งให้กับบริวารผู้สนับสนุนอย่างทั่วหน้า ทั้งยังอวยยศตั้งบิดามารดาของตนและบรรพบุรุษ ย้อนขึ้นไปสี่รุ่น มีบรรดาศักดิ์เทียบเท่าจักรพรรดิและจักรพรรดินี
ยามนั้นหัวเมืองและเขตปกครองของผู้ว่าการทหารที่อยู่รอบปริมณฑลของราชวงศ์ถัง ต่างพากันศิโรราบต่อราชวงศ์โฮ่วเหลียง ยกเว้นอาณาเขต ที่ถูกควบคุมโดย หลี่เค่อหยง หลี่เหมาเจิน หวางเจี้ยน หยางหว่อ (บุตรชายของหยางสิงมี่)
หลี่เค่อหยง หลี่เหมาเจินและหยางหว่อ ต่างตั้งตนเป็นเจ้าครองแคว้น โดยหลี่เค่อหยงเป็นเจ้าแคว้นจิ้น หลี่เหมาเจินขึ้นเป็นเจ้าแคว้นฉี ส่วนหยางหว่อเป็นเจ้าแคว้นหวู แต่ทั้งสามยังคงใช้ศักราชเดิมของราชวงศ์ถัง และถือว่าพวกตนนั้นยังมีสถานะเป็นขุนนางต้าถัง ขณะที่หวางเจี้ยนที่ปกครองเขตซื่อชวนได้ตั้งตนเป็นอิสระและสถาปนาตนเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรสู่ ( นักประวัติศาสตร์ เรียกว่า เฉียนสู่) ในปี ค.ศ.907
นอกจากขุนศึกทั้งสี่ ที่ตั้งแคว้นของตนเองแล้ว ยังมีขุนศึกอีกสองคนที่ตั้งแคว้นของตน ในปีค.ศ.907 คือ หม่ายิน ผู้ว่าการทหารเขตหวูอัน(ปัจจุบันคือ เขตฉางซา ในมณฑลหูหนาน) และเฉียนหลิว ผู้ว่าการทหารเขตเจิ้นไห่(ปัจจุบัน คือเจิ้นเจียง มณฑลเจียงซู)และเขตเจิ้นตง(ปัจจุบัน คือเขตเส้าซิง มณฑลเจ้อเจียง)
โดย หม่ายินก่อตั้งแคว้นหนานฉู่ ส่วนเฉียนหลิวก่อตั้งแคว้นอู๋เย่ เนื่องจากเฉียนหลิวเคยได้บรรดาศักดิ์เป็น เย่หวางในรัชสมัยถังเจาจงและได้บรรดาศักดิ์อู๋หวางในรัชสมัยถังไอตี้ ทว่าทั้งแคว้นหนานฉู่กับแคว้นอู๋เย่ต่างก็ยอมอยู่ในสถานะรัฐบริวารของโฮ่วเหลียง และจากจุดนี้เอง ที่ถือเป็นการเปิดฉากยุคห้าราชวงศ์ สิบอาณาจักร
สำหรับหลี่เค่อหยง ที่ได้ขึ้นเป็นเจ้าแคว้นจิ้น หรือจิ้นหวางนั้น รู้ว่า ไม่ช้าก็เร็ว จูเวิน ศัตรูคู่อาฆาตของตนที่บัดนี้ กลายเป็นจักรพรรดิแห่งโฮ่วเหลียง ต้องส่งทัพมาบุกแคว้นจิ้นแน่ จึงได้พยายามหาพันธมิตร สำหรับเตรียมสู้ศึก โดยในปลายปี ค.ศ.907 หลี่เค่อหยงได้ติดต่อเยลู อาเป่าจี้ ผู้นำเผ่าคิตัน เพื่อจะเป็นพันธมิตร ร่วมต่อต้านโฮ่วเหลียง ซึ่งในตอนแรก เยลู อาเป่าจี้ ก็มีท่าทีจะตอบตกลง ก่อนเปลี่ยนใจ หันไปผูกสัมพันธ์ กับโฮ่วเหลียง
หลังหลี่เค่อหยงล้มเหลวในการสร้างพันธมิตรกับพวกคิตัน จักรพรรดิเหลียงไท่จู่ได้ทรงมีบัญชาให้แม่ทัพคังไหวเจินนำทัพบุกมาโจมตีเมืองหลู่ในแคว้นจิ้น ซึ่งมีบุตรบุญธรรมคนหนึ่ง ของหลี่เค่อหยง ชื่อว่า หลี่สือจ้าว เป็นผู้รักษาเมือง
หลี่สือจ้าวได้ต่อสู้ป้องกันเมืองอย่างเข้มแข็งจนทำให้ทัพเหลียงไม่อาจยึดเมืองได้ คังไหวเจินจึงให้ปิดล้อมเมืองไว้
หลี่เค่อหยงได้ส่งแม่ทัพโจวเต๋อเวยนำกองทัพไปช่วยเมืองหลู่ ซึ่งแม้โจวเต๋อเวย จะสามารถเอาชนะข้าศึกได้ แต่ไม่นาน จักรพรรดิเหลียงไท่จู่ก็ทรงนำทัพใหญ่มาถึง ทำให้ฝ่ายโฮ่วเหลียงมีกำลังพลเข้มแข็งยิ่งขึ้นจนเกินกว่า ที่โจวเต๋อเวยและหลี่สือจ้าวจะเอาชนะได้จึงทำให้การปิดล้อมเมืองหลู่ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป
ขณะที่โฮ่วเหลียงเปิดศึกกับแคว้นจิ้นของหลี่เค่อ หยงนั้น ด้านหลิวเหรินกง ศัตรูเก่าอีกคนของจูเวินซึ่งครองอาณาเขตติดกับพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของโฮ่วเหลียง ก็ได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในเขตปกครองของเขา เนื่องจากหลิวเหรินกงถูกหลิวโส่วกวง ผู้เป็นบุตรชายคนรองยึดอำนาจ
ทั้งนี้ ก่อนเกิดเรื่อง ประมาณปีเศษ หลิวเหรินกงจับได้ว่า หลิวโส่วกวงลักลอบเป็นชู้กับเมียน้อยคนโปรดของตน จึงโกรธมากและไล่ออกจากตระกูล
ต่อมา จูเวินได้ยกทัพมาโจมตีหลิวเหรินกงในต้นปี ค.ศ.907 หลิวโส่วกวงได้รวบรวมกำลังทหารมาช่วยบิดารับศึก จนกระทั่งทัพของจูเวินถอยกลับไป
หลังจูเวินล้มราชวงศ์ถังและสถาปนาราชวงศ์เหลียงสถานการณ์ตึงเครียด เนื่องจากมีขุนศึกหลายคนได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่ยอมรับราชวงศ์โฮ่วเหลียง ในขณะที่หลิวเหรินกงนั้น ยังไม่อาจตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไร และระหว่างที่เขากังวลกับศึกนอก นั้นเอง หลิวโส่วกวงก็ฉวยโอกาส นำทหารยึดเขตลู่หลง และจับหลิวเหรินกง ผู้เป็นบิดา คุมขังไว้ในคฤหาสน์
เพื่อป้องกันการโจมตีจากโฮ่วเหลียง หลิวโส่วกวงจึงได้ส่งสาส์นไปสวามิภักดิ์ ต่อจักรพรรดิเหลียงไท่จู่แห่งโฮ่วเหลียง และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเยียนหวาง
ขณะนั้นเอง เมื่อหลิวโส่วเหวิน พี่ชายของเขา ที่หลิวเหรินกงให้ปกครองเขตยี่ชาง ทราบเรื่อง ก็โกรธมาก และระดมพลเพื่อจะยกมาช่วยบิดา แต่เพราะเกรงว่าในระหว่างที่ไปทำศึก ตนจะถูกโฮ่วเหลียงฉวยโอกาสส่งทัพเข้าโจมตีเขตแดน หลิวโส่วเหวินจึงได้ส่งสาส์นไปสวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดิเหลียงไท่จู่ จากนั้น จึงยกทัพไปทำศึกกับน้องชาย
ความจริง ทั้งหลิวโส่วกวงและหลิวโส่วเหวิน ต่างก็สวามิภักดิ์ต่อเหลียงไท่จู่(จูเวิน)แต่เพียงในนาม โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ราชวงศ์โฮ่วเหลียงเข้ามาแทรกแซงเท่านั้น
********************
อ่านตอนต่อไป
https://www.facebook.com/18824898791048 ... 268907194/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 546
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

MarketThink
13 ชม. ·
Imperial Leather สบู่ที่คนไทยคุ้นหู แต่ใช้แล้ว เต็มไปด้วยคำถาม - MarketThink
ทำไม​สบู่ Imperial Leather ถึงต้องมีสติกเกอร์สีทองติดอยู่ตรงกลาง
แล้วเวลาจะใช้ ต้องแกะออก หรือปล่อยไว้อย่างนั้น ?
สบู่เกี่ยวอะไรกับเครื่องหนัง ทำไมชื่อของสบู่ ถึงต้องมีคำว่า Leather ซึ่งแปลว่า​ เครื่องหนังด้วย
หรือว่า Imperial Leather ผลิตทั้งสบู่และเครื่องหนัง ?
Imperial Leather เป็นสบู่คนไทยแต่ชื่อฝรั่ง เหมือนกับ​ Imperial Cookie คุกกี้กล่องแดงหรือเปล่า ?
นี่อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำถาม ที่คาใจหลายคนเวลาพูดถึง Imperial Leather
แบรนด์สบู่ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักเป็นอย่างดี แต่อาจจะไม่รู้ลึกถึงความเป็นมา
รู้หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้ว Imperial Leather เป็นแบรนด์สบู่ที่มาจากอังกฤษ​
แถมยังเก่าแก่ไม่เบา เพราะมีอายุเกือบร้อยปี
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แบรนด์ว่าเก๋าแล้ว แต่กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Imperial Leather สูตรคลาสสิก (สีแดง) นั้นขลังกว่า เพราะ​คิดค้นมากว่า 200 ปี.. ​
โดยที่มาในการรังสรรค์กลิ่นนี้ มาจากขุนนางชาวรัสเซีย ที่หลงใหลในกลิ่นของหนังเข้าเส้น
แล้วขุนนางรัสเซีย หนัง น้ำหอม สบู่ มาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ไปหาคำตอบพร้อมกัน
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1768 ขุนนางชาวรัสเซีย ผู้ซึ่งหลงใหลในกลิ่นหอมของ Russia Leather หรือหนังรัสเซีย ที่มีจุดเด่นคือการทา Birch Tar หรือยางไม้จากต้น Birch
ได้ว่าจ้างให้ Bayley’s of Bond Street บริษัทน้ำหอมชื่อดังของอังกฤษ พัฒนาน้ำหอมที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Russia Leather ให้
จึงกลายเป็นที่มาของน้ำหอม Eau de Cologne Imperiale Russe
แล้วจากน้ำหอม มากลายเป็นสบู่ได้อย่างไร
วันเวลาล่วงเลยมาอีกหลายสิบปี จนเมื่อปี ค.ศ. 1870 คุณ Thomas Tomlinson Cussons พ่อค้าไวน์ชาวอังกฤษ อยากผันตัวมาเป็นนักธุรกิจ เลยซื้อกิจการจากนักเคมีคนหนึ่ง และตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Cussons & Son
ในช่วงแรก โรงงานของ Cussons & Son ทดลองผลิตหลายอย่าง ทั้งสบู่, ขวดแก้ว, ยาแก้ไอ และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย จนตอนหลังหันมาผลิตแค่สบู่อย่างเดียว​
โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของ Cussons & Son คือ ตอนที่ตัดสินใจซื้อกิจการของ Bayley’s of Bond Street
ในปี ค.ศ. 1921
ทำให้ Cussons Sons ได้สูตรหัวน้ำหอมมากมาย ที่ไม่เพียงมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังทรงคุณค่า
มีหลายกลิ่นที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยลายมือมานับร้อยปี
หนึ่งในนั้นคือ กลิ่น Eau de Cologne Imperiale Russe
ซึ่งทาง Cussons Sons ไม่ได้เลือกมาผลิตเป็นสบู่ทันที
แต่ผู้ที่จุดประกายไอเดียว่าอยากนำสูตรน้ำหอมดังกล่าว มาใช้ทำเป็นสบู่ คือ คุณ Marjorie Goodwin ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าของบริษัท Cussons Sons
ซึ่งเธอชื่นชอบน้ำหอมกลิ่น Eau de Cologne Imperiale Russe จึงคิดว่าน่าจะมาทำเป็นสบู่
สบู่ก้อน Imperial Leather จึงถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930
และทำให้เธอได้รับการขนานนามว่า “The Mother of Imperial Leather” หรือแม่ของ Imperial Leather นั่นเอง
นอกจากกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ เพราะมาจากสูตรน้ำหอม
อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ Imperial Leather คือ สติกเกอร์สีทอง ที่แปะอยู่ตรงกลางสบู่สีเนื้อ
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ต้องการเพิ่มความหรูหรา หรือทำเพื่อสร้างซิกเนเชอร์ให้กับแบรนด์เท่านั้น
แต่ยังเป็นวิธีที่ช่วยให้สบู่ละลายช้าลงอีกด้วย
เพราะสติกเกอร์ที่ว่านี้ นอกจากจะช่วยลดผิวสัมผัสระหว่างสบู่กับที่วางสบู่
ยังช่วยค้ำให้สบู่ทรงตัว ไม่ไหลลื่นไปมา ช่วยลดการเสียดสี ทำให้เนื้อสบู่ละลายช้าลง และใช้ได้นานขึ้นกว่าสบู่รูปทรงอื่น ๆ
ดังนั้น เทคนิคเวลาใช้คือ ต้องวางคว่ำด้านที่มีสติกเกอร์ลง
ที่น่าสนใจ สติกเกอร์สีทองนี้ ก็ไม่ได้เพิ่งมาคิดค้น
แต่ทางแบรนด์ใช้เป็นจุดขายมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว
ด้วยกลิ่นหอมที่ไม่เหมือนใคร บวกกับจุดเด่นของสินค้า ทำให้ Imperial Leather เป็นที่นิยมในไม่ช้า และวางจำหน่ายในหลายประเทศ
จนตอนหลังคุณ Paterson Zochonis เห็นศักยภาพ เลยเข้ามาซื้อกิจการในปี ค.ศ. 1975 และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น PZ Cussons
ปัจจุบัน Imperial Leather ยังเป็นหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความนิยมภายใต้อาณาจักร PZ Cussons
ซึ่งมีแบรนด์ที่ครอบคลุมตั้งแต่สบู่, ผลิตภัณฑ์ดูแลผม, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว, อาหารเด็ก, โยเกิร์ต และอีกมากมาย ​
สำหรับ Imperial Leather มีวางจำหน่ายมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก
รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งดำเนินการโดย พีแซท คัสสัน (ประเทศไทย) จำกัด
นอกจากสบู่ Imperial Leather ยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น​ Baby Cussons ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก, Sanctuary Spa ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
ปัจจุบัน Imperial Leather ไม่ได้มีแค่สบู่ก้อน แต่ยังมีการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ไปเป็นครีมอาบน้ำ, โลชันทาผิว
และเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคนอกจากสูตรออริจินัล ที่เป็นกลิ่น​คลาสสิก
เพื่อก้าวตามเทรนด์ของผู้บริโภค ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
เพราะแม้สบู่ จะเป็นของสามัญประจำบ้าน โดยเฉพาะเมืองร้อนอย่างบ้านเรา
แต่สมรภูมินี้ ก็ไม่ต่างจาก Red Ocean ที่ไม่ได้มีแค่แบรนด์สบู่ด้วยกันที่เป็นคู่แข่ง แต่ยังมีแบรนด์เครื่องหอมตลอดจนแบรนด์ความงาม ต่างก็เห็นโอกาสและหวังจะกระโจนลงมาจับตลาดนี้เช่นกัน
ซึ่งก็ต้องจับตาดูว่า แบรนด์สบู่ในตำนานจะปรับตัวอย่างไร เพื่อครองตลาดและครองใจผู้ใช้ ให้ได้เหมือนที่ทำมาเป็นร้อยปี
ปิดท้ายด้วยข้อมูลน่าสนใจ
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Soap Opera ซึ่งใช้เรียกละครน้ำเน่า
รู้หรือไม่ว่า เหตุผลที่ Soap หรือสบู่ ถูกเอามาผูกกับละครน้ำเน่า​
ก็เพราะในอดีต โฆษณาที่เกี่ยวกับของใช้ในบ้านอย่าง สบู่ แชมพู น้ำยารีดผ้า
มักไปอยู่ในช่วงละคร เพราะต้องการให้คุณแม่บ้าน ซึ่งเป็นฐานผู้ชมหลัก ได้เห็นและอยากซื้อ
โดย Imperial Leather ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์แรก ที่เลือกใช้วิธีโฆษณาทางทีวี ในช่วงที่มีละครดัง ๆ ฉายเช่นกัน
#สบู่
#ImperialLeather
------------------------------
อ้างอิง :
-https://www.manufacturingmanagement.co.uk/.../gbf....
-http://www.mendetails.com/.../%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8.../
-http://www.dailymail.co.uk/.../People-left-baffled...
-https://www.imperialleather.com.ng/abou ... -heritage/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 546
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

300นักรบเงี้ยว
นักรบล้านนากลุ่มสุดท้ายที่ยืนหยัดต่อต้านการรุกรานของกองทัพสยาม ลูกหลานชาวแพร่ไม่เคยทำให้บรรพบุรุษผิดหวัง แพร่ เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุมากถึงพันปี ปกครองด้วยเจ้าหลวงล้านนามายาวนาน แต่มีการเปลี่ยนแปลงในปี พ.ศ. 2440 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองส่วนท้องถิ่นในเมืองประเทศราชในปกครองของสยาม จากการปกครองจากเจ้าเมืองท้องถิ่น เป็นการปกครองเทศาภิบาล คือมีข้าหลวงจากส่วนกลางที่แต่งตั้งจากกษัตริย์สยาม เข้ามาดูแลปกครองแทนเจ้าเมืองท้องถิ่น ช่วงเวลานั้นรัฐกาลที่5ของสยามได้โปรดเกล้าให้พระยาไชยบูรณ์ ไปดำรงตำแหน่งข้าหลวงกำกับการปกครองเมืองแพร่เป็นคนแรก ช่วงปี พ.ศ. 2445 ท่ามกลางความไม่มั่นคงทางการเมือง เนื่องด้วยเหล่าชาวแพร่และชาวเงี้ยวไม่พอใจที่จะตกอยู่ในปกครองของชาวสยามจนเกิดเหตุการณที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองแพร่ เพราะได้เกิดการจลาจลจากกลุ่มคนที่ชาวล้านนาเรียกว่า “เงี้ยว” ซึ่งเป็นกลุ่มคนไทใหญ่ที่อพยพมาจากรัฐฉานในพม่าที่เข้ามาในจังหวัดแพร่เพื่อมาทำงานกับบริษัทที่รับสัมปทานตัดไม้ กองกำลังเงี้ยวมีการซ่องสุมกำลังจำนวนมากในการวางแผนยึดเมืองแพร่ ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นจากเกิดเหตุการณ์กบฏเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ โดยฝั่งเงี้ยวมีพะกาหม่องและสะลาโปไชยเป็นหัวหน้า

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 พวกเงี้ยวได้เริ่มเข้าบุกเข้าเมืองแพร่ โดยมีจำนวนคนประมาณ 50 คน ได้บุกเข้าทางด้านประตูชัยจู่โจมสถานีตำรวจเป็นจุดแรก ขณะนั้นในสถานีตำรวจเมืองแพร่มีตำรวจอยู่แค่ไม่กี่คนจึงไม่สามารถต้านทานได้ พวกเงี้ยวจึงเข้ายึดอาวุธตำรวจได้แล้วพากันเข้าโจมตีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ตัดสายโทรเลขและทำลายอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ เพื่อตัดการสื่อสาร จากนั้นก็บุกไปที่บ้านพักข้าหลวงที่พระยาไชยบูรณ์อาศัยอยู่ แต่ก่อนที่กองเงี้ยวจะไปถึงบ้านพักข้าหลวงนั้นพระยาไชยบูรณ์ได้พาครอบครัวหลบหนีออกจากบ้านพักไปก่อนแล้ว พระยาไชยบูรณ์ไปยังคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ เพื่อหวังขอความช่วยเหลือจากเจ้าหลวง พิริยเทพวงษ์ แต่ถูกปฏิเสธ เจ้าหลวงกล่าวว่า ฉันก็จะหนีเหมือนกัน พระยาไชยบูรณ์จึงตัดสินใจพาครอบครัวหนีออกจากเมืองแพร่ เพื่อหวังไปขอความช่วยเหลือและกำลังพลจากเมืองอื่นมาปราบพวกโจรเงี้ยว ส่วนเจ้าหลวงเมืองแพร่นั้นก็ไม่ได้หลบหนีตามคำอ้างแต่ยังคงอยู่ที่คุ้มตามเดิม
ส่วนพวกโจรเงี้ยวเมื่อไปถึงบ้านพักข้าหลวงไม่พบพระยาไชยบูรณ์ จึงบุกเข้าปล้นทรัพย์สินและสังหารคนใช้ที่หลงเหลืออยู่จนหมด จากนั้นก็ยกกำลังเข้ายึดที่ทำการเข้าสนามหลวงเอาเงินสดและทำลายคลังหลวง และมุ่งไปยังเรือนจำเพื่อปล่อยนักโทษเพื่อให้เข้าร่วมกับตนและแจกจ่ายอาวุธที่ขโมยมาให้แก่นักโทษเหล่านั้น ทำให้พวกเงี้ยวมีกำลังคนเพิ่มขึ้นมากถึง 300 คน พวกเงี้ยวเข้าโจมตีสถานที่ราชการไปเรื่อยๆ ชาวเมืองต่างตื่นตกใจและหวาดกลัวอย่างมาก ทำให้หลายๆครอบครัวหนีไปอยู่นอกเมือง พวกเงี้ยวจึงประกาศบอกชาวเมืองว่าจะไม่ทำร้ายชาวเมืองแพร่ พวกเงี้ยว เป็นกลุ่มนักรบที่เก่งกาจและโหดเหี้ยม พวกเขาจะละเว้นชีวิตเฉพาะชาวไทยพื้นเมืองล้านนาเท่านั้น จะฆ่าเฉพาะคนไทยภาคกลางที่มาปกครองเมืองแพร่เท่านั้น ชาวเมืองบางส่วนจึงได้เข้าร่วมกับพวกเงี้ยวทำให้พวกโจรเงี้ยวมีคนเพิ่มมากขึ้น

วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 พวกโจรเงี้ยวสามารถเข้ายึดเมืองแพร่ได้สำเร็จ พะกาหม่องและสลาโปไชยได้เดินทางไปยังคุ้มเจ้าหลวง เพื่อบอกให้เจ้าหลวงเมืองแพร่ขึ้นปกครองบ้านเมืองแพร่ได้ตามเดิม แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องดื่มน้ำสาบานและมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะร่วมกันต่อต้านกองทัพของรัฐบาลสยาม โดยพวกโจรเงี้ยวจะเป็นแนวหน้าออกสู้รบเอง ส่วนเจ้าหลวงเมืองแพร่และคนอื่น ๆ คอยส่งอาหาร อาวุธและกำลังคนเข้าร่วม

วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 พวกเงี้ยวเริ่มลงมือตามล่าฆ่าข้าราชการชาวสยามและคนไทยภาคกลางทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือสตรีที่ โดยประกาศให้รางวัลนำจับพระยาไชยบูรณ์ เป็นเงิน 300 บาทกับม้าอีก2ตัว

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 พระยาไชยบูรณ์ได้ออกมาจากที่หลบซ่อนหลังจากที่อดอาหารมาเป็นเวลา 3 วันเพื่อที่จะขออาหารและความช่วยเหลือจากชาวบ้านบ้านร่องกาศ เมื่อมีคนเห็นจึงนำความไปแจ้งต่อพวกเงี้ยว เพื่อหวังจะเอาเงินรางวัล เมื่อพวกนักรบเงี้ยวรู้ที่อยู่ของพระยาไชยบูรณ์ก็นำกำลังไปล้อมจับทันที เมื่อจับตัวได้ก็คุมตัวกลับเข้าเมืองแพร่ พวกเงี้ยวได้ได้บังคับขู่เข็ญพระยาไชยบูรณ์ต่างๆนาๆ พระยาไชยบูรณ์จึงท้าทายให้พวกเงี้ยวฆ่าตนเสีย ต่อมานักรบเงี้ยวชื่อ จองเชิน จึงฆ่าพระยาไชยบูรณ์ทันที สถานที่ที่พระยาไชยบูรณ์ถูกฆ่านั้นปัจจุบันเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์พระยาไชยบูรณ์ นอกจากนั้นแล้วพวกโจรเงี้ยวยังได้จับข้าราชการชาวสยามที่มีบทบาทสำคัญๆอีกหลายคนมาฆ่าอีกจำนวนมากมาย

การเข้าปล้นเมืองของพวกเงี้ยวถูกรายงานถึงกรุงเทพฯทางโทรเลข พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ทองสุข ดิษยบุตร) ข้าหลวงเมืองพิชัย เป็นแม่ทัพยกมาปราบ ขณะเดียวกันในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2445 ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) แม่ทัพใหญ่แห่งสยามขึ้นมาสมทบ

พวกเงี้ยวรู้ว่ากองทัพจากเมืองหลวงยกขึ้นมาก็วางแผนสู้ แบ่งกำลังเป็น 3 หน่วยรบ หน่วยที่ 1 มีกำลังประมาณ100 คนได้ปะทะกับกองทัพเมืองพิชัยในวันที่3สิงหาคม ผลปรากฏว่าเงี้ยวแตกพ่ายตายยับ เงี้ยวหน่วยรบที่ 2ไม่มีการปะทะกับรัฐบาล หน่วยที่ 3 มีกำลังประมาณ 200คน พะกาหม่อง หัวหน้าใหญ่นำเอง มุ่งไปตีเมืองลำปาง

ฝั่งนครลำปาง พระยานริศรราชกิจ ข้าหลวงใหญ่นครเชียงใหม่ ได้มีคำสั่งให้ ร.อ. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน ครูฝึกตำรวจภูธร ชาวเดนมาร์ก วัย 24 ปี ซึ่งเข้ามารับราชการตำรวจในสยาม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2442 นำกำลังตำรวจจากเชียงใหม่จำนวน 50 นาย เดินทางไปป้องกันนครลำปาง ใช้เวลาเดินทาง 4วัน แต่ถึงกระนั้น กำลังตำรวจ จากเชียงใหม่ และลำปาง ยังมีจำนวนน้อยกว่าเงี้ยวอยู่มาก

แต่ทางลำปาง มีเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง และบริษัทบอร์เนียวฯ ของหลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ และ มร. ทอมป์สัน ซึ่งทำปางไม้อยู่ในลำปาง ได้ช่วยเหลือสนับสนุนไม้ ในการสร้างเครื่องกีดขวางและด่านต่าง ๆ เพื่อป้องกันเมือง ทำให้กำลังคนของ ร.อ. เจนเซน ไม่เสียเปรียบทางยุทธการ
แต่เวลานั้นเตรียมตัวเพียง ไม่ถึง 7 วัน เงี้ยวก็มาถึง วันที่ 1 สิ่งหาคม พ.ศ.2445 พวกเงี้ยวได้ข่าวว่าจะมีกองทัพใหญ่ของสยามมาปราบปราม จึงได้แบ่งกำลังออกเป็น 2 กอง โดยสะลาโปไชยแบ่งกำลังคนไปทางใต้ ส่วนพะกาหม่องยกกำลังไปโจมตีนครลำปาง

ร.อ. เจนเซน ได้ทำการรบอย่างกล้าหาญ ร่วมกับตำรวจ ทหารอีกไม่กี่นาย เพราะมีบางส่วน หลบหนีไปเนื่องจากหวาดกลัวเงี้ยว ที่สังหารตำรวจเมืองแพร่จนหมดสิ้น แต่ขณะดำเนินกลยุทธ์ ฝ่ายสยามเป็นฝ่ายได้เปรียบขึ้นมาจากปราการที่สร้างไว้ ทำให้ตำรวจทหารที่ละทิ้งหน้าที่ไป หันกลับมาร่วมสู้รบ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2445 กองทัพเงี้ยวเงี้ยวจะเข้ายึดเมืองลำปางแต่ล้มเหลว เพราะนครลำปางได้เตรียมกำลังไว้พร้อมที่จะต่อสู้กับกองกำลังเงี้ยว เมื่อนครลำปางโต้กลับทำให้ทัพเงี้ยวแตกพ่าย พะกาหม่องต้องสูญเสียชีวิต เพราะถูกยิงในระหว่างการต่อสู้ ส่วนพวกเงี้ยวที่เหลือนำโดย สะลาโปไชยก็พ่ายแพ้ให้กับทัพเมืองสวรรคโลก และสุโขทัย จึงถอยกลับไปตั้งหลักที่เมืองแพร่ แต่ในที่สุดทัพเงี้ยวก็หนีกระจัดกระจายไป เพราะต่อสู้ไม่ไหว ฝ่ายสยามป้องกันนครลำปางเอาไว้ได้ โดยไม่มีการสูญเสียกำลังสยาม แม้แต่คนเดียว
ส่วนฝ่ายเงี้ยว ตาย 25 รวมถึงถูกจับอีก 26 คน

ผลการสู้รบป้องกันเมืองครั้งนี้ ทำให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ดึงตัว ร.อ. เจนเซน ไว้ช่วยราชการที่เมืองลำปางไปก่อน
แม้ความเป็นไปในนครลำปางจะกลับคืนสู่ความสงบ แต่การต่อสู้กับเงี้ยวในพื้นที่อื่น ๆ ของมณฑลพายัพยังไม่หมดสิ้น และ นอกจากต้องปราบปรามการจลาจลที่เกิดขึ้นในที่ต่าง ๆ แล้ว ทางสยามเองก็ต้องรับมือกับข่าวลือข่าวปล่อยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับต้องคอยระวังการฉวยโอกาสแทรกแซงกิจการบ้านเมืองโดยเฉพาะประเทศอังกฤษที่ต้องการฉวยโอกาสปกครองล้านนาไทย

หลังจากนั้นมีข่าว พวกเงี้ยวนำกำลังมาซ่องสุมบริเวณเมืองพะเยาอีก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้มีความกังวลใจยิ่ง พระยาอนุชิตชาญชัย แม่ทัพนครลำปาง จึงมอบหมายให้ ร.อ. เจนเซน นำกำลังตำรวจนครสวรรค์ ร่วมกับลำปาง ขึ้นไปปราบ แต่กำลังส่วนใหญ่ เมื่อมาถึงลำปาง ก็ขอพักก่อนเนื่องจากมีคนป่วยเจ็บ ร.อ. เจนเซน จึงนำกำลัง 25 นาย เป็นส่วนล่วงหน้าไปก่อน เพื่อหวังปราบกบฎให้ได้โดยเร็ว 14 ต.ค. 2445ณ สมรภูมิ บริเวณป่า ในเขตบ้านแม่ห้วยเกี๋ยง บ้านแม่กา จ. พะเยา เกิดปะทะกับเงี้ยวกลุ่มใหญ่ สามารถยิงเงี้ยวตาย 10 คน บาดเจ็บส่วนหนึ่ง ร.อ. เจนเซน สั่งการให้รุกตามโจรเงี้ยวที่เหลืออย่างไม่ลดละ โดยที่ฝ่ายตำรวจยังมิมีผู้ใดบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต มีการยิงปะทะกันประปราย แต่แล้ว สิ้นกลุ่มม่านควันปืน ร่างของ ร.อ. เจนเซน นอนจมกองเลือด ซึ่งมีหลักฐานมากมายที่ต่างระบุว่า เขาถูกนักรบเงี้ยวที่เหลือระดมยิงจนเสียชีวิตบริเวณ บ้านห้วยเกี๋ยง ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

วันที่ 14 สิงหาคม พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ผู้ว่าราชการเมืองพิชัย จึงนำกองกำลังตำรวจภูธรและทหารจำนวนหนึ่งบุกเข้ายึดเมืองแพร่ได้สำเร็จ

วันที่ 20 สิงหาคม เมื่อเหตุการณ์สงบลง เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี แม่ทัพใหญ่แห่งสยาม จึงทำการสอบสวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยได้สอบสวนพยานหลายคน เมื่อสอบสวนพยานเสร็จไปหลายคน ก็พบหลักฐานต่างๆ ผูกมัดเจ้าเมืองแพร่และเจ้านายบุตรหลานบางคนที่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกบฏครั้งนี้ ดังคำให้การของพระยาเขื่อนขัณฑ์อดีตนายแคว้นเมืองสอง เป็นคนที่เจ้าเมืองแพร่ไว้วางใจ ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“เจ้าหลวงแพร่พูดขึ้นว่า เมืองแพร่ต่อไปจะไม่เป็นของสยามนานเท่าใด แพร่จะต้องเป็นเมืองของชาวล้านนาเท่านั้น เจ้าหลวงแพร่วางแผนให้พะกาหม่อง สะลาโปไชย ซึ่งเป็นหัวหน้าเงี้ยวบ่อแก้วเข้ามาตีปล้นเมืองแพร่ พวกเงี้ยวจะจับคนสยามฆ่าเสียให้หมด แต่พะกาหม่องและสะลาโปไชยจะยกเข้าตีเมืองแพร่เมื่อใดยังไม่มีกำหนด ถ้าจะให้พะกาหม่องและสะสลาโปไชยยกเข้าตีเมืองแพร่วันใดจะได้มีหนังสือไปนัดพะกาหม่อง และสะลาโปไชยทราบ เจ้าหลวงแพร่ได้สั่งข้าพเจ้าว่า เมื่อออกนอกราชการแล้ว อย่ามาเที่ยวเกะกะวุ่นวายทำราชการสยามและเมื่อเงี้ยวมันเข้าตีบางทีจะถูกปืนตายเสียเปล่า ผู้ที่ร่วมคิดให้เงี้ยวเข้าปล้นเมืองแพร่คราวนี้ เจ้าหลวงบอกข้าพเจ้าว่า พระยาราชบุตรพระไชยสงคราม เป็นผู้ร่วมคิดด้วย” เมื่อสอบสวนจนกระจ่างแล้วพบว่าเจ้าหลวงแพร่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อกบฏจริงๆ

และยังมีคำให้การของหลวงจิตรจำนงค์ เจ้าของสัมปทานป่าไม้ และผู้ดูแลคุ้มหลวงที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเจ้าหลวงเมืองแพร่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับพวกเงี้ยว จากหลักฐานต่างๆ ที่กล่าวมาทำให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เข้าใจว่า เจ้าหลวงเมืองแพร่ มีส่วนสนับสนุนให้กองทัพเงี้ยวก่อการกบฏขึ้นอย่างแน่นอน และเชื่อว่าต้องมีการตระเตรียมการล่วงหน้ามาช้านานพอสมควร ก่อนที่เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจะลงโทษผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ครั้งนี้ เจ้าราชวงศ์และภริยาที่ตกใจกลัวความผิดก็ได้ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเกรงว่าจะเป็นการสร้างความเข้าใจผิดกันว่า รัฐบาลกระทำการรุนแรงต่อเจ้านายเมืองแพร่ ครั้นจะสืบหาพยานต่อไปอีก หลักฐานก็จะผูกมัด เจ้าเมืองแพร่และเจ้านายบุตรหลานที่เกี่ยวข้องยิ่งขึ้นจนในที่สุดจะต้องถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหากบฏอย่างแน่นอน หากคดีจบในรูปนั้นย่อมกระทบกระเทือนใจเจ้านายเมืองเหนือทุกเมือง เพราะต่างเกี่ยวพันธ์ฉันท์ญาติผู้สืบสายราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนด้วยกัน ทั้งยังสร้างความสะเทือนใจแก่ราษฎรทั้งหลายในล้านนาไทย

ดังนั้นเจ้าพระยาสุรศักด์มนตรี จึงพยายามคิดวิธีหาทางออกให้แก่เจ้าหลวงเมืองแพร่ ในที่สุดเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีก็ใช้วิธีปล่อยข่าวว่า จะมีการจับกุมตัวเจ้าหลวงเมืองแพร่และเจ้าราชบุตร ข่าวลือนี้ได้ผล เพราะตอนดึกคืนนั้นเจ้าเมืองแพร่พร้อมด้วยคนสนิทอีกสองคนก็หลบหนีออกจากเมืองแพร่ทันที อย่างไรก็ดี การหลบหนีของเจ้าเมืองแพร่ในคืนนั้นได้รับการสนับสนุนจากเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี โดยมีคำสั่งลับมิให้กองทหารที่ตั้งสกัดอยู่รอบเมืองแพร่ขัดขวาง ทำให้การหลบหนีของเจ้าเมืองแพร่เป็นอย่างสะดวกจนถึงหลวงพระบางอย่างปลอดภัย

เมื่อเจ้าหลวงเมืองแพร่หนีไปได้ 15 วัน ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการ จึงเป็นโอกาสให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีสามารถออกคำสั่งถอดเจ้าพิริยเทพวงศ์ออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองแพร่ทันที ดังนั้น

เจ้าหลวงพิริยเทพวงษ์จึงเป็นเจ้าหลวงผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย เพราะตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นจังหวัดแพร่ก็ไม่มีเจ้าผู้ครองเมืองอีกเลย

cr.1
https://www.museumthailand.com/.../%E0% ... 0%B8%9A%E0.../

cr.2

https://www.facebook.com/96307755.../po ... 326705430/
cr.3
https://mgronline.com/onlinesection/det ... 0000077797
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 546
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

เรื่องน่ารู้กับครูนกฮูก ทำไมทีมชาติอิตาลีถึงใช้ชุดสีนำเงินในการแข่งขัน สีฟ้าน้ำเงินที่ทุกคนรู้จักกันดีมีที่มาจากสีประจำราชวงศ์ซาวอย (Savoy) ราชวงศ์สำคัญที่มีบทบาทอย่างมากในการรวมประเทศอิตาลีให้เป็นหนึ่ง"
โดยจุดเริ่มต้นในการใช้สีนำเงิน ต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 1366 เมื่อ Amadeus VI เคานต์แห่งซาวอยกำลังจะออกเดินทางเพื่อทำสงครามครูเสด มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือจักรพรรดิไบเซนไทน์ของ John V Palaiologos
Amadeus VI ตัดสินใจที่จะใช้ธงสีน้ำเงินประดับทั่วกองเรือของตน ก่อนที่ในสงครามครั้งนั้นพวกเขาจะได้รับชัยชนะ ธงสีน้ำเงินจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ซาวอยนับตั้งแต่นั้นมา ผ่านไปเกือบ 500 ปี ในปี 1816 ราชวงศ์ซาวอยได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรวมประเทศอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นสีน้ำเงินจึงกลายเป็นอีกหนึ่งสีประจำชาติอิตาลี ถึงแม้ว่าจะไม่มีปรากฏอยู่บนธงชาติก็ตาม โทนสีน้ำเงินที่ปรากฏอยู่บนธงของราชวงศ์ซาวอย มีชื่อเรียกในภาษาอิตาลีว่า "Azzuro" (อ่านว่า อัซซูโร่ = ซึ่งมีความหมายว่า Light Blue หรือสีฟ้า) และแน่นอนว่ามันคือที่มาของฉายาของฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ที่ทุกคนเรียกกันอย่างติดปากว่า "พลพรรคอัซซูรี่" ทีมฟุตบอลทีมชาติอิตาลีเริ่มมีการใช้ชุดแข่งสีน้ำเงินเป็นครั้งแรกในปี 1910 พร้อม ๆ กับทีมรักบี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ราชวงศ์ซาวอย ในเกมกระชับมิตรที่เจอกับทีมชาติฮังการี ก่อนที่ในภายหลัง ทีมฮอกกี้น้ำแข็ง, ทีมบาสเกตบอล, ทีมวอลเลย์บอล จะเปลี่ยนมาใช้สีนี้เช่นกัน ถึงแม้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีมฟุตบอลอิตาลีจะเปลี่ยนมาใช้ชุดแข่งสีดำตามคำสั่งของ เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์ที่เข้าปกครองประเทศ แต่หลังจากที่สงครามผ่านพ้นไป ชุดแข่งสีน้ำเงินก็ได้กลับมาอีกครั้ง และยังคงดำรงอยู่ถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าประเทศอิตาลีจะไม่มีระบบกษัตริย์แล้วก็ตาม
ข้อมูลจาก https://www.mainstand.co.th/catalog/1-FEATURE/2092
รูปภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=-1l0yOyhaG0
#การเรียนรู้ตอบโจทย์ทุกความฝัน #ครูนกฮูก
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 546
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ประวัติพระเจ้าตากสินและรัชกาลที่ 1 ฉบับ“อภินิหารบรรพบุรุษ” ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ถูก“กุ”ขึ้นมาโดย ก.ศ.ร.กุหลาบ
“อภินิหารบรรพบุรุษ” หรือ”พงศาวดารกระซิบ” ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่เกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ 1 นั้นเป็นเพียงจินตนาการที่เกิดจากการ “กุเรื่อง” ของ “ก.ศ.ร.กุหลาบ”
............................................................................
พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในหนังสือ’อภินิหารบรรพบุรุษ’ที่ ก.ศ.ร.กุหลาบ เขียนนั้นอ้างว่าคัดลอกมาจาก’ตำรามหามุขมาตยานุกูลวงษ์’ของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช(บุญรอด) เช่นเดียวกับที่อ้างถีงเมื่อครั้งเขียนเรื่องพงศาวดารกรุงสุโขทัยตอนเมื่อจะเสียกรุงแก่กรุงศรีอยุธยา ที่ตีพิมพ์ในหนังสือสยามประเภท
จนเป็นเหตุให้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (ร.5)สั่งให้ส่งตัว ก.ศ.ร.กุหลาบไปอยู่กับผู้จัดการในโรงเลี้ยงบ้า
ก.ศ.ร.กุหลาบสร้างเรื่องในการปลอมแปลงเอกสารประวัติศาสตร์ไว้มากมาย จนต่อมาภายหลัง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์เรื่องนี้ไว้เป็นการเฉพาะในนิทานโบราณคดี เรื่องหนังสือหอหลวง
พระนิพนธ์เรื่อง “หอหลวง”นั้นเป็นต้นกำเนิดของคำว่า “กุ”ซึ่งเป็นคำที่กล่าวถึงหนังสือที่ ก.ศ.ร.กุหลาบเขียนว่าหาที่มาของต้นฉบับที่แท้จริงไม่ได้แม้สักเล่มเดียว
จนคำว่า “กุ” ที่มาจากชื่อของ ก.ศ.ร.กุหลาบ นั้นถูกใช้ในความหมายว่า “โกหก หรือสร้างเรื่องขึ้นมา” และใช้กันมาถึงปัจจุบัน
............................................................................
ก.ศ.ร.กุหลาบ เริ่มแต่งพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หลังจากเริ่มออกหนังสือพิมพ์ชื่อ“สยามประเภท”ในปี พ.ศ.๒๔๔๐
คือเริ่มตีพิมพ์เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราชเป็นตอนๆภายใต้ชื่อว่า”อภินิหารประจักษ์แห่งพระเจ้ากรุงธนบุรีศรีอยุธยา”ในปีพ.ศ.๒๔๔๒
ต่อมาพ.ศ.๒๔๕๓ ก.ศ.ร.กุหลาบ รวบรวมบทความ”อภินิหารประจักษ์แห่งพระเจ้ากรุงธนบุรีศรีอยุธยา”ที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆ มารวมพิมพ์เป็นเล่มแต่เปลี่ยนชื่อเป็น’หนังสือพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตาก(สิน)’
ซึ่งต่อมาหนังสือเล่มดังกล่าว กลายมาเป็นต้นฉบับของ”หนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ”ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจริง
ต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวบางส่วนของพงศาวดารกระซิบ ในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ” ในตอนที่เกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระเจ้าตากสิน และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
............................................................................
ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ พระชนมายุได้ 22 พรรษา ถึงกำหนดจะทรงผนวชครั้งนั้น สมเด็จพระบรมมหาไปยกาธิบดี ซึ่งเป็นพระชนกนาถ ทรงจัดตั้งกระบวนแห่พระบุตรที่ 4 ไปทรงผนวชวัดมหาทะลาย พระอาจารย์เจ้าวัดมหาทะลายเป็นอุปัชฌาย์
ท่านจำพรรษา อยู่ ณ วัดมหาทะลาย ในจุลศักราช 1119 ปีฉลู นพศก (พ.ศ.2300) เป็นปีที่ 26 ในรัชกาลแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์
อนึ่ง พระเจ้าตากในเวลาโน้นนั้น ทรงพระนามว่า นายสิน เป็นบุตรจีนไหฮอง ชื่อหยง แซ่แต้ เป็นขุนพัฒน์นายตราบ่อนเบี้ย
แต่นายสินนั้น เจ้าพระยาจักรีรับไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม จึงได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลวง ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์
พระเจ้าตากทรงผนวชอยู่กับพระอาจารย์ทองดีมหาเถร เจ้าอธิการวัดโกษาวาศน์ นัยหนึ่งว่าวัดคลัง เป็นวัดของเจ้าพระยาจักรีบิดาเลี้ยงของพระเจ้าตากสร้าง แต่ยังเป็นเจ้าพระยาคลัง
ในปีฉลูนพศกนั้น พระเจ้าตากทรงผนวชได้ 3 พรรษาแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จึงทรงผนวชในพรรษาต้น อยู่ ณ วัดมหาทะลาย
ครั้นวันหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า เสด็จไปบิณฑบาตพบพระเจ้าตาก ซึ่งก็เสด็จมาบิณฑบาต ท่านก็หยุดยืนสนทนากันด้วยสมณวัตถุกถา
ขณะนั้น มีจีนชราเดินมาถึงที่ตรงประทับอยู่นั้น จีนชราก็หยุดยืนแลดูพระพักตร์ท่านทั้งสองพระองค์ เป็นช้านาน แล้วก็หัวร่อ แล้วก็เดินห่างพระองค์ประมาณ 10 ศอก แล้วก็เหลียวหน้ามาหัวร่ออีก แล้วจึงกลับเหลียวหน้าเดินไป ทำอาการกิริยาอย่างนั้นเป็นหลายครั้ง จนเดินห่างไปประมาณ 8 วาเศษ
ขณะนั้น พระเจ้าตากจึงกวักพระหัตถ์เรียกจีนชรานั้นให้กลับมาถึง แล้วจึงตรัสถามว่า ท่านแลดูหน้าเราแล้วก็หัวร่อ ด้วยเหตุไร
จีนชราตอบว่า ข้าพเจ้าแลเห็นราศีและลักษณะท่านทั้งสอง แปลกประหลาดกว่ามนุษย์ทั้งปวง
พระเจ้าตากจึงตรัสถามว่า ท่านเป็นหมอดูหรือ จีนชรารับว่าเป็นหมอดู พระเจ้าตากตรัสว่า ถ้ากระนั้นท่านช่วยดูเราสักหน่อยเถิด จีนนั้นจึงจับพระหัตถ์ดู แล้วจึงถามถึงปีเดือนวันพระชนมพรรษา ทราบแล้ว ทักทำนายว่า ท่านจะได้เป็นกษัตริย์ พระเจ้าตากก็ทรงพระสรวลเป็นทีไม่เชื่อ
ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จึงตรัสกับจีนชรานั้นว่า ท่านจงช่วยดูให้เราบ้าง จีนนั้นจึงจับพระหัตถ์แล้วจึงถามปีเดือนวันพระชนมพรรษา ทราบแล้วจึงทำนายว่า ท่านก็จะได้เป็นกษัตริย์เหมือนกัน
ขณะนั้น ท่านทั้งสองพระองค์ก็ทรงพระสรวล แล้วจึงตรัสตอบจีนนั้นว่า เรามีอายุอ่อนกว่าพระเจ้าตาก 2 ปีเศษเท่านั้น จะเป็นกษัตริย์พร้อมกันอย่างไรได้ ไม่เคยได้ยิน
ตรัสเท่านั้นแล้ว ก็เสด็จเลยไปบิณฑบาตทั้งสององค์
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ทรงผนวชได้พรรษาหนึ่ง รุ่งขึ้นอีกปีหนึ่ง พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ก็สวรรคต...............
............................................................................
อนึ่ง เมื่อปลายแผ่นดินพระเจ้าตากสินนั้น โปรดเกล้าให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ เป็นแม่ทัพยกไปปราบปรามเมืองเขมรเป็นครั้งหลัง
เมื่อจะไปนั้นพระราชทานฉลองพระองค์ทรงประพาศอันเป็นเครื่องต้น ทรงถอดออกจากพระองค์พระราชทานเป็นรางวัล โดยอัศจรรย์เป็นบุพนิมิต เหตุที่พระองค์กลับมาจะได้สิริราชสมบัติ
ครั้นเมื่อท่านจะกลับมากรุงธนบุรีนั้น เกิดศุภนิมิตเป็นอัศจรรย์ปรากฏแก่คนทั้งปวง เพื่อพระราชกฤดาเดชานุภาพ พระบารมีจะถึงเศวตรฉัตรในราชสมบัติ เทพเจ้าผู้มีมเหศฤทธิ์ หากบันดาลให้เกิดรัศมีโชติช่วงแผ่ออกรอบพระกายโดยรอบประมาณ 6 ศอก ประดุจปริมณฑลพระจันทร์อันทรงกลด เหตุนั้นเห็นประจักษ์ทั่วทั้งกองทัพพล 10,000 เศษ
............................................................................
สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง(ร.5) ทรงพระปรารภในพระราชนิพนธ์เรื่อง’พระราชพิธีสิบสองเดือน’ตอนพิธีถือน้ำโดยมีข้อสรุปตำหนิ ก.ศ.ร.กุหลาบ ว่า…
ผู้ซึ่งทำลายของแท้ให้ปนด้วยของไม่แท้เสียเช่นนั้น ก็เหมือนหนึ่งปล้นลักทรัพย์สมบัติของเราทั้งปวง
ซึ่งควรจะได้รับแล้วเอาสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ลงเจือปนเสียจนขาดประโยชน์ไป เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก
ไม่ควรเลยที่ผู้ใดซึ่งรู้สึกตัวว่าเป็นผู้รักหนังสือจะประพฤติเช่นนี้
หนังสือนี้จะคลาดเคลื่อนมาจากแห่งใดก็หาทราบไม่ แต่คงเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์ซึ่งเห็นได้ถนัด’ดังนี้…
............................................................................
ไม่น่าเชื่อว่า “อภินิหารบรรพบุรุษ” พงศาวดารกระซิบ ซึ่งเป็นเพียงนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่แต่งขึ้น กลับถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาในสมัยที่ผมเรียนหนังสือสมัยเด็กๆ ได้อย่างไร
แถมระบบการศึกษาของไทย เป็นระบบท่องจำ และเป็นระบบที่ต้องเชื่อตามโดยไม่มีคำถามอีกด้วย
ซึ่งเท่ากับเป็นการยัดเยียดให้คนไทยหลงเชื่อว่านิยายที่เกิดจากการ”กุเรื่อง”ของคนที่หวังจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง กลายเป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทย
............................................................................
ในสมัยปัจจุบันยังคงมีคน “กุ” เรื่องขึ้นโดยการนำเรื่องจริงมาแต่งเติม จนคนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริงอยู่เสมอ เพราะมีสาระสำคัญเป็นเรื่องจริง แต่นำเรื่องที่กุขึ้นเองใส่ใส้เอาไว้อย่างแนบเนียน
Credit : อัษฎางค์ ยมนาค
https://www.facebook.com/12349930666164 ... 076376895/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 546
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

สายธาร ศิลป์เรื่องเล่าบันทึกโลก 📜📚
23 ตุลาคม 2020 ·
" 101 ปี ปิดฉากราชวงศ์โรมานอฟ"
คฤหาสน์อิปาเตียฟ (Ipatiev House) เป็นคฤหาสน์ที่ตั้งอยู่บริเวณเมืองเยคาเตรินบูร์ก (Yekaterinburg) บริเวณเทือกเขาอูราล ด้วยอาณาเขตที่กว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 2 ทวีปของจักรวรรดิรัสเซีย เยคาเตรินบูร์กจึงเป็นเส้นแบ่งเขตทวีประหว่างยุโรปและเอเชีย อีกทั้งยังเป็นเมืองหน้าด่านเมืองแรกที่ตั้งอยู่ในเขตทวีปเอเชีย คฤหาสน์อิปาเตียฟ เดิมเป็นของเศรษฐีชาวรัสเซียผู้หนึ่ง ก่อนจะกลายมาเป็นที่พำนักของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และครอบครัวของพระองค์
เรื่องของคฤหาสน์หลังนี้ แม้จะฟังดูคล้ายกับเรื่องเล่าธรรมดา แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะคฤหาสน์หลังนี้ถูกใช้สำหรับภารกิจเฉพาะ (The House of Special Purpose)
คฤหาสน์อิปาเตียฟ คือสถานที่สุดท้ายก่อนปิดฉากราชวงศ์โรมานอฟอันเกรียงไกร – อิปาเตียฟคือสถานที่สังหารหมู่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ซารินาอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา (Tsarina Alexandra Feodorovna) พร้อมทั้งพระธิดาและพระโอรสทั้งครอบครัว
พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งราชวงศ์โรมานอฟ ทรงเป็นกษัตริย์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย พระองค์มีบุคลิกไม่ค่อยจะเป็นผู้นำที่ดีเท่าใดนัก นักประวัติศาสตร์เล่าถึงความไม่เด็ดขาด และการขึ้นสู่ตำแหน่งในเวลาที่ทรงไม่มีความพร้อม พระองค์นำพาประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และนั่นคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดครั้งหนึ่ง ในอีกหลายๆ เหตุการณ์ก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้ ได้กลายสภาพเป็นเหมือนน้ำมันราดลงบนไฟแห่งความเคียดแค้นและความต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนของผู้คนในรัสเซีย
พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงต่างชาติจากแคว้นเฮสเสอ (Hesse and by Rhine) รัฐหนึ่งในจักรวรรดิเยอรมัน เจ้าหญิงอลิกซ์ (Princess Alix of Hesse and by Rhine) ก่อนจะเปลี่ยนพระนามเป็น จักรพรรดินี หรือ ซารินาอเล็กซานดรา เฟโดโอรอฟนา (Alexandra Feodorovna) ตามธรรมเนียมแบบรัสเซีย
เจ้าหญิงอลิกซ์ทรงเป็นหลานยายของสมเด็จพระราชนีวิคเตอเรียแห่งอังกฤษ พระมารดาของพระองค์คือพระราชธิดาของราชินีวิคตอเรีย และสายสัมพันธ์นี้เอง ทำให้เกิดความวุ่นวายและซับซ้อนจนกลายเป็นปัจจัยในการล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟในภายหลัง
ซาร์และซารินา เป็นคู่รักที่พิเศษและแตกต่างที่สุดในเวลานั้นของราชวงศ์ยุโรป เนื่องจากการแต่งงานยุคนั้นเป็นลักษณะของการคลุมถุงชน ไม่ได้เกิดจากความรัก แต่ไม่ใช่กับซาร์และซารินาแห่งรัสเซีย สองพระองค์ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน ทั้งคู่เขียนจดหมายรักนับหมื่นฉบับ ซึ่งปัจจุบันยังถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุ (ปัจจุบันจดหมายบางส่วนถูกนำมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต)
ภายหลังการแต่งงาน ซารินาให้กำเนิดแกรนด์ดัชเชสทั้งหมด 4 พระองค์ โอลกา (Olga), ทาเทียนา (Tatiana), มาเรีย (Maria) และ อนาสตาเซีย (Anastasia) ซึ่งการที่พระองค์ให้กำเนิดพระราชธิดาทั้งหมด 4 พระองค์ในเวลาไล่เลี่ยกันนี้เอง นำไปสู่ความกดดันและความตึงเครียดเกี่ยวกับรัชทายาทเพื่อสืบราชสันตติวงศ์ พระองค์เอาแต่สวดมนต์วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า และทำทุกวิถีทางเพื่อมีรัชทายาทสืบราชวงศ์ต่อไป
ในที่สุด ซาร์และซารินาก็มีพระราชโอรส อเล็กเซย (Alexei) แกรนด์ดยุคองค์สุดท้ายของครอบครัว แต่เรื่องราวกลับไม่ราบรื่น เมื่อสายสัมพันธ์ยายหลานระหว่างซารินาและพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษเริ่มสำแดงเดช เจ้าชายอเล็กเซยในวัยทารกถูกตรวจพบว่าเป็นโรคฮีโมฟีเลีย (hemophilia) หรือ ‘โรคเลือดไหลไม่หยุด’ โรคทางพันธุกรรมของราชวงศ์ยุโรป ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากยีนที่กลายพันธุ์ของพระราชินีวิคตอเรียเอง ทารกเพศชายที่สืบเชื้อสายจากพระราชินีวิคตอเรียส่วนใหญ่มักจะเลือดออกและเสียชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก ขณะที่ทารกเพศหญิงมักจะเป็นพาหะของโรคเท่านั้น
จากสาเหตุนี้เอง เจ้าชายน้อยอเล็กเซยจึงได้รับโรคดังกล่าวผ่านทางมารดา ทันทีที่ซาร์และซารินาทรงรับรู้ ราวกับโลกจะดับสูญ เพราะพระองค์ไม่เคยคาดการณ์ถึงภาพเหล่านี้ แกรนด์ดยุคอเล็กเซยเคยหกล้มและเลือดออกไม่หยุดจนเกือบตายไปหลายครั้ง ทำให้ครอบครัวโรมานอฟต้องเก็บเรื่องดังกล่าวไว้เป็นความลับและไม่ยอมออกจากวัง โดยมีข้ารับใช้คอยระแวดระวังไม่ให้องค์ชายน้อยหกล้มหรือแม้แต่มีรอยฟกช้ำใด เพราะนั่นหมายถึงความเป็นความตาย ทั้งของพระองค์และอนาคตของราชวงศ์โรมานอฟ
ซารินาเครียดและอมทุกข์มากยิ่งขึ้น จนวันที่สวรรค์เห็นใจคำร้องขอของพระองค์มาถึง เมื่อซาร์และซารินาได้รู้จักกับนักบวชนอกรีตอย่าง กริกอรี รัสปูติน (Grigori Rasputin) นักบวชบ้านนอกจากดินแดนไกลโพ้นอย่างไซบีเรีย จุดเริ่มต้นของหายนะก็ได้เริ่มขึ้น
ไม่ใช่คำสาปและไม่ใช่มนต์ดำอย่างที่ใครเข้าใจ แต่มันคือความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ และความไร้เดียงสาต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนไปข้างหน้าของซาร์และซารินา รัสปูตินเข้ามามีบทบาทในฐานะ ‘คุณพ่อ’ (นักบวช) เพื่อน หมอ ที่คอยรักษาบรรเทาอาการให้รัชทายาทองค์น้อยหายเจ็บปวดจากโรคฮีโมฟีเลีย บ้างก็ว่าเขาใช้เวทมนตร์คาถา บ้างก็ว่าเป็นพลังลึกลับ บ้างก็ว่ามันคือการสะกดจิต
แต่ข้อเท็จจริงเดียวที่ซารินารับรู้ได้ คือการที่องค์รัชทายาททรงหายจากประชวร และมีเพียง กริกอรี รัสปูติน ผู้เดียวที่ทำได้ นั่นเพียงพอแล้ว…
เพียงพอสำหรับความเป็นแม่ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเป็น ‘ซารินา’ มารดาแห่งจักรวรรดิรัสเซียอันยิ่งใหญ่ พระองค์ถูกรัสปูตินครอบงำจากสายสัมพันธ์ส่วนตัว เวลานั้นรัสปูตินคือทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นคนเดียวที่จะสามารถรักษาชีวิตพระโอรสองค์เดียวได้ แล้วเหตุใดกันที่ซารินาจะต้องยอมเสียรัสปูตินไป
ชีวิตของแกรนด์ดยุคอเล็กเซยคือความมั่นคงของราชวงศ์โรมานอฟ – ซึ่งพระองค์คิดผิดและเข้าใจผิดอย่างยิ่ง แทนที่จะเอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่พื้นที่ปลอดภัยอย่างในพระราชวัง การปรับตัวของราชวงศ์และการพบปะประชาชนต่างหาก คืออนาคตของราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่งพระองค์ก็เขวี้ยงมันทิ้งด้วยความไร้เดียงสา
เพราะความอ่อนแอของซารินาที่ต้องการรัสปูติน การตัดสินใจทางการเมืองของซาร์นิโคลิสก็มักเกี่ยวพันกับรัสปูตินด้วยเช่นกัน ซารินาเชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวของรัสปูติน เหตุบ้านการเมืองหลายอย่างพระองค์จึงไม่ยอมฟังคำทัดทานจากผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญ หลายๆ ครั้งที่พวกเขาตัดสินใจผิดพลาด ก็มีการปลดและโยกย้ายผู้คนออกจากตำแหน่งตามคำแนะนำของรัสปูติน นั่นทำให้เกิดความไม่พอใจ จนสถานการณ์ทางการเมืองยิ่งตึงเครียดมากขึ้นกว่าเดิม
ผนวกเข้ากับประวัติศาสตร์ในระยะยาว ที่มีเหตุและผลต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกัน รัสปูตินเข้ามาในราชสำนักในปี 1905 ก่อนหน้านั้นไม่นาน รัสเซียทำสงครามกับญี่ปุ่น อีกทั้งยังไปเสียท่าพ่ายให้กับญี่ปุ่น นัยหนึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่บกพร่องของซาร์นิโคลัส สภาพอากาศที่เลวร้าย บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงคราม ความทุกข์ยากก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
ปี 1905 เกิดการปฏิวัติของประชาชนขึ้น พวกเขามารวมตัวกันในวันอาทิตย์ เพื่อเสนอข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าซาร์ แต่กลายเป็นว่าทหารของพระองค์ใช้ปืนยิงไปยังประชาชนที่เดินทางมาเสนอข้อเรียกร้อง ภายหลังเหตุการณ์ในวันนั้นถูกเรียกว่า ‘Bloody Sunday’
พอเหตุการณ์ไม่เข้าท่าเกิดขึ้นซ้ำหลายๆ ครั้ง สถานการณ์ตึงเครียดก็มาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ทำให้พระเจ้าซาร์นิโคลัสตัดสินพระทัยพระราชทานอำนาจให้กับประชาชนผ่านสภาดูมา (Duma) แต่สภากลับไม่มีอำนาจเท่าที่ควร หลังจากนั้นสภาพการณ์ทางการเมืองของรัสเซียก็ไม่เคยเข้าสภาวะปกติอีกเลย
ซาร์นิโคลัสตัดสินใจผิดพลาดอีกครั้ง โดยการนำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม ผู้คนอดอยาก สภาพอากาศที่หนาวจัดยากต่อการทำเกษตรเพื่อเก็บผลผลิต ขณะที่เจ้านายในวัง ทั้งซารินา แกรนด์ดัชเชสและแกรนด์ดยุคกลับมีชีวิตสุขสบาย นับถือ เชื่อฟังนักบวชนอกกรีตอย่างรัสปูติน
ภายหลังมีคนที่อดรนทนไม่ไหวต่อพฤติกรรมของรัสปูติน อาสาเข้ามา ‘เก็บ’ รัสปูตินให้พ้นหูพ้นตา แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ภาพของเชื้อพระวงศ์ที่กินอิ่มนอนหลับ มีอาหารให้ทรงได้เสวยครบทุกมื้อ เทียบกับประชาชนที่ต้องไปตายเพราะสงคราม ต้องทุกข์ยากขาดแคลนอาหาร
สายไปแล้ว…เพราะปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ไม่ได้มีแค่รัสปูตินที่เข้ามายุ่มย่ามกับราชสำนัก แต่มันมาจากศักยภาพการเป็น ‘พระเจ้าซาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย’ ของซาร์นิโคลัสที่ 2 และคนในราชวงศ์ด้วย
หลังปี 1905 หน่อเนื้อของการปฏิวัติได้ก่อตัวขึ้น ปี 1917 วลาดิเมียร์ เลนิน (Vladimir Lenin) ผู้นำการปฏิวัติจากพรรคบอลเชวิค (Bolșevic) ทำการปฏิวัติประเทศ เปลี่ยนจักรวรรดิรัสเซียอันยิ่งใหญ่เป็น ‘สหภาพโซเวียต’ ที่ใช้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ มีค้อนและเคียวเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นกรรมาชีพ เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนความยากจน แร้นแค้น และการถูกกดขี่ ที่เกิดภายใต้รัชสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัส เป็นจุดสิ้นสุดของจักรวรรดิรัสเซียและราชวงศ์โรมานอฟอันมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี พระองค์ประกาศสละราชสมบัติและถูกส่งตัวออกไปนอกเมือง ก่อนเดินทางไปยังสถานที่สุดท้ายในชีวิต – เยคาเตรินบูร์ก
17 กรกฎาคม 1918 บริเวณเทือกเขาอูราล กองทัพขาว (กลุ่มต่อต้านการปฏิวัติรัสเซียและต้องการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่) ได้บุกมาประชิดเมืองเยคาเตรินบูร์ก เมืองอันเป็นที่ตั้งของสถานที่พำนักของพระเจ้าซาร์และครอบครัว กองทัพขาวอยู่ในจุดเข้าใกล้ชัยชนะ นั่นเป็นสถานการณ์อ่อนไหว และทำให้คนของพรรคบอลเชวิคบางส่วน ‘ตัดสิน’ ชะตาชีวิตของพระเจ้าซาร์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟและครอบครัว
กลางดึกวันนั้น พระองค์และครอบครัวถูกสั่งให้เตรียมตัวเพื่อเตรียมย้ายสถานที่อยู่ เนื่องด้วยเหตุผลการบุกโจมตีของกองทัพขาว ซารินาสั่งให้ลูกๆ สวมใส่เสื้อผ้าที่ซ่อนเอาเพชรและอัญมณีไว้ภายใน เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายระหว่างการหลบหนี ด้วยความหวังว่าจะมีใครสักคนมาช่วยเธอและครอบครัว แต่ซารินากลับไม่รู้เลยว่า แทนที่จะเป็นค่าหลบหนี อัญมณีเหล่านี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาตายอย่างทรมานมากขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น
พระเจ้าซาร์นิโคลัสและครอบครัวถูกสั่งให้ไปรออยู่ในห้องใต้ดินของคฤหาสน์อิปาเตียฟ ก่อนนายทหารของพรรคบอลเชวิคจะอ่านคำพิพากษาประหารชีวิตพระองค์และครอบครัว ลูกกระสุนจำนวนมากจากปลายกระบอกปืนของนายทหารพรรคบอลเชวิคยิงทะลุร่างของพระเจ้าซาร์ ซารินา พระธิดา พระโอรส ทีละพระองค์ และเพราะเพชร อัญมณีที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกซึ่งอยู่ภายใต้เสื้อผ้าของเจ้านายแต่ละพระองค์ กระสุนที่ออกจากปลายกระบอกปืนของพวกทหารบอลเชวิคจึงต้องกระหน่ำลงซ้ำๆ เพื่อให้แน่ใจว่าลมหายใจของเจ้านายแต่ละพระองค์หมดลงแล้วจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่สุนัขทรงเลี้ยงของแกรนด์ดัชเชสอนาสตาเซีย เมื่อเสียงกรีดร้องและเสียงปืนค่อยๆ สงบ ราชวงศ์โรมานอฟอันเกรียงไกรที่มีประวัติยาวนานกว่า 300 ปีก็ถูกปิดฉากลง
ไม่มีผู้รอดชีวิตในค่ำคืนวันนั้น คฤหาสน์อิปาเตียฟถูกกลุ่มกองทัพขาวเข้าบุกยึดและตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ทั้งหมดก็สายไปเสียแล้ว ร่างของผู้เสียชีวิตถูกนำไปฝังห่างจากบริเวณคฤหาสน์ ข่าวการสังหารหมู่ราชวงศ์โรมานอฟกระจายไปทั่วประเทศ จากนั้นไม่นาน คฤหาสน์ก็กลับคืนสู่เจ้าของเดิม และ บอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) ประธานาธิบดีคนแรกของรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ประจำสเวียร์ดลอฟสค์ (Sverdlovsk) ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้รื้อถอนคฤหาสน์อิปาเตียฟในปี 1977
ด้านเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ของราชวงศ์โรมานอฟต่างหลบหนีออกจากเมืองหลวง แตกกระสานซ่านเซ็นออกไปคนละทิศละทาง พระราชชนนีมาเรีย ฟีโอโดรอฟนา (Maria Feodorovna / Dagmar of Denmark) พระราชชนนีของซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงเป็นพระมาตุจฉา (น้า) ของกษัตริย์จอร์จที่ 5 แห่งราชวงศ์อังกฤษ พร้อมทั้ง เจ้าชายเฟลิกซ์ (Felix Yusupov) มือสังหารที่อาสา ‘เก็บ’ นักบวชรัสปูติน ได้รับการช่วยเหลือจากเรือรบอังกฤษให้หลบหนีจากไครเมียได้สำเร็จ
เนื่องในวันครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดราชวงศ์โรมานอฟ 17 กรกฎาคม 1998 ทางการรัสเซียได้ทำพิธีย้ายพระอัฐิสัณฐาน (โครงกระดูก) ของซาร์นิโคลัสที่ 2 และครอบครัว ยกเว้นแกรนด์ดัชเชสมาเรีย มายังวิหาร Saints Peter and Paul Cathedral ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg) ต่อมาคริสตจักรออร์ธอดอกซ์แห่งรัสเซีย ประกาศให้ทุกพระองค์เป็นนักบุญในปี 2000
หมายเหตุ: คำศัพท์ภาษารัสเซียถูกถอดเสียงจากภาษาอังกฤษ และพยายามออกเสียงให้คล้ายภาษารัสเซียมากที่สุด
อ้างอิงข้อมูลจาก:
netflix.com
aljazeera.com
romanov-memorial.com
bbc.com
.
CR.รุ่งรวิน แสงสิงห์
#เรื่องเล่าบันทึกโลก
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 546
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://thepeople.co/glica-man-pocky/

“กูลิโกะแมน” คือใคร ทำไมวิ่งแค่ 300 เมตร ถึงเข้าเส้นชัย

อย่าบอกว่า คุณไม่เคยกางมือชูแขนเลียนแบบป้ายไฟโฆษณากูลิโกะ ยามมาเยือนย่านโดทงโบริ (Dotonbori) ย่านช้อปปิ้ง กินดื่มยอดฮิตของโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

ชายชุดขาวในป้ายที่กำลังชูมือขณะกำลังเข้าเส้นชัยนี้มีชื่อว่า “กูลิโกะแมน” (The Glico Running Man) ที่ตอนนี้มีอายุกว่า 80 ปีแล้ว

ที่มาของคุณกูลิโกะแมน เริ่มต้นในปี 1935 จุดกำเนิดของกูลิโกะแมนรุ่นที่ 1 กางแขนโดดเด่นอยู่บนปลายแท่งสูง 33 เมตร รูปทรงเหมือนขนม บริเวณสะพานอิบิซึบาชิ ริมแม่น้ำโดทงโบริ กูลิโกะแมนรุ่นแรกถูกปลดประจำการลงในปี 1943 ซึ่งความเด่นนี้ไม่ได้ไปทำให้ใครหมั่นไส้ นอกจากอาจล่อเป้าทิ้งระเบิดได้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ต่อมาในปี 1955 หลังไฟสงครามมอดลง ป้ายกูลิโกะแมน รุ่นที่ 2 ได้ถูกติดตั้ง โดยมีขนาดเล็กลงมากตามภาวะเศรษฐกิจ จนในปี 1963 กูลิโกะแมนถูกอัพเกรดร่างที่สาม เป็นไฟนีออนสว่างสวยงามทันสมัย แล้วเปลี่ยนเป็นป้ายไฟขนาดใหญ่ในปี 1972 ที่ทำให้กูลิโกะแมนเป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยนอกจากกูลิโกะแมนที่ชูมือวิ่งเข้าเส้นชัย มีพระอาทิตย์สีแดงเป็นฉากหลังแล้ว โอซาก้ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงอีก 4 แห่งได้แก่ ปราสาทโอซาก้า, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง, โอซาก้าโดม และหอคอยซึเทนคาคุ

ปัจจุบันป้ายไฟกูลิโกะเป็นรุ่นที่ 6 เปิดตัวไปเมื่อ 23 ตุลาคม 2014 มีขนาด 10.4 เมตร สูง 20 เมตร ทั้งป้ายเป็นหลอดแอลอีดี กว่า 140,000 ดวง เพื่อประหยัดพลังงาน และสดุดีให้นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นผู้คิดค้นไฟแอลอีดีสีน้ำเงิน จนได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์

ป้ายกูลิโกะแมนในตอนกลางวันจะปิดไฟ เพื่อลดการใช้ไฟ และมาสว่างไสวสุด ๆ ในช่วงกลางคืน ใครที่อยากไปชมแนะนำให้ไปหลังพระอาทิตย์ตกดินจะเห็นแสงสีสวยงามอลังการน่าอัศจรรย์ใจ
แต่รู้หรือไม่ว่า ระยะทางที่กูลิโกะแมนวิ่งเข้าเส้นชัยนั้นสั้นเพียงแค่ 300 เมตรเท่านั้น !!

ที่เป็นเช่นนั้นมาจากผลิตภัณฑ์แรกที่ “ริอิจิ เอซากิ” ผู้ก่อตั้งบริษัทกูลิโกะคิดค้นคือ ขนมเสริมสุขภาพ “Glico Caramel” สารสกัดไกลโคเจนในน้ำต้มหอยนางรม ที่เขาคิดค้นเพื่อช่วยให้ลูกชายที่ป่วยเป็นไข้รากสาดใหญ่หายป่วย ซึ่งในขนมหนึ่งเม็ดช่วยให้คนสูง 1.65 เมตร หนัก 55 กิโลกรัม วิ่งได้ไกล 300 เมตรพอดี

ส่วนทำไมต้องเป็น ชายชุดขาววิ่งเข้าเส้นชัยนั้น เพราะหลังจากลูกชายของเอซากิหายป่วยจากการได้กินผลิตภัณฑ์อาหารเสริมไกลโคเจน เขาเกิดความคิดอย่างแน่วแน่ที่จะเผยแพร่เรื่องนี้ไปให้ผู้คนในโลกได้รู้ จึงได้ก่อตั้งบริษัท เอซากิ กูลิโกะ (Ezaki Glico) ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพัฒนาสมรรถภาพร่างกายผู้คนด้วยผลิตภัณฑ์อาหาร

ใช่แล้ว ที่มาของชื่อ กูลิโกะ (Glico) หลายคนอาจจะพอเดาได้ว่ามาจาก “ไกลโคเจน” สารให้พลังงานหลักในผลิตภัณฑ์แรกของกูลิโกะนั่นเอง

แถมอีกนิด…ลองทายกันว่าวันไหนที่กูลิโกะขายดีที่สุด

ขออนุญาตเฉลยแล้วกัน วันที่ขนมกูลิโกะขายดีที่สุดนั้นไม่ใช่วันก่อตั้งบริษัท แต่เป็นวันที่ 11 พฤศจิกายน ของทุกปี โดยมีขึ้นครั้งแรกในปี 1999 หรือ ปีเฮเซที่ 11 วันนี้เขียนเป็น 11/11/11 คล้ายขนมป๊อกกี้ ขนมขายดีที่สุดอย่างหนึ่งของกูลิโกะเรียงกัน จนเรียกวันนี้ว่าวันป๊อกกี้ (Pocky Day) วันนี้แม้จะเป็นวันทางการตลาด แต่ก็เป็นวันที่เปิดโอกาสให้แลกของขวัญระหว่างกัน หรือสารภาพรักกันไม่ต่างจากวันวาเลนไทน์เลยทีเดียว

จากจุดเริ่มที่ความรักของพ่อกับลูกชาย แล้วแบ่งปันความรัก ความหวังดีด้านสุขภาพผ่านผลิตภัณฑ์อาหารให้กับคนทั่วไป กลายเป็นการส่งความรัก ความสุขให้แก่กัน ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ชายนักวิ่งชุดขาวที่ชื่อว่า “กูลิโกะแมน”

ที่มา
https://www.glico.com/th/about/history/
http://jpninfo.com/82208
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 546
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ทำไมทีมชาติเนเธอร์แลนด์ถึงใช้เสื้อสีส้มในการแข่งขัน ที่มาของเสื้อสีส้มของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ นั้นมาจาก การที่Willem van Oranje (William of Orange) ซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ของ ฮอลแลนด์ในราชวงศ์นี้ ได้เป็นผู้นำการประท้วงของชาวดัตช์ในการต่อต้าน ราชวงศ์ Habsburgs ของสเปนซึ่งเป็นขบวนการที่นำไปสู่อิสรภาพของชาวดัตช์ในปี ค.ศ. 1581 โดยมีสีสัญลักษณ์ประจำพระองค์คือสีส้ม นั่นก็เลยทำให้กษัตริย์องค์ต่อๆมาใช้สีนี้เป็นสีประจำราชวงศ์ก็เลยเป็นสีส้มตลอดมาครับ ทั้งนี้ราชวงศ์ปัจจุบันของประเทศเนเธอร์แลนด์ มีชื่อว่า ราชวงศ์ออเรนจ นัสเซา และทำให้สีส้มเป็นสีประจำชาติของประเทศเนเธอร์แลนด์จนถึงปัจจุบัน
ข้อมูลจาก https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=basbas...
รูปภาพจาก https://www.tellerreport.com/.../2020-09-17-dutch...
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 546
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ชาวจีนส่วนใหญ่อพยพไปไหนกัน?
คนจีนที่อพยพเข้ามาในไทยส่วนใหญ่เป็นชาวจีนเชื้อสายฮกเกี้ยน, ไหหลำ, แต้จิ๋ว, กวางตุ้ง, จีนแคะ และยังมีจีนหุยซึ่งเป็นชาวจีนเชื้อสายมุสลิมที่อพยพมาจากทางตอนเหนือของประเทศไทยในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ชาวจีนส่วนใหญ่อพยพออกจากประเทศต้นทางก็คือ ความยากจน การอพยพของชาวจีนออกสู่ดินแดนอื่นนั้นมาจาก ปัจจัยทางภูมิศาสตร์อันเป็นถิ่นกำเนิด เพราะพื้นที่ในประเทศจีนเต็มไปด้วยภูเขา ประชาชนแออัด พื้นที่ราบเพาะปลูกมีน้อยไม่เพียงพอต่อการทำมาหากิน ในหน้าแล้งประชาชนอดยากหิวโหย การแสวงหาที่ทำกินใหม่จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของชาวจีนที่ยากจน การอพยพของชาวจีน เริ่มตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ถัง ชาวจีนเดินทางทางทะเลไปยังประเทศต่างๆ แถบแหลมมลายู ซึ่งรวมถึงดินแดนทางตอนใต้ของไทยด้วย ชาวจีนรุ่นแรกๆ ที่อพยพเข้ามาอาศัยในไทยจะเข้ามากับเรือสินค้า และส่วนมากเป็นชาวจีนที่อาศัยทำกินอยู่ในดินแดนทางใต้แถบชายทะเลมาก่อน ต่อมาเมืองกวางโจวมีเมืองท่าใหม่แถบชายทะเลทางใต้ยิ่งทำให้ดินแดนทางใต้มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอีก เช่น เมืองท่าจางหลิน ที่ซัวเถาของเมืองแต้จิ๋ว จึงทำให้ชาวจีนกลุ่มภาษาต่างๆ อพยพออกนอกประเทศมากขึ้น ดินแดนที่ชาวจีนทางใต้นิยมอพยพมาอาศัยและทำการค้า คือแถบหนานหยางหรือแถบทะเลจีนใต้ ทั้งนี้หมายรวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งการอพยพนี้ต่อเนื่องจากการค้าทางทะเลต่อเนื่องจากราชวงศ์ถังถึงราชวงศ์หมิง เนื่องจากประเทศจีนช่วงสองราชวงศ์นี้เกิดภัยแล้งเนื่องจากฤดูหนาวที่ยาวนานบ่อยครั้งจึงแทบจะเพาะปลูกพืชไม่ได้เลย
ยุคที่สองในการอพยพเริ่มในใน คริสต์ศตวรรษที่19ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคม ในขณะเดียวกัน ยุคการกระจายตัวของชาวจีนโพ้นทะเลจึงเริ่มขึ้น ในขณะนั้นเป็นสมัยของราชวงศ์ชิง อาณานิคมจำนวนมากขาดแคลนแรงงาน ในขณะที่จังหวัดฮกเกี้ยน และกวางตุ้ง มีแรงงานเกินความต้องการ รัฐบาลของรางวงศ์ชิงจึงถูกเจ้าอาณานิคมทั้งหลายบีบบังคับให้นำประชากรจีนไปเป็นแรงงานในดินแดนอาณานิคมของตน ชาวฮกเกี้ยนและชาวกวางตุ้งจำนวนมาก เลือกที่จะไปทำงานในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องด้วยความสัมพันธ์ของชาวจีนและดินแดนนี้มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังยาวนานถึงราชวงศ์ชิง ส่วนประเทศในทวีปอเมริกาเหนือและออสเตรเลีย ต้องการแรงงานจำนวนมากในงานที่อันตราย เช่น งานในเหมืองแร่ และการสร้างทางรถไฟ เนื่องจากปัญหาความอดอยากในกวางตุ้ง ทำให้ชาวกวางตุ้งจำนวนมากออกไปเสี่ยงโชคในดินแดนเหล่านี้ และหวังที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวที่ยังอยู่ในประเทศจีนดีขึ้นด้วย หลังจากที่ได้สร้างทางรถไฟเสร็จแล้ว ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากในประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ และถูกกีดกันในการศึกษา ชนชาติเอเชียที่อพยพไปสหรัฐอเมริกาต่อจากจีน คือ เกาหลี และ ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเกาหลี เริ่มอพยพไปตั้งแต่เกาหลียังเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น ส่วนญี่ปุ่นเริ่มอพยพไปตั้งแต่ยุคเปิดประเทศในสมัยเมจิสมัยที่คนญี่ปุ่นอพยพเพื่อมาขายแรงงานคือยุคฟื้นฟูเมจิ แล้วแรงงานญี่ปุ่นก็เริ่มเป็นที่ต้องการมาก เพราะในสมัยนั้น อเมริกาออกกฎหมายกีดกันชาวจีน (The Chinese Exclusion Act 1882) ทำให้ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ก็เลยต้องทดแทนแรงงานจีนด้วยแรงงานญี่ปุ่น
คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นี่จะอยู่กันในฮาวายกับแคลิฟอร์เนีย แถบ West Coast กับ Midwest ส่วน East Coast นี่แล้วแต่รัฐ อย่างนิวยอร์กก็ถือว่าคนญี่ปุ่นเยอะ แต่แถบ East Coast ช่วงบน ๆ คนเกาหลีนี่อย่างเยอะกว่า คือรวม ๆ แล้วสัดส่วนชาว ไทยถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับชาวเอเชียสามชาติหลัก และยังน้อยมากเมื่อเทียบกับชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาติอื่น ๆแต่หากพูดถึงจังหวัดที่ 77 ของไทยแล้วเราก็คงจะนึกไปถึงเมือง Los Angeles ในประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุที่มีประชากรคนไทยไปอาศัยอยู่กันมาก คนที่ไปอยู่นั้นก็อยู่รวมตัวกันมีร้านขายของไทย ร้านอาหารไทย เกิดขึ้นอย่างมากมายจนกลายเป็นเมืองไทยเล็กๆหรือที่เรียกกันว่า Little Thailand ท่ามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบันชาวจีนโพ้นทะเลส่วนมาก ประมาณ 34 ล้านคน อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ และยังเป็นประชากรที่มีสัดส่วนสูงในประเทศไทย มาเลเชีย อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ชาวจีนอพยพเข้ามาในดินแดนดังกล่าวในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึง คริสต์ศตวรรษที่ 19 และส่วนมาก มาจากมณฑล กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน และไหหลำ ตามลำดับ การอพยพครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการอพยพครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึง คริสต์ศตวรรษที่ 10 สู่ดินแดนมะละกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบัน ชาวจีนโพ้นทะเลในไทย มีสัดส่วนเป็นจำนวนมากถึง 14% (พ.ศ. 2562) หรือประมาณ 9 ล้านคนของสัดส่วนประชากรไทย คือจำนวนของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ด้วยจำนวนที่มากขนาดนี้จึงส่งให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีประชากรเชื้อสายจีนมากที่สุดในโลก ชาวจีนที่เข้ามาล้วนผสมกลมกลืนไปกับความเป็นไทยด้วยการแต่งงานกับชาวไทย ทำให้ลูกหลานคนจีนตั้งแต่เจเนอเรชั่นที่ 2-3 สามารถพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว และพูดภาษาจีนได้น้อยมากหรือไม่สามารถพูดได้เลยของประชากรทั้งประเทศ ส่วนมากอาศัยอยู่ในเมือง ประกอบอาชีพค้าขาย นอกจากนี้ยังแทรกซึมอยู่ในทุกวงการ อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง นักการเมือง รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ก็ยังมีเชื้อสายจีนด้วย
เหตุที่ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย สามารถผสมกลมกลืนกับชาวไทยได้ดียิ่ง ก็เพราะ คนไทยรับเอาวัฒนธรรมจีนไปปฏิบัติในหลายเรื่อง และชาวจีนก็เช่นกันรับเอาวัฒนธรรมและมารยาทแบบไทยมาปรับใช้ร่วมกับคำสอนและวัฒนธรรมแบบจีน ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย เรียกตนเองว่าคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็ยังคงรำลึกถึงบรรพบุรุษและยังรักษาประเพณีของตน แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวจีนสายพันธ์แท้แล้ว คนไทย ถือเป็นลักษณะประจำชาติอยู่แล้ว คนไทยไม่ชอบไปดิ้นรนต่างถิ่น อยู่เมืองไทยสบายอกสบายมีกล้วยกินกล้วยง่วงก็นอน ปัจจุบันกับมีคนไทยจำนวนมากที่พยายามไปหางานทำสร้างเนื้อสร้างตัวที่ต่างประเทศ อาจเป็นเพราะคนไทยในยุคนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนจีนที่มี DNA การเผอิญโชคเพื่อความอยู่รอด และทิศทางการอพยพของคนไทยเชื้อสายจีนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มักมุ่งไปที่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ไต้หวัน
cr.1
https://www.prachachat.net/d-life/news-286207
cr.2
https://www.silpa-mag.com/history/article_26173
cr.3
https://th.wikipedia.org/.../%E0%B8%88% ... 5%E0%B8%99...
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส