หน้า 3 จากทั้งหมด 4

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 09, 2021 9:41 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
ลือหนัก… พระเจ้าเอกทัศทรงจงกรมจนเสียเมือง ?
ภาพนี้คือ พระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์อยุธยา (เดิมเข้าใจคาดเคลื่อนว่าเป็นภาพสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร) ในสมุดพม่าชื่อ “นั้นเตวั้งรุปซุงประบุท” แปลว่า “เอกสารการบันทึกราชสำนัก พร้อมด้วยภาพเขียน” ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ British Library กรุงลอนดอน
“กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้นโฉดเขลาหาสติปัญญาและความเพียรมิได้ ถ้าให้ดำรงฐานาศักดิ์มหาอุปราชสำเร็จราชการกึ่งหนึ่งนั้นบ้านเมืองก็จะเกิดภัยพิบัติฉิบหายเสีย”
เป็นคำกล่าวที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ที่กล่าวถึงพระราชจริยาวัตรอันไม่งามของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ เมื่อกล่าวถึงพระเจ้าเอกทัศหรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์คงไม่พ้นที่จะนึกถึงแต่เรื่องร้ายๆ ความพังพินาศย่อยยับแห่งมหาอาณาจักรที่อยู่ยืนยาวมากกว่า ๔๑๗ ปี ในเหตุการณ์การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ ๓๓ หรือมีพระนามปรากฏตามพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓
ในการับรู้ของคนทั่วไปและในแบบเรียนประวัติศาสตร์มักมองพระองค์ด้านร้ายส่งผลต่อทัศนคติของคนไทยอย่างชัดเจนรวมไปถึงละครโทรทัศน์เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อย่าง เช่น สายโลหิต ฟ้าใหม่ ซึ่งเป็นสื่อที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงได้ง่ายก็แสดงภาพลักษณ์ด้านลบของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้เสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อศึกษาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เช่น ในคำให้การชาวกรุงเก่ากลับปรากฎเรื่องราวของพระเจ้าเอกทัศที่ต่างออกไปจากการรับรู้ข้างต้น
พระราชกรณียกิจสำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์นั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เช่นคราวที่พระเจ้าเอกทัศขึ้นครองราชย์สมบัติพระองค์โปรดที่จะให้หล่อพระพุทธรูปขนาดเท่าพระองค์ ทรงบริจาคทรัพย์ทำการเฉลิมฉลองพระพุทธรูปแล้วอัญเชิญพระพุทธรูปพระองค์นั้นไปยังวัดวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชญ์
ช่วงต้นรัชกาลยังโปรดที่จะสร้างวัดเพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาทรงบริจาคพระราชทรัพย์เพื่อสร้างพระอารามขึ้นมา ๒ แห่ง คือ วัดละมุด และวัดครุฑาวาส ยังทรงเสร็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธบาทที่สระบุรีเป็นประจำทุกปีอีกด้วย เมื่อบ้านเมืองสงบพระองค์โปรดทำบุญบริจาคทรัพย์ให้แก่ ผู้ยากไร้เป็นประจำเช่นกัน
ด้านเศรษฐกิจพระองค์ทรงออกพระราชบัญญัติการใช้เครื่องชั่งตวง เครื่องวัดต่างๆ ทั้งเงินบาทเงินสลึงเงินเฟื้องให้เที่ยงตรง และยังยกเลิกภาษีอากรต่างๆ ภายใน ๓ ปี นี่คือเรื่องราวที่ปรากฏในคำให้การชาวกรุงเก่า
ส่วนหลักฐานอีกหนึ่งเรื่องที่มีทิศทางเดียวกันกับคำให้การชาวกรุงเก่า คือ คำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหลวง) “พระองค์ตั้งอยู่ในธรรมสุจริต บพิตรเสด็จไปถวายนมัสการพระศรีสรรเพชทุกเพลามิได้ขาด พระบาทจงกรมอยู่เป็นนิจ บพิตรตั้งอยู่ในทศพิธสิบประการ แล้วครอบครองกรุงขันธสีมา ทั้งสมณพราหมณ์ก็ชื่นชมยินดีปรีเปนศุขนิราชทุกขไภย ด้วยเมตตาบารมีทั้งฝนก็ดีบริบูรณภูลความศุกมิได้ดาล ทั้งข้าวปลาอาหารและผลไม้มีรสโอชา ฝูงอาณาประชาราษฎร์และชาวนิคมชนบทก็อยู่เยนเกษมสานต์ มีแต่จะชักชวนกันทำบุญให้ทาน และการมโหรสพต่าง ๆ ทั้งนักปราชผู้ยากผู้ดีมีแต่ความศุกที่ทุกขอบขันธสีมา”
เนื้อหาที่พบไม่แตกต่างกันนักกับคำให้การชาวกรุงเก่า ส่วนพระราชพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยาส่วนใหญ่มัก กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญๆ เท่านั้น และเรื่องราวการสงครามระหว่างอยุธยาและพม่าช่วงปลายรัชกาลถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ไม่ปรากฏเรื่องราวพระราชกรณียกิจของกษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่
แม้แต่เพลงเพลงยาวนิราศเสด็จไปตีเมืองพม่า พระนิพนธ์ในสมเด็จฯกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เมื่อครั้งเสด็จไป ตีเมืองพม่า เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๖ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงยาวนิราศนี้ขึ้นแทนที่นิราศนั้นจะรำพึงถึงหญิงอันเป็นที่รักที่ต้องห่างจากกัน แต่กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาททรงหวนรำลึกถึงพระนครศรีอยุธยาอันรุ่งเรืองและในนิราศเพลงยาวนี้ยังทรงกล่าวถึงความประมาทการที่ทรงมีพระเมตตามากล้นเกินพอดีของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์สุดท้ายของพระนครแห่งนี้ไว้ด้วย ความว่า
“ทั้งนี้เป็นต้นด้วยผลเหตุ จะอาเพศกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่
มิได้พิจารณาข้าไท เคยใช้ก็เลี้ยงด้วยเมตตา
ไม่รู้รอบประกอบในราชกิจ ประพฤติการแต่ที่ผิดด้วยอิจฉา
สุภาษิตท่านกล่าวเป็นราวมา จะตั้งแต่งเสนาธิบดี
ไม่ควรจะให้อัครฐาน จะเสียการแผ่นดินกรุงศรี
เพราะไม่ฟังตำนานโบราณมี จึงเสียทีเสียวงศ์กษัตรา”
ถึงไม่ใช่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทางการที่ชัดเจนแต่เพลงยาวนิราศเรื่องนี้ก็ทำให้ผู้อ่านเข้าใจสภาพการณ์ในช่วงการเสียกรุงฯ ได้เป็นอย่างดีจากมุมมองของผู้อยู่ร่วมเหตุการณ์
เหรียญมีสองด้านเปรียบกับคนเราย่อมมีดีและเลวปะปนกันไป อย่าตัดสินคนเพียงเพราะเชื่อหรือเห็นความจริงเพียงด้านเดียวควรดูพินิจพิจารณาให้รอบคอบแล้วย้อนกลับมามองตัวเองว่าดีหรือไม่ดีเช่นเดียวกันกับที่ตัวเรามองเขาหรือไม่
_________________________****
อ้างอิง:นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. (๒๕๕๔). กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.
ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยา รวม ๓ เรื่อง. (๒๕๕๓). กรุงเทพฯ : แสงดาว.
อนงค์นาฏ เถกิงวิทย์. เพลงยาวนิราศกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท.
Credit : Silpa-Mag ผู้เขียน กันตพงศ์ ก้อนนาค
เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2562
Via. : สุบรรณสยาม Siamein Garuda Gallery
https://www.facebook.com/57075036005155 ... 997423988/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: จันทร์ ม.ค. 11, 2021 8:43 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 291625553/

รู้ไหม? สุโขทัยไม่ใช่อาณาจักรแรกของไทย
.
จากตำราเล่าเรียนที่ครูบาอาจารย์ให้ท่องจำ
.
ทุกคนคงจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “สุโขทัย” คืออาณาจักรแรกของประเทศไทย แต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นความเข้าใจผิด!
.
เพราะในตอนที่อาณาจักรสุโขทัยตั้งขึ้นนั้น อาณาจักรอยุธยาก็เริ่มตั้งขึ้นแล้วเช่นกัน และอาจพูดได้ว่าก่อนหน้าอาณาจักรอยุธยา ก็มีอาณาจักรหลายแห่งตั้งอยู่ด้วย เช่น อาณาจักรพะเยา อาณาจักรเชียงใหม่ เป็นต้น
.
อีกทั้งในยุคสมัยนั้นคนแต่ละกลุ่มยังแบ่งออกเป็นเผ่าพันธุ์ และแต่ละกลุ่มต่างก็รักบ้านเมืองของตัวเองไม่ได้มองว่าทุกเผ่าพันธุ์จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทยเสียทั้งหมด ดังนั้นในเวลานั้นจึงยังไม่มีคำว่า ‘รักชาติ’ หรือคำว่า ‘ประเทศไทย’ เกิดขึ้นเหมือนทุกวันนี้
.
ถ้าสุโขทัยไม่ใช่อาณาจักรแรกของไทย แล้วอาณาจักรใดคืออาณาจักรแรกกันล่ะ?
.
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น มีอาณาจักรชื่อ “ละโว้” ตั้งอยู่ทางภาคกลางของไทย อาณาจักรแห่งนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดลพบุรี และเป็นอารยธรรมของชาวมอญ เวลาต่อมาได้ถูกเขมรครอบงำจนกลายเป็นของเขมรไปในที่สุด จากนั้นอาณาจักรละโว้ก็ค่อยๆ เสื่อมอำนาจลง และย้ายศูนย์กลางไปที่อโยธยา(อยุธยา) ซึ่งต่อมาถูกแต่งตั้งให้เป็นอาณาจักรอยุธยา
.
หากจะบอกว่าละโว้คือรากเหง้าของอาณาจักรสุโขทัย และอยุธยาก็คงจะไม่ผิดนัก
.
สาเหตุที่สุโขทัยถูกหยิบยกมาเป็นหมุดหมายแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทย คาดว่าน่าจะมาเป็นเพราะยุคนี้มีศิลาจารึก และลายสือไทยชุดแรกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเกิดขึ้น
.
โดยลายสือไทยดังกล่าวดัดแปลงมาจากเขมรให้เขียนง่ายขึ้น และมีการเพิ่มวรรณยุกต์เข้าไป เนื่องจากภาษา ไม่ว่าจะการเขียนหรือพูดล้วนเป็นเครื่องบ่งบอกความเป็น ‘ชาตินิยม’ และเป็นการสร้าง ‘เอกลักษณ์ความเป็นชาติไทย’ ได้มากกว่าวัฒนธรรม
ด้วยเหตุนี้สุโขทัยจึงเป็นยุคสมัยที่ถูกยึดว่าเป็นต้นทางของเอกลักษณ์ความเป็นไทย และประวัติศาสตร์ชาติไทยในกระแสหลักมานับแต่นั้น
.
ใครสนใจเรียนรู้เรื่องราวอาณาจักรสุโขทัย-อยุธยา สามารถเดินทางย้อนเวลาผ่านไทม์แมชชีนได้ในพอดแคสต์ History Corgi ซีรีส์ประวัติศาสตร์ของตัวเรา EP.2: สุโขทัย อยุธยา https://youtu.be/vjRNDlOvkMY
ที่มา : BrandThink
https://www.facebook.com/brandthink.me/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: อังคาร ม.ค. 12, 2021 11:05 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
"ปิดกรุง" (ประท้วง) สมัยสมเด็จพระเพทราชา
เหตุการณ์ที่ว่านั้นเกิดขึ้นในช่วงผลัดแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช - สมเด็จพระเพทราชานั่นเอง
เรื่องของเรื่องที่หลายๆคนไม่ทราบเลยก็คือว่า หลังจากที่สมเด็จพระเพทราชาประหารออกญาวิชาเยนทร์และขับไล่ชาวฝรั่งเศส อันรวมไปถึงชาวยุโรปกลุ่มอื่นๆออกไปจากเมืองลพบุรี กรุงศรีอยุธยา และป้อมบางกอกแล้ว กลับกลายเป็นได้เกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้อย่างหนึ่งขึ้นมาน่ะสิครับ
จากการค้นคว้าของผมเมื่อเร็วๆนี้พบว่า ผลจากการไล่ฆ่าสังหารชาวยุโรปและเผาป้อมบางกอกของราชสำนักอยุธยาใน ณ เวลานั้นทำให้รัฐบาลนานาประเทศยุโรปที่มีอาณานิคมในภูมิภาคตะวันออกไกลไม่พึงพอใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอังกฤษกับฝรั่งเศสที่มีความสัมพันธ์อันดีกับราชสำนักกรุงศรีอยุธยานั้นถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยตรง จึงทำให้ทางรัฐบาลของทั้งสองประเทศมีการประกาศคำสั่งลงไปยังกองกำลังประจำอาณานิคมที่อินเดีย (ในตอนนั้นทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแข่งกันสร้างอาณานิคมในอินเดียครับ) ว่า จะประกาศคว่ำบาตรไม่ยอมค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาและยังจะ "ยึดหรือจมเรือธงทุกลำของกรุงศรีอยุธยาในทันที" อีกด้วย!
ผลจากการรัฐประหารของสมเด็จพระเพทราชาในคราวนั้นได้ทำให้รายได้เข้าท้องพระคลังของกรุงศรีอยุธยาลดลงอย่างฮวบฮาบเป็นประวัติการณ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำให้สมเด็จพระเพทราชาต้องรีบส่งทูตไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางอาณานิคมต่างๆไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส ดัตซ์ และโปรตุเกสในเวลานั้นเพื่อขอร้องให้ยุติการคว่ำบาตรและกลับมาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง
แม้ว่าบรรดานานาประเทศเหล่านั้นจะยุติการคว่ำบาตรและยอมเปิดให้มีการค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็เพียงปล่อยให้กองเรือวานิชย์เอกชนเพียงไม่กี่เจ้าให้เข้าไปค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา แต่มิใช่ "ในนามรัฐบาลต่อรัฐบาล" อย่างที่เคยเป็นมาอีกแล้ว...
เพราะเหตุนี้ รายได้หลักของกรุงศรีอยุธยาที่มาจากการค้าขายระหว่างประเทศถึงร้อยละ ๘๐ มีอันตกฮวบลงถึงร้อยละ ๖๐ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเรา อันเป็นเหตุให้เศรษฐกิจกรุงศรีอยุธยายิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งแม้ว่าในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจะพยายามทำการค้าข้าวกับจีน แต่เศรษฐกิจของกรุงศรีอยุธยาไม่อาจจะฟื้นกลับมาอีกต่อเลย...
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศสยังหันไปสนับสนุนขุมอำนาจใหม่ - ราชวงศ์คองบองหรือ "ราชวงศ์อลองพญา" แห่งอังวะ - ราชวงศ์กษัตริย์พม่าที่หวนคืนสู่อำนาจอีกครั้ง ดังมีปรากฏหลักฐานว่ากษัตริย์อลองพญาได้ส่งราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งทั้งสองชาติมหาอำนาจได้ตอบแทนต่อพม่าด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้ากับพม่าเป็นปืนคาบศิลาและปืนใหญ่รุ่นใหม่แกะห่อจากยุโรปเลยทีเดียวล่ะครับ
ถามว่าพวกพม่าจะเอาอาวุธพวกนี้ไปทำอะไร?
มันก็เอามาถล่มกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๓๐๘ และ ๒๓๑๐ นั่นแหละ!
เพราะมีหลักฐานยืนยันว่าในคราวพม่าล้อมกรุงช่วงสุดท้ายนั้น กองทัพพม่ามีกองทหารราบติดปืนไฟรุ่นใหม่นับหมื่นๆนาย ทหารม้าติดปืนอีกนับพัน และปืนใหญ่รุ่นใหม่จากยุโรปอีกนับร้อยกระบอก ในขณะที่กองทัพกรุงศรีอยุธยาในตอนนั้นมีแต่ปืนไฟตกรุ่นทั้งทัพ!
นี่ล่ะครับ ผลของ "การรัฐประหาร" และ "การปิดประเทศ" ในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ผ่านมาครับ...
สำหรับเนื้อหาในโพสต์ตอนนี้ หลายท่านคงสงสัยว่าผมไปค้นคว้ามาจากไหน ทำไมถึงมีเนื้อหาแตกต่างจากหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการที่เราท่านเรียนมาเหลือเกิน?
เอาล่ะครับ เนื้อหาหรือบรรณานุกรมที่ผมใช้ในเนื้อหาตอนนี้ ทุกท่านสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้ในหนังสือตามลำดับต่อไปนี้ครับ
๑.) ๕๐๐ ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส : ไกรฤกษ์ นานา สำนักพิมพ์มติชน
๒.) สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ : ดร.สุเนตร ชุตินราธานนท์ สำนักพิมพ์มติชน
๓.) เมียนมาร์ - สยามยุทธ : ภมรี สุรเกียรติ สำนักพิมพ์มติชน
๔.) พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับจักรพรรดิพงศ์ (จาด) : สำนักพิมพ์ศรีปัญญา
Penedge
ที่มา : เพจ เจาะเวลาหาอดีต
https://www.facebook.com/20073317062329 ... 227518707/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: พุธ ม.ค. 13, 2021 3:36 pm
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
"การถวายหน้ากากทองคำ และหักหวี" ในพิธีสรงน้ำพระบรมศพ
ในการพระราชพิธีพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ชั้นสูงนั้น เมื่อมีการสวรรคต หรือสิ้นพระชนม์ลง ก็จะมีการพระราชพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ ถวายเครื่องขาวทรงพระบรมศพ และถวายเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์อย่างเต็มที่ (เครื่องทรงพระบรมศพเต็มยศพระมหากษัตริย์ หรือ พระอัครมเหสี) จากนั้นเจ้าพนักงานถวายพระสาง (หวี) แก่องค์ประธานเพื่อทรงหวีพระเกศาพระบรมศพขึ้นหนึ่งครั้ง ลงหนึ่งครั้ง และขึ้นอีกหนึ่งครั้ง จากนั้นทรงหักพระสางวางที่พานซึ่งเจ้าพนักงานเชิญอยู่
การหักพระสางนี้เป็นปริศนาธรรมอย่างหนึ่ง...คือเพื่อแสดงว่าไม่ต้องการความสวยงามใดๆอีกแล้ว หมดประโยชน์ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ต้องแต่งกายใดๆอีกแล้ว" ครั้งพิธีสรงน้ำพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 นั้น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ผู้เป็นอัครมเหสีทรงเป็นผู้หักพระสางนี้เอง
จากนั้นเจ้าพนักงานจะถวายขี้ผึ้งแผ่จนเต็มพระพักตร์ และอุดพระทวารทั้งเก้า(สำหรับในอดีตที่ยังไม่มีการถวายยาฉีดฟอร์มาลีน) จากนั้นเจ้าพนักงานจะอัญเชิญ "พระสุพรรณจำหลักปริมณฑลฉลองพระพักตร์" หรือที่เข้าใจง่ายๆก็คือแผ่นทองคำจำหลักลายปิดพระพักตร์ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติพระบรมศพ เพื่อไม่ให้เห็นพระพักต์หากพระบรมศพมีสภาพที่มิบังควรเห็น ซึ่งพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็รับการถวายแผ่นพระพักต์นี้ปิดที่พระพักต์ตามโบราณราชประเพณีทุกอย่าง เพียงแต่พระศพไม่ได้ทรงพระชฏาห้ายอดลงที่พระเศียร เพราะพระชฏาห้ายอดนี้สำหรับพระบรมศพที่ลงประทับนั่งพระโกศ จึงทำได้เพียงอัญเชิญพระชฏาไว้ข้างๆพระเศียร
จากภาพด้านบน พระราชพิธีสรงพระบรมศพ สมเด็จพระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี ศรีสวัสดิ์ ประดิษฐานอยู่บนพระแท่น ที่พระพักต์ทรงแผ่นทองคำจำหลักลายก่อนอัญเชิญพระบรมศพลงในพระบรมโกศ
จากภาพด้านล่างซ้าย แผ่นทองคำจำหลักลายปิดพระพักตร์ พระชฏาห้ายอด และหวีในพิธีสรงน้ำพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาล7
จากภาพด้านล่างขวา บางส่วนจากภาพยนตร์เรื่องสุริโยไทเมื่อเจ้าพนักงานถวายแผ่นพระพักต์ทองคำถวายพระบรมศพสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร

ที่มา : เกร็ดประวัติศาสตร์
https://www.facebook.com/%E0%B9%80%E0%B ... 237386172/ ดูน้อยลง

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: พุธ ม.ค. 13, 2021 4:08 pm
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
ชาวญี่ปุ่นมองฟรีสเซอร์ว่าเป็นสุดยอดบอสในอุดมคติ ส่งเสริมคนที่ผลงานดี สวัสดิการพร้อม

The People
10 มกราคม เวลา 19:00 น. ·
ฟรีเซอร์: ทั้งจักรวาลเขาคือตัวร้าย แต่สำหรับพนักงานในองค์กร เขาคือสุดยอดบอส
.
ที่ญี่ปุ่นนั้นนอกจากการโหวตตัวเอกของการ์ตูนแล้ว ก็ยังมีการโหวตตัวร้ายยอดนิยมอีกด้วย สำหรับเรื่อง Dragon Ball ก็มีตัวร้ายหลายตัวที่ติดอันดับในการโหวตของสำนักโพลต่าง ๆ มากมาย เช่น เบจิต้า, ฟรีเซอร์, หรือเซล แต่ที่น่าสนใจคือ มีนักอ่านจำนวนมาก กลับมองฟรีเซอร์อย่างชื่นชม และไปในทิศทางเดียวกัน คือเป็น “สุดยอดบอสในอุดมคติ” และมีหลายสำนักที่แนวโน้มสำรวจออกมาใกล้เคียงกัน เช่น Middle-Edge, Anime! Anime!, หรือ Nico-Nico News (ลิงก์อ้างอิงอยู่ท้ายบทความ)
.
วิเคราะห์เรื่อง Dragon Ball ที่ผ่าน ๆ มาของ The People ก็เอาแต่วิเคราะห์คาแรกเตอร์ของกลุ่มตัวละครเอกมาตลอด วันนี้มาพูดถึงตัวร้ายตลอดกาลอย่างฟรีเซอร์กันบ้าง
.
ฟรีเซอร์นี่แหละ ถอดแบบมาจากยากูซ่าญี่ปุ่นขนานแท้ พวกที่เถื่อน, โหด, ตัวใหญ่ ๆ มักจะเป็นแค่ลูกน้อง แต่เจ้าพ่อตัวจริงจะมีบุคลิกแบบฟรีเซอร์ คือ ตัวเล็ก นิ่ง ๆ สุขุม เลือดเย็นมาก แต่ว่าสุภาพเรียบร้อย มีบุคลิกแบบคนทำงานมืออาชีพ
.
ญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 1980s เป็นช่วงที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตกและมีผลกระทบต่อสังคมญี่ปุ่นเป็นวงกว้าง คือพอฟองสบู่แตก มีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากไม่สามารถใช้หนี้ที่กู้มาผ่อนอสังหาริมทรัพย์ได้ ทำให้ถูก “ยึด” เป็นจำนวนมาก ผู้เขียนเรื่อง Dragon Ball คือ โทะริยะมะ อะกิระ ในวัยเด็กมีชีวิตที่ยากจนข้นแค้น เคยต้องอดข้าวทีละหลาย ๆ วันและหนีจากความจริงโดยการวาดการ์ตูนไปเรื่อย ๆ เพื่อประทังความหิว (จึงสะท้อนออกมาในงานเขียนที่ตลกเสียดสี หัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้) ด้วยความทรงจำวัยเด็กอันเลวร้ายที่มีต่อนักธุรกิจ อะกิระจึงเกลียดนักธุรกิจที่ทำนาบนหลังคนประเภทนักการเงินแนวอสังหาริมทรัพย์ยิ่งกว่าอาชีพใดทั้งหมด (เช่น ปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ทำให้ราคาขึ้นดอย, ปล่อยดอกเบี้ยกู้แพงหูฉี่, แล้วหาทางยึดกลับไปเพื่อปล่อยเจ้าอื่นต่อ ฯลฯ)
.
ดังนั้นตัวละครที่ชั่วร้ายที่สุดในจักรวาล (ณ ตอนนั้น ที่อะกิระต้องการวาดให้ Dragon Ball อวสานไปหลังจบศึกฟรีเซอร์ ก่อนที่จะดังระเบิดจนต้องขยายไปภาคต่อ ๆ มา) จึงต้องเป็นพวกชั่วร้ายที่ประกอบอาชีพยึดบ้านช่องคนอื่น ยึดอสังหาริมทรัพย์ของชาวบ้าน แล้วเอาไปหมุนเป็นเงิน แบบที่ฟรีเซอร์ทำคือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, ยึดดาว, ยึดพืชผลและทรัพยากรบนดาวดวงนั้น แล้วเอาไปขายให้เผ่าพันธุ์อื่นที่มีเงินมาซื้อ อะกิระแสดงความเห็นของตัวเองที่มีต่ออาชีพ Property Management ของญี่ปุ่นในยุคนั้นว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ชั่วร้ายที่สุดในจักรวาลนั่นเอง
.
แต่อย่างไรก็ตาม นักอ่านชาวญี่ปุ่นจำนวนมากก็เห็นพ้องต้องกันว่า ฟรีเซอร์เป็นผู้นำที่ดี ไม่นับว่านิสัยชั่วร้าย แต่พูดถึงในแง่ของภาวะผู้นำองค์กร ฟรีเซอร์เป็นหัวหน้าที่น่าร่วมงานด้วยมาก ๆ เริ่มตั้งแต่ข้อแรก ฟรีเซอร์มีความสามารถมากจริง คือไม่ใช่เป็นแค่หัวหน้าที่เอาแต่นั่งในห้องแอร์โดยไม่รู้สภาวะหน้างานจริง แล้วดีแต่ใช้ลูกน้องไปทำแทน ฟรีเซอร์มีพลังที่จะทำงานแทนลูกน้องทั้งกองทัพได้เลย แต่เลือกที่จะไม่ลงมือเอง เพราะเข้าใจระบบองค์กร และไม่ลงรายละเอียด (มีดาวบริวารตั้งหลายร้อยดวง ฟรีเซอร์จึงเลือกจ้างคนทำงานแทนตัวเอง) เวลาที่ลูกน้องจัดการอะไรเองไม่ได้แล้วจริง ๆ จึงจะสั่งมือขวา-ซ้าย (โดโดเรีย และ ซาร์บอน) หรือ สั่งหน่วยรบกีนิวไปลุย จนปัญหาใหญ่มากจริง ๆ ฟรีเซอร์ถึงจะออกโรงเองสักครั้ง จากคำกล่าวของฟรีเซอร์ มีคนเคยเห็นแค่ร่าง 1 และร่าง 2 เท่านั้น ในจักรวาลนี้ยังไม่เคยมีใครทำให้ฟรีเซอร์ต้องเอาจริงถึงขั้นใช้ร่าง 3 และ 4 มาก่อน
.
ฟรีเซอร์ยังประเมินความสามารถลูกน้องอย่างเป็นกลางมาก โดยการใช้ “ตัวเลขที่วัดผลได้” มีการแจกจ่ายเครื่องวัดพลังให้พนักงานทุกคนในกองทัพได้ใช้ เพื่อวัดพลังทั้งของศัตรูและของพวกตัวเองอย่างเป็นกลาง สามารถรู้ได้ทันทีว่าพนักงานระดับไหนมีความสามารถเท่าไหร่แล้ว และฟรีเซอร์ยังประกาศออกสื่อเป็นปกติว่าในร่างแรกของตัวเองมีพลังเฉลี่ยคือ 530,000 นับว่าเป็นผู้นำองค์กรที่ประเมินผลงานลูกน้องอย่างไร้อคติเพราะใช้ระบบตัวเลขล้วน ๆ
.
ยังมีสวัสดิการอีกหลายรูปแบบ เช่น ยานพาหนะ, อาวุธทันสมัยสำหรับพนักงานที่ยังไม่ค่อยเก่ง, มีชุดยูนิฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูง ขนาดตอนเบจิต้ากลายเป็นลิงยักษ์ ชุดก็ยังไม่พัง นอกจากนี้ยังมีเครื่องปฐมพยาบาลสุดไฮเทคสำหรับรักษาลูกน้องที่บาดเจ็บ เรียกว่าสวัสดิการดีมากจัดเต็มสุด ๆ ฟรีเซอร์ยังเป็นคนสุภาพมาก พูดด้วยภาษาสุภาพของญี่ปุ่นที่ลงท้ายด้วย -เดะซุ หรือ -มะซุ ตลอดเวลา เรียกลูกน้องลงท้ายด้วยคำว่า -ซัง ทุกคำ ให้เกียรติลูกน้องเสมอ ไม่เคยจิกหัวเรียกใช้ ทำงานด้วยความเป็นนักธุรกิจมืออาชีพที่แท้จริง
.
เวลาลูกน้องทำพลาด ก็มีการให้โอกาสแก้ตัวได้ด้วย แถมยังระบุสาเหตุที่ลูกน้องทำผิดพลาดได้อีกต่างหาก เช่น ตอนซาร์บอนเอาชนะเบจิต้าจนบาดเจ็บตกทะเลสาบไป แล้วซาร์บอนรักสวยรักงามไม่กล้าดำน้ำลงไปเช็คว่าเบจิต้าตายแล้วหรือยัง ฟรีเซอร์ระบุสาเหตุที่ซาร์บอนทำงานพลาดได้ทันที ว่าเพราะซาร์บอนกลัวเปียกจึงไม่ยอมดำน้ำ ทำให้ทำงานพลาด และให้โอกาสซาร์บอนได้ทำงานแก้ตัวอีกครั้งด้วย พร้อมกับคาดโทษว่าถ้าทำพลาดเรื่องเดิม ๆ ครั้งต่อไปโทษถึงตายนะจ๊ะ
.
อีกข้อของความใจกว้าง ฟรีเซอร์เปิดกว้างสำหรับคนมีความสามารถโดยไม่เลือกเผ่าพันธุ์สัญชาติ ขนาดโกคูเองก็ยังโดนรีครูทให้เข้าทีมฟรีเซอร์ ถ้าอ้างอิงจากที่กัปตัวกีนิวบอก ทั้ง 5 คนในหน่วยรบกีนิวรวมทั้งฟรีเซอร์ด้วย คือสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์ จึงมีพลังสูงผิดธรรมชาติ กระบวนการทางชีวภาพตามธรรมชาติจะไม่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้ ฟรีเซอร์เปิดกว้างที่จะจ้างคนเก่ง ๆ เข้าทีมโดยไม่เลือกเผ่าพันธุ์จริง ๆ
.
ประการสุดท้าย ฟรีเซอร์มีการมองการณ์ไกลมากว่ามีบางเผ่าพันธุ์ที่จะลุกฮือขึ้นเป็นคู่แข่งทางธุรกิจได้ จึงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไว้ล่วงหน้าหลายทศวรรษ เพื่อให้กิจการของตัวเองสามารถผูกขาดธุรกิจทำนาบนหลังคนระดับจักรวาลได้แต่เพียงผู้เดียวตลอดไป แล้วยังไม่ต้องทำแผน Succession Plan เพื่อหาผู้สืบทอดตำแหน่งด้วย เพราะฟรีเซอร์เล่นรวมรวม Dragon Ball เพื่อให้ตัวเองเป็น CEO & President ตลอดกาลไปเลย แก้ปัญหาเรื่องหา Successor ให้องค์กรแต่เนิ่น ๆ อีกต่างหาก
.
แม้ว่าฟรีเซอร์ร่าง 2, 3, 4 จะเปลี่ยนบุคลิกไปบ้าง (ร่าง 2 ป่าเถื่อนแบบยากูซ่า, ร่าง 3 เยือกเย็นแต่อัปลักษณ์, ร่าง 4 กลับมาเป็นมืออาชีพแต่ไม่ได้ใช้ภาษาสุภาพ -เดะซุ หรือ -มะซุ เหมือนร่างแรก) แต่ความเป็นนักธุรกิจมืออาชีพและภาวะผู้นำองค์กรของฟรีเซอร์ก็เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ และน่านำไปคิดต่อ เพราะการเสพสื่อบันเทิงให้สนุก ไม่ควรหยุดแค่ความบันเทิง แต่ควรคิดต่อไปแม้ว่าผู้แต่งเรื่องอาจจะไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะถ้าผู้เสพสื่อไม่คิดต่อ ไม่ต่อยอดการจินตนาการ ก็อาจจะพลาดโอกาสดื่มด่ำกับคุณค่าใหม่ ๆ ของสื่อบันเทิงนั้นไปอย่างน่าเสียดาย
.
อ้างอิง
https://middle-edge.jp/articles/I0000329
https://animeanime.jp/article/2016/05/05/28379.html
https://news.nicovideo.jp/watch/nw1560569
.
อ่านเรื่องราวของ ฟรีเซอร์: ทั้งจักรวาลเขาคือตัวร้าย แต่สำหรับพนักงานในองค์กร เขาคือสุดยอดบอส เวอร์ชันเว็บไซต์ได้ที่ลิงก์นี้ https://thepeople.co/frieza-best-boss-dragon-ball/
.
เรื่อง: วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ม.ค. 15, 2021 9:29 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
"ทาหน้าขาว"โบราณราชประเพณีของมเหสีอยุธยา
ตามคติความเชื่อที่สืบทอดกันมาตั้งสมัยแต่โบราณนั้น พระมหากษัตริย์เปรียบดั่งองค์สมมติเทพ ซึ่งองค์สมมติเทพนั่นก็คือ องค์พระนารายณ์ที่อวตารลงมาบำบัดทุกข์บุรุงสุขแก่ประชาราษฎรบนโลกมนุษย์ ดังนั้นเหล่าสตรีผู้ที่มาเป็นมเหสี สนม นางใน จึงเปรียบเสมือนนางฟ้าเทพธิดาต่างๆ บนสรวงสวรรค์ตามลงมาคอยปรนนิบัติรับใช้
ซึ่งเหล่านางฟ้าเทพธิดาทั้งหลายจะได้รับการพรรณาว่ามีผิวขาวนวล คิ้วโก่งดั่งคันศร ผมสีดำขลับ ปากแดงดั่งสีชาด ซึ่งเป็นความงามในอุดมคติของเหล่านางฟ้าทั้งหลาย ตามความเชื่อจากคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วงที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ทำให้นางฟ้าในอุดมคติไทยจะมีลักษณะแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอารามต่างๆ เหล่านางฟ้าจะหน้าตาแนวเดียวกันหมด
ดังนั้นสตรีใดได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าให้ถวายตัวเป็นบาทบริจาแก่พระมหากษัตริย์แล้ว ตามโบราณราชประเพณีจึงจำเป็นต้องจัดเตรียมเครื่องแต่งตัวเครื่องประดับและที่สำคัญคือเครื่องแต่งหน้าให้ประหนึ่งว่าเป็นดั่งนางฟ้าเทพธิดา นอกจากนี้การทาตัวด้วยสีขาวนั้นก็เพื่อจะได้มองเห็นรูปร่างและใบหน้าได้ชัดๆ เพราะสมัยก่อนมีแต่เทียนไข ต่อให้จุดเป็นร้อยเล่มยังไงก็ไม่สว่างแบบแสงไฟปัจจุบัน แต่ถ้าสมัยนี้ใครเกิดมาทาตัวขาวแบบนี้ แต่งหน้าแบบนี้ เดินไปมาอยู่ใต้แสงเทียนล่ะก็คนที่เห็นอาจจะช็อกหรือไม่ก็วิ่งหนีไม่คิดชีวิตครับ

ที่มา : เกร็ดประวัติศาสตร์
https://www.facebook.com/%E0%B9%80%E0%B ... 237386172/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ม.ค. 15, 2021 10:09 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
เจาะเวลาหาอดีต
เมื่อวานนี้ เวลา 06:57 น. ·
ใครและทำไม ต้องสังหาร นายพลออง ซาน?
บทความ โดย พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก
บุรุษผู้มีชื่อเสียงระดับโลกผู้นี้ มิได้สำเร็จจากโรงเรียนทหารที่ไหน แต่ในสายเลือดเปี่ยมไปด้วยความสำนึก รักพม่าแผ่นดินเกิด รักพี่น้องชาวพม่า เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ ชาวพม่าเคารพบูชาในฐานะบิดาผู้ให้กำเนิดประเทศพม่า ปัจจุบันคือ เมียนมา
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ด้วยอายุเพียง 32 ท่านถูกสังหารโหดในห้องทำงาน รัฐสภา ขณะร่างรัฐธรรมนูญ
เด็กชายออง ซาน เกิดวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2458 ที่เมืองนัตเม่าก์ รัฐมะกวย (Natmauk, Magwe) บิดาคือ อูเผ่า เป็นทนายความ มารดาชื่อ ดอ ซู ผู้เป็นปู่ คือ โบมีงยอง เป็นนักต่อสู้ที่รักแผ่นดินเกิดยิ่งชีพ
ออง ซาน ได้มรดกสืบทอดทางความคิดและเป็นนักต่อสู้มาจากปู่ที่ต่อต้านการปกครองของอังกฤษ ซึ่งในช่วงนั้นพม่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดียที่เป็นอาณานิคมอังกฤษ
ความโดดเด่นของ ออง ซาน ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม คือ เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี รักความเสมอภาค ชาวพม่ายกย่อง ออง ซาน เพราะบุรุษผู้นี้มั่นคง ตรงไปตรงมา เคารพในความถูกต้อง ไม่กล่าวคำเท็จและยึดมั่นในคุณธรรม เป็นคนที่ไม่หลงใหลในลาภยศหรือเงินทอง
ขอย้อนอดีตที่อังกฤษบุกอินเดียและรุกคืบไปในพม่าครับ…
อังกฤษเริ่มทำสงครามเพื่อยึดอินเดียในปี พ.ศ.2300 (ก่อนกรุงศรีฯ แตกครั้งที่ 2) ด้วยการเอาชนะศึกที่เบงกอล และบากบั่นพากเพียรอีก 100 ปี จึงยึดครองดินแดนอินเดียได้ทั้งหมด
ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่า อังกฤษขนทหารลงเรือมาจากเกาะอังกฤษเป็นหมื่น เป็นแสนคนเพื่อทำสงคราม…ไม่ใช่นะครับ…กลยุทธ์ที่ฝรั่งตะวันตกยึดดินแดนได้เกือบทั่วโลก คือ การเสี้ยมให้คนพื้นเมืองรบกันเอง
อินเดียมีพื้นที่กว้างใหญ่มโหฬาร มีประชากรมากกว่าอังกฤษมหาศาล อินเดียมิได้เป็นเอกภาพทั้งแผ่นดิน มีเจ้าปกครองเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย เจ้าทั้งหลายมีเรื่องขัดแย้ง ทำสงครามติดพันกันตลอดเวลา อังกฤษจึงเข้าเสี้ยม สนับสนุนให้ฆ่าฟันกันเอง ประหยัดชีวิตทหารอังกฤษได้มากโข
อังกฤษซื้อแม่ทัพนายกองของชนเผ่าในอินเดียให้ทำหน้าที่ไส้ศึก ติดสินบนให้ทรยศหักหลังกันเอง.. เพื่ออังกฤษยึดและปกครองอินเดียได้หมด
อังกฤษรุกคืบต่อมาทางตะวันออกเพื่อจะกินรวบดินแดนพม่า
อังกฤษทำสงครามกับพม่า 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ยึดได้ดินแดนพม่าตอนล่าง ครั้งที่ 2 สถาปนาดินแดนตอนใต้เป็นมณฑลขนาดเล็กเรียกว่า บริติชพม่า รบครั้งที่ 3 ได้พม่าตอนบน และพม่าทั้งหมดกลายเป็นมณฑลหนึ่งของบริติชอินเดียใน พ.ศ.2380
หลังพม่าแพ้พ่ายต่ออังกฤษ.. อังกฤษล้มราชวงศ์ของพม่า พระเจ้าธีบอเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของแผ่นดินพม่า…
เมื่อพม่าถูกอังกฤษยึดเป็นอาณานิคมโดยสมบูรณ์ ในปี พ.ศ.2398 (ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.4) อังกฤษเข้าปกครองพม่าโดยตรงและได้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์ที่รุ่งเรืองมาในประวัติศาสตร์อันยาวนานของพม่า
แผ่นดินพม่า มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด รางวัลและโชคลาภสุดขอบฟ้ามหาศาล คือ อังกฤษเข้าทำอุตสาหกรรมไม้สักในพม่าตอนล่าง อัญมณี แร่ธาตุในพม่าทำกำไรอู้ฟู่ให้บริษัทของอังกฤษ
อังกฤษเข้ามาบริหารจัดการในพม่าแบบ “เต็มพิกัด” ส่งเสริมให้ปลูกข้าวในที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดี เพื่อส่งข้าวไปขายยุโรป และมีการอพยพผู้คนจากที่สูงภาคเหนือลงมายังที่ลุ่มเพื่อมาปลูกข้าว
อังกฤษนำแรงงานชาวอินเดียเข้ามาเป็นปัจจัยการผลิตเนื่องจากค่าแรงต่ำ มีการพัฒนาอุตสาหกรรม สร้างทางรถไฟผ่านที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดี และมีเรือเครื่องจักรไอน้ำแล่นขึ้นล่องระหว่างแม่น้ำ เศรษฐกิจของพม่าเติบโตขึ้น แต่เงินทอง ความร่ำรวยกระจุกอยู่ในมือชาวอังกฤษและนายทุนจากอินเดีย
อังกฤษใช้ทรัพยากรของพม่าแบบหนำใจ อังกฤษไปสนับสนุนชาวกะเหรี่ยงให้มาเป็นทหาร ตำรวจ เพื่อปกครองชาวพม่า โดยทหารส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ส่งเสริมการศึกษาให้กับชนกลุ่มน้อยที่ไม่ค่อยลงรอยกับพม่า
ขอตัดตอนเข้ามาสู่เรื่องราวของ ออง ซาน บิดา ของชาวพม่าครับ
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขบวนการชาตินิยมในพม่าต่อต้านอังกฤษ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง พระสงฆ์ เป็นแกนหลักก่อตัว สร้างสำนึกให้คนทั้งชาติขับไล่อังกฤษเพื่อให้พม่าเป็นเอกราช
เช้ามืด 8 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกฝั่งอ่าวไทยรบกันดุเดือดไทยยอมให้กองทัพลูกพระอาทิตย์ใช้ดินแดนเป็นทางผ่าน ญี่ปุ่นสร้างทางรถไฟ จากชุมทางหนองปลาดุก ราชบุรี ข้ามแม่น้ำแคว ทะลุป่าเขาแสนทุรกันดาร ข้ามพรมแดนเข้าไปในพม่าเพื่อเข้าไปขับไล่กองกำลังอังกฤษในพม่า
ญี่ปุ่นเข้าปกครองพม่า และจัดตั้งกองกำลังชาวพม่ารักชาติเพื่อขับไล่อังกฤษ ชายหนุ่มชื่อ ออง ซาน รวมอยู่ในกองกำลังนั้นด้วย
พ.ศ.2484 หน่วยข่าวกรองญี่ปุ่นลักลอบส่งเด็กหนุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้งไปฝึกบนเกาะไหหลำ (ญี่ปุ่นยึดครองในขณะนั้น) ต่อมานักรบหนุ่มเลือดพม่าถูกย้ายไปฝึกบนเกาะฟอร์โมซา (ไต้หวัน) เมื่อฝึกเสร็จ เด็กหนุ่มพม่าเลือดรักชาติทั้ง 30 คน เดินทางกลับด้วยเรือ มาแวะที่เวียดนาม เลี้ยวเข้ามาพักที่กรุงเทพฯ
26 ธันวาคม พ.ศ.2485 ณ ที่บ้านของแพทย์ชาวพม่าในกรุงเทพฯ เด็กหนุ่มเลือดรักชาติที่ผ่านการฝึก กรีดเลือดตัวเองใส่ภาชนะรวมกันแล้วดื่มเลือด ร่วมสาบานจะไม่ทรยศต่อกัน เรียกตัวเองว่า “กลุ่มสหายสามสิบคน” (Thirty Comrades) นำโดย ออง ซาน ภารกิจคือ พม่าต้องเป็นเอกราช
1 ใน 30 สหายที่มาแวะกรีดเลือดร่วมสาบานนั้น ต่อมาคือ นายพลเนวิน ผู้นำกองทัพพม่าก่อรัฐประหารปิดประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ.2505
ตามข้อมูลระบุว่าบ้านนายแพทย์ชาวพม่าที่มาแวะกรีดเลือดอยู่แถวซอยสวนพลู และนี่คือ ประวัติศาสตร์การก่อตั้งกองทัพพม่ากู้ชาติ (BIA : Burma Independence Army) ในกรุงเทพฯ
ผู้เขียนเคยสืบค้นประวัติศาสตร์ช่วงนี้ แล้วในวันหนึ่งก็มีโอกาสได้ไปเห็น “เก้าอี้นั่ง” (ส่วนหนึ่ง) ที่ 30 สหายใช้ประชุมตั้งโชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์ทหารกรุงย่างกุ้ง ที่นำมาตั้งแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของบรรพบุรุษ โดยเฉพาะ ออง ซาน
ออง ซาน และทีมงานออกจากกรุงเทพฯ กลับไปย่างกุ้งเพื่อกู้ชาติทำงานได้ผลทั้งในเมืองและชนบท สนับสนุนกองกำลังลูกพระอาทิตย์ขับไล่ทหารอังกฤษออกจากพม่าให้ถอยกลับไปในอินเดียสำเร็จ
ใน พ.ศ.2488 หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงคราม อังกฤษได้หวนกลับเข้าไปในพม่าเป็นรอบที่ 2 เพื่อสถาปนาการปกครองระบอบอาณานิคมอีกครั้ง
ตามที่ได้เรียนให้ทราบตั้งแต่ต้น ดินแดนพม่ามี 135 ชนเผ่า 8 กลุ่มชาติพันธุ์ คือ พม่า (Bamar) ฉิ่น (Chin) กะฉิ่น (Kachin) คะยิ่น (Kayin) คะยา (Kayah) มอญ (Mon) ยะไข่ (Rakhine) ฉาน (Shan) ปัญหาโลกแตก คือ ชนเผ่าในดินแดนพม่าต่างก็จ้องตาเป็นมันที่จะ “เป็นใหญ่” ในรูปแบบ “การปกครองตนเอง” เพราะก็ไม่ได้เคารพนบนอบ “ชนเผ่าพม่า”
สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ออง ซาน กลายเป็นผู้นำอันชอบธรรมของพม่า ในเดือนมกราคม 2490 นายแอต ลี นายกรัฐมนตรีอังกฤษเชิญ ออง ซาน ไปเจรจาการคืนเอกราชให้พม่า ณ กรุงลอนดอน
27 มกราคม พ.ศ.2490 มีการลงนาม ข้อตกลงอองซาน-แอตลี (Aung San-Atlee Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างอังกฤษกับกลุ่มการเมืองของอองซาน โดยตัดกลุ่มนิยมคอมมิวนิสต์ออกไป
ออง ซาน กลับมาย่างกุ้ง ยกการร่างรัฐธรรมนูญของพม่าโดยเชิญผู้นำชนกลุ่มน้อยมาร่วมลงนามในข้อตกลงปางโหลง (Panglong Agreement) เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2490 ที่มีสาระสำคัญคือให้ชนเผ่าต่างๆ รวมอยู่กับพม่า 10 ปีก่อน เพื่อสร้างชาติให้เข้มแข็ง มีผู้แทนจากรัฐฉาน รัฐคะฉิ่น และรัฐชิน จำนวน 23 คน ที่ตกลงจะร่วมมือกัน จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ
หลังจาก 10 ปีแล้ว ชนเผ่าใดจะแยกตัวเป็นอิสระหรือตั้งชาติของตนขึ้นมาใหม่ก็มีเสรีภาพ ในขณะที่ตัวเขารับบทบาท นายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลเฉพาะกาล
ถือได้ว่า ออง ซาน ประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ในการรวมชนกลุ่มน้อยต่างเข้ากับพม่าในการประชุมที่ปางโหลง
หากแต่…ข้อเสนอที่โน้มน้าวผู้นำชนกลุ่มน้อยให้ยอมลงนามในข้อตกลง สร้างความไม่พอใจ ก่อเกิดความแค้นสำหรับบางคนในกลุ่ม 30 สหาย ด้วยเหตุผลว่า ออง ซาน เอาใจชนกลุ่มน้อยจนเกินไป หลังจาก 10 ปีถ้าหากชนกลุ่มน้อยแยกตัวออกไปตั้งประเทศใหม่ พม่าก็จะไม่มีอะไรเหลือ ทรัพยากรป่าไม้ แร่ธาตุ อัญมณี ล้วนอยู่ในอาณาเขต ดินแดนชนกลุ่มน้อย
ออง ซาน ทำงานการเมืองต่อไปเพื่อเตรียมเป็นเอกราช โดยลงรับสมัครเลือกตั้ง.. กลุ่มสันนิบาตเสรีชนของออง ซาน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2490
เช้าวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ก่อนพม่าได้รับเอกราช 6 เดือน มีรถบรรทุกทหารมาจอดหน้าอาคารรัฐสภาในกรุงย่างกุ้ง ไม่มีทหารยาม ทหาร 3 คนถือปืนกลวิ่งขึ้นบันได จากนั้นก็วิ่งเข้าไปในห้องประชุม
ออง ซาน ได้ยินเสียงปืน ทันใดนั้นมือสังหารจากนรก ผลักบานประตูเปิดออก กลุ่มมือปืนกระหน่ำยิงวีรบุรุษออง ซาน เข้าที่หน้าอก ล้มคว่ำจมกองเลือดขาดใจตาย มือปืนยมทูตยิงกราดทั่วห้องตายไปรวม 7 คน
นายพลออง ซาน บิดาแห่งเอกราชของชาวเมียนมา เป็นวีรบุรุษคนสำคัญ ท่านถูกสังหารโหดในวัย 32 ปี เมื่อ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ขณะที่เด็กหญิงออง ซาน ซูจี อายุ 2 ขวบ
ขอเรียนท่านผู้อ่านอีกครั้งว่า ออง ซาน มิได้จบจากโรงเรียนนายร้อยที่ไหน พ่อแม่เป็นชาวบ้านทำมาหากินในช่วงที่อังกฤษปกครองพม่า ชาวพม่ายากจน ทำงานหนักเพื่อความร่ำรวยของนายทุนอังกฤษที่สูบ ตักตวงทรัพยากร ไม้สัก ข้าว อัญมณี หยก พลอย แร่ธาตุสารพัด แบบหิวโหย เมามัน
พม่ามีปัญหาภายในอยู่ไม่น้อย แผ่นดินพม่าระอุไปด้วยความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าต่างๆ “ชนเผ่าพม่า” เป็นเพียง 1 ใน 135 ชนเผ่าเท่านั้น
ออง ซาน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เป็นผู้วางแผนให้นักศึกษา ประชาชน พระสงฆ์ลุกขึ้นต่อสู้ ขับไล่อังกฤษออกจากพม่าโดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพญี่ปุ่นก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
ยศนายพล เป็นการยกย่องท่านในฐานะผู้ก่อตั้งกองทัพพม่า ทำหน้าที่ของทหารกู้ชาติ ให้เป็นเอกราชได้สำเร็จ
ย้อนความในประวัติศาสตร์สักนิดครับ…
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวพม่า ก่อร่าง-สร้างแนวร่วมกับกองทัพญี่ปุ่นเพื่อจะขับไล่อังกฤษให้ออกไปจากแผ่นดินพม่า ญี่ปุ่นกระโดดเข้าร่วมกับ “แนวร่วมกู้ชาติ” ของ ออง ซาน เป็นพันธมิตรจับมือ ร่วมด้วยช่วยกันรุมกินโต๊ะอังกฤษในพม่า…
ในเวลาต่อมา…ญี่ปุ่นลักลอบส่งเด็กหนุ่ม 30 คนไปที่ญี่ปุ่นเพื่อตกลงที่จะร่วมรบต่อสู้กับอังกฤษ 30 หนุ่มฉกรรจ์ย้ายไปฝึกที่บนเกาะไหหลำ แล้วย้ายไปฝึกต่อที่เกาะฟอร์โมซา (ไต้หวัน)
เมื่อฝึกจบ เด็กหนุ่ม 30 คน นำโดย ออง ซาน ออกจากเกาะไหหลำมาแวะขึ้นบกที่เวียดนาม เดินทางมาแวะที่กรุงเทพฯ นายแพทย์ชาวพม่าที่มีบ้านอยู่แถวซอยสวนพลู ให้การดูแลที่พัก เลี้ยงข้าวปลาอาหาร
ธันวาคม 2484 นักรบหนุ่มชาวพม่ามาประกาศตั้ง “กลุ่ม 30 สหาย” (Thirty Comrades) กรีดเลือดสาบานและดื่มเลือดร่วมกันที่กรุงเทพฯ ตั้งอุดมการณ์จะพลีชีพต่อสู้กับอังกฤษ …นี่เป็นประวัติศาสตร์การก่อตั้งกองทัพพม่าที่ไม่ค่อยมีใครทราบนะครับ
เมื่อกลับไปถึงพม่าแล้วจึงตั้งเป็น Burmese Independence Army (BIA) ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพญี่ปุ่น โจมตีกองทัพอังกฤษจนต้องร่นถอยเข้าไปในอินเดียและญี่ปุ่นปกครองพม่าแทน
เหมือนหนีเสือปะจระเข้..แถมเป็นจระเข้ขนาดยักษ์ซะด้วย
กองทัพเลือดซามูไรที่ปกครองพม่ามันโหดกว่าอังกฤษซะอีก มีการปล้นฆ่ากันทุกหนแห่ง ออง ซาน และกลุ่ม 30 สหายเริ่มอึดอัด
กองกำลัง BIA ชาวพม่าที่ตั้งใจจะกู้ชาติ “แปลงร่างเป็นกองโจร” ไปฆ่าชาวกะเหรี่ยงที่เคยรับใช้ เป็นลูกน้องอังกฤษ…กะเหรี่ยงโดนจับยิงเป้าแบบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
พม่าฆ่ากะเหรี่ยงก็สะใจเหมือนได้ฆ่าคนอังกฤษ
กลุ่ม 30 สหายที่เคยดื่มเลือดสาบานที่กรุงเทพฯ แตกคอ ทรยศต่อกันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน แม่ทัพญี่ปุ่นได้รับทราบพฤติกรรมเยี่ยงโจรของกลุ่ม BIA จึงสั่งยุติบทบาทและสลาย BIA
สิงหาคม 2485 ญี่ปุ่นตั้ง บา มอ เป็นนายกฯของพม่าและตั้ง ออง ซาน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่งตั้งยศ นายพล และเป็นผู้บัญชาการกองทัพแห่งชาติ (Burma National Army : BNA) มีกำลังพลประมาณ 4,000 คน และอู นุ เป็น รมว.กต.
รัฐบาลของนายบา มอ เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ไม่มีอำนาจการตัดสินใจ ความจริงที่ซ่อนอยู่ คือ ญี่ปุ่นมองพม่าเป็นแหล่งทรัพยากรเพื่อการทำสงคราม
สถานการณ์พลิกกลับ มิตรกลายเป็นศัตรู …บรรดาผู้นำระดับสูงของพม่าเริ่มคิดจะไล่ญี่ปุ่นออกจากพม่า
ต้องยอมรับว่า ออง ซาน ที่ตั้งใจดีต่อแผ่นดินเกิดตกที่นั่งลำบาก
กลับมาที่ประเด็นหลัก…ใครอยู่เบื้องหลังการสังหารออง ซาน
พ.ศ.2488 ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามต้องถอนทหารออกไปจากพม่า…อังกฤษหวนกลับเข้ามาปกครองแผ่นดินพม่าอีกครั้ง
พ่อค้าอังกฤษอยากมีส่วนแต่งตั้งนายกฯพม่าเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า
บริษัทการค้าของอังกฤษให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ อู ซอ (U Saw) นักการเมืองคู่ต่อสู้ของออง ซาน เพื่อจะผลักดันให้เป็นนายกฯพม่า
แผนการให้พม่าเป็นเอกราชของ ออง ซาน คืบหน้าต่อไปได้ 1 ขั้น เมื่อนายกฯอังกฤษชื่อ แอตลี (Atlee) เชิญออง ซาน และคณะเดินทางไปลอนดอน
อู ซอ เดินทางร่วมคณะไปพร้อมกับออง ซาน เพื่อทำข้อตกลงเตรียมการเป็นเอกราช อู ซอ ไม่ค่อยพอใจข้อตกลงที่ออง ซาน ทำกับอังกฤษ
คณะของออง ซาน กลับจากลอนดอนถึงย่างกุ้งพร้อมกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่… มีเวลาเตรียมการสำหรับชาวพม่าเพื่อจะเป็นประเทศเอกราชภายใน 1 ปี
12กุมภาพันธุ์ 2490 ออง ซาน ผู้นำที่เก่งฉกาจเชิญผู้นำชนกลุ่มน้อย มาประชุมเพื่อจัดการเรื่องเอกภาพของพม่าเอง เกิดข้อตกลงเรียกว่าข้อตกลงที่พลิกโฉมหน้าแผ่นดินพม่าชื่อ ปางโหลง (Panglong Agreement)
ในเวลานั้น กองทัพพม่าและประชาชนเคารพชื่นชมออง ซาน กองทัพเผ่ากะเหรี่ยงและกองทัพของเผ่าคะฉิ่นสนับสนุนออง ซาน
สัญญาปางโหลง ที่ยิ่งใหญ่สำหรับแผ่นดิน สร้างความไม่พอใจให้อู ซอ ในเวลาเดียวกัน มีข่าวว่าเกิดการลักลอบค้าอาวุธจากหน่วยทหารของอังกฤษที่กลับเข้าไปในพม่า มีทหารขโมยอาวุธออกมาจากคลังมาขาย
ออง ซาน แจ้งผู้ว่าการรัฐอังกฤษให้ทราบ
อู ซอ (U Saw) เป็นใคร?
ช่วงเด็ก อู ซอ เรียนหนังสือในโบสถ์ของนักบวชโรมันคาทอลิก จบการศึกษาด้านกฎหมาย พ.ศ.2478 เขาซื้อกิจการหนังสือพิมพ์ชื่อ Thuriya แล้วใช้เป็น
กระบอกเสียงเพื่อโฆษณาตัวเองที่จะก้าวไปสู่เวทีการเมือง เขาก้าวขึ้นเป็นนายกฯของพม่าที่อังกฤษแต่งตั้งช่วง พ.ศ.2483-2485 เป็นที่ทราบกันเปิดเผยว่า อู ซอ เป็นอริกับออง ซาน ในทุกท่วงท่า
เช้า 19 กรกฎาคม 2480 ณ อาคารสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ออง ซาน เป็นประธานการประชุมเพื่อเตรียมการพิธีส่งมอบเอกราชคืนให้พม่า
รถบรรทุกขนาดกลางวิ่งมาจอดหน้าอาคาร กลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธกระโดดลงจากรถบรรทุก วิ่งขึ้นไปบนอาคาร พังประตูห้องประชุม ยมทูตทั้งหมดกราดกระหน่ำยิงด้วยปืนกล คมกระสุนพุ่งเข้าใส่ ออง ซาน และผู้เข้าร่วมประชุมอีก 6 คน รวมเสียชีวิต 7 คน
บิดาแห่งเอกราชของชาวพม่าและผู้สร้างความปรองดองระหว่างชนเผ่าในพม่าเสียชีวิตในห้องประชุม
การสอบสวนบ่งชี้ไปที่ อู ซอ ผู้หิวโหย ละโมบต่ออำนาจ
หน่วยงานของอังกฤษบุกจับตัว อู ซอ และพรรคพวกอีก 8 คน จัดตั้งศาลพิเศษโดย เซอร์ฮิวเบิรต์ แรนซ์ (ข้าหลวงอังกฤษที่ปกครองพม่า) เพื่อพิจารณาคดีสะเทือนขวัญแผ่นดินพม่า อู ซอ รับสารภาพว่าเป็นผู้บงการ
4 มือปืนนักฆ่า 3 คนใช้ปืนกลทอมมี่ นายยาน จี ออง ใช้ปืนสเตน หลังจากการลอบสังหาร อาวุธถูกนำไปยังประเทศอินเดียเพื่อตรวจสอบ และพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
30 ธันวาคม 2490 ศาลพิพากษาประหารชีวิตอู ซอ และมือปืน
4 มกราคม 2491 ในวันที่พม่าไร้ออง ซาน เป็นพิธีส่งมอบเอกราชคืนแก่พม่าในกรุงย่างกุ้ง…พม่าเป็นประเทศเอกราชตั้งแต่นั้นมา
มีความพยายามให้สอบสวนทวนความคดีสังหาร นายพลออง ซาน กันใหม่ แต่ศาลสูงของพม่าปฏิเสธคำร้อง ในที่สุดอู ซอ ผู้บงการสังหาร ออง ซาน ถูกแขวนคอ
ในคุกอินเส่ง (Insein) เมื่อ 8 พฤษภาคม 2481
ความลึกลับ ซับซ้อน การทรยศหักหลัง การยืมมือสังหาร อาวุธที่ใช้สังหารออง ซาน และคณะ เป็นเรื่องคาใจผู้คนรุ่นหลังไม่น้อย…
ทฤษฎีสมคบคิด ถูกหยิบยกมาพูด เพราะหลักฐานเพิ่มเติมที่ได้มาในเวลาต่อมา สำนักข่าว BBC เปิดเผยล่อนจ้อนเมื่อวันครบรอบ 50 ปีวันลอบสังหารในปี พ.ศ.2540 ระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับล่างของอังกฤษ เป็นผู้ลักลอบขายอาวุธที่ใช้สังหารให้แก่นักการเมืองพม่ารวมทั้ง อู ซอ
ร้อยเอก เดวิด วิเวียน ของอังกฤษ (Captain David Vivian) คือ ผู้รับผิดชอบการลักลอบค้าอาวุธ ร้อยเอกวิเวียน ถูกพิพากษาจำคุก 5 ปี ในข้อหาจัดหาอาวุธ และต่อมาช่วงเกิดเหตุนักโทษกะเหรี่ยงก่อจลาจลในคุกราวต้นปี พ.ศ.2482 ร้อยเอกวิเวียน แหกคุกหนีหายไปในกลีบเมฆ
อู นุ 1 ในกลุ่ม 30 สหาย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนออง ซาน
ความตายของออง ซาน และคณะ กลายเป็นมรดกบาป คือปัญหาชนกลุ่มน้อยที่จับอาวุธสู้รบกับกองทัพพม่ายาวนานกว่า 50 ปี
2 มีนาคม พ.ศ.2505 นายพลเนวิน 1 ในกลุ่ม 30 สหายที่ดื่มเลือดสาบานที่กรุงเทพฯ ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองจาก อู นุ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉีกข้อตกลงปางโหลง คุมขังผู้นำชนกลุ่มน้อย แล้วปิดประเทศพม่ายาว 26 ปี แผ่นดินพม่าระอุไปด้วยสงครามทุกแห่งหน และยังคงตามมาหลอกหลอนถึงนางออง ซาน ซูจี
จะดื่มเลือดสาบาน จะสัญญาต่อเทวดาฟ้าดินที่ไหน มีผลแค่ปลอบประโลมใจ เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน…อำนาจ เงินตรา บารมี หอมหวานเสมอ….
ข้อมูลบางส่วนจาก Burma in Revolt: Opium and Insurgency since 1948: Lintner
https://www.matichon.co.th/article/news_1500362

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 16, 2021 10:40 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
อาณาจักรทราวดี สุวรรณปุระวงศ์ ตอนที่1
นักประวัติศาสตร์ภาคใต้ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าเรื่อง “สุวรรณภูมิ” โดยอาศัยข้อความในคัมภีร์อินเดียโบราณ และจากคัมภีร์เก่าแก่ของพุทธศาสนา ตลอดจนนิทานชาดกที่พระเถระในอดีตแต่งขึ้น เช่น คัมภีร์สมัยตปาสทิกา คัมภีร์ทีปวงศ์ คัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา ประกอบกับหนังสือภูมิศาสตร์และแผนที่ฉบับแรกของโลก ซึ่งนักปราชญ์ชาวกรีกแห่งเมืองอเล็กซานเตรีย ทางตอนใต้ของประเทศอียิปต์ มีชื่อว่า “คลอดิอุส ปโตเลมี” (Claudius Ptolemy) แต่งขึ้นในสมัยปลายพุทธศตวรรษที่ 6 เรียกว่าสุวรรณทวีป”และความเกี่ยวเนื่องระหว่างกรีกกับสุวรรณภูมิ ด้านการค้าแลกเปลี่ยนสินค้ากับทองคำ และยังปรากฏหลักฐานกล่าวไว้ในคัมภีร์โบราณของชาวอินเดีย สันนิษฐานว่าตั้งอยู่บริเวณตอนกลางคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย เรียกกันว่า“คาบสมุทรทอง” หรือ “แหลมทอง” (Golden Khersonese) ทั้งนี้เพราะคำว่า “เคอโซเนส” (Khersones) ในภาษากรีกโบราณ หมายถึง “คาบสมุทร” (Penisula) ตรงกับคำว่า “ทวีป” ในภาษาอินเดีย ประวัติศาสตร์สมัยสุวรณภูมิ “เส้นทางข้ามคาบสมุทรจุดเชื่อมโลก “เจ้าชายสุมิตร” เสด็จมายัง “กรุงสุวรรณปุระ” (เมืองไทรบุรี รัฐเคดาห์ )เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ พบข้อความใน “คัมภีร์สุวรรณปุระวงศ์” “คัมภีร์ปรัมปราปุสตกะ” “คัมภีร์สีกิริยา” ทำให้ทราบเรื่องราวเพิ่มขึ้นมา เจ้าชายแห่งราชวงศ์โมริยะพระองค์นี้เป็นโอรสของ “พระนางสังฆมิตตาเถรี” ซึ่งเป็นพระราชธิดาองค์หนึ่งของ พระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์เสด็จมายังลังกาทวีปเมื่อ พ.ศ.๒๙๖ พร้อมกับ “คณะธรรมทูต” ซึ่งมีพระมหินทเถระ ราชโอรสของพระเจ้าอโศกและเป็นพระเชษฐา (พี่ชาย) ของ พระนางสังฆมิตตาเถรี เป็นหัวหน้า เดินทางมาเผยแพร่พุทธศาสนายัง อาณาจักรสิงหล ในรัชกาล “พระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ” ด้วยเหตุนี้การเสด็จมายัง “กรุงสุวรรณปุระ” ของ “เจ้าชายสุมิตร” ผู้เป็นพระราชนัดดา (หลานตา) ของมหาราชผู้ยิ่งใหญ่แห่งอินเดีย ย่อมเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามายัง “สุวรรณภูมิ”ด้วย เมื่อประมวลเรื่องราวจากตำนานเก่าแก่ดังกล่าว ทำให้ทราบว่า ในสมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 3 ต่อมา “เจ้าชายสุมิตร” ได้อภิเษกสมรสกับราชธิดาผู้เลอโฉมของ พระเจ้ากรุงสุวรรณปุระ (เมืองไทรบุรี รัฐเคดาห์ ) เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อมา ตำนานดังกล่าวระบุว่า ทรงเป็นผู้สถาปนา “ราชวงศ์สุวรรณปุระ” ขึ้นใน “สุวรรณภูมิ” ต่อมาได้เปลี่ยนนามราชวงศ์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นมาของบรรพบุรุษของพระองค์ว่า“ไศเลนทรวงศ์”แปลว่าพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่เหนือภูเขา เพื่อแสดงนัยความหมายให้รู้ว่าทรงสืบเชื้อสาย“ศากยะวงศ์”มาอย่างไรและสืบราชวงศ์ลงมากระทั่งถึงสมัยจักรวรรดิศรีวิชัยเรืองอำนาจและล่มสลายไปในราวต้นพุทธศตวรรษที่18 ด้วยเหตุนี้ราชวงศ์กษัตริย์ที่ปกครองบ้านเมืองในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย จึงอ้างว่าพระองค์เป็นราชวงศ์เดียวกับพระพุทธเจ้า ซึ่ง[ราชวงศ์ไศเลนทร์]นี้มีความรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยอาณาจักร ศรีวิชัย ในพุทธศตวรรษ ที่๑๒ มีอาณาเขตครอบคลุม[มลายู][เกาะชวา][เกาะสุมาตรา] [ช่องแคบมะละกา][ช่องแคบซุนดา] และบริเวณภาคใต้ของ[ประเทศไทย พื้นที่อาณาจักรแบ่งได้สามส่วนคือส่วน[คาบสมุทรมลายู][เกาะสุมาตรา]และ[หมู่เกาะชวาและสืบราชวงศ์ลงมากระทั่งถึงสมัยจักรวรรดิศรีวิชัยเรืองอำนาจและล่มสลายไปในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์กษัตริย์ที่ปกครองบ้านเมืองในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย จึงอ้างว่า พระองค์เป็นราชวงศ์เดียวกับพระพุทธเจ้า ดังปรากฏหลักฐานในบันทึกของราชทูตจีนในสมัยราชวงศ์สุยมีชื่อว่า “ราชทูตเสียงจุ่น” ซึ่งเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักเชี๊ยะโท้ว เมื่อ พ.ศ. ๑๑๕๐ ระบุว่าพระเจ้าแผ่นดินของประเทศเชี๊ยะโท้ว แซ่เดียวกับพระพุทธเจ้า
เรื่องราวการเสด็จลงเรือจาลังกาทวีปมายัง “กรุงสุวรรณปุระ” ในสมัยตันพุทธศตวรรษที่ 3 ของ “เจ้าชายสุมิตรแห่งราชวงศ์โมริยะ แม้ว่าปรากฏอยู่แต่เฉพาะใน “คัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา” และตำนานเก่าแก่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ศรีวิชัย ที่รุ่งเรืองอยู่ในคาบสมุทรภาคใต้ แต่นักประวัติศาสตร์ต่างชาติกลับมีความเห็นว่า “อาณาจักรศรีวิชัย” เป็นประวัติศาสตร์ของชนชาวมาลายู เพราะไม่มีใครทราบว่าต่อมา “เจ้าชายสุมิตร” ได้อภิเษกสมรสกับราชธิดาของกษัตริย์กรุงสุวรรณปุระ เมืองไทรบุรี ในมาเลเชีย เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติทรงเป็นปฐมกษัตริย์ “สุวรรณปุระ” สืบราชวงศ์มาจนถึง พุทธศตวรรษที่ 8 พระเจ้ามะโรงมหาวงศ์ หรือราชามารงมหาวังสา และลูกหลานแยกย้ายแตกกระจายกันสร้างอาณาจักรใหม่ใหม่ลังกาสุกะที่ปัตตานี ไชยา และนครศรีธรรมราชและเมืองตามพรลิงค์ อาณาจักรศรีวิชัยบริเวณดินแดนขอบฝั่งชายทะเลของสี่ประเทศ สมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ศรีวิชัย เมื่อครั้ง “ราชทูตเสียงจุ่น” แห่งราชสำนักสุย เดินทางมาเยือน “ราชสำนักเชี๊ยะโท้ว” ในปีพ.ศ. 1150 และเข้าเผ้าถวายพระราชสาส์นต่อ “พระเจ้าหลีฟูโตเส” ราชทูตจีนจดบันทึกว่า
กษัตริย์ผู้ครอง “กรุงเชี๊ยะโท้ว” แซ่เดียวกับพระพุทธเจ้า
การศึกษาค้นคว้าเพื่อทราบว่า “พระเจ้าหลีฟูโตเส” ย้อนหลังขึ้นไปถึงสมัย “เจ้าชายสุมิตร” แห่งราชวงศ์โมริยะซึ่งทรงเป็นพระราชนัดดา (หลานตา) ของ พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งชมพูทวีป ซึ่งเสด็จมายัง “สุวรรณปุระ” เมืองไทรบุรี ประเทศมาเลเชีย ภายหลังได้ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นกษัตริย์ ทำให้ทราบเรื่องราวในอดีตว่า “พระเจ้าจันทรคุปต์” ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะทรงมีเชื้อสาย “ศากยะวงศ์” บรรพบุรุษของพระองค์หลบหนีรอดพ้นจาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของ “พระเจ้าวิฑูทภะ” แห่งแคว้นโกศล ขึ้นไปหลบซ่อนอยู่บนภูเขาหิมาลัยซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงนกยูงป่า จึงขนานนามราชวงศ์ใหม่ว่า “ราชวงศ์โมริยะ”แปลว่า “ราชวงศ์นกยูง”
นอกจากนั้นเมื่อครั้ง “เจ้าชายอโศกกุมาร” เสด็จไปเป็นอุปราชปกครอง นครอุชเชนี พระองค์พบกับธิดาผู้เลอโฉมของพ่อค้าผู้มั่งคั่งเมืองเวทิศามีนามว่า “พระนางเวทิศาเทวี” และได้อภิเษกสมรสเป็นชายาของมหาอุปราช มีหลักฐานว่าบรรพบุรุษของ พระนางเวทศาเทวี ก็เป็นเชื้อสาย “ศากยะวงศ์” ซึ่งหลบหนี้ลี้ภัยรอดพ้นจาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปลอมแปลงมาเป็นพ่อค้าอาศัยอยู่ในเมืองดังกล่าว “พระนางเทวิศาเทวี” ทรงเป็นพระราชมารดาของ “พระมหินทเถระ” และ“พระนังสังฆมิตตาเถรี” ด้วยเหตุนี้ “เจ้าชายสุมิตร” จึงทรงเป็นพระราชนัดดา (หลายยาย) ของ “พระนางเวทิศาเทวี” เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอโศกทรงสร้าง “มหาสถูปสาญจี” ขึ้นเหนือเนินเขาเมืองเวทิศา เพื่ออุทิศส่วนกุศลและเป็นอนุสรณ์แห่งความรักให้แก่พระนาง
นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าภายหลังจาก “เจ้าชายสุมิตร” ได้เป็นกษัตริย์ครอง “กรงสุวรรณปุระ” จึงเปลี่ยนนามราชวงศ์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับคามเป็นมาของบรรพบุรุษของพระองค์ว่า “ไศเลนทรวงศ์”แปลว่า พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่เหนือภูเขา เพื่อแสดงนัยความหมายให้รู้ว่าทรงสืบเชื้อสาย “ศากยะวงศ์”มาอย่างไร
ราชอาณาจักรจีน มีการติดต่อทางพระราชไมตรีกับจดหมายเหตุของนักภูมิศาสตร์จีนคนหนึ่ง ซึ่งเคยเดินทางมาเยือน “อาณาจักรสยาม “ ได้จดบันทึกที่ตั้งของ “อาณาจักรสยาม” โดยอ้างอิงหลักฐานทางภูมิศาสตร์อันแหลมคมจนไม่มีใครหักล้างได้ว่า “แม่น้ำในประเทศสยาม เกิดมาจากภูเขาทางทิศตะวันตก แล้วไหลไปออกทะเลทางทิศเหนือหรือทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ”
ข้อมูลใหม่แบบพลิกโลกเหมือนดังเส้นผมบังภูเขา ตามปกติแม่น้ำส่วนใหญ่จะไหลจากทิศเหนือลงไปสู่ทิศใต้แต่ประเทศสยามมีลักษณะแปลกประหลาดพิสดารกว่าดินแดนทั้งหลาย คือมีเทือกเขาสูงซึ่งเป็นแหล่งเกิดของต้นลำธารหรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ กลายเป็นแม่น้ำหลั่งไหลจากทิศใต้ไปออกทะเลทางทิศเหนือหรือทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ที่ประสงค์จะพิสูจน์ความจริงขอให้สังเกตุว่า แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำตาปี ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำกลันตัน แม่น้ำในรัฐตรังกานู แม่น้ำในรัฐปาหัง แม่น้ำในรัฐยะโฮร์ ในประเทศมาเลเซีย แม่น้ำเหล่านี้ไหลมาจากทิศใต้ไปออกทะเลทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือทั้งสิ้น ก่อนจะพัฒนาเป็นอาณาจักรลังกาสุกะและศรีวิชัยในที่สุด
การสร้างอาณาจักรใหม่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7 ซึ่งตรงกับตำนานการอพยพแยกย้ายกันสร้างเมืองใหม่ของ พระเจ้ามะโรงมหาวงศ์ และลูกหลานแยกย้ายแตกกระจายกันสร้างอาณาจักรใหม่ใหม่ตามกลุ่มลุ่มน้ำที่ไหลทางทิศใต้ไปออกทะเลทางทิศเหนือหรือทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลูกหลานเจ้าชายสุมิตร แห่งไศรเลนทร์วงค์ กลุ่มนี้เองที่สร้างอาณาจักรลุ่มน้ำในสุวรรณาภูมิขึ้นมา
ในตำนานพื้นเมืองของปัตตานี กล่าวว่าผู้สร้างเมืองพระวัง หรือ โกตา ม้ะฮ์ลิฆา คือ เสียม อัสลี ตามร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เมืองนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ โบราณสถาน ในเมืองปรักหักพังหมด เหลือแต่เฉพาะกองอิฐ ซึ่งเชื่อกันว่า เคยเป็นเจดีย์ อุโบสถ วิหาร และเทวาลัย มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 16 แห่ง และสระน้ำขนาดใหญ่อีก 3 แห่ง ศิลปวัตถุของ เมืองนี้จึงกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ กัน มีหลายอย่างด้วยกันคือ พระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดี พระโพธิสัตว์สัมฤทธิ์ ศิวลึงค์ เสมาธรรมจักร เครื่องถ้วยชามจีน เครื่องปั้นดินเผา เงินเหรียญชวา และเงินเหรียญอาหรับ เป็นต้น จากหลักฐานเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า เมืองลังกาสุกะเป็นเมืองที่ประชาชนนับถือพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน และศาสนาฮินดู ส่วนชาวเมืองนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นชนชาติใด ตามความเห็นของผู้บันทึกประวัติศาสตร์ปัตตานีคนหนึ่ง คือ อิบรอฮิม ชุกรี เชื่อว่าดินแดน ปัตตานี เป็นที่อยู่ของชาวสยามมาก่อนที่ชาวมลายูจะอพยพและนำเอาศาสนาอิสลามเข้ามา ตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 21 ในรัชสมัย พระเจ้าศรีวังสา กษัตริย์ซึ่งนับถือพุทธศาสนาองค์สุดท้ายของอาณาจักร ลังกาสุกะ ปกครองเมืองพระวัง และใน พ.ศ. 1052 ตามจดหมายเหตุจีนระบุว่า " มหานครกีรติกามา เป็นเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ กษัตริย์ประทับอยู่บนกูบช้างมีหลังคาทำด้วยผ้าสีขาว แวดล้อมด้วยองครักษ์ที่มีท่าทางดุร้าย และทหารตีกลองถือธงสีต่าง ๆ ประชาชนทั้งชายหญิงไว้ผมปล่อยยาว ใส่เสื้อไม่มีแขน" อาณาจักรลังกาสุกะนี้ ถูกอาณาจักรฟูนันโจมตีในพุทธศตวรรษที่ 11 แล้วกลายเป็นเมืองขึ้นต่อมา อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์กลุ่มนี้นั่นแหละคือ สยาม” ชาว เสียมกุ และจากหลักฐานการตรวจความแตกต่างหมู่เลือดของชาวไทยในปัจจุบันพบว่าไม่มีความต่างของหมู่เลือดกับประชาชนทางภาคใต้แต่มีความแตกต่างเล็กน้อยกับชนเผ่าไทในจีน
กำเนิดประเทศไทยยุคทราวดี
ทวารวดี เป็นคำภาษาสันสกฤต เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ โดยนายแซมมวล บีล (Samuel Beal ) ได้แปลงมาจากคำว่า “โป-โล-โป-ติ” (p’o-lo -po-ti) ที่มีอ้างอยู่ในบันทึกของภิกษุจีนเฮี้ยนจัง(Hiuan -tsang) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ กล่าวว่า “โถโลโปติ” เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร (พม่า) และอาณาจักรอีสานปุระ (กัมพูชา) และเขาได้สรุปด้วยว่าอาณาจักรนี้เดิมตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน และยังสันนิษฐานคำอื่นๆที่มีสำเนียงคล้ายกันเช่น จวนโลโปติ (Tchouan-lo-po-ti) หรือ เชอโฮโปติ (Cho-ho-po-ti) ว่าคืออาณาจักรทวารวดีด้วย แต่ต่อมาความคิดเห็นนี้ได้มีผู้รู้หลายท่านศึกษาต่อและให้การยอมรับเช่น นายเอดัวร์ ชาวาน(Edourd Chavannes) และ นายตากากุสุ(Takakusu) ผู้แปลจดหมายเหตุการเดินทางของภิกษุอี้จิงในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ และ นายโปล เปลลิโอต์(Paul Pelliot) ผู้ขยายความอาณาจักรทวารวดีเพิ่มอีกว่ามีประชาชนเป็นชาวมอญในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ เป็นต้น ดังนั้นบรรดาเมืองโบราณรวมทั้งโบราณวัตถุสถานต่างๆที่พบมากมายโดยเฉพาะในบริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งแต่เดิมไม่สามารถจัดกลุ่มได้ว่าเป็นของขอมหรือของไทย แต่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะอินเดียสมัยราชวงศ์คุปตะ - หลังคุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๓ ที่พันตรีลูเนต์ เดอ ลาจองกีเยร์(Lunet de Lajonguiere) เรียกว่า "กลุ่มอิทธิพลอินเดียแต่ไม่ใช่ขอม" จึงถูกนำมาสัมพันธ์กลายเป็นเรื่องเดียวกัน โดยศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (พ.ศ. ๒๔๖๘) และสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ. ๒๔๖๙) เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ รวมทั้งงานศิลปกรรมที่พบนั้นว่าคือดินแดนแห่งอาณาจักรทวารวดี และศิลปะแบบทวารวดี โดยใช้เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรตามบันทึกจีนกับอายุของบันทึก และอายุของงานศิลปกรรมที่ตรงกัน อาณาจักรทวารวดีจึงกลายเป็นอาณาจักรแรกในดินแดนไทย กำหนดอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖
อาณาจักรทวารวดี ฮือฮาขึ้นอีกเมื่อพบเหรียญเงิน ๒ เหรียญ มีจารึกภาษาสันสกฤตอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ จากเมืองนครปฐมโบราณ มีข้อความว่า ศรีทวารวดีศวรปุณ-ยะ ซึ่งแปลได้ว่า บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี หรือ บุญของผู้เป็นเจ้าแห่ง(ศรี)ทวารวดี หรือ พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ อาณาจักรทวารวดีจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีอยู่จริง และยังเชื่อกันอีกด้วยว่าเมืองนครปฐมโบราณน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักร แต่ปัจจุบันได้พบเหรียญลักษณะคล้ายกันอีก ๒ เหรียญ ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และที่อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ความสำคัญของเมืองนครปฐมจึงเปลี่ยนไป
ร่องรอยและศิลปโบราณวัตถุสถานรวมทั้งจารึกต่างๆในสมัยทวารวดีนี้ พบเพิ่มขึ้นมากมาย และพบกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศไทยโดยไม่มีหลักฐานของการแผ่อำนาจทางการเมืองจากจุดศูนย์กลางเฉกเช่นรูปแบบการปกครองแบบอาณาจักรทั่วไป
จากการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศพบเมืองโบราณสมัยนี้ถึง 63 เมืองด้วยกัน จากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดียังพบว่าเมืองโบราณแทบทุกแห่งจะมีลักษณะของการต่อเนื่องทางวัฒนธรรมจากชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พัฒนาการขึ้นมาสู่ช่วงสมัย ทวารวดี เมื่อมีการติดต่อกับอารยธรรมอินเดีย
เมืองมีองค์ประกอบสมบูรณ์ในตัวเองทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความเชื่อศาสนา และมีอำนาจทางการเมืองก็หมายถึงมีอำนาจเหนือเมืองบริวารหรือชุมชนหมู่บ้านรอบๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง เมืองมีความเป็นอิสระต่อกัน และเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กันเพราะผลจากการติดต่อค้าขายและรับวัฒนธรรมจากอินเดียโดยเฉพาะทางด้านศาสนาพุทธแบบหินยาน รวมทั้งภาษา และรูปแบบศิลปกรรมแบบเดียวกัน
เหรียญเงิน ๒ เหรียญ
วัฒนธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลงราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 เมื่ออิทธิพลวัฒนธรรมแบบขอมโบราณจากประเทศกัมพูชาที่มีคติความเชื่อทางศาสนาและรูปแบบศิลปกรรมที่แตกต่างออกไปได้ขยายเข้ามา
ชื่อ ทวารวดี จะเป็นชื่อของอาณาจักร หรือชื่อกษัตริย์ หรือชื่อราชวงศ์หนึ่ง หรืออาจเป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มเมืองเจ้าของวัฒนธรรมแบบเดียวกันเฉกเช่นกลุ่มศรีวิชัยทางภาคใต้ ก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องขบคิดและหาหลักฐานมาพิสูจน์กันต่อไป เพราะสภาพสังคมทวารวดีไม่น่าจะเป็นอาณาจักร เป็นเพียงการพัฒนาขยายตัวจากสังคมครอบครัว และสังคมหมู่บ้านมาเป็นสังคมเมืองที่มีชุมชนเล็ก ๆ ล้อมรอบ มีหัวหน้าปกครอง มีการแบ่งชนชั้นทางสังคม นอกจากนี้ยังมีการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองต่อเมืองหรือรัฐต่อรัฐ ไม่ใช่ความสัมพันธ์โดยการเมือง แต่โดยการค้า ศาสนา และความเหมือนกันทางวัฒนธรรม
โดยที่เศรษฐกิจของชุมชนทวารวดีคงจะมีพื้นฐานทางการเกษตรกรรม มีการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างเมือง หรือการค้าขายแลกเปลี่ยนกับชุนชนภายนอก ชุมชนทวารวดีเริ่มต้นแนวความเชื่อแบบพุทธศาสนา ในลัทธิเถรวาท ควบคู่ไปกับการนับถือศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ทั้งลัทธิไศวนิกาย และลัทธิไวษณพนิกาย โดยศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาฮินดูจะแพร่หลายในหมู่ชมชนชั้นปกครอง ในระยะหลังเมื่อเขมรเข้าสู่สมัยเมืองนคร เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมทวารวดีก็ถูกครอบงำโดยเขมร และในตอนท้ายคติความเชื่อได้เปลี่ยนแปลงไป
หลักฐานโบราณสถานโบราณวัตถุที่พบมากมาย ซึ่งล้วนมีลักษณะฝีมือทางศิลปกรรมที่คล้ายคลึงกันทุกแห่งทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรมที่ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป พระพิมพ์ ธรรมจักร ใบเสมา ภาพปูนปั้น และภาพดินเผาประดับที่มีลักษณะเฉพาะ หรือ งานสถาปัตยกรรมอันได้แก่ สถูปเจดีย์และวิหารที่มีแผนผัง รูปแบบ วัสดุ เทคนิคการสร้าง ตลอดจนคติทางศาสนาเเบบเดียวกัน
ประเภทและลักษณะของโบราณสถานสมัยทวารวดี
ศิลปกรรมอินเดียได้มีอิทธิพลต่องานศิลปกรรมในดินแดนประเทศไทยมานานตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมริยะ (พ.ศ. 269-307) ที่ได้ทรงส่งสมณทูต 9 สายออก เผยแพร่พระพุทธศาสนาทั่วประเทศและนอกประเทศอินเดีย และสมณทูตสายที่ 9 คือพระอุตตรเถระและพระโสณเถระผู้เดินทางมายังดินแดนชื่อสุวรรณภูมินั้น สันนิษฐานกันว่าน่าจะหมายถึง ดินแดนในประเทศไทยปัจจุบัน อันมีภาคกลางเป็นศูนย์กลางโดยเฉพาะที่เมืองนครปฐมโบราณ และยังเชื่อกันว่าเจดีย์เดิมองค์ในที่องค์พระปฐมเจดีย์สร้างครอบทับไว้ น่าจะเป็นเจดีย์ที่สร้างขี้นในสมัยนั้นโดยอาศัยการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบกับเจดีย์สาญจีของอินเดีย ส่วนอาคารพุทธสถานอื่นๆที่ไม่เหลือปรากฏในปัจจุบัน อาจจะสร้างด้วยไม้จึงปรักหักพังไปหมด
สถูปเจดีย์
สถูปเจดีย์สมัยทวารวดี คงจะสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ให้เป็นอุเทสิกเจดีย์ (เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์หรือบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว) มากที่สุด จากหลักฐานที่เหลืออยู่เพียงเฉพาะส่วนฐานนั้น สามารถแบ่งตามลักษณะแผนผังได้เป็น 4 รูปแบบใหญ่ๆ คือ ฐานรูปกลม ฐานรูปสี่เหลี่ยม ฐานรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม และฐานแปดเหลี่ยม หรือสามารถแบ่งตามรายละเอียดที่ต่างกันได้เป็น 13 รูปแบบย่อย ซึ่งแต่ละแบบล้วนแสดงวิวัฒนาการที่ สืบทอดจากต้นแบบในอินเดียเป็นระยะๆ และยังเป็นต้นแบบให้สถูปเจดีย์ในยุคต่อๆมาด้วย
โบราณวัตถุ และ ศิลปะ
อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) เป็นของชนชาติมอญ ละว้า มีศูนย์กลางอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี อำเภออู่ทอง และกินพื้นที่ไปจนถึงภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงหนือ แถบ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดปราจีนบุรี และขึ้นไปถึงทางเหนือ จังหวัดลำพูน มีศิลปะเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากต่างชาติอย่างมากก็ตาม
พระพุทธรูป
ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี แบ่งออกเป็น 3 ยุค
คือแบบแรก มีลักษณะของอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ บางครั้งก็มีอิทธิพลของอมราวดีอยู่ด้วย ลักษณะวงพักตร์แบบอินเดีย ไม่มีรัศมี จีวรเรียบเหมือนจีวรเปียก ถ้าเป็นพระพุทธรูปนั่งจะขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12
ยุคที่2 พัฒนาขึ้นจากแบบแรก โดยมีอิทธิพลพื้นเมืองผสมมากขึ้น พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเกตุมาลาเป็นต่อมนูนใหญ่ บางทีมีรัศมีบัวตูมเหนือเกตุมาลา และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระเนตรโปน พระหนุ (คาง) ป้าน พระนลาฏ (หน้าผาก) แคบ พระนาสิกป้านใหญ่แบน พระโอษฐ์หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ ยังคงขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 13-15
ยุคที่ 3 พระพุทธรูปในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลศิลปะขอม เนื่องจากอาณาจักรขอมเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นในสมัยเมืองพระนคร ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ศิลปกรรมแบบทวารวดี ในระยะนี้จึงมีอิทธิพลขอมแบบบาปวนหรืออิทธิพลศิลปะขอมในประเทศไทยที่เรียกว่าศิลปะลพบุรีปะปน เช่น พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักยิ้ม นั่งขัดสมาธิราบ เป็นต้น นอกจากพระพุทธรูปแล้วยังพบสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงการสืบทอดแนวคิดทางศิลปะอินเดียโบราณก่อนหน้าที่จะทำรูปเคารพเป็นรูปมนุษย์ภายใต้อิทธิพลศิลปะกรีก
ประติมากรรมกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่า
เป็นประติมากรรมศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู อยู่ร่วมสมัยกับทวารวดีตอนต้น และตอนปลาย ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 ที่เมืองศรีมโหสถและเมืองศรีเทพ และพบอยู่ร่วมกับศรีวิชัยและทวารวดีที่ภาคใต้ของประเทศไทย มักจะทำเป็นรูปพระนารายณ์
ลักษณะพระพักตร์จะไม่เหมือนพระพุทธรูปแบบทวารวดีเลย จะมีลักษณะคล้ายกับอินเดีย ตัวอย่างเช่น พระนารายณ์ที่ไชยาแสดงลักษณะอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบมทุราและอมราวดี(พุทธศตวรรษที่ 6-9) รวมทั้งที่พบที่นครศรีธรรมราช ซึ่งถือสังข์ด้วยพระหัตถ์ซ้ายด้านล่าง ผ้านุ่งและผ้าคาดที่พบที่ภาคใต้และที่เมืองศรีมโหสถ จะมีผ้าคาดเฉียงเหมือนศิลปะอินเดียหลังคุปตะ (ปัลลวะ) ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนเทวรูปรุ่นเก่าที่ศรีเทพจะมีอายุใกล้เคียงกันและที่ศรีเทพ นอกเหนือจากที่จะพบรูปพระนารายณ์แล้วยังพบรูปพระกฤษณะและพระนารายณ์ด้วย
ลักษณะของเทวรูปกลุ่มนี้ไม่เหมือนกับที่พบในเขมรเนื่องจากกล้าที่จะทำลอยตัวอย่างแท้จริง ไม่ทำแผ่นหินมารับกับพระหัตถ์คู่บน แต่ยังไม่มีการนำเอากลุ่มเทวรูปนี้เข้าไปไว้ในศิลปะทวารวดี
จึงเพียงมีแต่สมมุติฐานว่าเทวรูปกลุ่มนี้น่าจะเป็นทวารวดีที่เป็นพราหมณ์ การเข้ามาของเทวรูปนี่มีข้อคิดเห็นแตกไปเป็น 2 ทางคือ เป็นศิลปะอินเดียที่นำเข้าที่พร้อมกับการติดต่อค้าขาย หรือเป็นศิลปะแบบอินเดียที่ทำขึ้นในท้องถิ่น และมีการพัฒนาการภายใต้อิทธิพลศิลปะพื้นเมืองแบบทวารวดีและศรีวิชัย
เครื่องมือเครื่องใช้
เครื่องมือเครื่องใช้ที่พบในแหล่งทวารวดีทั่วไปมักจะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เศษภาชนะดินเผา เนื้อดินมักทำเป็นภาชนะปากบาน ภาชนะทรงหม้อตาล เศษภาชนะเคลือบ มีทั้งที่เป็นเครื่องเคลือบจีนในสมัยราชวงศ์ถังถึงสมัยราชวงศ์หยวน เครื่องเคลือบจากเตาในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ เครื่องเคลือบเปอร์เซีย เครื่องใช้อื่น ๆ ก็มีพบ เช่น กุณฑีดินเผา กาดินเผา ตะคันดินเผา กระสุนดินเผา ที่ประทับตราดินเผา ตุ๊กตาดินเผา ฯลฯ นอกจากเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ยังพบเครื่องใช้สำริด ทั้งเป็นเครื่องใช้ทั่วไปกับที่เป็นของของสูง หรือของที่ใช้ในพีธีกรรม เช่นคันฉ่อง เครื่องประกอบราชยานคานหาม และเครื่องใช้ทำจากเหล็ก นอกจากเครื่องใช้แล้วยังพบเครื่องประดับทำจากหิน แก้ว ดินเผา สำริด ทองคำ ได้แก่ ลูกปัด แหวนตุ้มหู กำไล ฯลฯ
สถาปัตยกรรม
สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีมักก่ออิฐและใช้สอดิน เช่น วัดพระเมรุและเจดีย์จุลปะโทน จังหวัดนครปฐม บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง เช่นก่อสร้างบริเวณฐานสถูป การก่อสร้างเจดีย์ในสมัยทวารวดีทีพบทั้งเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม เจดีย์ทรงระฆังคว่ำ มียอดแหลมอยู่ด้านบน
วัฒนธรรมยุคดินแดนโบราณทวาราวดี มีลักษณะเด่นแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีแหล่งความรุ่งเรืองปรากกอยู่หลายที่ ไม่ว่าจะเป็นที่นครปฐม เมืองศรีเทพ และหลายๆที่ ในดินแดนที่เดิมคือสุวรรณภูมิ อารยธรรมของขอมรุ่งเรืองและเด่นขึ้นมาพร้อมกับพุทธศาสนาจนเลือนหายไปกับอาณาจักรสุโขทัย ในพุทธศตวรรษที่ 18-19
พระพุทธศาสนาได้เดินทางเผยแผ่ ในระยะที่เกิดศรีวิชัยครอบครองสุมาตรา ชวา บอร์เนียวคุมไปถึงช่องแคบมะละกาจนเกิดพุทธสาสนาแบบมหายานทางใต้ของประเทศไทย ดังมี ประติมากรรมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
พุทธศาสนาในชมพูทวีปกูกทำลายก่อนที่จะถูกฟื้นฟูใหม่ ด้วยในช่วงพ.ศ. 1148-1149พระราชาศศางกะ นับถือฮินดูไศวนิกาย มีการนำพระพุทธรูปออกจากพระวิหารและนำศิวลึงค์เข้าไปตั้งแทน
ขอขอบคุณวิกิพีเดีย
cr.
(https://th.wikipedia.org/w/index.php...)
(https://th.wikipedia.org/.../%E0%B8%A1% ... 5%E0%B8%B2...)
[เกาะชวา](https://th.wikipedia.org/.../%E0%B9%80% ... 1%E0%B8%B2...)
[เกาะสุมาตรา](https://th.wikipedia.org/.../%E0%B9%80% ... 1%E0%B8%B2...)
[ช่องแคบมะละกา](https://th.wikipedia.org/.../%E0%B8%8A% ... 8%E0%B8%AD...)
[ช่องแคบซุนดา](https://th.wikipedia.org/.../%E0%B8%8A% ... 8%E0%B8%AD...)
บริเวณภาคใต้ของ[ประเทศไทย](https://th.wikipedia.org/.../%E0%B8%9B% ... 3%E0%B8%B0...)
พื้นที่อาณาจักรแบ่งได้สามส่วนคือส่วน[คาบสมุทรมลายู](https://th.wikipedia.org/.../%E0%B8%84% ... 2%E0%B8%9A...)
[เกาะสุมาตรา](https://th.wikipedia.org/.../%E0%B9%80% ... 1%E0%B8%B2...)
และ[หมู่เกาะชวา](https://th.wikipedia.org/w/index.php...)

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: อังคาร ม.ค. 19, 2021 10:47 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
ยากูซ่า” (Yakuza)
เป็นชื่อเรียกแก๊งก่ออาชญากรรมในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่แก๊งเดียว แต่แบ่งออกเป็นหลายแก๊ง ลักษณะจะคล้ายกับมาเฟีย ซึ่งอาชญากรเหล่านี้เรียกได้ว่ามีบทบาทกับสังคมญี่ปุ่นมากมาย ตั้งแต่นักพนัน, ทำธุรกิจการค้าประเวณี ไปจนถึงมีบทบาทในการเมืองระดับสูงและมีอิทธิพลทางการเงินด้วย
ยากูซ่า มีอีกชื่อว่า โกคุโด (gokudō) ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกพวกเขาด้วยศัพท์ทางกฎหมายว่า โบเรียวคุดัน (bōryokudan) หรือ “violence groups” เป็นกลุ่มแก๊งหรือองค์กรที่ก่ออาชญากรรมคล้ายมาเฟีย แต่สำหรับองค์กรอาชญากรรมที่มีรากฐานมายาวนาน คำดังกล่าวเป็นการหยามศักดิ์ศรีรุนแรง เพราะความหมายของโบเรียวคุดันนั้นผลักยากูซ่าลงเป็นเพียงมิจฉาชีพที่อาศัยความรุนแรงก่อเหตุธรรมดาๆ
ส่วนคำว่า “ยากูซ่า” เดิมทีมาจากการเล่นไพ่ของญี่ปุ่น “โออิโช-คาบุ” (Oicho-Kabu) ที่คล้ายคลึงกับไพ่บาคารา
โดยค่าของไพ่จะถูกบวกเข้าด้วยกัน และตัวเลขสุดท้ายของผลรวมจะถูกนับเป็นคะแนน ไพ่ที่ถือในมือที่แย่ที่สุดในเกมคือ ชุดของเลข แปด, เก้า และสาม ซึ่งจะให้ค่ารวมกันเท่ากับ 20 และคะแนนก็จะได้เท่ากับศูนย์นั่นเอง (ตัวเลขสุดท้ายของ 20 คือ 0) รูปแบบการนับดั้งเดิมของญี่ปุ่นนั้น เรียกตัวเลขเหล่านี้ว่า ยา กู และซ่า ตามลำดับ (8, 9 และ 3) ด้วยเหตุนี้จึงเป็นต้นกำเนิดของคำว่า “ยากูซ่า” ส่วนในการนับตัวเลขของญี่ปุ่นสมัยใหม่นั้น 8, 9 และ 3 จะอ่านออกเสียงว่า “ฮาจิ-คุ-ซัน” ซึ่งเป็นชื่อที่ในบางครั้งยากูซ่า ก็ถูกเรียกในปัจจุบันนี้
พวกยากูซ่าเลือกใช้ชื่อนี้เพราะว่า คนที่ถือไพ่ ยา-กู-ซ่า (8, 9 และ 3) ในมือนั้นต้องการทักษะมากที่สุด และเป็นผู้ที่มีโชคน้อยที่สุดเพื่อที่จะชนะ ดังนั้นผู้ที่ชำนาญเท่านั้นที่จะสามารถแก้เกมเพื่อให้ชนะได้ ชื่อยากูซ่านี้ยังได้ถูกใช้เพื่อแสดงถึงความโชคร้ายที่อาจจะได้รับหากทำการต่อต้านกลุ่มด้วย
ยากูซ่าในยุคแรกเริ่ม
ต้นกำเนิดของยากูซ่านั้นเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายได้ชัดเจน เพราะแต่ละแก๊งก็มีที่มาจากหลากหลายแห่ง แต่ในมุมมองของพวกเขา ยากูซ่ามีเชื้อสายมาจากผู้มีเกียรติ คล้ายกับโรบินฮู้ดที่ปกป้องหมู่บ้านจากการโจรกรรมเร่ร่อน
แต่นักวิชาการบางคนค้นพบว่าต้นกำเนิดของพวกเขาเริ่มต้นที่ คาบุกิโมโน – kabukimono (พวกขี้เมา) หรือยังเป็นที่รู้จักว่าเป็น ฮาตาโมโตะ ยักโกะ – hatamoto yakko (คนรับใช้ของโชกุน) กลุ่มคนเหล่านี้เป็น โรนิน หรือเป็นพวกซามูไรที่ไร้เจ้านาย เกิดขึ้นหลังจากช่วงวุ่นวายทางการเมืองของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 17 มักจะทำทรงผมและการแต่งตัวแปลกๆ มีกิริยาที่รุนแรง พูดจาด้วยคำหยาบคาย และมีคำแสลงเฉพาะ มักจะถือดาบยาว อ้างตัวเป็นผู้รับใช้โชกุน เรียกร้องค่าคุ้มครองจากชาวบ้าน ประกาศตัวเป็นผู้พิทักษ์ รักษาระเบียบ และป้องกันชุมชนจากผู้คุกคามภายนอก เชื่อว่าตนเป็นประหนึ่งวีรบุรุษที่ยืนหยัดอยู่ข้างผู้ยากไร้และคนที่ไม่มีทางสู้ เช่นเดียวกับวีรบุรุษ
อย่างไรก็ตาม ตามประวัติศาสตร์หลายที่บอกว่า ยากูซ่าเริ่มต้นขึ้นในสมัยโชกุนโทกุงะวะ (ค.ศ.1603-1868) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มที่แยกกันอย่างชัดเจน โดยกลุ่มแรกมีชื่อว่า เทคิยะ (tekiya) เป็นกลุ่มพ่อค้าเร่ที่เดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง ขายสินค้าคุณภาพต่ำตามงานเทศกาลและตลาด
เทคิยะจำนวนมากจะอยู่ในชนชั้น บุระคุมิน คือกลุ่มที่ถูกขับไล่ออกจากชนชั้นเดิม คือเป็นชนชั้นล่างสุดในระบบศักดินาของญี่ปุ่น
ในช่วงต้นศตวรรษ 1700 พวกเทคิยะเริ่มจัดตั้งกลุ่มของตัวเองให้เป็นกลุ่มที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น จนมีเทคิยะหลายกลุ่ม ภายใต้การนำของหัวหน้ากลุ่มและสมาชิก โดยสมาชิกของกลุ่มยังเพิ่มขึ้นจากกลุ่มคนที่ถูกขับไล่จากชนชั้นที่สูงกว่า พวกเทคิยะเริ่มเข้ามามีบทบาทในอาชญากรรมด้วยการคอยเก็บเงินพ่อค้าแม่ค้าที่มาขายของตามเทศกาล และหาเงินด้วยการคุ้มครองทำเลขายสินค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่จ่ายเงินให้ เพื่อไม่ให้ใครมาแย่งที่ขายของ โดยบางกลุ่มจะมีการจ้างคนเก็บกวาดร้านให้พ่อค้าแม่ค้าหลังเลิกงานด้วย
จนระหว่างปี ค.ศ.1735-1749 รัฐบาลโชกุนพยายามสงบศึกสงครามระหว่างเทคิยะแต่ละกลุ่ม และลดปริมาณการทุจริตของพวกเขา จึงแต่งตั้ง โอยะบุน (Oyabun) หรือหัวหน้าอย่างเป็นทางการ โดยโอยะบุนจะได้รับอนุญาตให้ใช้นามสกุลและถือดาบ ซึ่งก่อนหน้านี้อนุญาตให้เฉพาะซามูไรเท่านั้นที่ใช้ได้
ทั้งนี้ โอยะบุน มีความหมายว่า “พ่อแม่อุปถัมภ์” ซึ่งหมายถึงตำแหน่งหัวหน้าของพวกเขาซึ่งเปรียบดั่งหัวหน้าครอบครัวของพวกเทคิยะ
ยากูซ่ากลุ่มที่สองที่เกิดขึ้นคือกลุ่ม บาคุโตะ (bakuto) หรือนักพนัน ซึ่งการพนันเป็นสิ่งต้องห้ามในช่วงยุคโทกุงะวะ และยังคงผิดกฎหมายในญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน โดยพวกบาคุโตะนี้จะมีรอยสักสีทั่วร่างกาย ซึ่งนำมาสู่การสักสีทั่วร่างกายในยากูซ่ายุคปัจจุบัน
จากธุรกิจหลักของบาคุโตะที่เริ่มจากการพนัน พวกบาคุโตะยังแตกธุรกิจของเขาออกไปเป็นปล่อยเงินกู้, คุ้มครองบาร์, สถานบริการและซ่องโสเภณี, รับจ้างทวงหนี้ และกิจการผิดกฎหมายอื่นๆ อีกด้วย
แม้กระทั่งในปัจจุบัน แก๊งยากูซ่าที่มีความเฉพาะเจาะจงก็อาจจะให้คำนิยามตัวเองว่าเป็นเทคิยะหรือบาคุโตะ ซึ่งขึ้นอยู่กับการวิธีการหาเงินส่วนใหญ่ของพวกเขา ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงรักษาประเพณีเก่าแก่ของกลุ่มไว้ด้วย
โครงสร้างของแก๊งยากูซ่า
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่ายากูซ่ามีหัวหน้าอย่างเป็นทางการเรียกว่าโอยะบุน การนับถือกันนั้นก็จะนับถือกันตามความอาวุโส ซึ่งสมาชิกของแก๊งจะตัดขาดออกจากครอบครัว และมอบความจงรักภักดีให้กับหัวหน้าแก๊ง ให้ความเคารพสมาชิกในแก๊งเหมือนดั่งคนในครอบครัว
ทั้งนี้ ยากูซ่าส่วนใหญ่จะมีสมาชิกเป็นผู้ชาย โดยมีผู้หญิงจำนวนน้อยมากๆ ที่ได้รับการยอมรับเป็นภรรยาของหัวหน้าแก๊ง โดยหญิงในแก๊งยากูซ่าที่โด่งดังคนหนึ่งคือภรรยาของ คาซูโอะ ทาโอกะ หัวหน้ารุ่นที่ 3 ของแก๊งยามากุชิ-กุมิ ซึ่งหลังเขาเสียชีวิตลงในต้นทศวรรษที่ 1980 ภรรยาของเขาก็ขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าแก๊งแทน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ยากูซ่ามีโครงสร้างแก๊งที่ซับซ้อน หลักๆ แล้วจะปกครองแบบพีระมิด คือมีหัวหน้าใหญ่ สายตรงรองลงมาจะเรียกว่า saiko komon (ที่ปรึกษาอาวุโส) และ o-honbucho (หัวหน้าของสำนักงานใหญ่) สายที่สองคือ wakagashira ที่คอยควบคุมแก๊งหลายแก๊งในภูมิภาค กระจายอำนาจไปตามลำดับขั้น แต่ละสายก็จะมีหัวหน้าย่อย, รองหัวหน้า, ที่ปรึกษา, ฝ่ายบัญชี และลูกน้อง ซึ่งขั้นล่างๆ นั้นเรียกว่า โคบุน (kobun) คือลูกน้องสุดภักดีที่พร้อมสละชีพเพื่อหัวหน้า
จากการจัดโครงสร้างของยากูซ่า สามารถยากูซ่าออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.Family Yakuza หรือ ยากูซ่าที่มีการปกครองในแบบครอบครัว แบ่งอันดับชั้นตามผลงาน หรือจากการแต่งตั้งจากหัวหน้าใหญ่ การปกครองจะมีนายใหญ่ที่เรียกว่า “พ่อใหญ่” อันดับต่อมาคือ “พ่อเล็ก” และต่อมาคือ “ลูกๆ ” โดยสมาชิกทุกคนไม่มีคำว่า “กลัวตาย” และพร้อมจะรับคำสั่งจากพ่อใหญ่ โดยจะไม่ทำให้เกิดการผิดพลาด การจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่มนี้จะมีการดื่มสาเกสาบานจากแก้วเดียวกันด้วย
2.Lone Yakuza หรือ ยากูซ่าไร้สังกัด จะไม่ขึ้นอยู่กับกลุ่มใด หรืออาจจะมีการรวมกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นโดยไม่มีการปกครองหลายชั้นเหมือนอย่างแรก แต่จะเป็นผู้มีอิทธิพลที่คอยเก็บค่าคุ้มครอง
สมาชิกยากูซ่า มาจากไหน?
การจะเข้ามาเป็นสมาชิกแก๊งยากูซ่าได้ พวกเขาไม่ได้สนใจว่าสมาชิกใหม่จะมาจากที่ไหน หรือมาจากชนชั้นอะไร สมาชิกของยากูซ่าอาจจะเป็นวัยรุ่นที่ถูกทอดทิ้งจากพ่อแม่ของเขา หรืออาจจะเป็นวัยรุ่นที่ได้รับความกดดันอย่างมากจากโรงเรียน หรือเป็นพวกผู้อพยพจากเกาหลีหรือจีน เป็นต้น
เจ้านายที่ใกล้ตัวของพวกยากูซ่ามากที่สุดนั้นจะกลายมาเป็นเหมือนพ่อ และเพื่อนของพวกเขาจะกลายมาเป็นเพื่อนพี่น้องกัน สิ่งที่ยากูซ่าเสนอให้ไม่ใช่เพียงมิตรภาพ แต่ยังให้เงินตรา ฐานะ และอำนาจ อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีการเข้าสู่การเป็นสมาชิก หรือข้อกำหนดใดๆ แต่เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกแล้ว สิ่งที่ตามมาคือต้องมีความเคารพเชื่อฟังต่อผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่า
จำนวนยากูซ่า
ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ยากูซ่าแบบดั้งเดิมคือเทคิยะ/บาคุโตะ เริ่มลดลง ขณะที่ประชากรทั้งหมดของประเทศถูกระดมเข้าร่วมในสงคราม และสังคมญี่ปุ่นก็มาอยู่ใต้ความเข้มงวดของรัฐบาลทหาร อย่างไรก็ตาม หลังเสร็จสิ้นสงคราม ยากูซ่าก็กลับมาอีกครั้ง
จากข้อมูลของตำรวจประมาณการว่า สมาชิกของแก๊งยากูซ่านั้นขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในต้นทศวรรษ 1960 มียากูซ่าพุ่งสูงสุดถึง 184,000 คน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของตำรวจญี่ปุ่นในขณะนั้นเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในต้นศตวรรษที่ 21 จำนวนของพวกเขาลดลงเหลือเพียงประมาณ 80,000 คน และในปี 2015 ยากูซ่านั้นเหลืออยู่ราว 21 กลุ่มใหญ่ๆ สมาชิกรวมกว่า 53,000 คน โดย 3 กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ
1.ยามากุชิ-กุมิ แก๊งที่ใหญ่ที่สุด มีสมาชิกเกือบครึ่งหนึ่งของยากูซ่าทั้งหมด คือประมาณ 23,400 คน โดยเป็นแก๊งที่มีต้นกำเนิดจากเมืองโกเบ ก่อนจะแผ่ขยายไปทั่วญี่ปุ่น รวมถึงยังขยายเครือข่ายไปในเอเชียและสหรัฐอเมริกา โดยโอยะบุนหรือหัวหน้าใหญ่คนปัจจุบันของแก๊งคือ ชิโนบุ สึคาสะ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ เคนอิชิ ชิโนดะ ซึ่งเขาทำตามนโนบายการขยายตัว และเพิ่มเครือข่ายในโตเกียวมากขึ้น
2.ซุมิโยชิ-กาอิ แก๊งใหญ่อันดับ 2 จากโอซาก้า มีสมาชิกราว 8,500 คน หัวหน้าคนปัจจุบันคือ อิซาโอะ เซกิ
3.อินะงะวะ-กาอิ มีสมาชิกประมาณ 6,600 คน มีฐานที่ตั้งอยู่ในโตเกียว-โยโกฮาม่า และเป็นหนึ่งในยากูซ่ากลุ่มแรกๆ ที่ขยายเครือข่ายในต่างประเทศ
ลักษณะภายนอกของยากูซ่า
ข้อมูลบางส่วนอธิบายลักษณะของยากูซ่าในอดีตว่า จะเป็นการแต่งตัวที่ไม่เหมือนใคร สมาชิกมักจะสวมแว่นกันแดด สวมชุดสูทที่มีสีสันเพื่อให้ประชาชนรู้ทันทีว่าเขาเป็นอะไร
แม้แนวทางการดำเนินชีวิตของพวกเขาจะแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากพวกยากูซ่าจะเย่อหยิ่ง มีท่าทางหยาบกระด้าง แตกต่างจากชาวญี่ปุ่นทั่วไปที่มีท่าทางสงบเสงี่ยมและไม่อวดดีในการทำธุรกิจของตน แต่ในบางครั้งยากูซ่าจะแต่งตัวเหมือนคนปกติทั่วไป และเมื่อมีความจำเป็นจะโชว์รอยสักเพื่อบ่งบอกสังกัดของตัวเอง ในบางครั้งพวกเขายังสวมเข็มกลัดเครื่องหมายบนคอเสื้อนอก รวมไปถึงแก๊งยากูซ่าแก๊งหนึ่งจะพิมพ์จดหมายข่าวรายเดือน เพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับการถูกจับกุม, การแต่งงาน, งานศพ, การฆาตกรรม และกวีจากผู้นำ
“รอยสัก” สัญลักษณ์ของยากูซ่า
อย่างที่เคยเห็นกันว่าสมาชิกแก๊งยากูซ่านั้นจะมีรอยสักสี โดยบางคนจะสักเป็นรูปมังกร, ปลาคาร์พ, เทพเจ้าจีน, ตัวละครในเทพนิยายที่มีความแข็งแกร่ง โดยมักจะสักที่หลัง, ไหล่, ต้นแขน หรือจุดใต้ร่มผ้าอื่นๆ บ่อยครั้งที่สถานที่เดียวที่จะเห็นรอยสักของยากูซ่าได้ก็คือโรงอาบน้ำสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม พวกยากูซ่ามักจะสักรอยสักที่เป็นสัญลักษณ์ของแก๊ง ซึ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการสักสีในยากูซ่าเริ่มมาจากพวกบาคูโตะ ที่จะสักเป็นรูปวงแหวนสีดำรอบแขนสำหรับการก่ออาชญากรรมแต่ละครั้ง ภายหลังการสักก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง เพราะอาจต้องใช้เวลากว่า 100 ชั่วโมงในการสักทั่วแผ่นหลัง
ยากูซ่าส่วนใหญ่มักจะสักทั่วตัว โดยรอยสักนี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า อิเระซูมิ และยังคงเป็นการสักด้วยมือเท่านั้น คือไม่ใช้เครื่องสักนั่นเอง เป็นการนำหมึกเข้าสู่ผิวหนังโดยไม่ใช้ไฟฟ้า เข็มที่ใช้สักอาจเป็นไม้ไผ่หรือเหล็ก ซึ่งขั้นตอนการสักนี้มีราคาแพง เจ็บปวด และกว่าจะเสร็จสมบูรณ์อาจต้องใช้เวลาหลายปี
เมื่อยากูซ่ามานั่งเล่นไพ่โออิโช-คาบุ ด้วยกัน พวกเขามักจะถอดเสื้อแล้วเอามาพันรอบเอว ทำให้พวกเขาสามารถโชว์รอยสักให้คนอื่นๆ เห็น ซึ่งน้อยครั้งนักที่ยากูซ่าจะโชว์รอยสักให้กันและกันดู พวกเขาจะปิดไว้ใต้ร่มผ้าเหมือนที่ไม่ให้สาธารณชนเห็น
ชาวญี่ปุ่นทั่วไปส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการสัก เพราะอาจทำให้เข้าใจได้ว่าเกี่ยวพันกับแก๊งยากูซ่าหรือเป็นสมาชิก นอกจากนี้ คนที่มีรอยสักทั่วร่างกายจะไม่ได้รับอนุญาตให้อาบน้ำในที่สาธารณะ ถึงแม้จะมีบางคนบอกว่าไม่ยุติธรรม เพราะไม่ใช่ว่าคนสักทั่วร่างกายทั้งหมดจะเป็นยากูซ่า และก็เป็นยากูซ่าบางคนเท่านั้นที่สักทั่วร่างกาย แต่กลับมีคนเอาสองสิ่งนี้มาเชื่อมโยงกันในภาพยนตร์
และเนื่องจากการที่รอยสักมีความเกี่ยวข้องกับยากูซ่า ทำให้บางครั้งช่างสักที่สักให้ยากูซ่าจะถูกตำรวจเรียกมาสอบถามในการสืบคดีอาชญากรรม
“ตัดนิ้ว” คำขอโทษจากสมาชิก
ประเพณีหนึ่งที่สำคัญอีกหนึ่งของยากูซ่า คือ ยูบิทสึเนะ (Yubitsume) หรือ การตัดนิ้วออกไป 1 ข้อ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกผิดหรือเป็นการแสดงคำขอโทษ ซึ่งเมื่อเกิดความผิดครั้งแรก ผู้ที่ทำผิดจะต้องตัดข้อบนสุดของนิ้วก้อยข้างซ้าย นำกระดาษมาห่อส่วนที่ตัดออกและมอบให้แก่หัวหน้า เพื่อขอให้หัวหน้าให้อภัย และหากทำผิดอีก ก็จะกลายมาเป็นนิ้วก้อยอีกข้าง ทำให้จะเห็นว่ายากูซ่าในปัจจุบันบางคนมีนิ้วไม่ครบ
จุดเริ่มต้นของการตัดนิ้วเริ่มจากยากูซ่ากลุ่มบูคาโตะ ซึ่งเป็นนักพนัน โดยหากพวกเขาไม่สามารถจ่ายหนี้พนันได้ก็จะต้องถูกตัดนิ้วก้อย ทำให้การพนันกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายในญี่ปุ่น
และสำหรับยากูซ่า ผลของการถูกตัดนิ้วจะทำให้พวกเขาไม่สามารถถือดาบได้ถนัดเช่นเคย แนวคิดก็คือหากคนที่จับดาบได้ไม่ถนัดแล้วเขาก็ต้องมองหาความคุ้มครองจากคนอื่น การกระทำนี้ได้ทำเพื่อเป็นการขอโทษต่อการไม่เชื่อฟัง และสามารถทำเพื่อชดเชยการกระทำผิดอื่นๆ
การทำงานยากูซ่า
การทำงานยากูซ่านั้นเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งค้ายาเสพติดข้ามชาติ, ค้ามนุษย์, ฮั้วประมูล, ฟอกเงิน, ปล่อยเงินกู้ หรือลักลอบค้าอาวุธ
นอกจากนี้ ยากูซ่ายังเข้ามามีอิทธิพลกับการเมืองของประเทศ โดยปีเตอร์ เฮสส์เลอร์ เขียนในเดอะ นิวยอร์กเกอร์ ว่า “นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอย่างน้อย 1 คน มีการเข้าสังคมกับยากูซ่า และนักการเมืองก็มีการติดต่อกับกลุ่มอาชญากรเพื่อที่จะทำลายอาชีพอื่นๆ” โดยในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 นายชิซูกะ คาเมอิ รัฐมนตรีกระทรวงส่งออกในขณะนั้น ยอมรับว่าเขารับเงินจากบริษัทของยากูซ่า แต่เขาก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมใดๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาเสียชื่อเสียง
ยากูซ่ายังอาศัยคอนเน็กชั่นทางการเมืองหรือการข่มขู่เจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น ในเรื่องสัญญาก่อสร้าง การไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ และหลีกเลี่ยงภาษี แลกเปลี่ยนกับเงินจากยากูซ่าและความช่วยเหลือจากยากูซ่าเพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง และหากนักการเมืองยืมเงินจากยากูซ่าเพื่อมาใช้หาเสียง นักการเมืองจะต้องคืนเงินแก่ยากูซ่าเป็น 2 เท่าหากเขาชนะการเลือกตั้ง ซึ่งยากูซ่าจะให้เงินแก่นักการเมืองหลังจากที่นักการเมืองเชิญยากูซ่าไปงานแต่งงาน เสมือนว่ามอบเงินให้เป็นการช่วยงาน
ความดีจากอาชญากร
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยากูซ่ายังเข้ามาทำธุรกิจที่ถูกกฎหมายด้วย เช่น การเข้าซื้อหุ้นในบริษัทขนาดใหญ่, ดำเนินกิจการที่ถูกกฎหมาย เช่น ธุรกิจธนาคาร หรืออสังหาริมทรัพย์
ที่น่าสนใจคือ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวที่โกเบเมื่อ 17 มกราคม ค.ศ.1995 ยากูซ่าแก๊งยามากุชิ-กุมิ ได้กลายมาเป็นยากูซ่าแก๊งแรกที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวในเมืองบ้านเกิดของแก๊งนี้ นอกจากนี้ หลังเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011 ยากูซ่าจากหลากหลายกลุ่มได้ส่งสิ่งของช่วยเหลือเข้ามาในพื้นที่ประสบภัย
ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของยากูซ่าก็คือการปราบปรามอาชญากรรมเล็กๆ น้อยๆ โดยในโกเบและโอซาก้าซึ่งเป็นเมืองที่ยากูซ่ายังมีอิทธิพล จนกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่โดยทั่วไปแล้วมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเหล่าโจรเล็กๆ ไม่กล้าก่อเหตุในพื้นที่ของยากูซ่า
แม้ว่ายากูซ่าจะมีประโยชน์ทางสังคมแบบแปลกๆ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็พยายามปราบปรามยากูซ่าแก๊งต่างๆ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยในเดือนมีนาคม 1995 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ผ่านกฎหมายต่อต้านการฉ้อโกงที่เรียกว่า พระราชบัญญัติการป้องกันกิจกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยสมาชิกแก๊งอาชญากร
ในปี 2008 ศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์โอซาก้า ได้กวาดล้างบริษัทที่ดำเนินการโดยยากูซ่าทั้งหมด และตั้งแต่ปี 2009 ตำรวจทั่วประเทศก็ออกจับกุมหัวหน้าแก๊งยากูซ่า และปิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแก๊ง
แม้ว่าในทุกวันนี้ตำรวจจะพยายามควบคุมกิจกรรมของยากูซ่าอย่างเข้มงวด แต่ดูเหมือนว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ยากูซ่าจะหายไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขายังคงอยู่มาเป็นเวลากว่า 300 ปี และยังมีความเกี่ยวข้องกับสังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลากหลายด้าน
cr.
https://www.prachachat.net/spinoff/news-100645

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: พุธ ม.ค. 20, 2021 11:49 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
Blue-Blood สายเลือดแห่งความบริสุทธิ์
หากจะให้พูดถึงคติความเชื่อกษัตริย์นิยมในช่วงยุคโบราณ ทุกแห่งหนบนโลกนี้จะมีอยู่คติหนึ่งที่เหมือนกันโดยที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากกันและกัน ราวกับว่ามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับคติกษัตริย์นิยม นั่นก็คือการรักษาเชือสายตัวเอง หรือการรักษาสายเลือดบริสุทธิ์ ที่มักจะได้ยินในนามว่า Blue-Blood หรือไม่ก็ Pure-Blood
.
คำพูด Blue-Blood นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากสเปน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 โดยแปลมาจากภาษาสเปน คือ Sangre azul เพราะสันนิษฐานว่าเป็นสำนวนที่ใช้เรียกราชวงศ์ชั้นสูงในยุคกลางของสเปน ที่มีผิวขาวบอบบางทำให้เห็นเส้นเลือดดำได้ชัดเจน (สะท้อนผ่านผิวหนังทำให้เส้นเลือดดูคล้ายสีน้ำเงิน) และอ้างตนเหนือพวกมัวร์ เชื้อชาติผสมระหว่างแอฟริกาและอาหรับที่อาศัยอยู่มากในแผ่นดินสเปนยุคนั้น
.
ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ขุนนางชาวสเปนใช้การพิสูจน์สายเลือดผ่านการมองเห็นเส้นเลือดบริเวณข้อมือในการแยกแยะพวกเขาออกจากพวกมัวร์ที่มีผิวดำคล้ำ ก่อนที่คติความเชื่อนี้จะกระจายไปทั่วยุโรปและเป็นการแสดงฐานะระหว่างกษัตริย์ขุนนางกับพวกสามัญชนคนธรรมดา
.
คาดการณ์กันว่าการเรียกว่า Blue-Blood มาจากการมองเห็นเส้นเลือดจากข้างนอกเป็นสีเขียวไม่ก็สีน้ำเงิน เหล่ากษัตริย์แห่งยุโรปจึงเรียกตัวพวกเขาเองว่าเป็นพวกสายเลือดบริสุทธิ์หรือ Blue-Blood และทำให้การรักษาสายเลือดบริสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และการรักษาสายเลือดบริสุทธิ์ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร นอกเสียจากการแต่งงานกันเองภายในเครือญาติ
.
ในไทยเอง คติรักษาสายเลือดบริสุทธิ์ก็มีให้เห็นเหมือนกัน เพราะในไทยถือคติว่ากษัตริย์นั้นเป็นสมมุติเทพ คือร่างอวตารของเทพเจ้า สายเลือดของพวกเขามีความบริสุทธิ์ พวกเขาจึงมักจะแต่งงานกันเองภายในเครือญาติ เพื่อรักษาเลือดบริสุทธิ์เหล่านั้นไว้ ดั่งจะเห็นว่าพระราชโอรสที่เกิดจากญาติพี่น้องของกษัตริย์ที่มีศักดิ์สูงมักจะมีโอกาสขึ้นครองราชย์มากกว่าโอรสองค์อื่น นอกจากนี้ยังมีการวางกฎที่ห้ามให้ผู้หญิงไปมีอะไรหรือมีความรักกับคนที่มียศต่ำกว่า ซึ่งมาจากการไม่อยากให้เลือดบริสุทธิ์ไปคลุกคลีกับพวกสามัญชน และเก็บผู้หญิงเอาไว้ให้เป็นเมียของกษัตริย์เท่านั้น
.
คตินี้ยังคงเห็นต่อเนื่องมาตั้งแต่อยุธยา จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็ยังคงมีอยู่ อย่างเช่นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระมเหสีที่ส่วนมากเป็นน้องต่างมารดาของตัวเองแทบทั้งหมด ส่วนลูกๆของ ร.5 เองก็แต่งงานกันเองกันในเครือญาติ ตามการเลือกสรรของมารดาแต่ละคน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะรักษาความบริสุทธิ์ในสายเลือดเอาไว้ให้ได้
.
แต่ทว่าการแต่งงานกันเองเพื่อรักษาสายเลือดบริสุทธิ์ในเครือญาตินั้น กลับสร้างผลร้ายมากกว่าผลดี ดังตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ เหล่าราชวงศ์ในยุโรปที่มักจะแต่งงานเองในเครือญาติมักจะมีอายุไม่ยืน และมีสติไม่สมประกอบ อีกทั้งยังเกิดโรคทางพันธุกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง “ฮีโมฟีเลีย” หรือเลือดออกไม่หยุด มาคร่าชีวิตอีกด้วย
.
ในไทยเอง การแต่งงานภายในเครือญาติก็ได้สร้างผลร้ายแก่ราชวงศ์เช่นเดียวกัน เพราะด้วยพันธุกรรมที่ต่ำลง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ทำให้เด็กที่คลอดออกมาอายุไม่ยืน และตายได้ง่าย เห็นได้ชัดจากที่เหล่าพระราชโอรส-ธิดาของ ร.5 มักจะอายุไม่ยืน และมักมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา บางทีก็มีอาการสติไม่สมประกอบหรือแท้งบ้างก็มี
.
จะเห็นได้ว่าคติ Blue-Blood สร้างผลร้ายมากกว่าผลดี และผลกรรมนั้นจะตกไปยังรุ่นหลานของตัวเอง แต่ว่าถ้าถามว่าคตินี้จะหายไปจากสังคมไหม ก็คงตอบว่าไม่ เพราะคติ Blue-Blood sหรือสายเลือดบริสุทธิ์ เป็นคติที่สร้างความชอบธรรมอย่างชัดเจนให้แก่กษัตริย์ รวมทั้งยังเป็นการแยกระดับกันอย่างชัดเจน ว่าใครเป็นกษัตริย์ และใครเป็นไพร่
---------------------------
ที่มา
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=5912.0
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/900610
https://www.dek-d.com/board/view/1701953/...