ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 301
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2518929 ... 285508432/

ฝาแฝดซึ่งเป็นผู้นำกองกำลัง ก๊อด อาร์มี่ (God's Army) หรือ กองกำลังพระเจ้า ผู้โด่งดังไปทั่วโลก เมื่อปี พ.ศ. 2543
Johnny (ซ้าย) และ Luther (ขวา) ปัจจุบันอายุ 27
ข่าวปี 2013 บอกว่า
Luther อาศัยอยู่ที่สวีเดน แต่งงานกับสาวกะเหรี่ยง แต่ต่อมาหย่าแล้ว
Johnny อยู่ศูนย์อพยพที่เมืองไทย และหวังว่าจะได้ไปอยู่ร่วมกับครอบครัวของเขาที่ New Zealand
^::::::::::::^
เหตุการณ์ ก๊อด อาร์มี่บุกยึดสถานทูตพม่า พ.ศ. 2542 และโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี พ.ศ. 2543 เป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความมั่นคงภายในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกัน 2 เหตุการณ์ในช่วงระยะเวลาห่างกันเพียงไม่กี่เดือน ด้วยกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน ที่เป็นนักศึกษากะเหรี่ยงคริสต์สัญชาติพม่า ติดอาวุธสงคราม เรียกกองกำลังตัวเองว่า ก๊อด อาร์มี่ (God's Army) หรือ กองกำลังพระเจ้า
เหตุการณ์บุกยึดสถานทูตพม่า
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ตุลาคมพ.ศ. 2542 เวลา 11.45 น. จู่ ๆ กลุ่มนักศึกษาพม่า จำนวน 12 คน พร้อมอาวุธปืนและระเบิด บุกเข้าไปในสถานทูตพม่าประจำประเทศไทย ที่ถนนสาทร จับเจ้าหน้าที่สถานทูตและประชาชนที่เข้าไปติดต่อราชการเป็นตัวประกัน ไว้ได้ราว 20 คน จากนั้นก็ชักธงชาติพม่าและชักธงของพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตย (Nationality League for Democracy) ขึ้นไปแทน
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนักศึกษาพม่าคนอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณเดียวกันมาสอบสวน ควบคู่ไปกับการเจรจาปล่อยตัวประกัน ทำให้ทราบว่า หัวหน้าผู้ก่อการครั้งนี้ ชื่อ นายจอห์นนี่ ซึ่งได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลทหารพม่าให้ปล่อยตัว นางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน ให้กลับไปทำหน้าที่หลังได้รับการเลือกตั้งหลายถล่มทลายในปี พ.ศ. 2533 ทางฝ่ายรัฐบาลไทย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เดินทางมาสั่งการและเปิดศูนย์อำนวยการขึ้นที่อาคารไบเออร์ฯ ที่อยู่ติดกับสถานทูต
ระหว่างนี้ การเจรจาไม่ได้ผล แต่ตัวประกันสามารถทยอยหนีออกมาได้เรื่อย ๆ หลังสถานทูต จนเหลือเพียง 5 คน
จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. นายจอห์นนี่ได้ต่อรองขอเฮลิคอปเตอร์ให้ไปส่งตนและพรรคพวกที่ชายแดนไทย-พม่า ที่จังหวัดราชบุรี ทางรัฐบาลไทยได้ตอบรับ โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ เสนอตัวเป็นตัวประกันนั่งโดยสารไปด้วยเพื่อรับรองความปลอดภัยจนกระทั่งถึงที่หมาย ซึ่งระหว่างตอนที่รถของนักศึกษาและรถของเจ้าหน้าที่ไทยออกจากสถานทูต ได้มีการปิดถนนสาทรและมีการรายงานสดจากที่เกิดเหตุของบรรดาสื่อมวลชนช่องต่าง ๆ
ในที่สุด เมื่อผ่านไป 25 ชั่วโมงนับจากเกิดเหตุ เหตุการณ์ก็จบลงอย่างสงบ
หลังจากนั้น สื่อมวลชนได้ต่างพากันเสนอแนะและวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้อย่างกว้างขวาง ทำให้ทราบว่า กองกำลังก๊อด'ส อาร์มี่ นี้ มีผู้นำเป็นเด็กผู้ชายฝาแฝดอายุเพียง 12 ขวบ ชื่อ ลูเธอร์ กับ จอห์นนี่ ทู เป็นเด็กฝาแฝด และพักที่ ศูนย์มณีลอย ที่อำเภอสวนผึ้งจังหวัดราชบุรี มีนักศึกษาที่หลบหนีจากเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศพม่ามาพำนักยังศูนย์นี้จำนวนมาก ซึ่งทางรัฐบาลจะต้องให้ความดูแลและรอบคอบทางด้านความปลอดภัยมากกว่านี้
ครั้งที 2 เหตุการณ์บุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี
เช้าวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2543 กองกำลังนักศึกษาพม่า ที่นำโดย นายเบดาห์หรือปรีดา จำนวน 10 คน ได้ก่อเหตุขึ้นและอุกอาจยิ่งกว่าเดิม ด้วยการปลอมตัวเป็นผู้โดยสารนั่งรถประจำทางสายสวนผึ้ง-ราชบุรี แล้วใช้ปืนเอ็ม-16 และระเบิดจี้คนขับรถให้พาไปยังโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เมื่อไปถึงได้บุกยึดโรงพยาบาล จับแพทย์ พยาบาล และคนไข้ประมาณ 1,000 คน เป็นตัวประกัน
จากนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยพยายามเข้าไปช่วยเหลือตัวประกัน แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากผู้ก่อการได้วางระเบิดดักไว้ที่ลาดจอดรถทั้งด้านหน้าและด้านหลังโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีเจรจาต่อรองจนทราบว่า กลุ่มก๊อด อาร์มี่ ต้องการนำตัวแพทย์ และพยาบาลไปรักษาทหารกะเหรี่ยงที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกทหารรัฐบาลพม่าปราบปรามอย่างหนัก การเจรจาผ่านไปเกือบ 20 ชั่วโมง กลุ่มก๊อด'ส อาร์มี่ได้ร้องขอเครื่องมือสื่อสารและเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ ให้พากลับไปส่งยังชายแดน ที่อำเภอสวนผึ้ง
ในขณะที่พยายามจัดหาสิ่งที่ฝ่ายผู้ก่อการร้องขอมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทั้งทหารและตำรวจพยายามต่อรองเพื่อหันเหความสนใจ โดยการถ่วงเวลาให้ผู้ก่อการอ่อนล้าและรอกำลังเสริม เพราะฝ่ายไทยต้องการจัดการขั้นเด็ดขาด
ในที่สุด เวลา 04.00 น. ของวันที่ 25 มกราคมกองกำลังผสม หน่วยนเรศวร 261 และหน่วย อรินทราช 26 จำนวน 50 นายได้บุกเข้าไปช่วยเหลือตัวประกัน ควบคู่ไปกับการจัดการขั้นเด็ดขาด โดยใช้เวลาเพียงไม่ถึง 20 นาที สามารถช่วยเหลือตัวประกันไว้ได้ทั้งหมดอย่างปลอดภัย และกลุ่มก๊อด อาร์มี่ เสียชีวิต 10 คน
กระทั่งวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2544 ลูเธอร์และจอห์นนี่ ทู พร้อมลูกน้องทั้ง 55 คน ได้เข้ามอบตัวต่อทางการไทย และถูกส่งไปอยู่ในค่ายผู้อพยพ "พื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านต้นยาง" ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
ในช่วงที่ผ่านมา “ลูเธอร์ ทู” ได้ลี้ภัยไปยังประเทศสวีเดน ส่วน “จอห์นนี่” แฝดผู้น้อง ขอกลับไปที่พม่า โดย ลูเธอร์ ทู สามารถพูดภาษาไทยได้ และเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างประเทศไทย พม่า และสวีเดนอยู่บ่อยครั้ง
เครดิต เรืองเล่าในอดีต

ความคิดเสริม...... จริงหรือไม่ ก็พิจารณาดู

สิ่งที่ข่าวไม่พูดถึง ในตอนนั้นคือ ไทยและพม่าเสียหน้ามาก
ทหารไทยพยายามเจรจา ขอตัว นศ. ที่บุกยึดสถานทูตมาลงโทษตลอด แต่ก็อตอามี่ไม่ส่งให้ และหมู่บ้านอยู่ในเขตพม่า เราทำอะไรไม่ได้
ก่อนเหตุการณ์ยึด รพ.ราชบุรี 3 วัน อยู่ดีๆ ทหารไทยเข้าไปตั้งแคมป์ที่ดอย 1030 ในฝั่งพม่า (คาดว่าแอบร่วมมือกับทหารพม่า) ดอยนี้สำคัญกับก็อตอามี่มาก เพราะเป็นเนินสูงใช้เป็นป้อมโจมตีทหารพม่าทำให้ก็อตอามี่สู้กับทหารพม่าได้ในทุกครั้ง ครั้งนี้พอไทยยึดได้ก็ปล่อยให้ทหารพม่าขึ้นมาตั้งฐานบนดอย 1030 ได้โดยสะดวก จากนั้นจึงเกิดปฏิบัติการกวาดล้างก็อตอามี่ ของทหารพม่า ยาวติดต่อกัน 3 วัน 3 คืน โดยมีทหารไทยใช้ปีน ค. ยิงสนับสนุน จากฐานที่เขากระโจมเป็นระยะ จนกองกำลังก็อตอามี่บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก นศ. ที่อยู่ในหมู่บ้านกระเหรี่ยงกลุ่มหนึ่ง รวม 8 คนพร้อมทหารก็อตอามี่ 2 จึงตัดสินใจ เดินข้ามชายแดนมาดักรอปล้นรถโดยสารฝั่งไทยเพื่อไปยึก รพ. เพื่อต้องการให้ไทยหยุดยิง และ ขอยา หมอ พยาบาลเข้าไปรักษา แต่ไม่สำเร็จ โดนยิงตายทั้งหมด ฝั่งหมู่บ้านก็อตอามี่ ก็โดนปราบเกลี่ยง ทหารพม่าเผาหมู่บ้านทิ้งไม่เหลือซาก จอน์นนี่ ลูเธอร์ หนีออกมาได้มาขอมอบตัวที่ฝั่งไทยภายหลัง จริงๆ เด็ก ที่เป็นแกนนำมี 3 คนไม่ใช่แค่ จอน์นนี่ ลูเธอร์ อีกคนจำชื่อไม่ได้
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 301
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 257548423/

ซากุระเที่ยงคืน - เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น
21 ชม. ·
พวกแก๊งขโมยศพช่วยขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของวงการแพทย์ได้อย่างไร?
วันที่ 16 เมษายน ปีค.ศ. 1788 เด็กผู้ชาย 4 คน กำลังเล่นด้วยกันอยู่ด้านนอกตัวอาคารของโรงพยาบาลนิวยอร์ก ในเมืองแมนฮัตตัน พวกเด็กๆ โบกมือทักทายแพทย์ฝึกหัดคนหนึ่งผ่านกระจกหน้าต่างอาคาร แพทย์ฝึกหัดคนนั้นก็โบกมือกลับให้เด็กๆ เพียงแต่ว่าเขายกมือของศพที่อยู่ในสภาพได้รับบาดเจ็บรุนแรงมาโบกเพื่อหยอกเล่น
พวกเด็กๆ รีบวิ่งกลับมาที่บ้านด้วยความตกใจและไปฟ้องพ่อกับแม่ของพวกเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น พ่อของเด็กชายคนหนึ่งรู้สึกเอะใจว่าอาจเป็นศพของภรรยาที่เพิ่งเสียชีวิต เพราะแขนของศพภรรยาอยู่ในสภาพได้รับบาดเจ็บรุนแรงคล้ายกับที่ลูกชายเล่า เขารีบตรงไปที่สุสาน แล้วก็พบว่า บริเวณรอบหลุมศพมีร่องรอยการขุดดิน ส่วนภายในโลงศพนั้นว่างเปล่า
ในช่วงเวลานั้นนักศึกษาแพทย์ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียต้องจัดหาศพอาจารย์ใหญ่ด้วยตนเอง และพวกเขานิยมซื้อจากพ่อค้าตลาดมืดที่ไปขโมยศพมาจากสุสาน ส่วนใหญ่เป็นศพของทาสผิวสี คนผิวสี และศพของคนอนาถา และถ้าเป็นไปได้แพทย์และนักศึกษาแพทย์อยากได้ศพที่เพิ่งถูกฝังภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
เรื่องนี้กลายเป็นชนวนให้เกิดการลุกฮือของประชาชนในวงกว้าง นำไปสู่การรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงโดยมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แต่ถูกกลุ่มนักศึกษาสกัดกั้นเอาไว้ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย กลุ่มผู้ประท้วงจึงพากันขว้างปาก้อนหินและอิฐบล็อกใส่นักศึกษาที่ขวางทาง
แต่กลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปจนถึงภายในมหาวิทยาลัยได้ในที่สุด พวกเขาบุกค้นทุกห้องเพื่อตามหาตัวแพทย์และนักศึกษาแพทย์ แล้วลากออกมาทุบตีกลางถนนอย่างไร้ความปราณี รวมถึงทำลายศพมนุษย์ที่ถูกขโมยมาทั้งหมด จากนั้นกลุ่มผู้ประท้วงเคลื่อนขบวนไปยังใจกลางเมือง พร้อมร้องตะโกน “เอาตัวพวกหมอออกมา!” สุดท้ายผู้ว่าการรัฐต้องออกคำสั่งให้ใช้กำลังทหารเพื่อสลายการชุมนุม คาดว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 20 คนจากเหตุจลาจลครั้งนี้
หลังเหตุจลาจลผ่านไปได้ 1 ปี ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กได้ออกกฎหมายฉบับใหม่ ว่าด้วยเรื่องการใช้ศพมนุษย์เพื่อการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอเมริกาที่บัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขโมยศพไว้อย่างชัดเจน
เหตุการณ์ประท้วงที่ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นเหตุจลาจลไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐนิวยอร์กที่เดียวเท่านั้น ในระหว่างปีค.ศ. 1765 ถึง 1854 มีเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงแพทย์ทั่วอเมริกา เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาการขโมยศพในสุสาน เกิดขึ้นอย่างน้อย 17 ครั้ง ในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ และเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย
..................................................
การพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการขโมยศพได้อย่างไร?
ก่อนเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ยุคแห่งความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการแขนงต่างๆ วิทยาการของโลกตะวันตกถูกจำกัดอยู่ภายใต้กรอบความเชื่อแบบจูเดโอ-คริสเตียน (Judeo-Christian)
ชาวคริสเตียนมีความเชื่อในเรื่องวันสิ้นโลกตามที่จารึกในบทวิวรณ์ หรือ “อะโพแคลิปส์” (Apocalypse) ในพระคัมภีร์ไบเบิล เมื่อถึงวันพิพากษาครั้งสุดท้าย (Last Judgment Day) ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอน ยึดมั่นและศรัทธาในพระเจ้า จะได้รับเลือกให้อยู่ในสวนสวรรค์กับพระเจ้าตลอดกาล ส่วนผู้ที่ทำบาปจะถูกลงโทษในนรกชั่วกัปชั่วกัลป์
ความเชื่อในเรื่อง “วันสิ้นโลก” ทำให้การเผาศพกลายเป็นข้อห้ามของชาวคริสเตียนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของยุคกลางเป็นต้นมา เนื่องจากต้องการเก็บรักษาร่างกายไว้จนกว่าจะถึงวันพิพากษาครั้งสุดท้าย และแทบจะไม่มีองค์ความรู้ทางการแพทย์ใหม่ๆ ในยุคกลาง การรักษาโรคจึงต้องอาศัยความรู้ที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ตัวอย่างวิธีการรักษา เช่น “การดูดเลือดออกจากร่างกาย (Bloodletting)” วิธีรักษาโรคตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณที่ใช้ต่อเนื่องมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยมีแนวคิดว่า เมื่อดูดเลือดออกจากร่างกาย จะสามารถช่วยขจัดพิษออกไปด้วย การรักษาโรคด้วยวิธี Bloodletting เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ที่เสียชีวิตตอนอายุ 67 ปี เพื่อรักษาอาการติดเชื้อในลำคอ แพทย์ได้ดูดเลือดออกจากร่างกายประมาณ 4 ลิตร คิดเป็น 70-80 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณเลือดทั้งหมดของร่างกาย
วิธีการศึกษาที่ชวนสยดสยอง ประกอบกับถูกจำกัดความคิดและการศึกษาในด้านต่างๆ ในยุคกลาง นักวิทยาศาสตร์และแพทย์จึงต้องพึ่งพาตัวเองในการพัฒนาองค์ความรู้
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 เลโอนาร์โด ดาวินซี ศึกษากายวิภาคของมนุษย์จากร่างของศพจริง เพื่อให้เข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ เลโอนาร์โด ดาวินซี ได้ศพมาโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และลักลอบผ่าศพเพื่อสร้างผลงานภาพวาดกายวิภาคของมนุษย์ที่ใกล้เคียงของจริงที่สุด
ในปีค.ศ. 1536 แพทย์ชาวฝรั่งเศสวัย 22 ปี แอนเดรียส วีเซเลียส (Andreas Vesalius) ลักลอบขุดศพขึ้นมาจากสุสานในกรุงปารีส เขานำชิ้นส่วนศพลงไปต้มในน้ำเดือดจนกว่าเนื้อจะหลุดออก เหลือไว้แต่โครงกระดูกสำหรับศึกษากายวิภาคของมนุษย์ และได้แก้ไขรายละเอียดในตำรากายวิภาคศาสตร์ให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น
ในสมัยที่ยังมีการประหารชีวิตนักโทษ การได้มาของศพมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ง่าย เช่น ไปขโมยจากหลุมฝังศพหรือขอซื้อจากเพชฌฆาตโดยตรง อย่างไรก็ตามถือเป็นสิ่งที่สาธารณชนต่อต้านอย่างรุนแรง
การจัดหาศพมนุษย์ทำได้ง่ายยิ่งขึ้นในปีค.ศ. 1751 หลังจากรัฐสภาอังกฤษผ่านร่างกฎหมายอนุญาตให้ผ่าศพของนักโทษประหารเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ได้ และถือเป็นการลงโทษนักโทษประหารให้ได้รับโทษหลังการตายไปด้วย
ต่อมาเกิดกระแสในสังคมเรียกร้องให้ยกเลิกการประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณชน ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด ทำให้ไม่มีศพของนักโทษประหารอีกต่อไป สวนทางกับความต้องการใช้ศพของมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเรืองปัญญา (Enlightenment)
การศึกษาร่างกายมนุษย์จากศพจริงช่วยให้นักเรียนแพทย์เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เมื่อผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพออกมา ย่อมเป็นผลดีต่อผู้เข้ารับการรักษาโดยตรง แต่การจัดหาศพสำหรับใช้ประกอบการเรียนมีอุปสรรคหลายอย่างทั้งในเรื่องความไม่เหมาะสมและกรอบความเชื่อทางศาสนา ทำให้แพทย์ต้องหันไปใช้บริการพวกแก๊งขโมยศพ
............................................
ตามหลักฐานทางด้านโบราณคดียืนยันได้ว่า การผ่าศพเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป และยังเกิดขึ้นได้ในทุกที่แม้แต่ในสถานที่ต้องห้าม หรือในสถานที่ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ในปีค.ศ. 2006 ที่โรงพยาบาลรอยัลลอนดอน ในย่านไวท์ชาเปล (Whitechapel) มีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณถูกฝังอยู่ที่ชั้นใต้ดินกว่า 250 โครง โดยพบว่ามีร่องรอยการถูกผ่าศพ
นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนกระดูกอีกกว่า 1,200 ชิ้น ที่คาดว่ามาจากมนุษย์ 15 คน ที่ชั้นใต้ดินของบ้านเลขที่ 34 บนถนน Craven ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นบ้านที่เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) มาอาศัยอยู่ก่อนการปฏิวัติอเมริกา แต่ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงว่าเบนจามิน แฟรงคลินมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร
แก๊งขโมยศพ โจรขโมยศพในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 จะต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานดังนี้
ข้อแรก จะต้องเป็นคนที่มีพละกำลังมาก สามารถขุดดินลงไปได้ลึกมากกว่า 6 ฟุต สามารถยกโลงศพขึ้นมาจากหลุมได้ แต่ในบางครั้งอาจจะยกเฉพาะศพออกมา จากนั้นกลบดินลงหลุมให้เสร็จภายในคืนเดียว
ข้อสอง จะต้องใจกล้า ไม่รู้สึกกลัวเมื่อเห็นศพในเวลากลางคืน และทนกลิ่นเหม็นได้
ซึ่งชายที่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นหาได้ไม่ยากเลยในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 แก๊งขโมยศพมักมีสมาชิกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป อย่างน้อยต้องมีพลขับและคนดูต้นทาง เนื่องจากเป็นงานง่ายๆ ไม่มีผู้เสียหายที่แท้จริง และลูกค้าจ่ายหนัก จึงเป็นที่ดึงดูดใจของเหล่าโจร ในอเมริกา ศพ 1 ร่าง สามารถขายได้ราคา 5-25 ดอลลาร์ ในยุคที่ลูกจ้างกลุ่มรายได้ระดับสูง ได้ค่าจ้างสัปดาห์ละ 20-25 ดอลลาร์
......................................
ในประเทศอังกฤษ มีกฎหมายห้ามขโมยทรัพย์สินภายในโลงศพโดยมุ่งเน้นไปที่วัตถุสิ่งของ หรือของมีค่า เช่น เสื้อผ้า เครื่องเพชร เครื่องประดับโลงศพ เป็นต้น แต่ไม่ครอบคลุมถึงร่างของศพ ดังนั้นแก๊งขโมยศพในอังกฤษจะถอดเสื้อผ้าของศพออกก่อน แล้วแบกร่างเปลือยเปล่าออกมา โดยทิ้งสิ่งของมีค่าเอาไว้ในโลงศพเหมือนเดิม
เพื่อหาเงินส่งเสียตัวเองเรียน มีนักเรียนแพทย์หลายคนที่เข้าร่วมแก๊งขโมยศพ และในบางครั้งนักเรียนแพทย์ก็ถูกตำรวจรวบตัวไปพร้อมกับแก๊งขโมยศพเสียเอง
ศพที่เพิ่งถูกฝังใหม่ๆ จะเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งหาได้ยากนัก ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 สมาชิกในครอบครัวและเพื่อนๆ นิยมนั่งเฝ้าหลุมฝังศพเอาไว้ เป็นเวลาอย่างน้อย 3-4 วัน เพื่อรอให้ศพเริ่มเน่าเปื่อย พวกแก๊งขโมยศพจะได้ไม่มายุ่งกับศพ บางครอบครัวใช้วิธีวางแผ่นหินขนาดใหญ่ทับหลุมศพเอาไว้ แต่ก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี เพราะโจรขโมยศพใช้วิธีขุดลงไปในพื้นที่รอบๆ โลงศพ แล้วแซะดินจากด้านข้างเข้าไปเรื่อยๆ
สุสานบางแห่งทั้งในอังกฤษและอเมริกามียามมาเฝ้าตอนกลางคืน บางครอบครัวแก้ปัญหาโดยการติดตั้งคอกเหล็กที่เรียกว่า “Mortsafes” เอาไว้ด้านบนหลุมศพ ซึ่งยังมีหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้างที่สุสานบางแห่ง
คนอเมริกันถึงกับจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยป้องกันหลุมศพเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น การติดตั้งปืน ติดตั้งสัญญาณเตือน ไปจนถึงติดตั้ง “ระเบิดตอร์ปิโด” ไว้ที่หลุมฝังศพ
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 301
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 759139975/

ขุนเจืองธรรมมิกราช พ่อขุนปราบอาณาจักร "หลินยี่" ไดเวียดเวียดนามเหนือ ผู้นำไทเลืองแม่น้ำแดงเข้าสู่เมืองน่าน
ขุนเจืองเจ้าเมืองเชียงแสนและเมืองพะเยา เมื่อพระองค์มีพระชนมายุย่างเข้าวัยกลางคนในปี พศ 1675 ทรงมีดำริว่า อาณาจักร"หลินยี่"ชาวแกวเวียตนามเหนือ และพวกขอมข่าทั้งปวง มักจะยกกำลังมาชิงเอาบ้านเมือง ตามชายแดนเสมอ เป็นที่เดือดร้อน จึงควรยกกำลังไปปราบปราม จึงได้มอบเมืองพะเยาให้โอรสชื่อ ลาวเงินเรือง ปกครองส่วนพระองค์ ได้ยกกองทัพเมืองพะเยาไปตีเมืองล้านช้าง และหัวเมืองแกว สามารถรวบรวมอาณาจักรล้านช้าง และอาณาจักรแกวทั้งหมด เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองพะเยา เกียรติยศของพญาเจืองก็เป็นที่เลื่องลือ จนท้าวพญาทั้งหมด โดยมีพระยาฮ้อ ชื่อ เจ้าร่มฟ้าเก๊าพิมาน เป็นประธานมาชุมนุมกันที่ตำบลภูเทิดในเมืองแกว พากันประกอบพิธีปราบดาภิเษก พญาเจืองธรรมิกราช ให้เป็นพระยาจักราชในเมืองแกว ในปี พ.ศ.๑๖๗๗ หลังจากนั้นได้ประกอบพิธีอภิเษกสมรสกับพระนางอู่แก้ว ธิดาเจ้าเมืองแกว แล้วพญาเจือง ฯ ก็ได้ครองราชย์เมืองแกว หลังจากครองราชเมืองแกวได้สี่ปี จนถึงปี พ.ศ.๑๖๙๑ ก็ได้ราชาภิเษกโอรสคือลาวเงินเรือง ให้ไปครองเมืองนครหิรัญเงินยางเชียงแสน และขอให้พระเจ้ากรุงจีนพระราชทานยศ และตราตั้งให้แก่เจ้าลาวเงินเรือง ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันมิให้จีนยกทัพมารุกรานล้านนาไทย
ขุนเจือง ฯ ปกครองไดเวียตเมืองแกวแม่น้ำแดงทางตอนเหนือของเวียตนามปัจุบันได้ ๑๔ ปี มีโอรสอันประสูติจากพระนางอู่แก้วสามคนคือ ท้าวอ้ายผาเรือง ท้าวยี่คำหาง และท้าวสามชุมแสง เมื่อบรรดาโอรสเจริญวัยแล้ว ขุนเจือง ฯ จึงได้ยกราชสมบัติเมืองแกวให้ท้าวอ้ายผาเรืองเป็นผู้ปกครอง ให้ท้าวยี่คำหางไปครองเมืองล้านช้าง และให้ท้าวสามชุมแสงไปครองเมืองนันทบุรี (เมืองน่านเมืองฮาดพร้อมให้เทครัวแกวลงมาจำนวนมาก) จากนั้นพญาเจือง ฯ ก็ยกกำลังออกปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ พศ.๑๗๑๗ เมืองต่าง ๆ ได้มาอยู่ใต้อำนาจ ทำให้อาณาจักรภูกามยาว ในครั้งนั้นกว้างใหญ่ไพศาล หัวเมืองที่มาขึ้นอยู่ในอำนาจคือ เมืองงาว เมืองกวาสะเอียบ เชียงม่วน เมืองสะเมืองออย สะลาว เมืองคอบ เชียงคำ เมืองลำ เชียงแรง เมืองหงาว เมืองเทิง แซ่เหียง แซ่ลูล ปากบ่อง หนองขวาง เมืองป่าเป้า เมืองวัง แซ่ซ้อน เมืองปาน แซ่ห่ม ทางทิศใต้จรดนครเขลางค์ และนครหริภุญไชย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือจรดเชียงของ โดยมีอาณาเขตเหนือลาวทั้งหมดและบางส่วนของยูนาน เป็นครั้งแรกที่ไทยมีอำนาจปกครองลาว เวียดนาม รวมทั้งไทยใหญ่และอีกหลายหัวเมืองจนกระทั่งศึกสุดท้าย ทรงยกกำลังไปรบกับพวกแกวเมืองแมนตาตอกขอบฟ้าตายืน พ.ศ. 1720 ขุนเจืองได้รบกับพระยาแกวแมนตาทอบ ถูกข้าศึกฟันด้วยของ้าวต้องพระศอขาด สิ้นชีพตักษัยบนคอช้างเมื่อพระชนมายุได้ 77 ชันษา ไพร่พลแม่ทัพนายกองรบต่อชิงเอาพระเศียรกลับคืนมาได้ แล้วจึงนำพระเศียรไปบรรจุไว้ที่พระเจดีย์เมืองหิรัญนครเงินยาง เชียงแสน ทางด้านเมืองพะเยานั้น ขุนจอมผาเรือง ราชโอรสของ ขุนเจือง ขึ้นครองราชย์ ได้ 14 ปีก็ทิวงคต ขุนแพง โอรส ขุนจอมเรือง ครองอีก 7 ปี ขุนซอง พระเจ้าน้าน้องชายของแม่ มาชิงเอาเมืองไปครอง แล้วให้ ขุนแพง ไปครองเมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสนต่อจาก ขุนลาวเงินเรืองซึ่งทิวงคตไปและไม่มีบุตร
ขุนแพง มีโอรส 2 องค์ คือ
- ขุนเหิง ได้ครอง เมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสน แทน ขุนแพง สืบกษัตริย์ต่อๆ กันมาจนถึง พ่อขุนเม็งราย นับเป็นกษัตริย์สายพี่
พ.ศ. 1780 เจ้าชายมังราย โอรสของ พญาลาวเมง และ นางเทพคำข่าย ประสูติ การขึ้นครองราชย์ของพญามังรายเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าอาณาจักรเงินยางที่ดำรงความสงบสุขในเขตมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานถึง 621 ปี
- ด้านเมืองพะเยา ขุนแก้วแว่นเมือง ครอง เมืองภูกามยาว และมีเชื้อสายสืบมา 12 องค์ก็ถึง พ่อขุนงำเมือง (โอรสพ่อขุนมิ่งเมือง) ได้ขึ้นครอง เมืองภูกามยาว ปี พ.ศ. 1801 เป็นกษัตริย์สายผู้น้อง
พ่อขุนงำเมืองได้ไปศึกษาศิลปศาสตร์อยู่กับฤาษีสุกกทันตะที่เขาสมอคอน เมืองละโว้ เป็นศิษย์ร่วมรุ่นกับพ่อขุนรามคำแหง (พระร่วง) กษัตริย์กรุงสุโขทัย จึงเป็นเพื่อนรักกันมาแต่บัดนั้น จนอายุได้ 16 พรรษา เรียนจบแล้วก็กลับมาช่วยราชการเมืองภูกามยาว ต่อมาจึงได้นำพระร่วงมาเป็นมหามิตรกับพ่อขุนเม็งราย ผู้เป็นเชื้อสายเผ่าพันธุ์เดียวกัน เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์นั้นมีพระชนมายุได้ 21 พรรษา (วัยเดียวกันกับพ่อขุนเม็งราย) และสวรรคตอายุ 81 ชันษา ปี 1861 พ่อขุนคำแดงราชโอรสจึงขึ้นครองราชย์สืบมา เมื่อสิ้นพ่อขุนคำแดงก็มีพ่อขุนคำรือ ผู้เป็นอนุชาครองเมืองสืบมาได้ 9 กษัตริย์ก็ถึงพระยาเมืองยี่ ในสมัยพระยาเมืองยี่นี้เองที่ได้ทำการสร้างพระเจ้าตนหลวงขึ้นที่วัดศรีโคมคำ เริ่มสร้าง พ.ศ.2204 เสร็จ พ.ศ.2213 แต่พระยาเมืองยี่ถึงแก่ทิวงคตไปก่อนจึงมาเสร็จในสมัยพระยาเมืองตู๋ครองเมือง เป็นสมัยที่พม่าเข้ามาเป็นใหญ่ปกครองล้านนาแล้ว
ขุนเจือง ฯ เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มีหลายเชื้อชาติที่อ้างไว้ในตำนานของตนเพื่อให้เป็นกษัตริย์ของตน มีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวของขุนเจือง ฯ เป็นจำนวนมาก หนังสือโคลงเรื่องท้าวฮุ่งหรือขุนเจือง แต่งด้วยฉันทลักษณ์ "โคลงสองฝั่งโขง" เกือบ ๕,๐๐๐ บท นับว่าเป็นหนังสือที่มีความยาวมากที่สุดที่เคยมีมา บรรดากลุ่มชนสองฝั่งโขงเรียก หนังสือเจือง เป็นวรรณคดีที่เล่าเรื่องวีรบุรุษด้วยภาษาโบราณ นับว่าเก่าแก่กว่าวรรณคดีเรื่องใด ๆ ในอีสาน ขุนเจือง ฯ เป็นผู้ขยายอาณาเขตเมืองพะเยา โดยมีอาณาเขตเหนือลาวทั้งหมดและบางส่วนของยูนาน เป็นครั้งแรกที่ไทยมีอำนาจปกครองลาว เวียดนาม รวมทั้งไทยใหญ่
พญางำเมือง ตามตำนานล้านนากล่าวว่าเป็นเชื้อสายพ่อขุนจอมธรรม พ่อขุนเจือง และเป็นพระญาติกับพญามังราย โดยมีต้นบรรพบุรุษคือ ญาติสาย ราชวงค์ ลวจักราชเหมือนกัน
พญางำเมือง เป็นโอรสพ่อขุนมิ่งเมือง ประสูติเมื่อปี พ.ศ.๑๗๘๑ เมื่ออายุได้ ๑๔ พรรษา ได้ไปศึกษาในสำนักอิสิตนที่ภูเขาดอยด้วน ศึกษาอยู่สองปี เมื่ออายุได้ ๑๖ พรรษา ได้ไปศึกษาที่สำนักสุกทันตฤกษ์ กรุงละโว้ เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันกับพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งกรุงสุโขทัย
ทายาทขุนศึกเวียงที่ปรึกษา สายเมืองน่านเมืองฮาด(ราด) และน่านเมืองปัว
หลังจากพระเจ้าไชยสิริทายาทราชวงศ์เชียงแสนเก่าที่ล่มสลายไปแล้ว ทรงสร้างเมืองหลวงนครไตรตรึงษ์ที่กำแพงเพชร ทับเมืองโกสัมพีนครทราวดีเก่า กินบริเวณถึงพิษณุโลกเมืองสองแคว เสร็จแล้วทรงให้เวียงที่ปรึกษาพระญาติ ขุนผาคำไปเป็นอุปราชเมืองฮาดและให้ขุนฟ้าพื้นไปเป็นอุปราชเมืองปัว ส่วนทายาทของพระเจ้าไชยสิริ แต่งงานกับขุนนางกลุ่มขอมละโว้ชาวรัฐเจนละของอาณาจักรอู่ทอง และบางส่วนแต่งงานกับชาวจีนที่มาค้าขายเมื่อได้ยศเป็นเจ้าเมืองจึงอพยพลงมาครองเมืองสิงบุรีและเพชรบุรีเพื่อค้าขายเกลือกับขอมและจีน และกลายสภาพเป็นขุนคลังของพระเจ้าอินทรวรมันที่3 ครองเมืองอโยธยาในที่สุด ซึ่งเป็นต้นตระกูลของพระเจ้าอู่ทองในที่สุด
ทายาทสายไทญวนด้านเมืองน่านเมืองฮาด เมืองตรอน เมืองน่านปัวกับเมืองน่านฮาดเป็นญาติกัน เมืองน่านเมืองฮาดตั้งอยู่ที่บริเวณลุ่มแม่น้ำน่าน ในเขตเมืองตรอน(จังหวัดอุตรดิตถ์) ที่อำเภอท่าปลา และ อำเภอทุ่งยั้ง อำเภอลับแล เพราะเดินทางทางน้ำไปสุโขทัยสะดวกมาก
ชาวน่านเมืองฮาดจำนวนหนึ่งสืบเชื้อสายจาก ท้าวสามชุมแสงบุตรขุนเจือง และชาวกาวที่เทครัวอพยพลงมากระจายตัวอยู่ทั่วจังหวัดน่านในยุคนั้น เมืองฮาดสมัยขุนจอมธรรม มีขุนศึกคนสำคัญ คือ ขุนผาคำอุปราชเมืองฮาด ที่อพยพลงมาพร้อมกับพระเจ้าไชยสิริ และ ขุนจิด ขุนจอด และขุนนาวนำถุม สองขุนศึกผู้เป็นบุตร และ มีทายาทคนสำคัญๆคือ ขุนผาเมือง,ขุนบางกลางหาว พ่อขุนทายาท ขุนฟ้าฟื้นที่ครองเขตเมืองปัว ญาติเมืองข้างเคียงนั้น มีนาม ผานอง ผากอง และผาสุม ไม่ปรากฏว่ากษัตริย์เมืองอื่นใช้คำว่า ผา นำหน้าพระนาม จึงเข้าใจว่า ขุนผาเมือง นั้นน่าจะเป็นกษัตริย์เชื้อสายเคลือญาติสายเมืองน่านทางพ่อด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏว่า กษัตริย์เมืองน่าน นั้นมีโอรสองค์หนึ่งชื่อ บาจาย ก็น่าจะมีเหตุเกี่ยวพันกันในเรื่องเมืองน่าน มีอำนาจเหนือเมืองบาจาย จึงให้ บาจายโอรสองค์นั้นมีนามว่า บาจาย ตรงกับชื่อ เมืองลุมบาจาย
ขุนนาวนำถม บุตร ขุนผาคำอุปราชเมืองฮาด เป็นพี่น้องของ ขุนจิดขุนจอด ขุนศึกเมืองบางยาง ถวายตัวเป็นทหารของพระเจ้าชัยวรมันที่7 ลงมารักษาเมืองชายแดนไว้ที่ นครไทยและเชลียงในสมัยพระเจ้าไชยสิริ ร่วมกับขุนจิตขุนจอดซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง ญาติสายพ่อ ตลอดรัฐสมัยของ ขุนนาวนำถม ก็ มิได้มาครองเมืองสุโขทัย เพียงถูกส่งมารั้งเป็นเจ้าเมืองหน้าด่านเมืองขอมอยู่เพียงเมืองเชลียงศรีสัชนาลัยในฐานะเมืองลูกหลวงอาณาจักรขอมพระนครในสมัยชัยวรมันที่7
ขุนนาวนำถม เก่งกาจในการรบหลังช้างจนเป็นหวั่นเกรงของขอมละโว้ พ่อขุนนาวนำถม แรกปรากฏพระนามตามศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 (ศิลาจารึกวัดศรีชุม) ว่าเป็นพ่อขุนผู้รวบรวมบ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำยม-น่าน และสถาปนาแคว้นสุโขทัย-ศรีสัชนาลัยขึ้นเป็นปึกแผ่น มีการตีความว่า อาจมีความเป็นไปได้ว่าสุโขทัยเริ่มมีการแยกตัวเป็นอิสระ จากอิทธิพลขอม-ละโว้ในรัชสมัยของพ่อขุนศรีนาวนำถุมนี่เอง ขุนนาวนำถมไต่เต้าจนเป็นแม่ทัพคนสำคัญของชัยวรมันที่7 และได้รางวัลสำคัญคือได้เป็นบุตรเขยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมเหสีของพระองค์เป็นบุตรของพระนางอินทรเทวี พระองค์ มีลูกชื่อพ่อขุนผาเมืองเป็นบุตรคนรอง(พ่อขุนผาเมือง จึงมีศักดิ์เป็นหลานของชัยวรมันที่7และพระนาง อินทรเทวี) บุตรคนแรกคือนางเสือง (มารดาของพ่อขุนรามคำแหง(ต้นราชวงค์พระร่วงมีสิทธิเต็มที่ในการครองสุโขทัย)) ขุนนาวนำถมทรงสิ้นพระชนม์ ในปี 1724
ต่อมาหลังจากนั้น สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่8ทรงยก พระนางสิงขรเทวี พร้อมพระขรรค์อาญาสิทธิให้กับพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดด้วยหวังจะให้เป็นเจ้าเมืองประเทศราชสืบต่อจาก ขุนศรีนาวนำถมที่ได้ล่วงลับไปแล้ว พ่อขุนผาเมืองนั้นนอกจากทรงเป็นพระราชบุตรเขยของกษัตริย์ขอมแล้ว ยังได้รับพระราชทานพระยศบรรดาศักดิ์เป็น “กมรเตงอัญศรีบดินทราทิตย์” ที่เป็นเจ้านายขุนนางทหารในระดับขุนพลของขอมพระนครเลยทีเดียว ทรงเป็นเชื้อพระวงค์คนสำคัญของราชวงค์มหินทรปุระ ขอมพระนคร
แต่ช่วงนั้นขุนผาเมืองเจ้าเมือง คงยังอ่อนแอหรือพระชันษายังหนุ่ม ขอมสบาดโขลญลำโพงจึงมาเป็นผู้สำเร็จราชการจากเมืองละโว้. ต่อมาเกิดความขัดแย้งกันได้ประทุถึงจุดแตกหักกอปรกับพ่อขุนผาเมืองได้รวบรวมสมัครพรรคพวกคนสำคัญคือ พ่อขุนบางกลางหาว บุตร ขุนจิดขุนจอด(ลูกของอา) และได้อพยพมาตั้งมั่นอยู่ทางเมืองวังกวาง (ประวัติศาสตร์เรียกเมืองบางยาง อยู่ในอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก) เป็นที่ซ่องสุมกองกำลังและในช่วงนั้นได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มแม่ทัพขุนพลจากมองโกลของพระเจ้ากุบไลข่าน ช่วยขับไล่ขอมละโว้ออกจากสุโขทัย เมื่อชนะศึกแล้ว ขุนผาเมืองยกนางเสืองพระพี่นาง (เชื้อสาย ไทญวน-แกว-ขอมพระนคร)ให้แก่ขุนบางกลางหาว และยกให้ขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นขุนศรีอินทราทิตย์ ครองเมืองสุโขทัยร่วมกับนางเสืองต่อไป ส่วนพ่อขุนผาเมืองกลับไปครองน่านเมืองราด บางตำนานก็ว่าไปครองเมืองพระนครต่อจากชัยวรมันที่ 8 ในนามพระเจ้าอินทรวรมันที่3 ในวัย 73ชันษา เมืองราดปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์บริเวณ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล มีประวัติของเมืองเก่าที่น่าสนใจ กล่าวคือ (จากอักขรานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน) ว่า “เคยเป็นชื่อเมืองเก่า ปรากฏในพงศาวดารเหนือว่า บาธรรมราช เจ้าเมืองสวรรค์โลกเป็นผู้สร้างและว่าเดิมชื่อเมืองกัมโพชนคร แต่หลักฐานอื่นไม่มีประกอบ มาปรากฏในกฎหมายเก่า สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 บ่งชื่อเมืองนี้ว่าคู่กับเมืองยม เป็นเมืองขึ้นของเมืองสวรรคโลก จึงน่าจะสร้างขึ้นราวสมัยไทยแผ่อำนาจลงทางใต้ เข้ามาตั้งแว่นแคว้นเชลียง (สวรรคโลก) ขึ้นแล้วคงจะตั้งเมืองทั้งสองนี้ ขึ้นไว้เป็นเมืองหน้าด่านป้องกันขอมละโว้ คือตั้งเมืองบางยมขึ้นที่แม่น้ำยม (บัดนี้ร้างหมดแล้ว) กับเมืองทุ่งยั้งที่แม่น้ำน่าน (ในสมัยนั้น สายน้ำน่านคงอยู่ใกล้เมืองทุ่งยั้งแต่บัดนี้ เปลี่ยนทางออกไปทางเมืองมาก) สมัยสุโขทัยเมืองทุ่งยั้งยังเป็นเมืองด่านป้องกันขอมละโว้ทางด้านตะวันออกอยู่
แอดมินฮาร์ดคอร์
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 301
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 150762367/

ขุนบรม
"เจ้าฟ้าพีล่อโกะ"เจ้าฟ้าไทที่เป็นถึงขุนพลเอกแห่งราชวงค์ถัง ในสมัยพญาจ้วง คนที่ใช้ภาษาไท และไทกระได ไม่ไช่ใช่คนเผ่าเล็กๆนะครับแม้มีหลายเผ่า แต่หัวหน้าเผ่าในยุคนั้น เป็นถึง ผู้ยิ่งใหญ่ คล้ายๆเจงกิสข่าน ที่มีแผ่นดินในปกครองกว้างขวางมากๆในเอเชียกลาง และเอเชียตะวันออก และเอเชียตอนใต้ อาณาเขตเผ่าไทกะไดในยุค200เผ่าชาวไป๋เยว่ ยิ่งใหญ่มากในยุคสำริด ต่อมาเผ่าฮั่นในตอนกลางของจีนเพิ่มจำนวนขึ้นและเริ่มพัฒนาเป็นราชวงค์เซี่ยและเริ่มถลุงเหล็กมาใช้ อาวุธเหล็กของคนจีนชาวฮั่นในตอนนั้นคงทนในการต่อสู้มากกว่าจึงเริ่มขยายดินแดนขับไล่ชาวไทลงมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ดูตามแผนที่จีนสมัยราชวงศ์ถัง พอกะเกณฑ์ได้ว่า เป็นมณฑล ยูนนานเดี๋ยวนี้ทั้งหมด รวมแคว้นสิบสองปันนา ตอนเหนือถึงเสฉวน ตะวันออกกินดินแดนในมณฑลไกวเจา และกวางซี ตะวันออกใต้จดตังเกี๋ย เข้าไปในแคว้นสิบสองจุไทย อาจเลยไปถึงแคว้นหลวงพระบาง ทางตกเหนือติดทิเบต ตะวันตกจดอินเดียแถวลุ่มแม่น้ำคงคา ถ้าเป็นเช่นนี้จริง อาณาจักรน่านเจ้าของไทย16เผ่าในยุคนั้นไม่ใช่เล็กๆเลย มีดินแดนมากกว่าแหลมอินโดจีนทั้งหมด สมัย 4000ปี ในสมัยนั้นน่านเจ้ามี มหาอาณาจักร อาณาจักร"ไอยศูรย์" 6เมือง ได้แก่
1 หนองแส
2 ศรีไศล
3 ทองสวาย
4 หนองซวง
5 ลานกอง
6 เพงาย
ซึ่งรวมตัวกันอยู่แบบหลวมๆ
ชาวไตตั้งอาณาจักรเพงาย หรือปากอ้าย คนทั่วไปเรียกเมืองแถน ต่อมาถูกจีนตีแตก แล้วถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองยี่เจ้า” (เมืองสองเจ้า) เพราะมีการแตกเป็นสองส่วน คือพวกที่อยู่นครเพงาย เรียกว่า “อ้ายลาว” ส่วนพวกอยู่ทางใต้ เรียกว่า “งายลาว” ต่อมาเมื่อหลบมาตั้งอิสระที่หนองแสได้ ก็มีกษัตริย์ปกครองสืบมา จนถึงขุนบรมราชาธิราช (พีล่อโก๊ะ) ไม่ไว้ใจภัยคุกคามจากจีน จึงได้มาตั้งเมืองแถนขึ้นที่ทุ่งนาน้อยอ้อยหมู เป็น “เมืองแถน” ในความหมายที่สอง ชื่ออย่างเป็นทางการคือ “เมืองกาหลง”
หนองแส คือหนองน้ำอันกว้างใหญ่ อยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำโขง ในเขตมณฑลยูนนานของจีนในปัจจุบัน ในสมัยโบราณเรียกว่า “หนองแส” หรือ “หนองกระแสแสนย่าน” จีนเรียกว่า “ตาลีฟู”
เมื่อเมืองแถนแรก คือเพงายถูกจีนยึดครองนั้น คนไทส่วนมาก (ในพงศาวดารลาว จะใช้คำว่า “คนลาว” ไม่ใช่ “คนไท”) ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่หนองแสนี้ พอดีแผ่นดินจีนเกิดจลาจลสามก๊ก คนไทจึงมีโอกาสตั้งตัว โดยสร้างเมืองใหญ่ๆ ถึง ๖ เมืองเป็นเมืองใหญ่และเป็นเมืองหลวงของประเทศ ชื่อของอาณาจักรใหม่นี้ จึงชื่อว่า อาณาจักรหนองแส หรือที่ฝ่ายจีนเรียกว่า “น่านเจ้า” แต่ต่อมาก็ถูกขงเบ้งรุกราน จนต้องตกเป็นเมืองขึ้นของจีน ก่อนจะมากู้อิสรภาพได้อีกครั้งใน พ.ศ. 938
บัณทึกของจีนกล่าวว่า น่านเจ้าปกครองตนเองมาจนถึง พ.ศ.1192 จึงมีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระเจ้า ศรีหะนาระ “สินุโล” ได้รวบรวมการปกครองเมืองทั้งหกเข้าด้วยกัน ทำให้น่านเจ้าเป็นปึกแผ่น และเจริญขึ้นมาก พระเจ้าศรีหะนาระ ได้ใช้นโยบายเจริญสัมพันธไมตรีกับจีน เพื่อป้องกันการรุกราน น่านเจ้า อาณาจักรที่หลายเผ่าสลับสับเปลี่ยนกันปกครอง เป็นชื่ออาณาจักรไทย วีรบุรุษไทยผู้หนึ่งชื่อพระเจ้า ศรีหะนาระ สินุโลได้รวบรวมแคว้นต่าง ๆ ของชาวไทยรวม6แคว้นตั้งเป็นอาณาจักรน่านเจ้า (เจ้าฝ่ายใต้) ใกล้เมืองหว่าติงใบ มณฑลยูนนาน อาณาจักรน่านเจ้าได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1197 ในยุคแรก ๆ นั้น น่านเจ้าก็มีสัมพันธ์กับรัฐรอบ ๆ ทั้งราชวงศ์ฝ่ายใต้ของจีน และแคว้นเล็กๆในสุวรรณภูมิ คืออาณาจักรหนองแส ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด คือสมัยขุนเอี้ยวหล้ง หรือไชยหล้ง เป็นกษัตริย์ พระเจ้า ศรีหะนาระ ( สินุโล) (พ.ศ.1194 - 1217) ได้แต่ทูตไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงจีนแห่งราชวงศ์ถัง ในสมัยพระเจ้าเกาจงฮ่องเต้ พระเจ้า ศรีหะนาระ ครองราชสมบัติได้ 36 ปีก็สิ้นพระชนม์ พ.ศ.1228 หล่อเส้งยิม (โล่เซ่งเอี๊ยม สำเนียงแต้จิ๋ว) หรือ หลวงแส ผู้เป็นโอรสได้สืบราชสมบัติ ต่อมาหัวเมืองเป็นขบถ พระเจ้าหลวงแส ปราบไม่สำเร็จ ต้องขอร้องให้จีนช่วย จีนส่งหลีจี๊กู เป็น แม่ทัพมาช่วยตีพวกขบถพ่ายแพ้ไปภายหลังหลีจี๊กู แม่ทัพจีน กลายเป็นทรราชเสียเอง ใช้อำนาจกดขี่ฉุดคร่าพาบุตรภรรยาราษฎรไปบำเรอตน ราษฎรโกรธแค้นลุกฮือขึ้นทำร้าย ชนชาติต่างๆรวมทั้งทิเบตก็ส่งกำลังมาช่วย ไล่กองทัพจีนแตกพ่ายกลับไป พระเจ้าหลวงแสครองราชย์ได้ 27 ปีก็สิ้นพระชนม์พระโอรสชื่อยิมเก้าะองค์นี้เคยไปเฝ้าโมวไทเฮา (บูเช็กเทียน) ฮ่องเต้หญิงราชวงศ์ถัง สืบราชสมบัติได้ปีเดียวก็สิ้นพระชนม์ เส้งหล่อเผย โอรสสืบราชสมบัติต่อ จัดเครื่องราชบรรณาการเจริญทางไมตรีกับจีนพระเจ้าถังง่วนจงตั้งให้เส้งหล่อเผยเป็นไถ่ติง มีอำนาจปกครองเมืองนิงหย่อนฟู ซึ่งอยู่ในมณฑลเสฉวน
รัชกาลนี้เก็บภาษีอากรหนักมากๆ ราษฎรเดือดร้อนก่อขบถ จีนต้องส่งทัพมาช่วยปราบ ขบถราบคาบแล้ว เส้งหล่อเผยต้องย้ายไปสร้างเมืองใหม่ ชื่อเมืองตัดตุ๊งไกว๊เซี่ยง ตั้งหลักได้แล้วก็ลืมตัวไม่ยอมอ่อนน้อมจีน
เส้งหล่อเผย พ.ศ.1272 สิ้นพระชนม์ โอรสชื่อ ขุนบรมราชาธิราช เผ่ยหล่อเก้าะ (พีล่อโกะ) อายุ 31 ปี สืบราชสมบัติต่อ เผ่ยหล่อเก้าะองค์นี้ได้รับตราตั้งจากจีน เป็นขุนนางชั้นตักจัน และเป็นอ๋องของแคว้นถ่อยตั๊ง พระเจ้าพีล่อโก๊ะ (พ.ศ.1271 - 1291) เป็นกษัตริย์ที่ทรงอานุภาพได้โค่นอำนาจเจ้าผู้ครองแคว้นทั้งหกเข้ามาอยู่ในอำนาจของพระองค์โดยตรง พระองค์ได้รับความยกย่องจากจีนเป็นอันมาก เคยเสด็จไปสู่ราชสำนักจีน ช่วยจีนทำศึกกับทิเบต ตลอดจนปราบขบถและโจรผู้ร้ายตามหัวเมือง พระเจ้าโก๊ะล่อฝง พระราชโอรสพระเจ้าพีล่อโก๊ะ ได้ครองราชย์ในปี พ.ศ.1291 ทรงย้ายราชธานีไปอยู่ที่ เมืองหนองแส หรือตาลีฟู ในมณฑลยูนนาน มีสาเหตุให้พระองค์กลายเป็นศัตรูกับจีน นำทัพเข้าตีดินแดนจีน กองทัพจีนพ่ายแพ้ถึงสองครั้ง ต่อมาพระองค์ได้ไปผูกไมตรีกับทิเบตเพื่อเพิ่มกำลังไว้สู้กับจีน กองทัพจีนบุกรุกดินแดนน่านเจ้าอีกครั้งในปี พ.ศ.1297 แต่ถูกตีล่าถอยกลับไป
ช่วงเวลานั้นราชวงศ์ถังของจีนกำลังเสื่อมอำนาจกองทัพขุนเอี้ยวหล้งของลาวยกไปตีดินแดนจีนหลายครั้ง ครั้งที่ตีเมืองต่างๆในเขตอ่าวตังเกี๋ย จีนพ่ายแพ้เสียกำลังพล ไปถึง 2 หมื่นคน ชัยชนะครั้งนี้ ขุนเอี้ยวหล้งประกาศตนเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ยกฐานะเท่าเทียมกับ พระเจ้าจักรพรรดิของจีน ต่อมาก็มีสงครามกันประปราย สงครามครั้งสุดท้ายทัพหนองแสบุกโจมตีเสฉวน จีนต่อต้านไว้ได้ ทัพหนองแสต้องถอนทัพกลับ จากนั้นก็รบกันเรื่อยมา
จักรพรรดิเอี้ยวหล้งสวรรคต พระโอรสพระนามขุนฟ้า สืบฐานะจักรพรรดิต่อ ในปี พ.ศ.1321 พระเจ้าอิโมสุน ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าโก๊ะล่อฝงได้ครองน่านเจ้าระหว่างปี พ.ศ.1321 - 1351 พระองค์ทรงเปิดฉากโจมตีจีนโดยอาศัยกองทัพทิเบตแต่ถูกตีโต้ล่าถอยกลับมา ต่อมาพระเจ้าอิโมสุมได้เห็นว่าน่านเจ้าไม่ได้ประโยชน์จากการเป็นไมตรีกับทิเบตจึงมีพระราชสารถึงพระเจ้ากรุงจีนว่า น่านเจ้าดูเหมือนจะเสียเปรียบในความสัมพันธ์กับทิเบต พอดีเวลานั้นพระเจ้าไท่จงแห่งราชวงศ์ถัง โปรดให้เจ้าเมืองเช็งตูเป็นทูตมาทาบทามขอเป็นไมตรีด้วย พระองค์จึงรับเป็นไมตรีกับจีน ต่อมาในปี พ.ศ.1337 ทิเบตแต่งกองทัพไปตีจีน และขอให้น่านเจ้าส่งกองทัพไปช่วย แต่กองทัพน่านเจ้ากลับตีกองทัพทิเบต และตามล่าทัพหลักของธิเบต จนถึงแม่น้ำสาละวิน กองทัพทิเบตแพ้และเสียเมืองใหญ่น้อยหลายเมืองแก่กองทัพน่านเจ้า เมื่อหนองแสเผ่าลาวเข้มแข็ง จีนอ่อนแอ จีนก็ปรับยุทธศาสตร์แทนการทำสงคราม กลับส่งทูตมาเจรจาสร้างความสัมพันธ์อันดี ถึงขนาดส่งพระธิดามาให้พระสุณิสา (สะใภ้) ขุนชุนฟ้าพระราชโอรสจักรพรรดิขุนฟ้าพร้อมกับพระธิดา จีนได้ส่งขุนนางและผู้ติดตามมาอยู่ในอาณาจักรหนองแส (จีนเรียกว่าม่งเส) จำนวนมากมาย ต่อจากรัชสมัยพระเจ้าอิโมสุนแล้วมีกษัตริย์ครองน่านเจ้าอีกห้าองค์ น่านเจ้ากลับไปเป็นปรปักษ์ต่อจีน ครั้นถึงปี พ.ศ.1420 พระเจ้าลุงชุนขึ้นครองราชย์ รู้จักกันโดยพระนามว่า "พระเจ้าฟ้า" (พ.ศ.1420 - 1440) พระองค์โปรดให้ทำไมตรีกับจีน พระราชโอรสของพระองค์ได้พระราชธิดาเจ้ากรุงจีนเป็นพระชายา ยังผลให้น่านเจ้ากับจีนสนิทสนมกันยิ่งขึ้นพระเจ้าฟ้า ถูกขันทีลอบปลงพระชนม์ พระเจ้าชุนวาเชง พระราชโอรสของพระเจ้าลุงชุนก็ถูกลอบปลงพระชนม์เช่นเดียวกัน บ้านเมืองเริ่มเสื่อมลง ฝ่ายจีนแทรกซึมมีอำนาจปกครองเหนือน่านเจ้าขึ้นเป็นลำดับ ในเวลาเดียวกันชาวจีนสาขาต่าง ๆ เช่น พวกโลโล้ได้อพยพเข้าไปอยู่ในน่านเจ้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ราชวงศ์ถังของจีนล่มสลาย สะเทือนมาถึงอาณาจักรหนองแส ค.ศ.898 ขุนฟ้าสวรรคต ขุนชุนฟ้าพระราชโอรสผู้อ่อนวัยไร้อิทธิพลก็ขึ้นครองบัลลังก์ ขุนนางแตกแยกกันถึงสิบกลุ่ม แต่ละกลุ่มคุมเชิง กันและกัน หักล้างทำลายกันเอง อาณาจักรหนองแสก็อ่อนแอถึงขีดสุด
เจ็ง ไม สือ ขุนนางผู้ใหญ่เชื้อสายจีนอาณาจักรหนองแส ชิงอำนาจจับขุนชุนฟ้าและพระโอรสวัย 8 พรรษาประหาร แล้วตั้งตัวเป็นกษัตริย์ครองอำนาจอาณาจักรหนองแส สถาปนาราชวงศ์เจ็ง ขึ้นใหม่
ต่อมาอีก ต้วน สี หิง เชื้อสายขุนพลต้วน ผู้เคยยกทัพมาทำสงครามกับจักรพรรดิ พีล่อโก๊ะ หรือขุนพรม ปฐมกษัตริย์หนองแส ก็ปฏิวัติยึดอำนาจจากราชวงศ์เจ็ง ตั้งราชวงศ์ตวน ขึ้นมาอีก ราชวงศ์นี้สืบอำนาจมั่นคงต่อเนื่องจาก ค.ศ.938 ถึง 1254 รวมเวลา 216 ปี
พ.ศ.1796 กุบไลข่าน (หลานเจงกิสข่าน) ยกทัพมองโกลบุกหนองแส ปิดล้อมหนองแสในที่สุดเมื่อปี กองทัพพระเจ้ากุบไลข่านหรือง่วนสีโจ๊วฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หงวนได้เข้าตีอาณาจักรน่านเจ้าได้ ตวน หิง จี่ กษัตริย์หนองแส ยอมจำนนกุบไลข่าน ไม่ประหารชีวิต เมื่อตวนหิง จี่ ให้ปฏิญาณว่า จะจงรักภักดีต่อไป กุบไลข่านจึงตั้งให้เป็นมหาราชา ดูแลอาณาจักรหนองแสต่อน่านเจ้าจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ใน"ราชวงค์หยวน"ของชาวมองโกล อาณาจักรน่านเจ้ามีการปกครองเป็นระเบียบ การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็นเก้ากระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสำมะโนครัว และกระทรวงวังหรือราชประเพณีเป็นต้น อาณาจักรน่านเจ้าแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 มณฑล แต่ละมณฑลมีเมืองเอก เมืองโท เมืองตรีและเมืองจัตวา แต่ละเมืองมีเจ้าเมืองและข้าราชการแผนกต่าง ๆ ลดหลั่นกันลงมาเป็นสี่ชั้น คือ ชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรีและชั้นจัตวา ข้าราชการได้รับพระราชทานที่นาสำหรับทำกิน เพื่อหารายได้มากน้อยตามฐานะคล้ายระบบศักดินาของไทย ราษฎรมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของที่ดินตามที่ทางราชการกำหนดไว้ เหมือนกับข้าราชการ และเสียภาษีเป็นสิ่งของทุกด้าน ช่วงเวลานี้ หัวเมืองใหญ่ถิ่นฐานของคนลาวทางตอนใต้ ไม่ยอมรับอำนาจผู้ปกครอง ใหม่ แยกตัวออกไปเป็นนครรัฐเอกราชไม่ขึ้นต่ออาณาจักรหนองแส อาณาจักรหนองแสจึงเปลี่ยนชื่อเป็น "ยูนาน"
แต่ยูนานก็อยู่ไม่ปกติสุข เพราะหัวเมืองลาวหนองแสฝ่ายใต้ ยังส่งกองทหารมาโจมตีอยู่เรื่อยๆ มหาราชาราชวงศ์ตวนที่กุบไลข่านแต่งตั้งรับมือไม่ไหว ในที่สุดกุบไลข่านสั่งยกเลิกแล้วตั้งกัน สือ หม่า ราชบุตรพระองค์เองขึ้นเป็นเจ้าเมืองยูนานนับแต่นั้น อาณาจักรหนองแสเหนือ ก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรจีน และชื่อหนองแสไม่ปรากฏบทบาทอยู่ในประวัติศาสตร์จีนอีกเลย
ส่วนหัวเมืองหนองแสฝ่ายใต้ที่ไม่ยอมขึ้นกับหนองแสเหนือหรือยูนาน อันมีเมือง
เชียงทองหรือหลวงพระบางเมืองพวน (เชียงขวาง) เมืองโยนก (เชียงแสน) เมืองเงี้ยว (เชียงตุง) เมืองโม (มาว) นั้น ยังมีเมืองบริวารดินแดนเล็กๆหลายเมืองขึ้นตรง สืบวงศ์สกุลปกครองเมืองต่อๆกันมา
การปกครองเมืองเหล่านี้ บุนมี เทบสีเมือง เรียกว่า แบบศักดินาน้อย หรืออีกชื่อเรียกว่า ระบอบศักดินายังไม่รวมศูนย์ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จึงไม่ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบ ส่วนใหญ่ใช้การจดจำ และบอกเล่าต่อๆกันมา นานวันเรื่องราวก็คลาดเคลื่อน
การเก็บข้อมูลชนชาติลาวระยะคริสต์ศตวรรษที่ 10-13 จึงมีความยุ่งยากสับสนเพราะช่วงนั้นทางตอนใต้ของจีนมีอาณาจักรของมอญทราวดี และ ฟูนันขอมดำ เกิดขึ้นแล้ว ในลาวเต็มไปด้วยขอมมอญมากที่สุดในยุคนี้ ต้องค้นคว้าจากหลักฐานด้านโบราณวัตถุสมัยต่างๆจากหลักฐานด้านภาษา วรรณคดี ศิลปะดนตรี และอื่นๆอีกหลายอย่างมาผสมผสานกัน ช่วงนั้นในน่านเจ้าปกครองด้วยชนหลายชาติสลับสับเปลี่ยนกันรวมทั้งไทด้วย ธิเบทและจีนด้วย
กำเนิดหัวเมืองลาวหนองแสฝ่ายใต้
เชื้อสายอินเดียกับขอมกลุ่มเก่า ชาวฟูนันตัวดำผมหยิก
และตามตำนานอุรังคธาตุของไทยยวนว่าไว้ดังนี้
พระกัสสปะและท้าวพญาทั้ง ๕ พระองค์ ได้แก่
พญานันทเสน ครองเมืองศรีโคตรบูร
พญาจุฬณีพรหมทัต ครองแคว้นจุฬณี
พญาอินทปัตถ์ ครองอินทปัตนคร
พญาคำแดง ครองเมืองหนองหารน้อย
พญาสุวรรณภิงคาร ครองเมืองหนองหารหลวง
ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ครองเมืองในอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์โบราณ เมื่อครั้งที่ตั้งเมืองหลวงอยู่ใต้ปากเซบ้องไฟ ฝั่งสุวรรณเขต ประเทศลาว
ไทกะไดลงมาบางส่วน ในช่วงพุทธศตวรรษที่4
ขอย้อนกลับไปในพุทธศตวรรษที่4
ตำนานว่าไว้ พระยาศรีสัตนาคะ ที่ครองเมืองหนองกระแส แสนย่านตอนใต้ในจีน เคยอพยพผู้คนจำนวนมาก อพยพลงมาตามแม่น้ำโขงหนีภัยธรรมชาติ และเป็นต้นกำเนิดของเผ่านาค 15 ตระกูล ในหลวงพระบาง ก่อนยกเมืองให้บุตรคนหนึ่งปกครอง และต่อมากลายเป็น ชาวเมืองโพธิสารหลวง (ศรีโคตรตะบอง หรือ โคตรบูร) ลูกครึ่งเชื้อสายอินเดีย สายเจ้าชาย กุรุวงศา แห่งเมืองปาฏลีบุตร เป็นหัวหน้ากองเรือ พ่อค้าแคว้น มคธ ราชวงค์ ศุงคะ ที่มาแต่งงานกับ นางอินทปัฏฐาน เจ้าหญิงทายาทเชื้อสาย พระยาศรีสัตนาคะ ตั้งอาณาจักรฟูนันลาวเหนือสำเร็จ โดยศูนย์กลางอยู่ที่เมือง โคตรบุตร ลูกครึ่งอินเดียเหล่านั้น ถูกเรียกว่า "ขอมดำ" หรือชาวฟูนันดั้งเดิมที่รับวัฒนะธรรมอินเดียมาเต็มๆ
ขอมตอนใต้ปากแม่น้ำโขงอีกส่วนที่สืบทอดต่อมาถึงพระนาง ลาวอี่(โสมา )และพราหมณ์โกญทัญยะตระกูลกาณวะ แคว้นมคร เมืองปัตลีบุตร ลูกหลาน ได้ตีเมืองทราวดีของคนมอญเจ้าถิ่นเดิมโดยรอบ10เมืองผนวชรวมเข้ากับอาณาจักร ฟูนัน และพัฒนาชาติพันธ์กลายเป็นขอมมอญ ในสมัยเจนละในที่สุด กินดินแดนลาวมากกว่าไทย จนมีพระยาขอมดำหรือกรอมฟูนันดั้งเดิม และพวกนับถือผีเสื้ออพยพจากทางตอนใต้ขึ้นไปอยู่ที่เมืองสุวรรณโคมคำเพิ่มอีก กลุ่มโดนไทยวนขับไล่ให้ไปตั้งเมืองอุโมงคเสลาอยู่ในบริเวณแม่น้ำกกทั้งหมดเป็นประชากรอินโดจีนที่รู้จักในนาม พวกกรอม หรือขอมนั้นเอง
ทายาทรุ่นสุดท้ายของอาณาจักรน่านเจ้าอพยพต่อลงมาลาวในช่วงที่"สิงหนวัติกุมาร"อพยพครัวไทเมือง "ไท ยวน" จากเมืองท่าสุวรรณโคมคำเขตลาวเข้ามาอยู่แถวแม่สายเชียงราย เมืองเชียงแสนและอพยพต่อเข้ามายังเชียงใหม่ เขตแดนของขอมมอญและลัวะ คะฉิ่น
ภาคเหนือในสมัยโบราณมี 2 ส่วน ฝั่งตะวันออกเรียกว่า สุวรรณโคมคำ ประกอบด้วย ลาว เชียงแสน เรียงราย พะเยา ฝั่งตะวันตกเรียกว่า สมันตระประเทศ( พิงครัฐ ) ประกอบด้วย หริภุญชัย ลำพูน เขลางค์นคร
อาณาจักรเชียงแสนแบ่งเป็นสองยุค
ยุคแรกเรียกว่า โยนกนครเชียงแสน เป็นรัฐของชาวไทยวน ที่ตั้งอยู่แถบลุ่มน้ำโขงตอนกลาง อันเป็นที่ราบลุ่มของน้ำแม่กก เป็นที่ตั้งของชุมชนที่มีมาช้านาน แม้จะเป็นรัฐชายขอบที่ตั้งอยู่ใกล้กับอาณาจักรขนาดใหญ่ของ ขอม มอญ พุกามและยูนนาน สิงหนวัติกุมารเป็นกษัตริย์คนแรกเมืองดังนี้และสืบทอดกันมาอีก47พระองค์ ล่มสลายเพราะแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ พระเจ้าไชยศิริทายาทรุ่นสุดท้ายอพยพพลเมืองและเวียงที่ปรึกษาลงมา พะเยา กำแพงเพชร พิษณุโลก และมาอาศัยค้าเกลือกับพ่อค้าจีนที่เพชรบุรี เจ้าเมืองกลุ่มนี้ถือว่าเป็นเชื้อสายโยนกเชียงแสน และขอมมอญเป็นบรรพบุรุษของพระเจ้าอู่ทอง
และเป็นขุนคลังของกษัตริย์ขอมพระนคร กษัตริย์ยุคนี้มีสายเลือดขอมมอญค่อนข้างจะเยอะ เพราะเป็นทายาทสายหนึ่งของอาณาจักรเจนละ
ยุคสอง ก่อตั้งโดย ลาวจังกราช ครองราชย์ในเมืองหิรัญนครเงินยาง เชื่อว่าอยู่บริเวณเมืองโบราณที่เรียกว่า เวียงพานคำ ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สอดคล้องกับที่ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ (ฉบับวัดพระงาม)และตำนานเมืองพะเยา ว่า บริเวณเมืองหิรัญนครเงินยาง อยู่แถวๆแถบแม่น้ำสาย และดอยตุง ในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายลาวจังกราช หรือ ลาวจง พระองค์ มีราชบุตร 3 พระองค์ ได้แก่ ลาวครอบ ลาวช้าง และ ลาวเกล้าแก้วมาเมือง ตามตำนานการสร้างวัดพระธาตุดอยปูเข้า ได้ระบุว่าทรงให้บุตรของพระองค์ครองเมืองดังนี้
ลาวครอบ ครอง เมืองเชียงของ
ลาวช้าง ครองเมืองยอง
ลาวเกล้าแก้วมาเมือง ครองเมืองหิรัญนครเชียงลาว สืบต่อมา กษัตริย์ราชวงศ์นี้มีกษัตริย์สืบต่อมาถึง 24 องค์ ซึ่งล้วนใช้คำนำหน้าว่าลาว ในระหว่างนั้นหลายองค์ได้มีการส่งราชบุตรของตนออกไปครองเมืองต่าง ๆ เช่น พะเยา เชียงของ เชียงคำ ล้านช้าง น่าน ฯลฯ ดังนั้น เมืองทั้งหลายเหล่านี้จึงเป็นเครือญาติกัน กษัติริย์องค์สำคัญในราชวงค์นี้ คือ พญามังราย ทรงขยายดินแดนได้กว้างใหญ่ไพศาลมาก
ภาคเหนือทั้งหมดเพิ่งเรียกล้านนาในสมัย พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่9ในราชวงค์มังราย และขับเคี่ยวกับอาณาจักรอยุทธยาของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
แอดมินฮาร์ดคอร์
cr แอดมินฮาร์ดคอร์ เพจ ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 301
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

เมื่อมอดไหม้ ไฟสงครามThe Aftermath of War
24 มกราคม เวลา 17:32 น. ·
เส้นทางสายมรณะในดินแดนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
ตอนที่ ๑ องค์การบังหน้า
การคมนาคม ถือเป็นสิ่งชี้วัดความเจริญภายในประเทศอย่างหนึ่ง สำหรับประเทศไทยในยุคสมัยโบราณนั้น การคมนาคมโดยการขนส่งทางบกเราถือเอาทางเกวียนเป็นเส้นทางหลักในการไปมาหาสู่และติดต่อทำมาค้าขายกัน ทางเกวียนแต่เดิมนี้ก็พัฒนามาจากด่านสัตว์ (ด่านสัตว์คือรอยทางเดินของสัตว์ป่า) คนโบราณได้บุกร้างถางไพรเพื่อจะใช้เป็นเส้นทางติดต่อกันจากพระนครไปถึงมลฑลชายแดน จากมลฑลชายแดนไปสู่ราชอาณานิคมอื่น กระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เหตุการณ์บ้านเมืองอยู่ในยุควิกฤติ จากการแผ่ขยายอิทธิพลของพวกมหาอำนาจจักรวรรดิ มีอังกฤษเป็นต้น พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเส้นทางรถไฟ เพื่อความสะดวกในการติดต่อ เปิดภูมิประเทศในการตรวจตราป้องกันและให้เป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ
ผ่านมาในหลายช่วงอายุคน การคมนาคมทางบกของไทยได้เจริญเติบโตเป็นเท่าทวีคูณ นับตั้งแต่การปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม สหรัฐฯ ได้เข้ามาติดต่อและเจริญสัมพันธ์ทางทหารอย่างลับๆ นอกจากการให้ความช่วยเหลือฝึกปรือกองทัพให้เหมาะที่จะใช้งานในอนาคตแล้ว ยังสนับสนุนการก่อสร้างเส้นทางสายยุทธศาสตร์อย่างถนนมิตรภาพให้อีกด้วย (ถนนมิตรภาพ ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒ )
ภายหลังจากความวุ่นวายทางการเมือง ของกลุ่มต่างๆ ที่ช่วงชิงอำนาจกัน ระหว่างกลุ่มของจอมพล ป. กลุ่มของปรีดี และกลุ่มศักดินาเก่าโดยมีจอมพลสฤษดิ์เป็นหัวหอก จบลงที่ความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของสองกลุ่มแรก หนึ่งปีหลังจากนั้น รัฐบาลไทยภายใต้การนำของเผด็จการคนใหม่ได้ตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนเป็นประเดิม ในขณะเดียวกันที่สหรัฐฯ ได้เข้ามาช่วยรัฐบาลไทยจัดตั้งคณะกรรมาธิการส่งเสริมการลงทุนขึ้น ผ่านองค์การบังหน้าที่มีชื่อว่า “องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ” หรือที่เรียกว่า เอไอดี ( AID : Agency for International Development )
ในยุคของสฤษดิ์นี่เองที่เป็นการชักนำเอาระบบทุนนิยมเต็มรูปแบบของสหรัฐฯ เข้ามาโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง หากแต่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องที่คอยตักตวงเอาเข้าพกเข้าห่อ ว่ากันว่า พรบ. การลงทุนอุตสาหกรรมปี ๒๕๐๓ นั้นเป็นการเปิดโอกาสและอภิสิทธิ์ให้แก่ผู้มาลงทุน ด้วยการแก้กระบวนการทางกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกอย่างไม่เคยมีมาก่อน ผลแห่งการนี้ เศรษฐกิจของไทยได้เริ่มสั่นคลอนและเสียดุลการค้าครั้งแรกให้แก่สหรัฐฯ กระทั่งรัฐบาลไทยต้องอาศัยเงินกู้จากองค์การทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้อิทธิพลของนายทุนจากสหรัฐฯ
สินค้าส่งออกสำคัญๆ ของไทยในตลาดโลก เช่น ข้าว ดีบุก ยางพารา ฯ ถูกสหรัฐฯ บีบกดราคาให้ต่ำลงแลกกับการช่วยเหลือทางด้านการเงินอย่างเต็มที่สำหรับการช่วยพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ส่วนใหญ่ของเงินช่วยเหลือกลับตกแก่ฝ่ายทหาร ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์แล้วไม่ถือว่าเป็นส่วนที่สร้างผลิตผลให้แก่สังคมเสียเท่าไหร่ และเพียงไม่ถึงปีต่อจากนี้ ไทยจึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่า "ไทยกึ่งเมืองขึ้น" ไปโดยปริยาย เพราะไม่สามารถกำหนดนโยบายภายในประเทศเช่นการปราบปรามคอมมิวนิสต์ได้โดยอิสระ และนโยบายการต่างประเทศที่มีต่อประเทศในกลุ่มคอมมิวนิสต์ ตกอยู่ภายใต้การชี้นำของสหรัฐฯ ซึ่งบัดนี้ได้กลายร่างเป็นปีศาจสงครามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
องค์การบังหน้าเอไอดี นอกเหนือจากที่เข้ามาบ่อนทำลายเศรษฐกิจแล้ว เขายังมีเป้าหมายในการทำสงครามจิตวิทยาอีกหลายโครงการ เช่น การสร้างโครงข่ายการจารกรรมข้อมูลทางภาคเหนือ โดยทำงานใกล้ชิดกับ กอ.ปค. (กองอำนวยการปราบปรามคอมมิวนิสต์หรือ กอ.รมน.) และศูนย์วิจัยและการพัฒนาการทางทหาร (วพท. Military Reseach Development Centre : MRDC) นอกจากนั้นยังเก็บข้อมูลทางภูมิรัฐศาสตร์และศึกษาจนกระทั่งทราบดีว่าคนไทยมีนิสัยใจคออย่างไร จากนั้นจึงมีความพยายามล้างสมองคนไทยผ่านองค์การให้ความช่วยทางด้านการศึกษา ด้วยการให้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ให้นักศึกษาไทยพวกนี้มีความเลื่อมใสค่านิยมอเมริกัน แล้วเมื่อกลับมาถึงไทยในฐานะนักวิชาการ ก็จะช่วยผลักดันให้มีหน้าที่การงานทางการเมือง คอยยกมือโหวตเห็นด้วยเมื่ออเมริกันมีแผนการใดๆ ที่จะกระทำลงบนผืนแผ่นดินไทย เช่นความพยายามสร้างฐานเรดาห์ขนาดใหญ่บนยอดดอยอินทนนท์ หรือให้เป็นนักวิจารณ์คอยขัดขวางเมื่อขบวนการนักศึกษาประชาชนมีความพยายามต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ
นอกจากนี้ องค์การบังหน้าเอไอดียังเป็นนายทุนใหญ่ในการจัดตั้งหรือสนับสนุนให้เกิดการล้างสมองในทางลัทธิศาสนา โดยมีหน่วยต่อต้านข่าวกรองคือขบวนการนวพลเป็นดังหัวรบหัวพุ่งในการโจมตีฝ่ายซ้ายในไทย และศาสนาพุทธในสมัยนั้นจึงกลายเป็นเครื่องมือสำหรับทำสงครามจิตวิทยา ด้วยการจัดตั้งพระกิตติวุฑโฒให้ออกเคลื่อนไหวโจมตีแนวคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ผ่านองค์กรศาสนาพุทธ
เมื่อคอมมิวนิสต์ถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งให้มีรูปมีร่างขึ้นมาอย่างชัดเจนแล้ว สงครามระหว่างศาสนาพุทธและลัทธิคอมมิวนิสต์จึงถูกโหมกระพือให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สงครามภายในของไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษาฐานอำนาจทางเศรษฐศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างธรรมมะกับอธรรมไปในที่สุด
อีกผลงานหนึ่งที่องค์การเอไอดีได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ฝ่ายกุมอำนาจรัฐ คือการให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไทยในการสร้างถนนสำหรับการขนย้ายกำลังพลเข้าไปปราบคอมมิวนิสต์ยังพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และผลพลอยได้จากการนี้ประชาชนคนไทยจึงมีถนนหนทางสำหรับการติดต่อไปมาหาสู่กันได้สะดวก โครงการนี้มีชื่อว่า หน่วยเร่งรัดพัฒนาชนบท หรือที่เรียกว่า รพช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นมาทับซ้อนกับหน่วยงานท้องถิ่น แม้จะเป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นมาเพราะเหตุผลทางการเมือง แต่พอเอาเข้าจริง รพช. เป็นเสมือนที่พักระหว่างทางของข้าราชการที่มาดำรงตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้เข้ามาทำงานโดยสมัครใจ หากแต่ไม่มีที่ไปหรือรอโยกย้ายไปหน่วยงานหรือตำแหน่งอื่น หน่วยงาน รพช. จึงมีแต่รอวันยุบและก็ถูกยุบไปในที่สุด
รพช. มีหน้าที่หลักๆ คือสร้างความเจริญให้แก่บ้านป่าชายแดนในเขตพื้นที่สีชมพูและในพื้นที่สีแดง หมู่บ้านไหนมี รพช. เข้าไปพัฒนาระบบไฟฟ้าเส้นทางแล้วก็ถือว่าดีสุดๆ ในขณะที่หมู่บ้านอื่นที่ไม่อยู่ในเขตพื้นที่ของการเคลื่อนไหวของผกค. มีหรือที่จะไม่อิจฉา ถนนหนทางไฟฟ้าก็ไม่มีทางเข้าถึงแน่นอน
และเมื่อถนนหนทางสามารถติดต่อกันได้โดยสะดวกแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือความเจริญและแหล่งความรู้ทางลัทธิการเมืองจะไหลไปสู่ชนบท สิ่งนี้เองที่ฝ่ายผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จึงยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ หน่วยรบของผกค. จึงต้องตามจองเวรหน่วยงานสร้างถนนไปตลอด มีการดักยิงรถเจ้าหน้าที่ วางระเบิด และความพยายามขัดขวางต่างๆ เพื่อมิให้มวลชนในพื้นที่ยึดครองกลับไปสวามิภักดิ์ฝ่ายรัฐบาล....
* ในตอนที่ ๒ จะกล่าวถึงความพยายามของจีนแดงผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ไทย และวิธีการขัดขวางการสร้างทางหลวงชนบท
บรรณานุกรม
๑. หนังสือ อเมริกันอันตราย โดยคณะกรรมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และพิรุณ ฉัตรวานิชกุล
๒. หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ คุณ สมทิพย์ สิทธิผล วิทยานิพนธ์ เรื่องการดำเนินงานก่อสร้างทางในแดนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ของกรมทางหลวง
๓. หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพวีระบุรุษที่เสียชีวิต ในกรณีการป้องกันและปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เรื่องการรุกรานของคอมมิวนิสต์ต่อประเทศไทย
๔. หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิต เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ ๒๕๑๗ เรื่อง การก่อการร้ายของคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย
๕. หนังสือ อเมริกันอันธพาลโลก โดย ฝ่ายเอกสารและสิ่งพิมพ์ อมธ. กลุ่มพิทักษ์ไทยแห่งสหรัฐอเมริกา
๖. หนังสือ ขุนศึกศักดินาและพญาอินทรี โดย ณัฐพล ใจจริง
๗. การวิวัฒนาการการขนส่งในประเทศไทย
@ พระอังคารทรงกระบือ เขียนและรวบรวม
https://m.facebook.com/AftermathofWaR
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 301
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ประวัติศาสตร์จีนถูกแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคโบราณ ยุคจักรวรรดิ และยุคใหม่
เริ่มต้นที่ยุคโบราณ
🇨🇳ราชวงศ์เซี่ย 2,100 - 1,700 ปีก่อนคริสตศักราช
ราชวงศ์เซี่ยถือเป็นราชวงศ์แรกในประวัติศาสตร์จีนที่เริ่มระบบการปกครองแบบพ่อสืบทอดให้ลูก ในระยะเวลา 400 กว่าปีมีกษัตริย์ครองบัลลังก์ 17 พระองค์ มีการสืบทอดอำนาจถึง 14 ชั่วคน
🇨🇳ราชวงศ์ซาง 1,700 - 1,100 ปีก่อนคริสตศักราช
ราชวงศ์ซางมีอำนาจอยู่ประมาณ 550 ปี มีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 31 พระองค์
🇨🇳ราชวงศ์โจว 1046 - 256 ปีก่อนคริสตศักราช
นักประวัติศาสตร์จีนแบ่งราชวงศ์โจวออกเป็น ราชวงศ์โจวตะวันตก และ ราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งมีระยะครองแผ่นดินต่อเนื่องกัน 790 ปี(ยาวนานที่สุดในจีน) แต่มีการย้ายเมืองหลวงหลังจากแพ้ชนะกัน จึงแบ่งราชวงศ์นี้ด้วยทิศทางของเมืองหลวงเป็นหลัก
🌙ราชวงศ์โจวตะวันตก 1,100 - 771 ปีก่อนคริสตศักราช
ราชวงศ์โจวมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน เดิมอาศัยอยู่ในแถบเสียกาน ต่อมาอพยพไปตั้งรกรากยังโจวหยวน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอำเภอฉีซานมณฑลส่านซีของจีนจากนั้นแพร่ขยายอิทธิพลไปทางทิศตะวันออก
☀ราชวงศ์โจวตะวันออก 770 - 476 ปีก่อนคริสตศักราช
หลังจากอาณาจักรโจวตะวันตกของพระโจวโยวหวังล่มสลายลง โดยความร่วมมือของเจ้านครรัฐบางคนกับเผ่าเฉวี่ยนหรงแล้ว พวกเขาสถาปนารัชทายาท อี้จิ้ว ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ทรงพระนามว่า พระเจ้าโจวผิงหวัง แล้วย้ายไปตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ เมืองลั่วอี้
นักประวัติศาสตร์เรียกช่วงการครองอำนาจของราชวงศ์นี้ว่า ยุคชุนชิว (ซึ่งมีสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ของเจ้านครรัฐต่างๆเป็นระยะเพื่อความเป็น เจ้าผู้นำนครรัฐ ยุคนี้เริ่มต้นในปี 770 ก่อนคริสตศักราช รัชสมัยพระเจ้าโจวผิงหวัง ถึงปี 476 ก่อนคริสตศักราช
ต่อมาเป็นยุคจักวรรดิ
🇨🇳ราชวงศ์ฉิน 221– 206ปีก่อนคริสตศักราช
ราชวงศ์ฉินมีอายุเพียงแค่ 12 ปี เมืองหลวงตั้งอยู่ที่เซียงหยาง บริเวณเมืองซีอานปัจจุบัน ก่อนหน้านี้จีนได้แตกแยกออกเป็น 7 รัฐ เปิดศึกกับกษัตริย์ของรัฐ ทั้ง 6 รัฐในลุ่มน้ำเหลือง คือ หาน จ้าว เว้ย ฉู่ เยียน และฉี ฉินได้ทำสงครามรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว และสถาปนาตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉินโดยใช้พระนามว่า ฉินสื่อหวงตี้ หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ ในช่วงนี้แผ่นดินจีนมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาก แต่เมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้ทรงเสด็จสวรรคต ราชวงศ์ฉินก็สั่นคลอนอย่างหนัก และล่มสลายลงในช่วง 206ปีก่อนคริสต์ศักราช
ในสมัยราชวงศ์ฉินมีการก่อสร้างกำแพงเมืองจีน เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกป่าเถื่อนทางเหนือของจีน คือพวกมองโกล ซงหนู และคีตัน
🇨🇳ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก 206 ปีก่อนคริสตศักราช – ปีค.ศ. 220
หลังจากที่ผ่านสงครามกลางเมืองช่วงสั้น ๆ เมื่อเล่าปังเอาชนะเซี่ยงอี่สำเร็จ จึงสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์ฮั่นอันยิ่งใหญ่และยาวนาน มีพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิฮั่นเกาจู โดยตั้งเมืองหลวงที่ ฉางอาน แล้วเรียกชื่อประเทศว่า อาณาจักรฮั่น
🇨🇳ราชวงศ์ซิน ปีค.ศ. 9 - 23
ราชวงศ์ซิน มีเป็นราชวงศ์สั้นๆ ผู้ก่อตั้ง คือ อองมัง ทรงได้อำนาจมาจากการปฏิวัติโค่นล้มจักรพรรดิฮั่น เมื่อเสด็จสวรรคต แต่ราชวงศ์ฮั่นก็ฟื้นฟูกลับขึ้นมาอีกครั้ง
🇨🇳ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ปีค.ศ. 23 - 220
ราชวงศ์นี้เป็นราชวงศ์ที่ถูกกู้ขึ้นมา หลังถูกอองมังยึดอำนาจ เป็นราชวงศ์ฮั่นดังเดิม แต่ย้ายเมืองหลวงไปลั่วหยางช่วงเสื่อมของฮั่นตะวันออก เกิดกบฎโจรโพกผ้าเหลือง ขึ้นใน ค.ศ. 184 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคขุนศึก หลังจากนั้นได้มีอาณาจักรสามแห่งตั้งประชันกัน โดยเรียกว่า ยุคสามก๊ก เป็นที่มาของวรรณกรรมเรื่องสามก๊กเนื่องจากความเจริญของชนชาติจีนในยุคราชวงศ์ฮั่น คนจีนจึงเรียกตัวเองว่าเป็น “ชาวฮั่น” สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
🇨🇳ยุคสามก๊ก ปีค.ศ. 220 - 280
เป็นยุคที่แผ่นดินจีนแตกออกเป็น 3 ก๊ก โดยมีก๊กของ เล่าปี่ ก๊กของ โจโฉ และก๊กของ ซุนกวน ซึ่งต่างรบแย่งชิงความเป็นใหญ่ในแผ่นดินมังกรทอง เริ่มจากการที่พระเจ้าเหี้ยนเต้ ถูกบุตรชายโจโฉขับออกจากบัลลังก์ แผ่นดินจีนแตกออกเป็น 3 แคว้น
ค.ศ. 263 ก๊กเล่าปี่ล่มสลาย
ค.ศ. 265 ก๊กโจโฉถูกขุนศึกภายในชื่อ สุมาเอี๋ยน ยึดอำนาจ และสุมาเอี๋ยนก่อตั้งราชวงศ์จิ้น และเริ่มครองราชย์ในนามราชวงศ์จิ้น
ค.ศ. 280 ก๊กซุนกวนล่มสลาย สุมาเอี๋ยนครองแผ่นดินจีนได้สมบูรณ์
🇨🇳ราชวงศ์จิ้นตะวันตก ปีค.ศ. 265 - 317
สุมาเอี๋ยน สถาปนาตนเองเป็นจิ้นอู่ตี้ ก่อตั้งราชวงค์จิ้นตะวันตกใน ปีค.ศ. 265 แทนที่ราชวงศ์วุ่ยของเฉาเชาหรือโจโฉ เมื่อถึงปีค.ศ. 280 จิ้นตะวันตกปราบง่อก๊กลงได้ รวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ยุติยุคสามก๊กลง ราชวงศ์จิ้นได้เปิดรับเผ่านอกด่านทางเหนือเข้ามาเป็นจำนวนมาก หัวหน้าของชนเผ่าซงหนู หลิวหยวน ก็ประกาศตั้งตัวเป็นอิสระ โดยใช้ชื่อว่า ฮั่นกว๋อ ภายหลังหลิวหยวนสิ้น
บุตรชายชื่อหลิวชง ยกกำลังเข้าบุกลั่วหยางนครหลวงของจิ้นตะวันตก จับจิ้นหวยตี้เป็นตัวประกันและสำเร็จโทษในเวลาต่อมา
การล่มสลายของราชวงศ์จิ้นตะวันตก ทำให้แผ่นดินจีนตกอยู่ในภาวะแตกเป็นเสี่ยงๆ ราชสำนักจิ้นย้ายฐานที่มั่นทางการปกครองและเมืองหลวงลงไปทางใต้
และสถาปนา ราชวงศ์จิ้นตะวันออก ค.ศ. 317 - 420
ขณะที่สถานการณ์ทางตอนเหนือวุ่นวายหนัก แผ่นดินที่แตกออกเป็นแว่นแคว้นของชนเผ่าต่างๆ 16 แคว้น โดยเรียกยุคนี้ว่า ยุค5ชนเผ่า16แคว้น เป็นยุคสั้นๆ ที่เกิดการหลอมรวมทางวัฒนธรรมของชาวจีนเชื้อสายต่างๆ
🇨🇳ราชวงศ์เหนือใต้ ปีค.ศ. 420 - 581
หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์จิ้นตะวันตก ภาคเหนือของจีนก็ตกอยู่ในภาวะจลาจลและสงครามชนเผ่าของยุค 16 แคว้น จวบจน ค.ศ. 386 หัวหน้าเผ่าทั่วป๋าเซียนเปยได้สถาปนาแคว้นเป่ยวุ่ย และตั้งนครหลวงที่เมืองผิงเฉิง ยุติความวุ่นวายจากสงครามแย่งชิงอำนาจที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือใน ค.ศ. 439
เมื่อถึงปีค.ศ. 581หยางเจียนปลดโจวจิ้งตี้ จากบัลลังก์ สถาปนาราชวงศ์สุย จากนั้นกรีธาทัพลงใต้ ยุติสภาพการแบ่งแยกเหนือใต้อันยาวนานของแผ่นดินจีนได้เป็นผลสำเร็จ
🇨🇳ราชวงศ์สุย ปีค.ศ. 581 - 618
สุยเหวินตี้ฮ่องเต้ ได้รวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง แต่โอรสคือสุยหยางตี้ไม่มีความาสามารถ บรรดาผู้ปกครองหัวเมืองต่างตั้งตนเป็นใหญ่และแย่งอำนาจกัน ราชวงศ์สุยอยู่ได้เพียงสองรัชกาลเท่านั้น
🇨🇳ราชวงศ์ถัง ปีค.ศ. 618 - 907
ถังเกาจูฮ่องเต้ ขุนนางใหญ่ในสมัยราชวงศ์สุย ได้ตั้งราชธานี ที่เมืองฉางอัน ผู้นำของแค้วนถังได้สถาปนาตัวเองเป็นอิสระจากสุยหยางตี้ และได้ชัยชนะเด็ดขาดจากแคว้นอื่นๆในที่สุด ภายหลังโอรสองค์รองหลี่ซื่อหมินยึดอำนาจจากรัชทายาท หลี่เจี้ยนเฉิง และโอรสองค์ที่สามหลี่หยวนจี๋ ในเหตุการณ์ที่ประตูเสียนอู่ สุดท้ายหลี่เอียนสละราชสมบัติ หลี่ซื่อหมินขึ้นเป็น ถังไท่จงฮ่องเต้ และเริ่มยุคถัง ซึ่งรุ่งเรืองเทียบได้กับยุคฮั่น เป็นยุดที่มีความรุ่งเรื่องทั้งทางด้าน แสนยานุภาพทางทหาร การค้า ศิลปะ
ราชวงศ์ถังมีอาณาเขตกว้างใหญ่กว่าราชวงศ์ฮั่นมาก นอกจากจักรพรรดิถังไท่จงแล้วในสมัยถังนี้ยังมีจักรพรรดิถังเสวียนจง ซึ่งในสมัยของพระองค์กวีรุ่งเรื่องมาก แต่พระองค์ลุ่มหลงสนมเอกหยางกุ้ยเฟย ไม่สนใจในราชกิจบ้านเมือง และในระหว่างได้เกิดฮ่องเต้หญิงคนแรกของประเทศจีนซึ่งก็คือ พระนางบูเช็กเทียน
อานลู่ซานแม่ทัพชายแดนจึงก่อการปฏิวัติและยึดเมืองหลวงฉางอาน เป็นผลสำเร็จ ทำให้ราชวงศ์ถังเริ่มเสื่อมตั้งแต่บัดนั้น
🔥ยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร ปีค.ศ. 907 - 960
ตอนปลายราชวงศ์ถังมีการก่อกบฎประชาชนตามชายแดน ขันทีครองอำนาจบริหารบ้านเมืองอย่างเหิมเกริม มีการแย่งชิงอำนาจกัน
แม่ทัพจูเวิน ได้สังหารขันทีทรงอำนาจในราชสำนัก แล้วสถาปนาตนเป็นจักรพรรดิ ทำให้ราชวงศ์ถังสิ้นสุด บรรดาหัวเมืองต่างๆมีการแบ่งอำนาจกันเป็น 5ราชวงศ์ 10 อาณาจักร คือ ราชวงศ์เหลียง ถัง จิ้น ฮั่น และโจว โดยปกครองแถบลุ่มน้ำฮวงโหติดต่อกันมาตามลำดับ ส่วนเขตลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงกับดินแดนทางใต้ลงไปเกิดเป็นรัฐอิสระอีก 10 รัฐ รวมเรียกว่า 10อาณาจักร การแบ่งแยกอำนาจปกครองยุคนี้ขาดเสถียรภาพ ชีวิตของประชาชนเต็มไปด้วยความลำบากยากแค้น ต่อมาเจ้าควงอิ้น ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ชิงอำนาจจากราชวงศ์โจวตั้งตนสถาปนาราชวงศ์ซ่ง เป็นพระเจ้าซ่งไท่จู่ แล้วปราบปรามรวมอาณาจักรเรื่อยมา จนกระทั่งพระเจ้าซ่งไท่จง ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ปิดฉากสภาพการแบ่งแยกดินแดนทั้งหมดลงสำเร็จโดยใช้เวลา เกือบ 20 ปี
🇨🇳ราชวงศ์ซ่ง ปีค.ศ. 960 - 1279
ปีค.ศ. 960เจ้าควงอิ้นหรือพระเจ้าซ่งไท่จู่ สถาปนาราชวงศ์ซ่ง รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวสำเร็จ แล้วใช้นโยบายแบบลำต้นแข็ง กิ่งก้านอ่อนในการบริหารประเทศ ปฏิรูปการปกครอง การทหาร การคลัง อันมีประโยชน์ในการสร้างเสถียรภาพแก่อำนาจส่วนกลาง แต่ส่วนท้องถิ่นกลับอ่อนแอ เมื่อต้องทำสงครามย่อมไม่มีกำลังต่อต้านศัตรูได้
🇨🇳ราชวงศ์หยวน ปีค.ศ. 1279 - 1368
ยุคนี้ประเทศจีนถูกปกครองโดยชาวมองโกล นำโดย
กุบไลข่าน ซึ่งโค่นราชวงศ์ซ่ง
ตั้งราชวงศ์หยวน หรือราชวงศ์มองโกลขึ้น ยุคสมัยนี้ได้มีชาวต่างประเทศเดินทางมาค้าขายเช่น มาร์โคโปโล
มีการส่งกองทัพรุกราน ชวา เวียดนาม ญี่ปุ่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
หลังจากกุบไลข่านสิ้นพระชนม์ ชนชั้นมองโกลได้กดขี่ชาวจีนอย่างรุนแรง จนเกิดกบฎ และสะสมกองกำลังกลุ่มต่อต้านขึ้น ช่วงปลายราชวงศ์หยวน จูหยวนจางได้ปราบปรามกลุ่มต่างๆ และขับไล่ราชวงศ์หยวนออกไปจากแผ่นดินจีนได้สำเร็จ
🇨🇳ราชวงศ์หมิง ปีค.ศ. 1368 - 1644
ราชวงศ์หมิงเป็นราชวงศ์ของจีนสถาปนาโดยจูหยวนจาง หรือจักรพรรดิหมิงไท่จู่ ได้สถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้น เมื่อปีค.ศ.1368 และครองอำนาจได้ 31 ปี จักรพรรดิหมิงไท่จู่ได้เสริมสร้างระบอบรวมศูนย์อำนาจรัฐเผด็จการแบบศักดินาให้เข้มแข็งขึ้นอย่างสุดความสามารถ ได้ประหารขุนนางผู้มีคุณูปการ ฆ่าผู้คนที่มีความเห็นที่ไม่เหมือนพระองค์ เพื่อเพิ่มอำนาจของจักรพรรดิให้มากขึ้น และได้ปราบปรามอิทธิพลที่ต่อต้านพระองค์ หลังจากจักรพรรดิหมิงไท่จู่สวรรคตแล้ว จักรพรรดิเจี้ยนเหวินซึ่งเป็นพระราชนัดดาได้ขึ้นครองราชย์ ต่อมาไม่นาน จูตี้ ผู้เป็นปิตุลาของจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน ได้ลุกขึ้นต่อสู้และโค่นอำนาจ รัฐของจักรพรรดิเจี้ยนเหวินลง จูตี้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจจักรพรรดิหย่งเล่อ ในปีค.ศ. 1421 จักรพรรดิหย่งเล่อได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองหนานจิงไปยังกรุงปักกิ่ง
🇨🇳ราชวงศ์ชิง ค.ศ. 1644 - 1912
เป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนสถาปนาเป็นระบบสาธารณรัฐ เป็นราชวงศ์ของเผ่าแมนจู เป็นชนต่างชาติที่เข้ามาปกครองประเทศจีน เป็นสมัยที่มีการตรวจตราข้อบังคับของสังคม เช่น ให้ชายจีนไว้ผมหางเปียและใส่เสื้อแบบแมนจู ในราชสำนักมีขุนนางตำแหน่งสำคัญกำเนิดขึ้นด้วย คือ “ขันที”
และสุดท้ายคือ ยุคใหม่
หลังจากจักรพรรดิปูยี ฮ่องเต้ราชวงศ์ชิงองค์สุดท้ายสละราชสมบัติและเข้าไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของญี่ปุ่น
ซึ่งได้ยึดครองดินแดนบางส่วนของจีน พระองค์กลายเป็นหุ่นเชิดของญี่ปุ่น และถูกสถาปนาขึ้นเป็นฮ่องเต้ของดินแดนแมนจูกัว ซึ่งญี่ปุ่นยึดครองไว้
ต่อมาญี่ปุ่นต้องพ่ายแพ้ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ของ
เหมาเจ๋อตุง ทำให้ฮ่องเต้พระองค์นี้รอดตายและมีพระชนม์ชีพจนแก่ชราและสวรรคตด้วยโรคภัย ของชายชราทั่วไป ถือเป็นการสิ้นสุดจีนโบราณและก้าวเข้าสู่ยุคจีนใหม่ซึ่งเป็นการต่อสู้ชิง อำนาจระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ของ เหมาเจ๋อตุง กับพรรครัฐบาลของเจียงไคเช็ค
🇨🇳ยุคสาธารณรัฐจีน ปีค.ศ. 1912 -1949
ดร. ซุนยัดเซ็น เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณยาสิทธิราชย์ซึ่งปกครองด้วยสิทธิขาดของจักรพรรดิ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีจักรพรรดิเป็นประมุขตามอารยนิยมหลังจากซุนยัดเซ็นเสียชีวิต เป็นช่วงเวลาชิงอำนาจระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย คือ เจียงไคเช็ค กับฝ่ายคอมมิวนิสต์
นำโดย เหมาเจ๋อตุง
🇨🇳ยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน ปีค.ศ. 1949 - ปัจจุบัน
หลังสงครามภายในจีนและชัยชนะเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเหมาเจ๋อตุง พรรคก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็กอพยพไปที่เกาะไต้หวัน
ที่มา : ภาษาและวัฒนะธรรมจีน
https://www.blockdit.com/articles/5d243 ... 4d66cbdfd2
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

APOCALYPSE
โพสต์: 22
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ เม.ย. 22, 2020 7:33 pm

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย APOCALYPSE »

อ่านได้ความรู้เยอะเลยครับ ขอบคุณเจ้าของกระทู้ครับ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 301
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Obsolete Articles
1 ชม. ·
วันที่ 27 มกราคม ของทุกปี เป็น “วันรำลึกถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากล”
เป็นวันสำคัญในระดับโลก ที่ตั้งขึ้นมาจากวันที่ 27 มกราคม 1945 ซึ่งเป็นวันที่ปลดปล่อยเหยื่อชาวยิวจาก ค่ายกักกัน เอาชวิทซ์ – เบียร์เคเนา(Auschwitz-Birkenau) ซึ่งเป็นค่ายกักกันที่ใหญ่ที่สุดของนาซี โดยกองทัพโซเวียต
“International Holocaust Remembrance Day” เป็นวันที่รำลึกถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากลในวันที่ 27 มกราคมเพื่อรำลึกถึงโศกนาฏกรรมของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ส่งผลให้ชาวยิว 6 ล้านคนเสียชีวิตและเชื้อชาติอื่นๆอีก 11 ล้านคนโดยระบอบการปกครองของนาซี และประเทศที่เข้าร่วมฝั่งเดียวกับนาซี
ซึ่งการกำหนดวันที่ 27 มกราคมของทุกปี เป็นวันรำลึกถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากล มาโดยมติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 60/7 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2005 ระหว่างการประชุมใหญ่ครั้งที่ 42 โดยที่มติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีการประชุมวาระพิเศษเมื่อต้นปีในวันที่ 24 มกราคม 2005 ซึ่งเป็นช่วงที่ครบรอบ 60 ปีการปลดปล่อยค่ายกักกันของนาซี ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
“ วันสากลแห่งการรำลึกถึงเหยื่อแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เป็นช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยผู้ที่หายตัวไปและเพื่อไตร่ตรองถึงทางเลือกของบุคคลและรัฐบาลที่ปล่อยให้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้เผยแพร่ออกไป นอกจากนี้ยังเป็นการเรียกร้องให้ทั่วโลกเฝ้าระวังและดำเนินการ เพื่อจัดการกับต้นตอของความเกลียดชัง และป้องกันไม่ให้เกิดความโหดร้ายในอนาคต” สารจากนาย Audrey Azoulay ผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO เนื่องในโอกาสวันที่ระลึกสากลแห่งความทรงจำของผู้ประสบภัยจากความหายนะ
มนุษย์บนโลกเราคงได้เรียนรู้กันแล้วว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มันโหดร้ายต่อมนุษย์ด้วยกันเองมากเพียงใด
#Obsoletearticles
Cr. https://en.unesco.org/commemorations/ho ... mbranceday
https://en.wikipedia.org/.../International_Holocaust...
https://nationaltoday.com/international-holocaust.../
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 301
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

พระเจ้าตาก “ตามล่า” รัชทายาทกรุงศรีอยุธยา
นับจากวันแรกที่พระเจ้าตากยกทัพหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียเมืองนั้น ไม่มีหลักฐานฟันธงได้แน่ชัดว่า ในวันนั้นทรงมีเป้าหมายในการครอบครองราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาหรือไม่ เพราะความคิดนั้นเพิ่งเริ่มมาชัดเจนมากขึ้นเอาตอนที่เดินทัพมาถึงเมืองระยอง และประกาศตัวเป็น “เจ้า” ที่นั่น พร้อมกับมุ่งมั่นที่จะ “กู้กรุงศรีฯ” ให้ฟื้นคืนดังเก่า
แต่เส้นทางการขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของพระเจ้าตากไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และไม่ได้จบลงที่การขับไล่กองกำลังพม่าออกไปจากกรุงศรีอยุธยา แต่ยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการยอมรับของประชาราษฎร เหล่าขุนนางอำมาตย์ พระราชวงศ์ และนานาประเทศ
แน่นอนว่าขณะนั้นศรัทธาของประชาราษฎรที่มีต่อพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์กรุงศรีอยุธยาจะเสื่อมสูญลงไปจนหมดสิ้นแล้ว เนื่องจากไม่สามารถปกปักษ์รักษาพระพุทธศาสนา อาณาประชาราษฎร พระราชวงศ์ ตลอดจนแผ่นดินให้รอดพ้นจากภัยสงคราม จนกระทั่งต้องเสียบ้านเสียเมืองให้กับผู้รุกราน
แต่หลักความเชื่อและการยึดมั่นอยู่ในโบราณราชประเพณี ไม่ได้สูญสลายไปกับความพิบัติครั้งนั้น หน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์จะดีจะร้ายอย่างไร ก็ยังคงอาศัยหลักประเพณีโบราณสืบสายกันเรื่อยมา แม้กระทั่งกษัตริย์ผู้ที่มีประวัติคลุมเครือก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อหาทาง “เชื่อม” สายเลือดศักดิ์สิทธิ์ทางใดทางหนึ่ง กระทั่งอ้างว่าเป็นพระราชโอรส “ลับ” ก็มี
ในขณะที่พระราชประวัติพระเจ้าตากเป็นที่รู้กันชัดเจนไปไกลถึงนานาประเทศว่าไม่ได้มี “เชื้อสาย” ที่จะใช้เป็นข้ออ้างอันชอบธรรมใด ๆ ได้ นอกจากผลงาน “กู้กรุง” ครั้งนี้เท่านั้น
ครั้นเมื่อถึงคราวจะต้องครองราชบัลลังก์ขึ้นมาจริง ๆ ปัญหา “เชื้อสาย” ก็ได้กลายมาเป็น “อุปสรรค” สำคัญ โดยเฉพาะการยอมรับจากทั้งภายในราชอาณาจักร และแรงกดดันจากภายนอกที่ทวงถามถึงความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์ครั้งนี้ จนถึงขั้นเรียกร้องให้ “คืน” ราชสมบัติแก่รัชทายาทกรุงศรีอยุธยา
ซึ่งเวลานั้นมีองค์รัชทายาทที่ปรากฏพระนามในพระราชพงศาวดารและเอกสารต่างประเทศอยู่ 3 พระองค์ คือ
กรมหมื่นเทพพิพิธ (พระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)
เจ้าศรีสังข์ (พระโอรสในกรมขุนเสนาพิทักษ์ “เจ้าฟ้ากุ้ง”)
เจ้าจุ้ย (พระโอรสในเจ้าฟ้าอภัย – เจ้าฟ้าอภัยเป็นพระราชโอรสพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ)
ข้อเรียกร้องที่ต้องการให้องค์รัชยาททั้ง 3 พระองค์นี้เป็นผู้สืบต่อราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยา “อย่างชอบธรรม” คือความยุ่งยากต่อราชบัลลังก์ธนบุรี จนทำให้พระเจ้าตากจำเป็นต้อง “เก็บกวาด” องค์รัชทายาททั้ง 3 พระองค์นี้ ก่อนที่จะได้เป็น “เจ้าแผ่นดินสยาม” อย่างสมบูรณ์
แรงกดดันจากจีน “king of king”
แห่งประเทศในทะเลจีนใต้
ตั้งแต่ต้นกรุงธนบุรี มีหลักฐานชัดเจนว่าพระเจ้าตากใช้ความพยายามอย่างมากที่ต้องการให้ “รัฐบาลจีน” ยอมรับอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้นำประเทศอื่น ๆ “เกรงใจ” และยอมรับพระราชอำนาจกรุงธนบุรีตามไปด้วย สิ่งที่กรุงธนบุรีจะได้ประโยชน์จากรัฐบาลจีนก็คือ ผลประโยชน์ทางการค้า ทั้งการส่งสินค้าพื้นเมืองออกไปขาย และการนำเข้ายุทธปัจจัยที่กรุงธนบุรีต้องการอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ กำมะถัน เหล็ก ทองแดง เพื่อนำมาใช้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์
ดังนั้น พระเจ้าตากจึงทรงส่ง “เฉินเหม่ยเซิง”1 พ่อค้าชาวจีนเพื่อนำพระราชสาส์นไปยังเมืองกวางโจว เพื่อขอสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง
พระราชสาส์นกล่าวถึงการที่กรุงศรีอยุธยาถูกทำลายลง “กษัตริย์ไทยกับพระอนุชาอีกสองพระองค์รวมทั้งขุนนางอื่น ๆ ไม่สามารถจะกู้ประเทศกลับคืนมาได้”2
ที่น่าแปลกคือพระราชสาส์นฉบับนี้ ส่งเมื่อตั้งกรุงธนบุรีเรียบร้อยแล้ว แต่ยังปรากฏว่าพระเจ้าตากทรงแจ้งข่าวต่อรัฐบาลจีนว่า “ข้าพระพุทธเจ้าก็ยังไม่พบพระอนุชาของกษัตริย์พระองค์ก่อนที่จะอัญเชิญกลับมาครองราชย์”3
อันที่จริงถึงเวลานี้น่าจะเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปแล้วว่า พระเจ้าอุทุมพร “พระอนุชาของกษัตริย์พระองค์ก่อน” ที่พระเจ้าตากทรงอ้างถึงนั้น ถูกจับตัวไปเมืองพม่าตั้งแต่ตอนกรุงแตกแล้ว แต่กลับทรงอ้างว่า “ข้าพระพุทธเจ้าก็ยังไม่พบพระอนุชา” ความข้อนี้เห็นจะจงใจเก็บงำข้อเท็จจริงบางอย่าง เพื่อ “ตัดบท” ข้อสงสัยใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากรัฐบาลจีน
อย่างไรก็ดี ข้ออ้างนี้ไม่เป็นผล ราชสำนักจีนก็มี “การข่าว” เหมือนกัน และรู้ว่าเวลานั้น ได้เกิดกลุ่มก๊กต่าง ๆ แยกตัวเป็นอิสระ และตั้งกษัตริย์ปกครองตัวเองขึ้นมาในราชอาณาจักร แน่นอนรัฐบาลจีนหมายรวมถึงกลุ่มพระเจ้าตากด้วย ซึ่งรัฐบาลจีนไม่สนับสนุนการกระทำเช่นนี้
“ปัจจุบันเมื่อตัวเขาตายเมืองวอดวายก็บังอาจฉวยโอกาสแห่งวิกฤติการณ์ โดยไม่คำนึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งเจ้านายเก่า แทนที่จะเชิดชูยกย่องรัชทายาททำการกอบกู้เอกราชและแก้แค้นทดแทน กลับคิดตั้งตนเป็นอิสระไม่หยุดหย่อน รวมทั้งเฟ้อฝันที่จะให้ได้รับการแต่งตั้งรับรอง เพื่ออ้างเอาความเป็นใหญ่ ดังนี้ จึงถือเป็นเรื่องผิดทำนองคลองธรรมและชาติชั้นวรรณะโดยแท้”4
ทั้งนี้การติดต่อระหว่างพระเจ้าตากกับราชสำนักจีนนั้น ต้องติดต่อผ่านผู้ว่าการมณฑลกวางตุ้ง–กวางซี ชื่อ “หลี่ซื่อเหยา” ซึ่งมีหน้าที่ในการกลั่นกรองข้อมูลทั้งหลายก่อนที่จะถวายต่อจักพรรดิเฉียนหลง ซึ่งพระองค์ก็เห็นชอบตามที่หลี่ซื่อเหยากราบทูล
“กันเอินเลอนั้นเป็นสามัญชนธรรมดาซึ่งได้เดินทางท่องเที่ยวไปดุจโจรสลัด จึงควรเป็นหัวหน้าสลัดมากกว่าที่จะเป็นกษัตริย์ ทั้งไม่ควรเปรียบตนเองเช่นกษัตริย์ แม้ว่าอาณาจักรไทยจะอยู่ในภัยอันตรายและเจิ้นเจาได้ช่วยเหลือไว้ได้ แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะเป็นกษัตริย์สืบไป แม้จะกอบกู้เอกราชของชาติไว้ได้ ซึ่งนับว่าเป็นการดี แต่การที่พยายามตั้งตนเป็นกษัตริย์โดยที่ตนไม่มีเชื้อสายจึงไม่เป็นที่ยอมรับ”5
แต่เนื้อความเช่นนี้ออกจะรุนแรงเกินไป จักพรรดิเฉินหลงจึงทรงแนะนำให้เขียนจดหมายที่มีคำอธิบายให้กับกลุ่มก๊กต่าง ๆ คือ กลุ่มของเจิ้นเจาหรือเจิ้นเจ้า (พระเจ้าตาก) และโม่ซื่อหลิง (เจ้าพระฝาง) ว่าจีนไม่สนับสนุนสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
“การที่เจิ้นเจ้าจะให้จีนยอมรับว่าเป็นกษัตริย์และพระราชทานตราตำแหน่งพิเศษมาให้นั้น จีนไม่สามารถให้ได้ เพราะมิได้เป็นไปตามประเพณีเดิมที่ถูกต้องแล้ว เจิ้นเจ้าควรที่จะสืบหาองค์รัชทายาทและช่วยพระองค์ให้กอบกู้ประเทศชาติและอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่เจิ้นเจ้าก็มิได้ทำเช่นนี้กลับคิดตั้งตนเป็นกษัตริย์เสียเอง ทางจีนจึงไม่เห็นชอบด้วยกับความไม่ถูกต้องและผิดศีลธรรมเช่นนี้”6
เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลจีนมีนโยบาย “ไม่รับรอง” บุคคลที่ไม่มีเชื้อสายอย่างชัดเจน ท้ายจดหมายฉบับนี้7 จึงลงท้ายว่า “ทั้งนี้เพราะท่านมิได้เป็นองค์รัชทายาท ท่านควรจะเคารพต่อกษัตริย์บรรพบุรุษเดิม ดังนั้นจึงขอให้ท่านสืบค้นหาองค์รัชทายาทและช่วยพระองค์กอบกู้ประเทศ”
ท่าทีของรัฐบาลจีนเช่นนี้ น่าจะเป็นแรงกดดันให้พระเจ้าตากไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจาก “สืบหา” องค์รัชทายาทตามที่รัฐบาลจีนต้องการ แน่นอนว่าคงไม่ใช่การ “ช่วยพระองค์กอบกู้ประเทศ” แต่ย่อมเป็นเป้าหมายอื่น???
เป้าหมายแรก “กรมหมื่นเทพพิพิธ” เจ้าพิมาย
กรมหมื่นเทพพิพิธทรงเป็นพระราชวงศ์ชั้นสูง เนื่องจากเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จึงนับได้ว่าทรงเป็น “รัชทายาท” ลำดับต้น ๆ พระองค์หนึ่ง และที่สำคัญทรงเป็นรัชทายาทพระองค์เดียวที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สงครามกรุงแตก จนถึงยุคกรุงธนบุรี มีพระนามในเอกสารจีนว่า “ซ่าหวังจี๋”8
หลังจากกรุงแตกแล้วกรมหมื่นเทพพิพิธทรงเคลื่อนไหวอยู่ในเขตเมืองนครราชสีมา และแยกตัวเป็นอิสระ ตั้งตนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน9
“พระพิมายนั้นรักใคร่นับถือกรมหมื่นเทพพิพิธว่าเป็นวงศ์ราชตระกูล ช่วยทำนุบำรุงไว้ ครั้นรู้ข่าวว่ากรุงเสียแก่พม่าแล้ว พม่ากวาดเอาพระราชวงศานุวงศ์ไปสิ้น จึงยกกรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบพระวงศ์พระเจ้าแผ่นดินต่อไป เรียกว่า เจ้าพิมาย”10
จนกระทั่งปี 2311 ชะตาวาสนาและชีวิตโลดโผนของกรมหมื่นเทพพิพิธก็เป็นอันจบลง เมื่อพระเจ้าตากโปรดให้ยกกองทัพเข้าโจมตีเมืองโครราช “เจ้าพิมาย” เห็นว่าเมืองโคราชแตกแล้ว จึงทิ้งเมืองพิมาย จะหนีเข้าแดนลาวกรุงศรีสัตนาคนหุต แต่ถูก “ขุนชนะ” จับได้ แล้วนำตัวกลับมายังกรุงธนบุรี (ขุนชนะ – ภายหลังได้ปูนบำเหน็จให้เป็นพระยากำแหงสงคราม ครองเมืองนครราชสีมา)
“จึงให้เอาตัวกรมหมื่นเทพพิพิธเข้ามาหน้าพระที่นั่ง และกรมหมื่นเทพพิพิธถือตัวอยู่มิได้ถวายบังคม จึงดำรัสว่าตัวเจ้าหาบุญวาสนาบารมีมิได้ ไปอยู่ที่ใดก็พาพวกผู้คนที่นับถือพลอยพินาศฉิบหายที่นั้น ครั้นจะเลี้ยงเข้าไว้ก็จะหาคนที่หลงเชื่อถือบุญพลอยล้มตายเสียด้วยอีก เจ้าอย่าอยู่เลย จงตายเสียครั้งนี้ทีเดียวเถิด อย่าให้เกิดจลาจลในแผ่นดินสืบไปข้างหน้าอีกเลย แล้วดำรัสสั่งให้เอาตัวกรมหมื่นเทพพิพิธไปประหารชีวิตเสีย”11
เป็นอันว่าการ “สืบหา” องค์รัชทายาทกรุงศรีอยุธยา ตามวิธีของพระเจ้าตาก เรียบร้อยไปหนึ่งพระองค์
แต่หากนับเอาพระบรมวงศานุวงศ์ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในสายของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงมี “ลูกเธอ” ทั้งชายหญิงถึง 48 พระองค์12 และคงมีจำนวน “หลานเธอ” อีกจำนวนไม่น้อย หากคิดเฉพาะ “เจ้าชาย” ที่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ก็คงมีมากมายหลายพระองค์เช่นกัน
แต่หลังกรุงแตก นอกจาก “เจ้าหญิง” ลูกเธอหลานเธอ ที่พระเจ้าตาก “ทรงพระกรุณาเลี้ยงเป็นห้าม” ไม่กี่พระองค์แล้ว กลับไม่มีบันทึกแน่นอนว่าลูกเธอหลานเธอที่เป็น “เจ้าชาย” สูญหายไปไหนหมด คงเหลืออยู่ในบัญชี “สืบหา” ของพระเจ้าตากเพียง 3 พระองค์ คือ กรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าศรีสังข์ และเจ้าจุ้ย เท่านั้น ที่ปรากฏในเอกสารต่าง ๆ
กรมหมื่นเทพพิพิธนั้น พระเจ้าตากทรงปิดบัญชี “สืบหา” ไปแล้ว จึงยังเหลืออยู่อีก 2 พระองค์ ที่เป็นเป้าหมาย “สืบหา” ในลำดับต่อไป
ปฏิบัติการ “สืบหา” เจ้าศรีสังข์
สำหรับเจ้าศรีสังข์ ปรากฏเรื่องราวอยู่ในบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสไว้ค่อนข้างละเอียด และถ้าบันทึกเหล่านั้นมีความถูกต้องแม่นยำ ก็ถือว่าเป็นเรื่องประหลาดมาก เพราะจากบันทึกนั้นได้เล่าว่า พระเจ้าตากปฏิบัติการ “สืบหา” เจ้าศรีสังข์ ตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งกรุงธนบุรีเลยทีเดียว
“เมื่อพม่าเข้าไปตีกรุงนั้น เจ้าศรีสังข์ได้เสด็จเล็ดลอดหนีข้าศึกไปได้ จึงเสด็จด้นดั้นอยู่ตามป่าประมาณ 3 เดือน ครั้นพวกพม่ายกกลับไปแล้ว เจ้าศรีสังข์จึงเสด็จกลับไปยังบางกอก แล้วจากบางกอกได้เสด็จไปที่บางปลาสร้อย ในเวลานั้น พระยาตากซึ่งเป็นชาติจีนครึ่งหนึ่งนั้น กำลังดำริจะเอาราชสมบัติ ได้ทราบว่ามีเจ้าเชื้อพระวงศ์เสด็จไปที่บางปลาสร้อย จึงได้จัดเรือให้ออกไปจับเจ้าศรีสังข์มายังเมืองจันทบุรี”13
จดหมายฉบับนี้ลงวันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2311 ซึ่งหมายความว่าห่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มากนัก วันเวลาที่เกิดเรื่องขึ้นก็สอดคล้องกับเวลาในพระราชพงศาวดาร คือกรุงแตกในเดือนเมษายน พระเจ้าตากตีเมืองจันท์ได้ในเดือนมิถุนายน และยั้งทัพอยู่นั่นอีก 3-4 เดือน ช่วงนี้เองที่พระเจ้าตากให้จัดเรือออกไปจับเจ้าศรีสังข์
ที่น่าแปลกใจก็คือ ปฏิบัติการ “สืบหา” องค์รัชทายาทครั้งนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่พระเจ้าตากยังไม่เผด็จศึกที่ค่ายโพธิ์สามต้น และยังไม่ได้คิดตั้งกรุงธนบุรีเสียด้วยซ้ำ เหตุใดจึงคิดจับองค์รัชทายาทกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่เวลานี้?
จากเหตุการณ์นี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าพระเจ้าตาก “ตัดสินใจ” ที่จะเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา “อย่างแน่นอน” ตั้งแต่ได้เมืองระยอง จึงทรงประกาศตัวเป็นเจ้าขึ้นที่นั่น “เราจะตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้น ให้คนทั้งหลายนับถือยำเกรงจงมาก การซึ่งจะก่อกู้แผ่นดินจึงจะสำเร็จโดยง่าย”14
และเมื่อได้เมืองจันท์มีผู้คนมากขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ยิ่งเพิ่มความมั่นใจมากขึ้นที่ “อาจ” จะได้เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา หากศึก “กู้กรุง” ทำได้สำเร็จ
ดังนั้น (หากบันทึกนี้ถูกต้องโดยเฉพาะการตามล่าเจ้าศรีสังข์) แผนการขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของพระเจ้าตาก น่าจะถูกวางไว้อย่างรอบคอบทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การรวบรวมไพร่พลหัวเมืองชายทะเล รวมไปถึงการ “สกัดราชวงศ์” ไม่ให้กลายมาเป็นเงื่อนไขในการขึ้นสู่ราชบัลลังก์ต้อง “สะดุด” เพราะเหตุเรื่องความชอบธรรม และเชื้อสาย “เจ้า”
การตามล่าเจ้าศรีสังข์จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เมื่อพระเจ้าตากส่งคนไป “สืบหา” เจ้าศรีสังข์ที่บางปลาสร้อย เจ้าศรีสังข์ได้หนีรอดได้ และด้วยความสัมพันธ์อันดีกับบาทหลวงฝรั่งเศส จึงได้รับการช่วยเหลือให้หนีออกนอกประเทศได้ เป้าหมายแรกคือการหนีไกลไปถึงเมืองยุโรป แต่ระหว่างการเดินทาง เรือของเจ้าศรีสังข์ถูกโจรสลัดโจมตี จำเป็นต้องหลบหนีเข้ากรุงกัมพูชา
เจ้ากรุงกัมพูชา (เมืองหลวงคือพุทไธเพชร) ขณะนั้นคือพระนารายณ์ราชา (พระอุไทยราชา, นักองค์ตน) ซึ่งเป็นอริอยู่กับพระเจ้าตากจึงให้การต้อนรับเจ้าศรีสังข์เป็นอย่างดี เพราะหากว่าเกิด “เหตุไม่คาดฝัน” ราชบัลลังก์กลับมาเป็นของ “เชื้อพระวงศ์เก่า” อย่างที่รัฐบาลจีนต้องการ พระนารายณ์ราชาก็คงจะได้รับประโยชน์ไปด้วย
อย่างไรก็ดี แม้เจ้าศรีสังข์จะหลบหนีเข้าไปในกรุงกัมพูชา และพระนารายณ์ราชาให้การต้อนรับ แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของคณะบาทหลวงอยู่
ทางด้านพระเจ้าตากเมื่อทราบว่าเจ้าศรีสังข์หนีเข้ากรุงกัมพูชา จึงพยายามติดต่อกับพระราชาเศรษฐีญวน (เอกสารจีนเรียก “ม่อซื่อหลิน”) เจ้าเมืองพุทไธมาศ (ฮาเตียน, เอกสารฝรั่งเศสเรียกเมือง “คันเคา”) ให้ช่วยจับเจ้าศรีสังข์ให้ โดยส่งของกำนัลอย่างดีไปให้
“พระยาตากได้ส่งของอย่างดี ๆ มาให้ด้วย มีปืนใหญ่ 2 กระบอก หล่ออย่างยุโรป ซึ่งเป็นของที่ชาวเมืองนี้ตื่นเต้นกันมาก และพระยาตากสัญญาว่า ถ้าเจ้าเมืองคันเคาส่งตัวเจ้าศรีสังข์ให้แล้ว พระยาตากจะส่งปืนชนิดนี้มาให้อีกหลายกระบอก ฝ่ายเจ้าเมืองคันเคาไม่เคยได้เห็นปืนอย่างนี้เลย มีความยินดีนักที่ได้มา 2 กระบอก และกระหายอยากจะได้อีก จึงให้เที่ยวค้นหาตัวเจ้าศรีสังข์ให้จงได้”15
พระราชาเศรษฐีญวน ได้ขอตัวเจ้าศรีสังข์จากบาทหลวง แต่ถูกปฏิเสธ จึงดำเนินการกดดันคณะบาทหลวงด้วยการจับตัวบาทหลวง 2 คน ขังคุก เพื่อให้บาทหลวงที่ดูแลเจ้าศรีสังข์ ส่งตัวเจ้าศรีสังข์มายังเมืองพุทไธมาศ แต่การดำเนินการครั้งนี้ไม่สำเร็จ เพราะว่าเจ้าศรีสังข์ไม่ยอมปฏิบัติตาม
“การที่พระยาตากได้ส่งของดี ๆ มาให้เจ้าเมืองคันเคานั้น ก็เท่ากับว่าจะซื้อศีรษะข้าพเจ้าเท่านั้น”16
เป็นอันว่าเจ้าศรีสังข์รอดตัวไปได้ระยะหนึ่ง
จนถึงปี 2312 มีข่าวมาถึงกรุงธนบุรีว่าพระราชาเศรษฐีญวนจะยกมาตีกรุงธนบุรี แต่ทางพระเจ้าตากเตรียมการรับศึกทันทีที่ได้ข่าว ทำให้กองทัพพุทไธมาสยุติการเคลื่อนไหวไป เมื่อกลายมาเป็นศัตรูกัน แนวคิดของพระยาราชาเศรษฐีเวลานี้จึงไม่ต่างกับพระนารายณ์ราชา คือต้องการสนับสนุน รัชทายาทกรุงศรีอยุธยาให้ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ ตามนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการให้รัชทายาทขึ้นครองราชบัลลังก์ตามทำนองคลองธรรม
และเท่ากับว่า ทั้งกรุงกัมพูชาและญวน ได้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับกรุงธนบุรีอย่างเปิดเผย เจ้าศรีสังข์ซึ่งรอดจากการถูกส่งตัวไปได้ บัดนี้จึงอยู่ในแดนศัตรูของกรุงธนบุรีโดยสมบูรณ์
ตี ญวน กัมพูชา “ตามล่า” รัชทายาทกรุงศรีฯ
เป้าหมายในการตีญวนและกรุงกัมพูชา ในปี 2314 ครั้งนี้ คือการตีเอาพุทไธเพชรเมืองหลวงกรุงกัมพูชา แล้วจะตั้งพระรามราชา (นักองค์นนท์) ให้ครองกรุงกัมพูชาสืบไป ซึ่งพระรามราชานี้ทรงเป็นพันธมิตรของพระเจ้าตาก และได้ตามติดกองทัพมาตั้งแต่หนีออกจากกรุงศรีอยุธยา
แต่แน่นอนว่ายังมีเป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การ “สืบหา” เจ้าศรีสังข์ ที่พระนารายณ์ราชาสนับสนุนอยู่ และเจ้าจุ้ยที่พระยาราชาเศรษฐีญวนสนับสนุน
“ด้วยมีพระราชประสงค์จะราชาภิเษกนักองค์รามาธิบดีให้ครองกรุงกัมพูชา แล้วจะเอาตัว เจ้าจุ้ย เจ้าศรีสังข์ และข้าหลวงชาวกรุงเทพฯ ซึ่งไปอยู่ ณ หัวเมืองใด ๆ จงสิ้น”17
กองทัพหลวงกรุงธนบุรีไม่ได้มุ่งไปที่เมืองพุทไธเพชรก่อน แต่ยกไพร่พลเข้าโจมตีเมืองพุทไธมาศของญวนเป็นเป้าหมายแรก รบกันไม่นานพุทไธมาศก็แตก พระยาราชาเศรษฐีลงเรือหนีไปได้
ส่วนเจ้าจุ้ย…ไม่รอด
“อนึ่งเจ้าจุ้ยบุตรเจ้าฟ้าอภัย มาอยู่ด้วยราชาเศรษฐี ลงเรือหนีไป ได้ตัวมาให้ลงพระราชอาชญาเฆี่ยนยกหนึ่งแล้วให้จำไว้”18
ส่วนชะตากรรมของเจ้าจุ้ยจะเป็นอย่างไรนั้น พระราชพงศาวดารไม่ได้ให้ตอนจบไว้ แต่จดหมายเหตุรายวันทัพทิ้งปริศนาให้คิดต่อว่า เจ้าจุ้ย จะรอดหรือไม่รอด
“เจ้าจุ้ย 1 หลวงสงขลา 1 พระยาจันทบูร 1 จีนบุญเส็ง 1 ขุน…1 (รวม) 5 คน เข้ามาเฝ้าพร้อมกัน จึงตรัสสั่งให้ลูกขุนปรึกษาโทษผู้มีชื่อ 5 คน ลูกขุนเอาคำปรึกษากราบบังคมทูลพระกรุณา ใจความให้ประหารชีวิตสิ้นทั้งโคตรโดยบทพระอัยการ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้ออกไปปรึกษากันก่อน ว่าอย่างไรที่รอดจากความตายนั้น ให้…ถ้าผู้ใดคิดอย่างไร ก็ให้ทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวาย ถ้าเห็นชอบด้วยจะพระราชทานชีวิตให้ทำราชการแก้ตัวสืบไป ถ้าไม่เห็นชอบด้วยก็ตามโทษานุโทษโดยลูกขุนปรึกษา”19
บทสรุปของเจ้าจุ้ยจึงไม่แน่ชัดว่า ลูกขุนปรึกษากันว่าอย่างไร รอดหรือไม่ แต่หลังจากถูกจับครั้งนี้ ก็ไม่มีเรื่องราวของเจ้าจุ้ยปรากฏขึ้นอีกเลยในพงศาวดาร
การ “สืบหา” รัชทายาทกรุงศรีฯ ยังเหลืออีก 1 พระองค์ คือเจ้าศรีสังข์
อวสานเจ้าศรีสังข์
เสร็จศึกที่เมืองพุทไธมาศของญวนแล้ว ก็มาถึงคราวที่กองทัพกรุงธนบุรีจะขึ้นเหนือมาจัดการกับกรุงกัมพูชาเป็นลำดับต่อไป ซึ่งมีเจ้าศรีสังข์พำนักอยู่ สงครามยึดกรุงกัมพูชาเริ่มขึ้น พร้อม ๆ กับปฏิบัติการตามล่าเจ้าศรีสังข์
“พระองค์รามราชาบอกหนังสือมาถึง ฯลฯ ณ ศาลา ๆ เอาหนังสือกราบทูลพระฯ ใจความว่า พระองค์อุทัย, เจ้าเสสัง, หนีไปแคว้นเมืองญวน ๆ ไม่ให้เข้าไปจึงยกทัพกลับมา พระองค์รามราชาให้ทหารไปเกลี้ยกล่อม พบกองทัพพระองค์อุทัย ได้รบกัน กองทัพพระองค์อุทัยแตก”20
จดหมายรายวันทัพสิ้นความเพียงเท่านี้ จึงไม่รู้ชะตากรรมของเจ้าศรีสังข์ว่าเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ คงไม่ได้ถูกจับในคราวนี้ เพราะมิฉะนั้นจะต้องเป็น “เรื่องใหญ่” ที่พระองค์รามราชาต้องกราบบังคมทูลแน่นอน
2 เดือนต่อมา จึงมีข่าวปรากฏในพงศาวดารกรุงกัมพูชาว่า “ลุถึงเดือน 3 ในปีเถาะ 1133 (พ.ศ. 2314) นี้ เจ้าเสสัง (ศรีสังข์) ซึ่งเปนเจ้าไทยที่หนีจากกรุงศรีอยุธยาครั้งเมื่อพม่ามาตีเมือง มาอยู่เมืองเขมรนั้น ได้สิ้นพระชนม์ลง”21
ปิดบัญชีไล่ล่า จีนเปลี่ยนท่าที
หลังจากจัดการกับพวก “ตั้งตนเป็นอิสระไม่หยุดหย่อน” และ “สืบค้น” องค์รัชทายาทกรุงศรีอยุธยา เรียบร้อยสิ้นกระบวนความในปี 2314 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้พระเจ้าตากได้ทำตามคำขอของทางการจีนด้วยการช่วยจับกุมเชลยศึกพม่าส่งให้กับทางการจีน ซึ่งเวลานั้น จีน–พม่า ยังคงทำสงครามกันอยู่ รัฐบาลจีนเริ่มเปลี่ยนท่าทีต่อพระเจ้าตาก
“รัชทายาทของตระกูลเจา [คำว่าเจาตรงกับคำว่าเจ้า คงจะหมายถึงกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา –ผู้แปล] ตกต่ำถดถอยอย่างที่สุด และสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสิ้นเชิงของกันเอินซื่อ [หมายถึง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี – ผู้แปล] สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ราชสำนักชิงจำต้องทบทวนท่าทีที่มีต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสียใหม่”22
สุดท้ายรัฐบาลจีนก็ “กลับคำ” เรื่อง “ความชอบธรรม” ในการขึ้นครองราชย์ใหม่
“การแย่งชิงแผ่นดินแล้วเปลี่ยนราชสกุลเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอ เช่น ราชสกุลเฉิน ม่อ หรือหลี แห่งอาณาจักรอันหนัน [อันนัมหรือเวียดนาม – ผู้แปล] ก็เปลี่ยนแปลงประมุขอยู่หลายครั้งคราว เหตุการณ์เช่นนี้จึงหาได้เกิดขึ้นแก่สยามแต่เพียงแห่งเดียวไม่
นอกจากนั้น เมื่อครั้งโจรพม่าตีสยามจนแตก ผี่เอียซิน (พระยาสิน) ทำการโดยมุ่งหมายตอบโต้เป็นสำคัญ แต่โอกาสอำนวยให้บังเกิดประโยชน์ ร่องรอยแต่น้อยนิดแห่งการทรยศแย่งชิงบัลลังก์ก็หาประจักษ์แต่อย่างใดไม่ ฯลฯ ส่วนความเป็นมาแห่งการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน แล้วสถาปนาตั้งตนเป็นกษัตริย์นั้น ก็หาจำเป็นต้องเคร่งครัดในฐานานุศักดิ์ไม่ จึงไม่สมควรที่จะก้าวก่าย ผี่เอียซิน”23
นับแต่ปีที่ 37 แห่งรัชกาลเฉียนหลง ตรงกับพุทธศักราช 2315 เป็นต้นมา เอกสารราชการของราชสำนักชิงได้เปลี่ยนการกล่าวอ้างพระนามของพระเจ้าตากใหม่ คือไม่ได้เรียกขานว่า “หัวหน้าเผ่าชนอาณาจักรสยาม” หรือ “พระยาสิน” หรือ “กันเอินซื่อ” แต่เรียกขานว่า “เจิ้งเจา” ซึ่งหมายถึง “กษัตริย์เจิ้ง” หรือ “แต้อ๋อง” นั่นเอง24
ตลอดรัชกาลสั้น ๆ ของกรุงธนบุรี นอกเหนือจากรัชทายาท 3 พระองค์ “ในพงศาวดาร” ที่ถูก “สืบหา” แล้ว ก็ไม่มีเหตุเรื่องการไล่ล่า รัชทายาท พระราชวงศ์ ของกรุงศรีอยุธยาเกิดขึ้นอีก และก็ไม่มี รัชทายาท พระราชวงศ์ ของกรุงศรีอยุธยาลุกขึ้นต่อต้านเพื่อทวงราชบัลลังก์คืนอีกเลย จนกระทั่งเปลี่ยนแผ่นดิน…
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2558
ผู้เขียน : ปรามินทร์ เครือทอง
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 301
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 747232174/

การส่งต่อราชบัลลังก์ “จากพี่สู่น้อง”
ในบทความนี้จะกล่าวถึงเหตุและผลรวมไปถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสายการสืบราชบัลลังก์ หลังเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่2 อย่างที่ทราบกันดีว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่3 นั้นทรงเป็นพระเชษฐา(พี่ชาย)ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่4 แต่ทั้งสองพระองค์นั้นมิได้ประสูติจากพระมารดาคนเดียวกัน ดังจะอธิบายคือ
รัชกาลที่3. หรือพระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับ ทรงประสูติจาก พระสนมเอก คือ เจ้าจอมมารดาเรียม
รัชกาลที่4. หรือพระนามเดิม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงประสูติจาก พระอัครมเหสี คือ สมเด็จพระนางเธอ เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด
จากข้อมูลข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า ศักดิ์และสิทธ์ในการสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่2 นั้นควรตกอยู่ที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่4) เพราะเป็นพระราชโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสี (ราชินี) แต่ความเป็นจริงกลับมิเป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่2ได้สวรรคตลง ก็เกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากพระองค์มิได้แต่งตั้งผู้ใดให้เป็นรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ ไม่มีทั้งทางวาจาและลายลักษณ์อักษร แต่ตามกฎมณเฑียรบาลแล้วพระราชโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสี(ราชินี)ย่อมเป็นหน่อพระพุทธเจ้ามีศักดิ์และสิทธิ์เหนือพระราชโอรสทั้งปวง
หากเป็นดังเช่นนี้แล้ว ราชบัลลังก์ควรจะตกแก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ(รัชกาลที่4) แต่ในขณะนั้นเจ้าฟ้ามงกุฎยังทรงพระเยาว์นักและผนวชเรียนอยู่ที่วัด บวกกับพระองค์ไม่มีความรู้เกี่ยวกับราชการงานเมืองมากนัก ซึ่งต่างจาก พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับ(รัชกาลที่3) ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นพระราชโอรสที่เกิดจากพระสนม แต่พระองค์ก็เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่มีอายุมากกว่าเจ้าฟ้ามงกุฎ ถึง17ปี ได้ประกอบธุรกิจค้าขายกับต่างชาติไม่ว่าจะเป็น จีน ญวน รวมไปถึงมีประสบการณ์ทางราชการงานศึกมากมาย เพราะเหตุนี้จึงทำให้พระราชวงศ์และเสนาบดีขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักมีมติเห็นชอบตรงกันว่า "ให้ถวายราชบัลลังก์แก่พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับ" เพื่อขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่3 สืบไป
ตลอดการครองราชย์นั้น พระองค์ทรงบริหารราชการ ปกครองแผ่นดินให้มีความสงบร่มเย็นมาโดยตลอด มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น เช่น วิลาศโปรตุเกส วิลาศฮอลันดา การเศรษฐกิจเจริญรุดหน้าไปด้วยดี ในด้านส่วนพระองค์นั้น พระองค์มิทรงมีพระภรรยาที่เป็นเจ้าหญิงในพระราชวงศ์เลย และไม่โปรดที่จะสถาปนาสนม หรือเจ้าจอมผู้ใดให้ขึ้นดำรงตำแหน่งพระอัครมเหสีตามโบราณราชประเพณีเลย เสมือนเป็นนัยว่า พระองค์ทรงรู้ตัวอยู่เสมอว่าราชบัลลังก์ที่พระองค์ได้มานั้นมันไม่ถูกต้อง ขัดต่อกฎมณเฑียรบาลที่สืบทอดกันมาแต่กรุงเก่า แต่ที่พระองค์ต้องเป็นกษัตริย์ก็เพื่อนำพาบ้านเมืองให้อยู่รอด เพราะถ้าหากพระองค์ทรงแต่งตั้งหญิงใดขึ้นเป็นพระอัครมเหสี ก็จะทำให้พระราชโอรสที่ประสูติออกมามีฐานันดรศักดิ์เป็นเจ้าฟ้าชายใหญ่ทันที หากเป็นเช่นนั้นการคืนราชบัลลังก์กลับไปที่เจ้าฟ้ามงกุฎก็จะเป็นเรื่องยาก เกรงว่าเจ้าฟ้ามงกุฎจะไม่มีสิทธ์ในราชบัลลังก์ และไม่พ้นการแย่งชิงราชสมบัติระหว่างอากับหลานเป็นแน่
ดังนั้น เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่3 สวรรคตลง พระราชวงศ์ผู้ใหญ่ เสนาบดี และขุนนาง จึงมีมติเห็นชอบพร้องกันว่าให้ถวายราชบัลลังก์คืนแก่ เจ้าฟ้ามงกุฎ อันเสร็จการลงมติ จากนั้นจึงพากันไปเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลเชิญเจ้าฟ้ามงกุฎที่วัดบวรนิเวศให้ทรงลาผนวช เพื่อขึ้นเสวยราชสมบัติเป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่4 สืบต่อไป
ที่มา : เกร็ดประวัติศาสตร์
https://www.facebook.com/%E0%B9%80%E0%B ... 237386172/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส