ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 300
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

APOCALYPSE เขียน:
พุธ ม.ค. 27, 2021 7:19 pm
อ่านได้ความรู้เยอะเลยครับ ขอบคุณเจ้าของกระทู้ครับ
ขอบคุณคะ จะพยายามลงให้คนที่สนใจ ประวัติศาสตร์ ได้รับรู้โลกกว้าง เน้น การเมือง การปกครอง อยากจะให้ หลายๆ คนรู้ว่า กว่าจะมาเป้นชาติ เป้นสังคมโลกได้ ทุกวันนี้มันต้อง ผ่านอะไรที่มัน ขมขื่น ความอดทน การเสียสละ การฝินความรู้สึกมากแค่ไหน ชาติๆ นึงกว่าจะมาเป้นทุกวันนี้ มันไม่ได้ขึ้น กับ คน ๆนึง สถาบันใด สถาบันใด สถาบันหนึ่ง หรืออาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่มันหมายถึงการเสียสละ ของทุกคน ทุกระดับ ในชาติ ตั้งแต่ อดีตที่ผ่านมา

Ok Drama มาพอหล้ะ เรามาเริ่มกันต่อ

" พระนางศุภยลัต" สวยสายโหด
"พระนางศุภยลัต" หรือ "พระราชินีศุภยลัต" เป็นพระธิดาของพระเจ้ามินดง กษัตริย์องค์รองสุดท้าย แห่งราชวงศ์คองบองของพม่า กับพระนางอเลนันดอ
เนื่องจากว่าพระเจ้ามินดง ไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นรัชทายาทไว้ ดังนั้น เมื่อตอนพระองค์สวรรคตลง บัลลังก์พม่าจึงวุ่นวาย ว่างเว้นรัชทายาท ด้วยความทะเยอทะยานของพระนางอเลนันดอ และพระนางศุภยลัตสองแม่ลูก จึงใช้อำนาจผลักดันให้ "เจ้าชายสีป่อ" โอรสของพระเจ้ามินดงที่เกิดจากนางสนม ซึ่งเป็นพระธิดาเจ้าฟ้าเมืองสีป้อ ซึ่งเป็นเมืองไทใหญ่ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พม่าองค์ต่อมา ซึ่งพระเจ้าสีป่อนั้น ถือได้ว่าเป็นกษัตริย์ที่ขาดความสามารถและประสบการณ์บริหารบ้านเมือง เนื่องจากพระองค์ผนวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเล็ก จนโตมาเป็นพระภิกษุ แทบไม่มีประสบการณ์หรือความรู้ทางการปกครองเลย
ทีนี้ ความโหดร้ายของพระนางเท่าที่ปรากฏ เริ่มจากการที่ตอนก่อนพระเจ้ามินดงจะสวรรคต พระนางก็จัดการจับเอาบรรดาเจ้าชาย เจ้าหญิง ที่คิดว่าเป็นศัตรูไปจำคุกไว้ รอการจัดการ จากนั้น พอพระเจ้าสีป่อได้เป็นกษัตริย์ พระนางก็ให้เอาบรรดาเจ้าชายไป "ประหารชีวิต" เพื่อไม่ให้เป็นเสิ้ยนหนามหลายสิบองค์ ซึ่งการประหารชีวิตของพม่าสมัยนั้นเวลาประหารเจ้านายก็ใช้ท่อนจันทร์ ทำให้เจ้าพนักงานต้องเตรียมถุงแดง ซึ่งว่ากันว่าผู้ถูกประหารในครั้งนั้นเยอะมาก จนเย็บถุงแดงกันแทบไม่ทันทีเดียว เมื่อถึงวันประหาร พระนางได้จัดแสดงละคร และพาพระเจ้าสีป่อมาทอดพระเนตรละครเพื่อให้ไม่สนใจกับการฆ่าคนจำนวนมากที่กำลังจะเกิด ในขณะเดียวกันก็ได้ถวายน้ำจันฑ์ (เหล้า) ให้พระเจ้าสีป่อดื่มตลอดเวลา เพื่อให้เมามายจนลืมไม่สนใจเหตุการณ์ต่างๆ ด้วย การประหารชีวิตดำเนินไปกว่าสามวันสามคืน จึงเสร็จสิ้น กล่าวกันว่าตอนเอาพระศพเจ้าชายผู้เคราะห์ร้ายไปฝัง ศพมีจำนวนมาก จนขึ้นอืดแล้วโผล่มามีคนไปพบจนเป็นเรื่องใหญ่ จนพระนางต้องสั่งให้ขุดหลุมฝังให้ลึกกว่าเดิม โดยเกณฑ์บรรดานักโทษไปเป็นแรงงาน เพราะไม่มีใครกล้าทำงานนี้ เมื่อขุดหลุมเสร็จ ก็นำช้างมาเหยียบหลุมให้แน่น มิให้เกิดเหตุซ้ำได้อีก
บางแห่งกล่าวว่า นอกจากเจ้าชายแล้ว บรรดาลูกเมีย ตลอดจนแม่ หรือบริวารใกล้ชิดของเจ้าชายเหล่านั้น ก็ถูกประหารชีวิตไปด้วย เพียงแต่ในระดับรองๆ ลงมา อาจไม่ได้โอกาสใช้ท่อนจันทร์ แต่จะประหารด้วยวิธีใดก็แล้วแต่เพชรฆาตจะเห็นสมควร จนมีผู้พลอยถูกประหารไปทั้งสิ้นกว่าห้าร้อยคน
ในคราวสงครามพม่า อังกฤษ ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ในครั้งนั้นอังกฤษมีชัยชนะเหนือพม่า และได้ผนวกดินแดนพม่าทั้งหมดเข้าเป็นอาณานิคมอย่างสมบรูณ์ ซึ่งจักรวรรดิอังกฤษได้ผนวกพม่าเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมลฑลอินเดียในบริติชราช ซึ่งทางกองทัพอังกฤษได้เห็นสมควรให้ถอดพระเจ้าสีป่ออกจากราชบัลลังก์ และเนรเทศพระองค์พร้อมครอบครัวไปยังเมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดีย เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์คองบอง และสิ้นสุดการปกครองระบอบกษัตริย์ในประเทศพม่าแต่เพียงเท่านี้
หลังอังกฤษผนวกดินแดนพม่าได้ ได้ปลดปล่อยบรรดาเจ้าหญิงที่ถูกจำคุกไปคราวนั้นด้วย (ผู้ชายถูกฆ่า ผู้หญิงแค่ติดคุก) ซึ่งเจ้าหญิงพม่าบางองค์ที่พ้นจากคุก เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ บางพระองค์มีพระวรกายผ่ายผอม เพราะลำบากมานาน จนทหารอังกฤษที่เข้าไปปล่อยตกใจ
หลังถูกเนรเทศไปอินเดีย เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่พระนางศุภยลัต จึงขอเสนอข้อมูลอีกมุมว่ามีนักข่าวชาวอังกฤษ ไปสัมภาษณ์พระนางศุภยลัต ขณะยังประทับที่เมืองรัตนคีรี ซึ่งเป็นข้อมูลอีกด้านว่าพระนางศุภยลัตเป็นราชินีผู้น่าสงสาร พระนางกล่าวว่าไม่ได้มีบทบาทในการสั่งการ หรือรู้เห็นในการสังหารหมู่บรรดาเจ้าชายต่างๆ แต่ประการใด เพียงแต่พระนางถูกแอบอ้างชื่อเท่านั้น และผู้ที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ คือขุนนางพม่าอื่นๆ และพระนางอเลนันดอ พระมารดาของพระนางเท่านั้น
พระนางศุภยลัตถือว่าเป็นคนที่มีทิษฐิสูงพระองค์หนึ่ง แม้ประทับอยู่อินเดียแล้ว ยังเคร่งครัดในราชประเพณีซึ่งหมดความหมาย โดยบังคับคนรับใช้ให้หมอบคลาน เข้าเฝ้าตามธรรมเนียมทุกประการ เป็นเหตุให้คนใช้ของพระนาง "ลาออก" กันแทบทุกคนเพราะทนไม่ได้ หลังพระสวามีสิ้นพระชนม์ พระนางได้รับอนุญาตให้กลับพม่า โดยไปประทับที่เมืองย่างกุ้ง ช่วงท้ายของพระนางเหมือนสำนึกบาป จึงกลายเป็นคนเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา ถือศีลอย่างเคร่งครัด และดำรงชีพอย่างสมถะ ใช้ชีวิตอย่างสันโดษจนสิ้นพระชนม์ที่พระตำหนักในเมืองย่างกุ้ง ขณะพระชนมายุได้ 65 พรรษา ซึ่งราษฎรพม่าบางส่วน ก็พยายามจัดงานศพให้พระนางตามสภาพ เท่าที่จะพอจัดให้ "อดีตพระราชินี" ของตนได้
พระนางศุภยลัต ถูกกล่าวหาจากตำราบางแห่ง ว่าเป็นจุดเริ่มการล่มสลายของราชอาณาจักร และต้องเป็นอาณานิคม แต่หากมองอย่างเป็นธรรม นับตั้งแต่สิ้นพระเจ้ามังระมา ในราชวงศ์คองบองก็มีความวุ่นวาย ทั้งการแย่งชิงราชสมบัติ อีกทั้งกษัตริย์แต่ละพระองค์ ก็มักจะเสียพระจริต (เป็นบ้า) จนบริหารบ้านเมืองไม่ได้ แล้วก็ผลัดกันชิงบัลลังก์ จับกษัตริย์องค์ก่อนขังบ้าง สำเร็จโทษบ้าง แม้แต่พระเจ้ามินดงเอง ก็ชิงบัลลังก์มาจากพระเจ้าพุกามแมง ซึ่งเป็นพระเชษฐา และตำราฝั่งพม่าเอง ก็กล่าวว่าพระเจ้ามินดง พระบิดาของพระเจ้าสีป่อ เป็นกษัตริย์ที่ดี ทรงมีวิสัยทัศน์ และพยายามปฏิรูปประเทศให้ก้าวหน้า เพื่อให้พ้นภัยจากชาติตะวันตก แต่ทรงทำไม่สำเร็จ เพราะขาดขุนนางที่มีความรู้ ความสามารถ เข้าใจพระองค์นั่นเอง และพระองค์ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับชาติตะวันตก ก็พยายามประนีประนอมกับชาติตะวันตกมาตลอด แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะต้องรับผลร้ายจากการที่กษัตริย์องค์ก่อนๆ ไปทำสงครามกับอังกฤษทิ้งไว้ ในสงครามอังกฤษพม่าครั้งที่หนึ่งและสอง จนต้องเสียดินแดนไปมากมาย หากเป็นจริงดังนี้ถือว่ามองอย่างเป็นธรรม พระเจ้ามินดง ก็น่าสงสารมากทีเดียว
เรียบเรียงเป็นความรู้ หากผิดพลาดต้องขออภัย
ภาพประกอบ ภาพพระนางศุภยลัต จากอินเตอร์เน็ต ผู้เรียบเรียง ต้องขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เป็นอย่างยิ่ง มา ณ โอกาสนี้ครับ
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 300
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

สมรภูมิสตาลินกราด / Battle of Stalingrad
8 ธันวาคม 2020 ·
Feofanovich Mikhail Filippov
นักบินของกองทัพอากาศโซเวียตในสมรภูมิคาบสมุทรไครเมีย
มิคาอิล เกิดในปี 1920 เมื่ออายุ 20 ปีเข้ารับการฝึกเป็นนักบินและได้เป็นนักบินเครื่องบิน Po-2 ของโซเวียต เครื่องบินรุ่นนี้ส่วนมากใช้บินตรวจการและงานทั่วไปอื่นๆ เขาได้ทำการบินเข้าไปหลังแนวข้าศึก เพื่อติดต่อกับและสนับสนุนกองกำลังใต้ดินของฝ่ายโซเวียต จำนวนกว่า228เที่ยวบิน
หลังจากนั้นเขาได้เปลี่ยนไปเป็นนักบิน เครื่องบิน IL-2 ที่เป็นเครื่องบินใช้โจมตีภาคพื้นดิน
ในภารกิจบิน เขาได้ทำลายหัวรถจักรไอน้ำและขบวนรถไฟ ทำลายกองทหารราบเยอรมัน ในแถบคาบสมุทรไครเมีย (ทางใต้ของรัสเซีย) ยิงเครื่องบิน Ju-52 ของฝ่ายเยอรมันตก ในช่วงต้นปี 1943
มิคาอิลมีภารกิจบินเครื่องบิน IL-2 sturmovik จำนวนทั้งหมด 87เที่ยวบิน
ภารกิจสุดท้ายของมิคาอิลคือได้ร่วมในยุทธการ Kerch-Eltigen โดยเป็นการสนับสนุนทหารโซเวียตยกพลข้ามจากคาบสมุทร Taman ข้ามช่องแคบ Kerch ที่ทะเลอาซอฟ เพื่อไปยังเมือง Kerch ซึ่งเป็นเมืองทางตะวันออกสุดของคาบสมุทรไครเมีย
ยุทธการนี้เป็นยุทธการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ของฝ่ายโซเวียต โดยมีกำลังทหารจำนวนประมาณ 150,000 คน ข้ามช่องแคบบุกขึ้นชายฝั่งระหว่างเมือง Kerch ถึง Eltigen (การยกพลขึ้นบกของ สหรัฐ อังกฤษ แคนาดา ในยุทธการ overlord ที่ฝรั่งเศสมีจำนวนทหารจาก 3 ชาติเข้าร่วม 1.6 แสน คน ซึ่งมากกว่า ยุทธการ Kerch Eltigen ของโซเวียตประมาณหมื่นกว่าคน)
มิคาอิลได้ร่วมรบในยุทธการ Kerch Eltigen แต่โชคร้ายเครื่องบินของเขาถูกปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานฝ่ายเยอรมันยิงเข้ากลางลำ ศพของมิคาอิลรวมถึงเครื่องบินนั้นสูญหายไป
จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถค้นหาศพหรือชิ้นส่วนเครื่องบินเจอ
ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพราะ
ผมมีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งทางเฟสบุ๊ค เขาเป็นคนวอลโกกราด ผมเองชอบเมืองนี้ เขาเองก็บอกว่าเขารักประเทศไทย และจะมาพักที่พัทยาทุกปีช่วงกุมภาพันธ์ (ผมเข้าใจว่าเขาต้องการหนีหนาวจากรัสเซีย และได้มาพักผ่อนด้วย) เขามาทุกปีครับ โดยเฉพาะงาน บูรพา bike week
เพื่อนได้เล่าให้ฟังว่า
มิคาอิลเป็นทหารตอนอายุยังเด็กมาก ไม่มีลูก แต่เขามีน้องชายที่ยังเล็ก
น้องชายไม่ได้เป็นทหารและรอดชีวิตจากสงครามมา น้องชายของมิคาอิลก็คือปู่ของเพื่อนชาวรัสเซียคนนี้ครับ
เขาได้เล่าเรื่องราวของปู่มิคาอิลให้ผมฟัง ผมจึงได้ขออนุญาตนำมาเขียนเพื่อเผยแพร่ให้คนไทยได้ทราบว่า ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครอบครัวคนรัสเซียแทบทุกครอบครัวก็ว่าได้ ล้วนมีเรื่องราว การต่อสู้และความเสียสละของบรรพบุรุษของพวกเขา กว่าที่จะมีชาติจนถึงทุกวันนี้
แต่ในโลกช่วงสงครามเย็นทำให้เรื่องราวเหล่านี้ไม่ค่อยมีการเผยแพร่ หรืออาจจะพยายามลดบทบาทของฝ่ายโซเวียตลงจนแทบจะไม่มีใครพูดถึงเลย คนส่วนใหญ่จะรู้จักเพียง การยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี แต่การยกพลขึ้นบกที่คาบสมุทรไครเมียนั้น ซึ่งมีขนาดจำนวนทหารในการยกพลขึ้นมากใกล้เคียงกับการยกพลขึ้นบกที่ฝรั่งเศส คนทั่วไปแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย

https://www.facebook.com/saranovalex
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 300
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 653745450/

• ชื่อของราชวงค์ต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์จีน
มีที่มาจากอะไรกันบ้าง?
สำหรับในบทความนี้ Histofun Deluxe จะขอนำทุก ๆ คน ไปทำความรู้จักถึงที่มาที่ไป ของชื่อในแต่ละราชวงศ์ของจีน ว่าในแต่ละราชวงศ์นั้น มีชื่อที่มีความหมายและความเป็นมาอย่างไรกันบ้าง
-----
• ราชวงศ์เซี่ย (Xia : 夏)
2,070-1,600 ปีก่อน ค.ศ.
ราชวงศ์แรกสุดของจีน โดยชื่อของราชวงศ์ มีที่มาจากชื่อของกลุ่มชนเผ่าหัวเซี่ย (Hua Xia) อันเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มชนเผ่าจีนโบราณ ในแถบลุ่มแม่น้ำฮวงโห
-----
• ราชวงศ์ซาง (Shang : 商)
1,600-1,046 ปีก่อน ค.ศ.
มีที่มาจากชื่อของชนเผ่าซาง ชนเผ่าที่ทำการโค่นล้มราชวงศ์เซี่ย
-----
• ราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty : 周)
1,046-256 ปีก่อน ค.ศ.
ชื่อของราชวงศ์โจว มีที่มาจากชื่อของแคว้นโจว ซึ่งเป็นดินแดนทางด้านตะวันตกของราชวงศ์ซาง ผู้นำของแคว้นโจวได้โค่นล้มราชวงศ์ซาง และสถาปนาราชวงศ์โจวขึ้นมา
ในยุคราชวงศ์โจว ได้มีการแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน คือ
- ราชวงศ์โจวตะวันตก (1,046-771 ปีก่อน ค.ศ.)
มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองซีอาน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตก
- ราชวงศ์โจวตะวันออก (771-256 ปีก่อน ค.ศ.)
มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองลั่วหยาง (หรือ ลกเอี๋ยง) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออก
และภายในยุคราชวงศ์โจวตะวันออก ก็ได้มีการแบ่งออกเป็น 2 ยุคย่อยอีก คือ
- ยุคชุนชิวหรือยุควสันตสารท (Spring and Autumn period : 春秋)
771-476 ปีก่อน ค.ศ.
ราชวงศ์โจวตะวันออกอ่อนแอ แผ่นดินจีนแตกแยกออกเป็นร้อย ๆ แคว้น เกิดศึกสงครามภายใน โดยคำว่า "ชุนชิว" แปลว่า ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง โดยมาจากชื่อของพงศาวดารชุนชิว หรือพงศาวดารวสันตสารท ของขงจื๊อ (Confucius) นักปราชญ์ผู้บันทึกเรื่องราวของยุคสมัยนี้
- ยุคจ้านกว๋อหรือยุครณรัฐ (Warring States period : 戰國)
476-221 ปีก่อน ค.ศ.
เป็นยุคที่ต่อเนื่องจากยุคชุนชิว ราชวงศ์โจวตะวันออกถึงกาลล่มสลาย แผ่นดินจีนหรือเพียง 7 แคว้นใหญ่ที่ห่ำหั่นระหว่างกัน โดยคำว่า "จ้านกว๋อ" แปลว่า สงครามระหว่างแคว้น
-----
• ราชวงศ์ฉิน (Qin : 秦)
221-206 ปีก่อน ค.ศ.
มาจากชื่อของแคว้นฉิน แคว้นที่สามารถรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การนำของฉินสื่อหวงตี้หรือจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิ (ฮ่องเต้) พระองค์แรกของจีน
-----
• ราชวงศ์ฮั่น (Han : 漢)
202 ปีก่อน ค.ศ. - ค.ศ. 220
หลังจากที่ราชวงศ์ฉินล่มสลายลง แผ่นดินจีนได้แตกแยกออกเป็น 18 แคว้น และเปิดศึกแย่งชิงอำนาจกัน ท้ายที่สุด หลิวปัง ผู้นำของแคว้นฮั่น สามารถรวมแผ่นดิน และสถาปนาราชวงศ์ฮั่นขึ้นมา
ราชวงศ์ฮั่น นับเป็นยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ และครองอำนาจยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน โดยชื่อของราชวงศ์ ยังได้ถูกนำไปเรียกเชื้อชาติของชาวจีน อย่างชาวฮั่นอีกด้วย
โดยในยุคราชวงศ์ฮั่น ได้มีการแบ่งออกเป็น 2 ยุคสมัยด้วยกัน คือ
- ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (202 ปีก่อน ค.ศ. - ค.ศ. 9) มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองฉางอาน ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก
** ในช่วงปี ค.ศ.9 จนถึง 23 หวังหมั่งอำมาตย์แห่งแคว้นซิน (Xin : 新) ได้โค่นล้มราชบัลลังก์ของราชวงศ์ฮั่น และสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ ในนามราชวงศ์ซิน แต่ครองอำนาจได้ไม่นานนัก ท้ายที่สุด เชื้อสายของราชวงศ์ฮั่นก็สามารถโค่นล้มราชวงศ์ซินได้สำเร็จ และฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นอีกครั้ง
- ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25-220)
มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองลั่วหยาง (ลกเอี๋ยง) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก
เมื่อราชวงศ์ฮั่นตะวันออกได้ล่มสลายลง แผ่นดินจีนก็ได้แตกแยกออกเป็น 3 แคว้น ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดี ในชื่อของยุคสามก๊ก (Three Kingdoms : ค.ศ. 220-280) ซึ่งทั้งสามก๊ก ประกอบไปด้วย
- แคว้นเว่ย (Wei : 魏) หรือวุ่ยก๊ก : เป็นก๊กของโจโฉ (ต่อมาทายาทของโจโฉ จะเป็นผู้ที่โค่นล้มราชวงศ์ฮั่น) โดยชื่อของแคว้น มาจากศักดินาเดิมของโจโฉ ที่เคยเป็นผู้นำของแคว้นเว่ยมาก่อน
- แคว้นฉู่ (Shu : 蜀) หรือจ๊กก๊ก : เป็นก๊กของเล่าปี่ โดยชื่อของแคว้นมาจากชื่อของแคว้นฉู่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของก๊กนี้
- แคว้นอู๋ (Wu : 吳) หรือง่อก๊ก : เป็นก๊กของซุนกวน โดยชื่อของแคว้นมาจากชื่อของแคว้นอู๋ ซึ่งเป็นที่ตั้งของก๊กนี้
-----
• ราชวงศ์จิ้น (Jin : 晉)
ค.ศ. 280-420
ราชวงศ์จิ้นถูกสถาปนาขึ้นโดยสุมาเอี๋ยน ซึ่งเป็นหลานชายของสุมาอี้ มหาอำมาตย์ของแคว้นเว่ย (วุ่ยก๊ก) ในช่วงยุคสามก๊ก สุมาเอี๋ยนได้สถาปนาราชวงศ์จิ้น และรวมแผ่นดินจีนได้สำเร็จในปี ค.ศ. 280 เป็นอันสิ้นสุดยุคสามก๊ก
สำหรับชื่อของราชวงศ์จิ้น มีที่มาจากชื่อของแคว้นจิ้น ซึ่งเป็นดินแดนที่ตระกูลสุมา มีอำนาจอยู่ในช่วงที่ตระกูลสุมายังรับใช้แคว้นเว่ยอยู่
ยุคราชวงศ์จิ้น มีการแบ่งออกเป็น 2 ยุคย่อย คือ
- ราชวงศ์จิ้นตะวันตก (ค.ศ. 280-317) มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองลั่วหยาง
- ราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ค.ศ. 317-420) มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเจี้ยนคัง (หรือนานกิง) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลั่วหยาง
สาเหตุที่ทำให้ราชวงศ์จิ้นต้องย้ายเมืองหลวง ก็เพราะว่าได้มีกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อน ได้บุกยึดครองดินแดนทางตอนเหนือของจีน ส่งผลให้ราชวงศ์จิ้นต้องอพยพหลบหนีมาอยู่ทางใต้ของจีน และตั้งเมืองหลวงใหม่ก็คือ เมืองเจี้ยนคัง
-----
• ราชวงศ์เหนือใต้ (Northern and Southern Dynasties : 南北)
ค.ศ. 420-589
ยุคราชวงศ์เหนือใต้ เป็นยุคที่จีนถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยดินแดนตอนเหนือเป็นราชวงศ์ของพวกชนเผ่าเร่ร่อน (ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 5 ราชวงศ์) ในขณะที่ดินแดนทางใต้ เป็นราชวงศ์ของชาวจีน (ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 5 ราชวงศ์) ที่สืบทอดอำนาจต่อจากราชวงศ์จิ้น (ตะวันออก) ที่ได้ล่มสลายไปในปี ค.ศ. 420
-----
• ราชวงศ์สุย (Sui : 隋)
ค.ศ. 581-618
ยุคราชวงศ์เหนือใต้สิ้นสุดลง เมื่อราชวงศ์สุยซึ่งเป็นหนึ่งในราชวงศ์เหนือ สามารถรวมแผ่นดินจีนให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ
โดยชื่อของราชวงศ์สุย มาจากการที่ผู้ก่อตั้งราชวงศ์คือ สุยเหวินตี้ เคยเป็นขุนนางที่ปกครองแคว้นสุยมาก่อน ในช่วงยุคราชวงศ์เหนือใต้
-----
• ราชวงศ์ถัง (Tang : 唐)
ค.ศ. 618-907
ชื่อของราชวงศ์ถัง มีที่มาจากการที่ผู้ก่อตั้งราชวงศ์คือ ถังเกาจู่ เคยเป็นผู้นำของเมืองถัง ในช่วงยุคราชวงศ์สุยมาก่อน
-----
• ยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (Five Dynasties : 五代十國)
ค.ศ. 907-960
ภายหลังราชวงศ์ถังล่มสลายลง ก็ได้มีราชวงศ์ที่สืบทอดอำนาจต่อมาอีก 5 ราชวงศ์ แต่ราชวงศ์เหล่านี้ จะมีอำนาจครอบคลุมเฉพาะพื้นที่เมืองหลวงเท่านั้น ส่วนดินแดนอื่น ๆ ของจีน เป็นที่ตั้งของอาณาจักรอิสระอีก 10 แห่งด้วยกัน
ยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักรสิ้นสุดลง เมื่อราชวงศ์ซ่งถูกสถาปนา และรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง
-----
• ราชวงศ์ซ่ง (Song : 宋)
ค.ศ. 960-1279
ชื่อของราชวงศ์มีที่มาจากผู้ก่อตั้งราชวงศ์คือ ซ่งไท่จู่ เคยเป็นขุนศึกของเมืองซ่งโจวมาก่อน
ในยุคราชวงศ์ซ่ง ได้มีการแบ่งออกเป็น 2 ยุคย่อยคือ
- ราชวงศ์ซ่งเหนือ (ค.ศ. 960-1127)
มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองไคฟง ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ
- ราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. 1127-1279)
มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองหางโจว ซึ่งอยู่ทางตอนใต้
ในช่วงเวลาเดียวกับยุคราชวงศ์ซ่งนี้ ยังมีราชวงศ์ของกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อน ที่ได้ยึดครองพื้นที่ทางตอนเหนือของจีนอยู่ คือ
- ราชวงศ์เหลียว (Liao : 遼) ค.ศ. 907-1125
เป็นราชวงศ์ของเผ่าคีตัน โดยชื่อของราชวงศ์ มาจากถิ่นที่อยู่ของชาวเผ่าคีตัน ที่อยู่บริเวณแม่น้ำเหลียว
- ราชวงศ์จิน (Jin : 金) ค.ศ. 1125-1234
เป็นราชวงศ์ของเผ่าหนี่เจิน โดยยึดครองและสืบต่ออำนาจต่อจากราชวงศ์เหลียว โดยชื่อของราชวงศ์มีความหมายว่า ทองคำ
-----
• ราชวงศ์หยวน (Yuan : 元)
ค.ศ. 1271-1368
ท้ายที่สุด ทั้งราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์จิน ก็ถูกพิชิตโดยชาวมองโกล นำไปสู่การสถาปนาราชวงศ์หยวนปกครองแผ่นดินจีน โดยชื่อของราชวงศ์หยวน มีความหมายว่า ปฐมบทหรือแรกเริ่ม สื่อความหมายถึง อาณาจักรแรกเริ่มที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุดบนแผ่นดิน
-----
• ราชวงศ์หมิง (Ming : 明)
ค.ศ. 1368-1644
ท้ายที่สุด กลุ่มชาวจีนที่นำโดย จูหยวนจาง ก็สามารถขับไล่ชาวมองโกลและราชวงศ์หยวนออกไปจากแผ่นดินจีน และสถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้นมา
โดยชื่อของราชวงศ์หมิง มาจากคำว่า "หมิง" หรือ "เม่ง" ในชื่อของลัทธิเม่งก้า อันเป็นลัทธิความเชื่อของกลุ่มจูหยวนจาง
-----
• ราชวงศ์ชิง (Qing : 清)
ค.ศ. 1644-1912
ชนเผ่าแมนจู ซึ่งเป็นเหล่าลูกหลานของชาวหนี่เจิน สามารถบุกพิชิตแผ่นดินจีน และสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้นมา อันเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน
โดยชื่อของราชวงศ์ชิง สัญนิษฐานว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของโชคลาภและฮวงจุ้ย เพราะชื่อของราชวงศ์หมิง มีความหมายสื่อถึงความร้อนและไฟ
ดังนั้นเมื่อชาวแมนจูสามารถโค่นล้มราชวงศ์หมิง และสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้นมา จึงได้ใช้คำว่า ชิง เป็นชื่อของราชวงศ์ เพราะคำว่าชิง สื่อความหมายถึงความเย็นและน้ำ เปรียบเสมือนการเอาชนะราชวงศ์หมิงของชาวแมนจูนั่นเอง
-----
*** Reference
- https://www.quora.com/How-were-Chinese-dynasties-named
- https://en.m.wikipedia.org/wiki/Dynasti ... se_history
- https://www.reddit.com/.../how_were_chi ... ies_named/
- https://www.chinahighlights.com/.../cul ... istory.htm
ที่มา : Histofun Deluxe
https://www.facebook.com/histofun2/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 300
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

บทประพันธ์เรื่องไซอิ๋ว
ไซอิ๋วเป็นเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นโดยนักปราญ์ชาวพุทธฝ่ายมหายาน นามว่าโห้ว เซ่งอึง เป็นปริศนาธรรมที่พยายามจะขยายความพุทธธรรมลงในตัวละครต่าง ๆ ไว้ดังนี้
เห้งเจีย (ปัญญา)นั้น สร้างขึ้นมาจากหิน เดิมเป็นลิงสามัญ แต่ด้วยเจตนาของ ฟ้า – ดินหรืออย่างไรไม่ทราบได้ จึงให้เมื่อเติบใหญ่มีกำลังกล้าแข็งขึ้น สามารถปกครองบรรดาเหล่าลิงทั้งหลาย จนลิงเหล่านั้นที่เป็นบริวารยกขึ้นให้เป็นใต้อ๋อง
และเจ้าเห้งเจียนี้มีคุณลักษณะที่แปลกแยกออกไปคือ เป็นลิงที่มีผิวเผือกผ่อง (โพธิจิตนั้นบริสุทธิอยู่โดยธรรมชาติ เฉกเช่น มนุษย์ทุกผู้เกิดมาย่อมมีจิตอันเป็นบริสุทธิ์ เมื่อเติบโตขึ้นมักสั่งสมการเรียนรู้โดยสัมมาทิฎฐิ หรือ มิจฉาทิฎฐิก็ดี แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะมีมิจฉาทิฏฐิในความเป็นตัวกู ของกู มากขึ้นฉันนั้น)
ต่อมาลิงเผือกที่จะเป็นเห้งเจีย หรือ เรียกว่า พญามุ้ยเกาอ๋อง เห็นว่าตนมีความสามารถมากขึ้นก็มีความทะยานอยากที่สูงมากขึ้น คือประสงค์ที่จะพ้นจากชราธรรมต้องการความเป็นอมตะ จึงได้สืบหาธรรมวิเศษและได้พบท่านโผเถโจ๊วซือ(สังฆนายก) จนได้เรียนรู้วิชาจนสามารถแปลงกายได้ ๗๒ อย่าง (สภาวธรรม ๗๒ อย่าง) และขนที่มีอยู่ ๘๔,๐๐๐ เส้น (ปริยัติใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์) ทุกเส้นแปลงเป็นลิงได้ จึงทำให้มีอิทธิฤทธิ์เพิ่มมากขึ้น
เห้งเจียเห็นว่าอันความสามารถของตนนั้นถ้าหากได้อาวุธวิเศษมาคู่กายก็จะดีไม่น้อย จึงทั้งตระเวนขึ้นสวรรค์ ลงใต้บาดาล เพื่อแสวงหาจนกระทั่งในที่สุดได้อาวุธคือตะบองวิเศษ ยู่อี่กิมซือเป๋ง (แปลว่า ตะบองปลอกทองได้ดังใจ)
ตะบองนี้ใหญ่ก็ได้ดังใจ จะให้เล็กเหน็บไว้ในรูหูก็ได้(เปรียบดังจิตมนุษย์ที่มีเปลี่ยนแปลง คิดทำอะไรต่าง ๆ ดังใจนึก)
เมื่อได้อาวุธแล้วก็บุกตะลุยลงไปในนรกและลบบัญชีตายแก่ตน(หมายความว่าโพธิจิตนั้นไม่มีวันแตกดับ)
นอกจากนี้ยังตีลังกาได้ ๑๘,๐๐๐ โยชน์เป็นระยะทางจากเมืองไต้ถังถึง กับไซที (โพธิจิตถึงนิพพานได้เพียงขณะจิตเดียว ) พญาเงี่ยมฬ่ออ๋อง (มัจจุราช) และพญาเล่งอ๋อง (ผู้เป็นใหญ่ในทะเล) ต้องหนีเตลิดเปิดเปิงขึ้นไปบนสวรรค์ ยื่นฎีกาต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ (ผู้เป็นใหญ่บนสวรรค์) ในที่สุดสวรรค์จึงออกอุบายว่าควรจะมอบตำแหน่งสักอย่างให้เห้งเจียเพื่อให้มาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของสวรรค์ เห้งเจียจะได้ไม่ไปคบหาสมาคมกับภูตผี มิฉะนั้นอาจจะเป็นภัยต่อสวรรค์ได้ จึงได้แต่งตั้งให้เป็นแม่กองเลี้ยงม้า
ครั้งแรกเห้งเจียดีใจที่ตนเองได้ตำแหน่ง แต่เมื่อมาแต่งตั้งตำแหน่งเป็นเพียงแม่กองเลี้ยงม้าเท่านั้น เห็นว่าความสามารถอย่างตนแต่กลับให้มาเลี้ยงม้าเท่านั้น ก็โกรธทำลายสิ่งของต่าง ๆ แล้ว เหาะกลับมายังที่อยู่ของตนที่ถ้ำจุ้ยเลี่ยมต๋อง ( โพธิจิตที่ยังเถื่อนยังไม่พอใจกับบุญที่ไร้เกียรติ )
ฝ่ายปีศาจตระกูลต๋อกกั๊ก ๒ ตน( ได้แก่ มานะ – ถือตน กับ อติมานะ – ถือตนจนข่มผู้อื่น) ได้ทีเข้ามาสวามิภักดิ์ แล้วยุยงว่าความสามารถอย่างท่านนั้นน่าจะเป็นจอมสวรรค์เสียด้วยซ้ำ
เมื่อเป็นดังนี้ทางเง็กเซียนฮ่องเต้จอมสวรรค์เห็นว่าเห้งเจียบังอาจที่ไม่แยแสต่อตำแหน่งที่แต่งตั้งให้แถมยังไปสมคบกับปีศาจอีกด้วย จึงสั่งถักทะลีทีอ๋อง แม่ทัพสวรรค์พร้อมโลเฉีย(พลังของบุญกุศล ไปน้อมนำให้โพธิจิตเข้าใจในปิติและสุข) ไม่ว่าโลเฉียจะแสดงอิทธิฤทธิ์ใด ๆ เห้งเจียก็แปลงกายในรูปแบบต่าง ๆ สู้ได้หมด และยังสามารถตีกองทัพสวรรค์พ่ายแพ้กลับไปอีกด้วย
เห้งเจียได้ใจเฉลิมฉลองกันเป็นการใหญ่ ทั้งลิง(โพธิจิต) และผี(กิเลส) ก็คบหากันสนิทสนมแนบแน่นขึ้น ทางสวรรค์ต้องการทดใช้พลังของโพธิให้ไปสู่หนทางบุญให้ได้ จึงแต่งตั้งเห้งเจียให้เป็น ซีเทียนไต้เซีย และให้สร้างหอขึ้น ๒ หอ คือ หอเย็นระงับใจ และหอเก็บรักษาอารมณ์ แล้วยังประทานสุราที่บรรดาเซียนดื่มกันให้ ๒ คนโท (ปิติ และสุข เกิดขี้นจากการระงับใจ และเก็บรักษาอารมณ์) พร้อมดอกไม้ทองคำสิบกิ่ง (กุศลกรรมสิบบท)
เพื่อเป็นการระงับไม่ให้ทำชั่ว เมื่อมีที่อยู่ใหม่และมีคนคอยปรนนิบัติเห้งเจียก็รู้สึกชอบ แต่เวลาผ่านไปก็คิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ตนแสวงหา คิดว่าบนสวรรค์ควรที่จะมีอะไรทีดีกว่านี้อีกหรือไม่ (โพธิจิตมุ่งแสวงหาสิ่งที่สูงกว่าบุญเสมอ)
ดังนั้นเมื่อเง็กเซียนฮ่องเต้มอบให้ซีเทียนไต้เซียใช้เวลาว่างในการตรวจตรารักษา สวนชมพู่ ๓ สวน (ไตรปิฎก) โดยมีนางฟ้า ๗ องค์ (พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์) เป็นพนักงานเก็บชมพู่ ในเวลานั้นมีงานเลี้ยง พวกเซียนได้ดื่มกินอาหารทิพย์ สุราทิพย์ (สุขในบุญ ชวนให้มึนเมา) ซีเทียนไต้เซีย จึงแอบกินชมพู่ที่มีอยู่ ๓,๖๐๐ ต้น(พระสูตร) จนหมด
แล้วเสกให้นางฟ้าทั้ง ๗ ให้ไม่รู้สึกตัว แถมยังแอบเข้าไปกินอาหารทิพย็ สุราทิพย์ในงานเลี้ยง เลยเกิดมึนเมาหลงพลัดเข้าไปในเขตท่านพรหมท้ายเสียงเล่ากุน แอบขโมยกินยาอายุวัฒนะ และยาวิเศษต่าง ๆ ที่อยู่ในคนโททั้ง ๕ ใบ (วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคตา ซึ่งเป็นองค์แห่งปฐมฌาน) ซีเทียนไต้เซียรู้ตัวว่าได้ทำความผิดจึงหนีลงมาอยู่ที่ถ้ำจุ้ยเลี่ยมต๋อง
เง็กเซียนฮ่องเต้จึงสั่งให้ทัพสวรรค์ โดยถักทะลีทีอ๋อง(กุศล) แม่ทัพสวรรค์ พร้อม โลเฉีย (เจตสิก), ท้าวกิมกัง (จัตรุโลกบาล), ปุดเฉีย (ทาน) ทัพดาวยี่สิบแปดดวง, ดาวทั้งเก้า, สิบสองง่วนสิน, เจ้าฮวงเจี๊ยบ ในขณะเดียวกันทางซีเทียนไต้เซียก็มีต๊อกกั๊กกุยอ๋อง (มานะ – ถือตน, อติมานะ – ถือตนจนข่มผู้อื่น) เป็นทัพหน้า
ปรากฏว่าทัพสวรรค์พ่ายแพ้ยับเยิน ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าขณะนี้ซีเทียนไต้เซียมีความแข็งกล้าสามารถมากขึ้นเพราะได้กินชมพู่จากสวนชมพู่ ๓ สวน(ไตรปิฎก), สะกดนางฟ้าทั้ง ๗ (อภิธรรม ๗ คัมภีร์), ชมพู่ ๓,๖๐๐ ต้น(พระสูตร), อายุวัฒนะในคนโททั้ง ๕ (ปฐมฌาน – วิตก, วิจาร, ปิติ, สุข และเอกัคคตา) ยากที่ผู้ใดจะปราบได้อีกแล้ว
พระโพธิสัตว์กวนอิม (เมตตา) จึงได้เชิญยี่หนึงจินกุนกับพี่น้องทั้ง ๖ (สัมมาทิฎฐิ ๗) นำอาวุธวิเศษของท้ายเสียงเล่ากุน (สมถะ) ขว้างลงบนหัวของซีเทียนไต้เซียทำให้อ่อนแรงลงจึงสามารถที่จะจับตัวของซีเทียนไต้เซีย(โพธิจิตเถื่อน)ได้ เมื่อจับได้แล้วยี่หนึงจินกุนกับพี่น้องทั้ง ๗ (สัมมาทิฎฐิ ๗) ก็ตรงเข้าไปเอาอาวุธไปข่มขู่ไว้ (ข่ม) จากนั้นเอาเชือกวิเศษมาผูก(ผูก) แล้วเอามีดวิเศษมาเสียบเข้าที่กระดูกสันหลัง(เสียบ) จึงจะสามารถมัดตัวนำไปถวายต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ได้ ( ข่ม, ผูก, เสียบ เป็นเคล็ดในการฝึกจิต)
เง็กเซียนฮ่องเต้รับสั่งให้นำซีเทียนไต้เซียไปประหารชีวิต ปรากฏว่าไม่ว่าจะทำด้วยวิธีใด จะใช้ดาบฟัน เผาด้วยไฟ ใช้สายฟ้าฟาด ก็ไม่สามารถทำให้ซีเทียนไต้เซียตายได้ เพราะว่าซีเทียนไต้เซียได้ลบชื่อตัวเองออกจากบัญชีตายของพญาเงี่ยมฬ่ออ๋อง แล้วได้กินยาอายุวัฒนะของพรหมเสียงเล่ากุนอีก
ดังนั้นจึงให้พรหมเสียงเล่ากุนนำไปหลอมในเบ้าหลอมวิเศษ เพื่อจะได้เป็นยาอายุวัฒนะ ซีเทียนไต้เซียเลยถีบเบ้าหลอมพังพินาศ เอาตะบองยู่อี่ไล่ตีหมู่เทพยดาจนหนีเตลิดเปิดเปิง แล้วบุกเข้าไปยังที่ประทับของเง็กเซียนฮ่องเต้ หมู่ทหารเทพก็เข้าล้อมไว้แต่ก็รบพุ่งทำอะไรกันไม่ได้ เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงทราบว่าความสามารถของซีเทียนไต้เซียไม่มีผู้ใดทานได้
จึงแจ้งให้เทพบุตรไปนิมนต์พระเซ็กเกียมองนี่ฮุดโจ๊ (พระยูไล – พระพุทธเจ้า หรือ พุทธภาวะ) ณ วัดลุยอิมยี่เขตเมืองโซจ๋อก (โลกุตระ) ประเทศไซที (นิพพาน) ให้เสด็จมาช่วย ห้ามศึกบนสวรรค์
เมื่อพระพุทธเสด็จมาถึง ซีเทียนไต้เซียก็กำเริบเสิบสานจาบจ้วงเย้ยหยันอวดศักดา ว่าตนสมควรเป็นจอมสวรรค์ (นี่แหละ อหังการของโพธิที่ยังเถื่อนอยู่) เพราะสามารถมากทำอะไรได้ทุกอย่าง มีชีวิตเป็นอมตะ แม้แต่ตีลังกาครั้งหนึ่งก็ได้ระยะทาง ๑๘,๐๐๐ โยชน์(ระยะทางจากเมืองไต้ถัง ถึง ไซที หมายความว่าโพธิจิตสามารถบรรลุนิพพานได้ในพริบตาเดียว)
พระยูไลจึงขอให้ซีเทียนไต้เซียได้แสดงอิทธิฤทธิ์ โดยให้หนีพ้นอุ้งมือของพระยูไลให้ได้ก่อนหากทำได้ก็จะมอบตำแหน่งจอมสวรรค์ให้ ซีเทียนไต้เซียก็รับคำท้าแล้วก็กระโดดขึ้นไปอยู่บนอุ้งมือของพระยูไล จากนั้นก็เริ่มกระโดด ตีลังกา ไปจนหมดเรี่ยวแรงก็คิดว่าคงมาไกลพอสมควรเมื่อพบเสาหิน ๕ ต้น ซีเทียนไต้เซียเข้าใจว่าเป็นรากของฟ้า ฉะนั้นคิดว่าคงจะมาสุดขอบฟ้าแล้วจึงได้หยุดลง พร้อมเซ็นชื่อและปัสสาวะไว้เป็นหลักฐาน เพื่อกลับไปยืนยันกับพระยูไล
จากนั้นก็ตีลังกากลับไปหาพระยูไล แต่ความจริงแล้วซีเทียนไต้เซียหาได้พ้นจากอุ้งมือของพระยูไลไม่ เพราะเสาหิน ๕ ต้น(ขันธ์ ๕) นั้นเป็นนิ้วมือของพระยูไลนั่นเอง มีลายมือและปัสสาวะของซีเทียนไต้เซียก็ยังปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ที่นิ้วทั้ง ๕ ของพระยูไล แต่ซีเทียนไต้เซียหายอมแพ้ไม่ (โพธิจิตเถื่อนยังไม่รู้เรื่องขันธ์ ๕)
พระยูไลจึงจับซีเทียนไต้เซียไว้แล้วคว่ำพระหัตถ์ครอบซีเทียนไต้เซียลงมาบนพื้นโลก บังเกิดเป็นภูเขา ๕ ยอดติดกันทับขังซีเทียนไต้เซียไว้ภายในและให้ซีเทียนไต้เซียกินน้ำเหล็กหลอมละลายทุกครั้งที่หิว (เปรียบดังความพยายามของโพธิจิตที่ไปสู่มรรคผลแห่งพุทธภาวะ ความไม่รู้ในขันธ์ ๕ ย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะบรรลุได้ เปรียบว่าหนักเหมือนดั่งภูเขาทับไว้ และหากยึดมั่นว่าตัวกู ของกูคราใด ก็เป็นทุกข์ดุจดังกินน้ำเหล็กหลอมละลายยามหิวฉันนั้น)
เรื่องราวของการเดินทางไปสู่พุทธภาวะก็จะเริ่มนับตั้งแต่ ซีเทียนไต้เซียรอให้พระถังซัมจั๋ง(ศรัทธา + ขันติ)มาช่วย และบวชให้ โดยการสรวมมงคลสามห่วง (ไตรลักษณ์ – อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และเปลี่ยนชื่อเป็น ซึงหงอคง เพื่อให้ร่วมเดินทางไปไซที (นิพพาน) ในฐานะศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง
การเดินทางของพระถังซัมจั๋งนั้นยังมีผู้ร่วมเดินทางไปด้วยนอกจาก เห้งเจีย ก็คือ ตือโป้ยก่าย ซัวเจ๋ง กับมีม้าขาวเป็นยานพาหนะ และพระโพธิสัตว์กวนอิม คอยให้ความช่วยเหลือตลอดการเดินทาง
ตือโป้ยก่าย (ศีล) เดิมเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์มียศเป็นถึงผู้บัญชาการทหารเรือในแม่น้ำทงทีฮ้อ แต่ได้กระทำทุศีลจึงถูกสวรรค์ลงโทษให้จุติในท้องแม่สุกร และถูกสาปให้เป็นปีศาจอยู่ในภูเขาฮกลิ่นซัว ถ้ำหุ้นจางต๋อง
การที่ให้ตือโป้ยก่าย(ศีล)มีรูปร่างเป็นหมูนั้น เพราะว่าหมูเป็นสัตว์ทีมีปากยาว มีไว้สำหรับบริโภคและนินทาผู้อื่น หูยาวในการฟังหาเหตุที่จะทุศีล หมูรวมไว้ซึ่งความตะกละ ละโมบ และโสโครก ตือโป้ยก่ายมักถูกเห้งเจีย หรือ ปัญญาบังคับให้หุบปาก และหุบหู เพียงเท่านี้ ศีลก็จะมีมา มีคราด ๙ ซี่(สังฆคุณ ๙)เป็นอาวุธประจำกาย อีกทั้งแปลงกายได้ ๓๖ อย่าง เมื่อปีศาจหมูตือโป้ยก่ายได้พบพระกวนอิม(เมตตา) ได้สัญญาว่าจะรอพบพระถังซัมจั๋งเพื่อติดตามไปไซที โดยได้ชื่อใหม่จากกวนอิมว่า ตือหงอเหนง
ซัวเจ๋ง(สมาธิ) เป็นปีศาจเงือกที่อยู่ใต้น้ำ ก่อนเป็นเทพอยู่บนสวรรค์ กระทำความผิดแล้วถูกสาปให้เป็นปีศาจเงือกจมอยู่ใต้ลำน้ำลิ้วซัวฮ้อ (สมาธิแห่งชีวิต –อนันตริกะสมาธิ มีอยู่แล้วในธรรมชาติแต่จมอยู่ยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เพราะยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่) เมื่อได้พบพระโพธิสัตว์กวนอิมจึงได้ถูกนำมาใช้ในทางสัมมาทิฎฐิ พระกวนอิมจึงตั้งชื่อให้เป็น ซัวหงอเจ๋ง แปลงกายอะไรไม่ได้เลย มีความละมุนละม่อมมักตามหลัง คอยหาบเสบียงของชีวิต (สมาธิ) และคอยเฝ้าดูพระถังซัมจั๋ง (ศรัทธา + ขันติ) ซึ่งมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาและมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปไซที(นิพพาน)ด้วย
ม้าขาว(วิริยะ) แต่เดิมเป็นมังกร เป็นบุตรของพญาเล่งอ๋องแห่งทะเลตะวันตก ได้ไปจุดไฟเผาปราสาทบิดาจากความน้อยใจ จึงได้รับโทษจากสวรรค์ถูกประหารชีวิต ระหว่างรอถูกประหารพระโพธิสัตว์กวนอิมมาถ่ายโทษให้ พระกวนอิมมีคำสั่งให้มารอพระถังซัมจั๋งที่บึงเองเส้งข้างภูเขาฉัวปั๋วซัว
กวนอิม คือพระอวโลกิเตศวร ( อว+โลก+อิศวร = พระผู้เป็นใหญ่ซึ่งมองลงมายังสัตว์โลก) เป็นตัวแทนของ เมตตา ตลอดเรื่องราวใน”ไซอิ๋ว” บ่อยครั้งที่เห้งเจีย (ปัญญา) บินไปขอความช่วยเหลือจากกวนอิม (เมตตา) จึงจะสามารถชนะปีศาจต่าง ๆ (กิเลส ตัณหา) ได้ นั่นก็หมายถึง เมตตาที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นธรรมชั้นสูง
เพราะหากการที่มีปัญญาแต่ขาดความเมตตา ก็มักจะเกิดมิจฉาทิฏฐิได้ง่าย เป็นโมหะมูล เป็นความหลง ตัวกู ของกู ถือตัวถือตนว่าเก่ง มีความสามารถ โมหะมูลนี้จะพัฒนาไปจนกระทั่งคิดจะเบียดเบียนผู้อื่นร่ำไป ดังนั้นเมตตาที่ประกอบด้วยปัญญาจึงเป็นธรรมชั้นสูงที่ปุถุชนควรพยายามเข้าใจ และฝึกฝนให้อยู่ในแนวแห่งสัมมาทิฏฐินี้ ก็จะเกิดสันติสุขขึ้น สำหรับกวนอิม – อวโลกิเตศวรของธิเบต ศิลปินได้เขียนกึ่งหญิงกึ่งชาย ส่วนในประเทศจีนนั้นเป็นกวนอิมเนี่ยเนี้ย โดยเหตุผลว่า ความเมตตากรุณาอันใหญ่หลวงนั้นพึงเทียบจากมารดารักบุตร
ในเรื่องพระโพธิสัตว์กวนอิม (เมตตา) การเดินทางไปไซที(นิพพาน) เพื่อไปนำพระไตรปิฎกมาถวายพระเจ้าถังไทจง ถึงแม้การเดินทางครั้งนี้จะต้องเผชิญและต่อสู้กับปีศาจต่าง ๆ (กิเลส) หน้าที่ตกเป็นของเห้งเจีย(ปัญญา) แต่เมื่อถึงคราวอับจนพระถังซัมจั๋งจะโดนปีศาจจับตัว ในหลาย ๆ ครั้งพระโพธิสัตว์กวนอิมก็จะออกมาช่วยเสมอ
โดยให้เห้งเจีย(ปัญญา)ต่อสู้กับกิเลสก่อนจนกว่าหมดแรงและเมื่อเข้าที่คับขัน พระโพธิสัตว์ก็จะมาแนะวิธี ชี้ให้เห็นเหตุ หากเกินกำลัง ก็ให้เห้งเจียไปเข้าเฝ้าพระยูไล ดังนั้นเห้งเจียจึงมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระยูไลหลายครั้งจนชำนาญทาง
ดังนั้น เรื่องราวไซอิ๋วจึงเป็นเรื่องที่ ลิง หมู เงือก รวม ๓ พี่น้อง แปลงกายได้ ๑๐๘ อย่างหรือ รู้เท่าทันกิเลส ตัณหา ๑๐๘ นั่นเอง ในอีกนัยหนึ่งเป็นเรื่องราวของจิตที่มุ่งแสวงหานิพพาน จำเป็นต้องใช้ปัญญา ศีล สมาธิ ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว(เอกัคคตาจิต)มุ่งหน้าสู่นิพพาน และระหว่างทางได้พบกับกิเลส จึงในบางครั้งก็ใช้ปัญญาเข้าแก้ไข ในบางครั้งก็ใช้ศีลเข้ามาช่วย หรือในบางครั้งก็ใช้สมาธิมาช่วยในวิธีต่าง ๆ กัน อันได้แก่อริยมรรค (มรรค ๘) ซึ่งพอจะจัดเป็นหมวดหมู่ของมรรค ๘ได้ดังนี้ กลุ่มปัญญา (สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปโป), กลุ่มศีล (สัมมาวาจา, สัมมากัมมันโต, สัมมาอาชีโว) และกลุ่มสมาธิ (สัมมาวายาโม, สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ)
ในระหว่างเดินทางในช่วงแรกเป็นเขตโลกียะ เห้งเจีย(ปัญญา) ยังลุกลี้ลุกลนและยังเถื่อนอยู่ ตือโป้ยก่าย(ศีล) ก็ยังเต็มไปด้วยความอยากในการบริโภค มักจะเผลอที่จะทุศีล หรือคอยจะหยุดเพื่อจะได้บริโภคดุจหมูจึงมักไปติดกับของปีศาจอยู่เสมอ ในระยะต้น ๆ จึงมีเรื่องขัดแย้งและทะเลาะกันกับเห้งเจียตลอดเวลา จนกระทั่งเริ่มเข้าเขตโซจ๋อก(โลกุตระ) เห้งเจียก็เปลี่ยนเป็นเรียบร้อยขึ้น ส่วนโป้ยก่ายค่อยระงับความอยากได้และมีปัญญามากขึ้น ซัวเจ๋ง(สมาธิ)ก็ค่อย ๆ ซึมซับปัญญาจากเห้งเจีย ดังนั้นเมื่อเข้าเขตโซจ๋อก(โลกุตระ) เจ้าสามเกลอเริ่มมีความเป็นหนึ่งเดียว ที่ว่า ศีลอันใดสมาธิอันนั้น สมาธิอันใดปัญญาอันนั้น
เมื่อกลับมาพูดถึงการเดินทางในเช้าตรู่ของการเดินทางวันแรก มีหมอกลงจัดสองข้างทาง พระถังซัมจั๋ง(ศรัทธา+ขันติ) วนเวียนหลงทางไปถึงภูเขา ซังขี้ซัว (ทางสองแพร่ง) และเผชิญปีศาจ ๓ ตนคือ ปีศาจเสือ ปีศาจหมี และปีศาจควายดำ ปีศาจทั้ง ๓ นั้นได้แก่ โลภะมูล โทสะมูล และโมหะมูล ซึ่งทำให้พระถังซัมจั๋งเกิดความลังเล (ทางสองแพร่ง) ที่จะเดินทางไปสู่พุทธภาวะ เพราะต้องละทิ้งซึ่ง โลภ โกรธ หลง
แต่เมื่อใช้ขันติทนต่อการบีบคั้นของกิเลสไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ก็สามารถรอดพ้นจากหล่มของความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งในที่สุดพระถังซัมจั๋ง (ศรัทธา + ขันติ)ก็สามารถรอดพ้นและเดินทางต่อไปได้ จึงได้พบเห้งเจียที่ภูเขาห้านิ้วครอบทับเอาไว้ เมื่อปลดปล่อยเห้งเจียออกมาก็ให้เห้งเจียสรวมมงคล ๓ ห่วง หมายถึงการบวชปัญญาให้น้อมมาทางสัมมาทิฏฐิ โดยอาศัยมงคล ๓ ห่วง(ไตรลักษณ์) กำกับไว้
เมื่อเกิดดื้อรั้นมงคลก็จะบีบศีรษะให้เจ็บปวดและยินยอมที่จะเชื่อฟัง ซึงหงอคง ชื่อภายหลังที่บวชแล้วก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี และติดตามคอยช่วยเหลือพระถังซัมจั๋งตลอดการเดินทางไปไซที(นิพพาน)
เดินทางมาได้ไม่นานก็พบกับโจรทั้งหก เห้งเจียเห็นเข้าก็ตรงเข้าตีจนตาย เพราะรู้ว่าโจรทั้งหกได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์ ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งในการเดินทางไปไซทีในครั้งนี้ ดังนั้นจึงต้องตีให้ตาย เพราะหากจะเดินทางเข้าสู่พุทธภาวะจะต้องกำหนดรู้ในอายตนะทั้งหก
จากนั้นการเดินทางก็เผชิญกับปีศาจมากมายหลากหลายรูปแบบ ปีศาจก็จะมีฤทธิ์เดชที่มากขึ้นเรื่อย นั่นก็คือกิเลส ตัณหาที่มีความละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้นหากไม่กำหนดจดจ่อเพื่อรู้เท่าทันแล้ว บางครั้งแยกไม่ออกเอาเลยว่าเป็นกิเลสหรือไม่ ก็จะทำให้หลงติดอยู่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จนกระทั่งเมื่อเข้าใกล้เขตโซจ๋อก(โลกุตระ) ปีศาจมีฤทธิ์มากได้แก่เห้งเจียตัวปลอม ตือโป้ยก่ายตัวปลอม ซัวเจ๋งตัวปลอม พระยูไลตัวปลอม ซึ่งเป็นปีศาจที่มีฤทธิ์เท่าเทียมกันจนยากที่จะเอาชนะได้ ต้องอาศัยเจ้าแม่กวนอิมมาช่วย เพราะว่ากิเลส หรือ ตัณหา นั้นบางครั้งมิสามารถเอาชนะได้ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา แต่บางครั้งต้องอาศัยความเมตตา (กวนอิม )
จนในที่สุดทั้งเห้งเจีย ตือโป้ยก่าย และซัวเจ๋งก็สามารถเอาชนะตัวปลอมได้ ณ จุดนี้จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้การเอาชนะปีศาจทำได้ง่ายขึ้นนั่นก็คือ มิจฉาปัญญา ได้ เปลี่ยนเป็น สัมมาปัญญา, มิจฉาศีล เปลี่ยนเป็น สัมมาศีล, มิจฉาสมาธิ เปลี่ยนเป็น สัมมาสมาธิ และรวมกันเป็นหนึ่งไม่มีความขัดแย้งกัน สามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
นอกเหนือจากการที่ได้พบเห้งเจีย ตือโป้ยก่าย และซัวเจ๋ง ตัวปลอมแล้ว ยังมีปีศาจที่เป็นพระยูไลปลอม เป็นกิเลสที่เรียกว่าวิปัสสนูปกิเลส เป็น อุปกิเลสที่เกิดขึ้นในระหว่างวิปัสสนานั้น ๆ เป็นความเผลอไปยึดมั่นสำคัญว่าตนได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว ทำให้พระถังซัมจั๋ง(ศรัทธา) เข้าใจว่าบรรลุถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ไม่คิดจะเดินทางต่อ แต่เห้งเจีย(ปัญญา) รู้เท่าทันเพราะว่าเห้งเจียตีลังกาไปไซทีนับครั้งไม่ถ้วนย่อมรู้ว่าพระยูไล (พุทธภาวะ) นั้นเป็นอย่างไรจึงสามารถปราบปีศาจและหลุดพ้นออกมาได้
ในเขตโลกุตระ (โสดาปัตติผล) ก็มีความร่มรื่นทั้งสองข้างทาง แต่แล้วก็ประสบพบมังกร ๙ เศียร(มานะ ๙) ซึ่งมีฤทธิ์ร้ายกาจมาก เห้งเจียสู้ไม่ได้ จำต้องเหาะหนีขึ้นสู่สวรรค์ชั้นพรหม ไปหาท่านอิ๊กกิ๊วเค้าทีจุนผู้เป็นเจ้าของมังกร ๙ เศียร พรหมทีจุนเหาะลงมายังโลกมนุษย์แล้วจับมังกร ๙ เศียรที่แปลงเป็นปีศาจปู่เจ้าเก๊าเล่งขึ้นสู่พรหมโลก กิเลสตัวนี้นับว่าเป็นกิเลสชั้นพรหมโน่น คือกิเลสของความเป็นอาจารย์ เพื่ออวดตน หวังสอนผู้อื่นจะได้เป็นอาจารย์เพื่อให้มีคนนับถือ มานะทั้ง ๙ได้แก่
.ตัวดีกว่าเขา แล้วสำคัญมั่นหมายว่า “กูดีกว่าเขา”
.ตัวดีกว่าเขา แล้วสำคัญมั่นหมายว่า “กูเสมอเขา”
.ตัวดีกว่าเขา แล้วสำคัญมั่นหมายว่า“กูแย่กว่ามึง”
.ตัวเสมอเขา แล้วสำคัญมั่นหมายว่า “กูดีกว่าเขา”
.ตัวเสมอเขา แล้วสำคัญมั่นหมายว่า “กูเสมอเขา”
.ตัวเสมอเขา แล้วสำคัญมั่นหมายว่า “กูแย่กว่ามึง”
.ตัวด้อยกว่าเขาแล้วสำคัญมั่นหมายว่า“กูดีกว่ามึง”
.ตัวด้อยกว่าเขาแล้วสำคัญมั่นหมายว่า“กูเสมอเขา”
.ตัวด้อยกว่าเขา แล้วสำคัญมั่นหมายว่า “กูแย่กว่ามึง”
มานะทั้ง ๙ เป็นกิเลสชั้นพรหม การละกิเลสลักษณะนี้ได้ต้องตัดขาดจากการเปรียบเทียบ และต้องอาศัย ปัญญา ศีล สมาธิ ร่วมแรงกันทำให้ราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลงไม่ยึดเขา ยึดเรา หากทำได้แล้วนับเป็นการย่างเข้าเขตพระอริยะเจ้าในระดับ สกคาทามี
ในที่สุดก็จะบรรลุถึงลำน้ำลิ้งหุ้นโต้ ซึ่งกระแสน้ำเชี่ยวกราก ขณะนั้นมีคนแจวเรืออยู่ริมน้ำและร้องตะโกนให้พระถังซัมจั๋งลงเรือ เมื่อพระถังซัมจั๋งเห็นเรือที่ไม่มีท้อง ก็บังเกิดความสงสัยว่าจะข้ามไปได้อย่างไร น้ำก็เชี่ยวกรากแต่เรือที่ใช้ข้ามกลับเป็นเรือท้องโหว่ ความจริงแล้วหมายความว่าท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของกิเลสและตัณหานั้น หากเรามีความสงบนิ่งว่างเปล่าจากความยึดมั่นถือมั่น(สุญญตา) หากสามารถกระทำได้ดั่งนี้ อรหัตผลก็จะบังเกิดขึ้นแล้ว
ครั้นเมื่อถึงฝั่งก็พบพระไตรปิฎก แต่เมื่อเปิดออกมาปรากฏว่าไม่พบตัวอักษรใด ๆ เลย พระถังซัมจั๋งถึงกลับถอนใจใหญ่ ก็ได้ยินเสียงของพระยูไลว่า พระไตรปิฎกไม่มีตัวอักษรนั่นแหละถึงจะเป็นฉบับที่แท้จริงและวิเศษสุด
พระถังซัมจั๋งก็เข้าใจในบัดดลว่า ทุกสิ่งเป็นอนัตตา ความไม่มีตัวตน ธรรมชาติทั้งมวลย่อมไม่สามารถขีดเขียนออกมาได้หมด ความรู้แจ้งในธรรม(ชาติ)รู้ได้ด้วยตัวเองไม่สามารถถ่ายทอดเป็นตัวอักษรได้ หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เมื่อท่านค้นพบธรรม(ชาติ)ด้วยตัวของท่านเองแล้ว ก็จะพบว่า " ธรรม(ชาติ)ทั้งมวลสามารถรวบรวมได้ทั้งหมดในไตรปิฎกฉบับที่ไม่มีตัวอักษรเท่านั้น
ทุกสิ่งย่อมเป็นอนิจจัง มีความไม่เที่ยงต้องแปรเปลี่ยน ทุกสิ่งย่อมเป็นทุกขัง ไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาวะเดิมได้ ทุกสิ่งย่อมเป็นอนัตตา ความไม่มีตัวตน"
ขอบคุณข้อมูล อ้างอิง : เรื่อง เดินทางไกลกับไซอิ๋ว โดย ฉับโผง
ที่มา : เจ้าคุณปราบสุราพินาศ
https://www.facebook.com/Ceakhunprasuraphinas/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 300
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ส่วนตัว ไม่เคยเชื่อเรื่องเวรกรรม จะมีจริง การจะหยุดกรรมได้ก็ต้องฝีมือมนุษย์ด้วยกันเอง .... ยกตัวอย่าง เคสนี้เป้นต้น

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 183483197/

" นวน เจีย" ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็น "คนไทย"
หากเอ่ยถึงชื่อนายนวน เจีย หลายคนคงทราบดี ว่าเขาผู้นี้คือหนึ่งในผู้นำเขมรแดง ที่ก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา ซึ่งชื่อของเขาถือเป็นผู้ที่โหดเหี้ยมผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคนั้น คู่กับนายพอล พต และนายเขียว สัมพันธ์
แต่น้อยคน ที่จะรู้ว่า ครั้งหนึ่ง นายนวน เจีย เคยเป็นคนไทย และเป็นผู้มีการศึกษาสูง และครั้งหนึ่ง เขาเคยรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศของไทย แต่ชะตาของเขาก็พลิกผัน บนทางที่เขาเลือกเอง ทำให้จาก "ข้าราชการไทย" ดีๆ กลายเป็นฆาตกรโหดในประวัติศาสตร์เขมร และอาจจะทางสากลด้วย
นายนวน เจีย เป็นชาวจังหวัดพระตะบองโดยกำเนิด ซึ่งขณะนั้น อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศไทย ดังนั้น เขาจึงได้สัญชาติไทยมาโดยหลักดินแดน โดยเขาเกิดในครอบครัวคนเชื่อสายจีน โดยมีชื่อในหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ของไทยว่า "เด็กชาย รุ่งเลิศ เหล่าดี"
ในวัยเด็ก เด็กชายรุ่งเลิศเป็นคนเก่ง ขยันขันแข็ง ตั้งใจเรียนหนังสือ เมื่อเติบโต เขามีโอกาสเข้ามาเรียนระดับชั้นมัธยมที่ "จังหวัดพระนคร" ในเวลานั้น หรือก็คือส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรจนจบการศึกษา เมื่อจบมัธยม เขาได้เข้าเรียนต่อระดับสูงขึ้นในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง โดยเริ่มศึกษาในชั้นเตรียมปริญญา ซึ่งเป็นชั้นต้นก่อนเริ่มเรียนระดับปริญญาตรีจริงๆ ในระบบการศึกษายุคนั้น โดยนายรุ่งเลิศ ได้เลือกเรียนวิชากฎหมายและวิชาการเมือง เป็นวิชาเอก เพราะสนใจและชื่นชอบ หลังจบการศึกษา เขาได้สอบเข้าทำงานและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในกรมแห่งหนึ่งในกระทรวงการคลัง บางข้อมูลว่าเป็นกรมบัญชีกลาง และต่อมา เขาก็ได้โอนย้ายไปรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ในสังกัดแผนกอินโดจีน ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชีวิตของเขาคงจะสวยงาม เหมือนข้าราชการธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรแตกต่าง
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเวรกรรมหรือไม่ ทำให้นายรุ่งเลิศ สนใจในลัทธิคอมมิวนิสต์ เขาจึงแอบร่วมทำกิจกรรมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอยู่เสมอ แม้ในขณะรับราชการอยู่ก็ตาม และต่อมา เกิดเหตุการณ์ร้อนระอุในอินโดจีน เมื่อทหารฝรั่งเศสยิงชายชาวลาวผู้หนึ่ง ที่มาประท้วงเรียกร้องเอกราชจนเสียชีวิต ทำให้ชาวอินโดจีนในเวลานั้นลุกฮือขึ้นต่อต้านเจ้าอาณานิคม (ในสมัยฝรั่งเศสปกครอง ฝรั่งเศสปกครองดินแดนลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นประเทศเดียว เรียกว่า "อินโดจีนฝรั่งเศส" และใช้เงินสกุลเดียวกันหมด คือสกุลเปียส-ผู้เรียบเรียง) ดังนั้น เมื่อเป็นประเทศเดียวกันในเวลานั้น รุ่งเลิศได้ทราบข่าว เขาจึงโกธรแค้นมาก จึงได้หนีราชการกลับไปยังเมืองพระตะบองบ้านเกิด ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของอินโดจีนฝรั่งเศสแล้ว โดยขณะนั้น เขามีอายุได้เพียง 24 ปีเท่านั้น ซึ่งเมื่อถึงบ้านเกิด เขาได้เดินทางไปยังเดียนเบียนฟู เพื่อฝึกฝนวิชาทหารกับกองกำลังเวียดมินต์ในเวียดนาม และได้กลับไปใช้ชื่อเป็นภาษาเขมรคือ "นวน เจีย" และต่อมา เมื่ออินโดจีนฝรั่งเศส รบกับฝรั่งเศศจนได้เอกราช และมีการแยกเป็นประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา ปกครองกันเองแล้ว เขาได้ร่วมกิจกรรมกับพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา และเติบโตมาในพรรค ซึ่งยุคพรรคคอมมิวนิสต์หรือเขมรแดงเรืองอำนาจในกัมพูชา ได้มีการฆ่าผู้เห็นต่าง รวมถึงการจำคุก การทรมาน โดยมีคุกสยองขวัญที่ขึ้นชื่อคือ "คุกตรวลเสลง" ว่าใครได้ย่างเท้าเข้าไป ไม่มีโอกาสรอดออกมาแบบมีชีวิตแน่นอน ซึ่งประมาณการว่ามีเหยื่อเขมรแดงที่เป็นชาวเขมรด้วยกัน ถูกฆ่าตายไปกว่าสองล้านคน ตลอดช่วงเวลานั้น (ระหว่างปี พ.ศ. 2518-2522 โดยประมาณ)
หลังเขมรแดงสิ้นอำนาจไปได้หลายสิบปี เหมือนจะไม่มีอะไรแล้ว แต่ทว่า ในปี พ.ศ. 2550 ได้มีการรื้อฟื้นคดีความผิดของเขมรแดงขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีการดำเนินคดีในศาลพิเศษ ซึ่งก่อตั้งโดยสหประชาชาติ เพื่อชำระคดีที่เกิดขึ้นสมัยเขมรแดงเรืองอำนาจ และคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย ซึ่งนายนวน เจีย ก็เป็นหนึ่งในจำเลยที่เป็นอดีตผู้นำเขมรแดง และถูกอัยการยื่นฟ้องในข้อหา "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" ซึ่งผลการพิจารณาปรากฏว่าคณะตุลาการศาลพิเศษได้พิจารณาจากพยานหลักฐาน เห็นว่านวน เจีย จำเลย กระทำความผิดตามฟ้องจริง จึงได้มีคำพิพากษาลงโทษ "จำคุกตลอดชีวิต" จำเลย ในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557 หลังการพิจารณาคดีที่ยาวนานถึง 7 ปี หลังมีคำพิพากษา นวน เจีย ในวัยชรา ได้ถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำ เพื่อรับโทษตามคำพิพากษา แต่เขาได้ให้ทนายความยื่นอุทธรณ์ เพื่อขอลดหย่อนโทษ เนื่องจากชราภาพมากแล้ว และมีปัญหาสุขภาพ มีโรคประจำตัวหลายโรค แต่ศาลสูงยังไม่ได้ตัดสิน เขาได้เสียชีวิตในเรือนจำในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ในขณะอายุได้ 93 ปี
จากอดีตข้าราชการหนุ่มชาวไทย ชีวิตพลิกผัน กลายเป็นแกนนำเขมรแดง และเป็นฆาตกรโหดร่วมฆ่าล้างเผ่าพันธ์ จนต้องโทษจำคุก และจบชีวิตในเรือนจำ ถือได้ว่านวน เจีย ก็อาจได้รับผลกรรมระดับหนึ่งแล้ว แต่เรื่องของเขา ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่มนุษย์ด้วยกันจะสั่งฆ่ากันได้มากๆ ถึงเป็นล้านๆ คนเช่นนี้ ตลอดจนความโหดร้ายของเขมรแดง คงเป็นบทเรียนให้ศึกษา และหวังว่าอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกเลย ไม่ว่าในประเทศใดๆ ก็ตาม เพราะชีวิตมนุษย์คือสิ่งมีค่าเสมอ ไม่ควรทำลายล้างเป็นผักปลา เพียงเพราะตนคิดว่าเขาคือศัตรู
เรียบเรียงเป็นความรู้ ถ้าผิดพลาดขออภัย
ภาพประกอบ ภาพนวน เจีย จากอินเตอร์เน็ต ขอขอบคุณท่านเจ้าของภาพเป็นอย่างสูง มา ณ ที่นี้ครับ
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 300
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 666956782/

เคยคิดไหมครับว่าคำด่าไล่คนอื่นอย่าง “หนักหัวมึxเหรอ?” จะเป็นหัวข้อของบทความประวัติศาสตร์ยุโรปโบราณได้?

Nerd With Me ประวัติศาสตร์ไม่มีใครถาม
1 กุมภาพันธ์ เวลา 11:24 น. ·
หนักหัวใคร? นักการเมืองโรมันไกอุส กราคัสโดนตั้งค่าหัวเป็นทองหนักเท่าศรีษะของเค้า นักฆ่าเลยกรอกตะกั่วเข้าไปในกระโหลกศพก่อนแลกรางวัล
.
เคยคิดไหมครับว่าคำด่าไล่คนอื่นอย่าง “หนักหัวมึxเหรอ?” จะเป็นหัวข้อของบทความประวัติศาสตร์ยุโรปโบราณได้?
.
ไกอุส กราคัส (Gaius Gracchus 160-121 ก่อนคริสตกาล) เป็นนักการเมืองโรมันจากช่วงสาธารณรัฐตอนปลายที่หาเสียงสนับสนุนโดยนโยบาลประชานิยมต่าง ๆ เช่น การแจกจ่ายที่ดินให้กลุ่มผู้ไม่ค่อยมีอันจะกินในสังคมโรมัน ปรับเปลี่ยนนโยบายการให้สัญชาติกับทหารพันธมิตร ปรับเปลี่ยนหน้าที่ผู้เก็บภาษี ฯลฯ โดยสิ่งที่เขาต้องการหลาย ๆ อย่างนั้นจะเป็นการเปลี่ยนสังคมและวิธีทำธุรกิจของชาวโรมันอย่างมากเลยทีเดียว แนวคิดที่รุนแรงนี้ สไตล์การทำงานที่ไม่ค่อยยอมใคร กับความพยายามปั่นกระแสประชานิยมทำให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเกลียดไกอุสอย่างมาก
ณ ตอนนั้น การเมืองโรมันกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ในช่วงสุดท้ายก่อนเข้ายุคจักรวรรดิ ผู้ถืออำนาจการเมืองมีสิทธิ์แสวงหารายได้มหาศาล การซื้อขายอิทธิพลด้วยราคาสูงลิ่วก็เป็นเรื่องธรรมดา การเมืองจึงดูคล้ายสงครามมาเฟียเข้าไปทุกที การยกพวกตีกันและการขู่ทำร้ายหรือฆ่า (และทำจริง) จึงเป็นเรื่องปกติ #ไกอุสเลยโดนตั้งค่าหัวเป็นทองหนักเท่าหัวจริงๆของเค้าสำหรับผู้ส่งมอบ โดยศัตรูในสภา
ทางนายไกอุสก็ไม่คิดจะโดนเก็บง่าย ๆ และเริ่มรวบรวมพรรคพวกไปไหนมาไหนกับบอดี้การ์ดและตอบโต้ศัตรูของเค้าในสังคมโรมัน จุดไคลแมกซ์ของความขัดแย้งการเมืองนี้คือการที่พรรคพวกของไกอุสไปฆ่าคนของฝั่งตรงข้ามเข้า กลายเป็นยกพวกตีกันระหว่างคนนับพันระหว่างผู้สนับสนุนและศัตรูของเค้ากลางกรุงโรม แต่สุดท้ายเค้าและพรรคพวกก็ถูกล้อมสังหารในที่สุด โดยตัวไกอุสเองก็จะตายในการปะทะนี้ด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าทุกคนไม่ลืมเรื่องค่าหัวของนายคนนี้ และศพไกอุสก็จะหายไปอยู่นานสองนานก่อนที่ศรีษะของเจ้าตัวจะถูกนำไปขึ้นรางวัลในที่สุด แต่ชะรอย ผู้ส่งมอบจะโดน #ตัดสิทธิ์ รับเงินนี้ เพราะคนตั้งรางวัลพบว่า #กระโหลกไกอุสนั้นถูกคว้านสมองทิ้งแล้วโดนกรอกตะกั่วเหลวเข้าไปแทนเพื่อเพิ่มน้ำหนัก! สุดท้ายแล้ว ศพและหัวของไกอุสก็โดนทิ้งลงแม่น้ำไปโดยศัตรูของเค้าที่ไม่ต้องเสียทองซักนิดเดียว
อืม ในกรณีนี้ “หนักหัวใคร?” คงเหมาะที่จะถูกใช้จริง ๆ ….
ขอบคุณครับ สำหรับใครที่ชอบเรื่องนี้ อ่านบทความอื่นของเราได้ตามลิงค์นี้นะครับ
https://buff.ly/3jgky5P
.
.
ติดตามเพจเราได้ที่
Nerd With Me ประวัติศาสตร์ไม่มีใครถาม
Facebook: https://buff.ly/3r5s5ab
Blockdit: https://buff.ly/3mokRN5
.
.
อ้างอิง
Caius Gracchus by Plutarch
https://buff.ly/39CpzSE
Gaius Gracchus by Britannica
https://buff.ly/3j2awoG
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 300
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 850086997/

"พระเจ้าเอกทัศน์" อีกมุมที่ (อาจ) ลืมเลือน
หากเอ่ยถึง "พระเจ้าเอกทัศน์" หรือ สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์บ้านพูลหลวง เป็นกษัตริย์องค์ที่ 33 และองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรอยุธยา ซึ่งตำราประวัติศาสตร์ไทย มักจะกล่าวถึงพระองค์ในทางลบ ว่าเป็นคนอ่อนแอ ไม่ได้เรื่อง จนบ้านเมืองล่มสลาย
แต่อีกมุม ที่มาจากบันทึกฝั่งพม่า และชาติตะวันตก คือ ดัตซ์ (ประเทศฮอลันดา หรือ ฮอลแลนด์ เนเธอร์แลนด์ ในปัจจุบัน) ได้กล่าวต่างออกไปมาก ซึ่งหากเป็นจริง จากคนขี้ขลาด ไม่เอาไหน ก็อาจเป็น "ฮีโร่ที่ถูกลืม" ได้ทีเดียว
โดยในบันทึกของพม่าและฮอลันดา กล่าวว่า พระเจ้าเอกทัศน์จริงๆ เป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถ แต่พระองค์โชคร้าย เพราะมาขึ้นครองราชย์สมบัติในช่วงเวลาที่อาณาจักรกำลังอ่อนแอ ขาดขุนนางที่มีความรู้ ความสามารถ เนื่องจากถูกปลด ถูกประหารชีวิต เพราะเกี่ยวพันกับการแย่งชิงราชสมบัติตั้งแต่รัชกาลก่อนๆ เรื้อรังมานาน ซึ่งในคราวที่พระเจ้ามังระแห่งอาณาจักรพม่า (อังวะ) ได้ให้มังมหานรธา กับเนเมียวสีหบดี ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยานั้น ในพงศาวดารฝั่งพม่ากล่าวว่า พระเจ้ามังระเตรียมการเป็นแรมปี โดยได้ตรัสในที่ประชุมสภาหลุดตอ (สภาขุนนางพม่า) ว่าต้องทำลายให้อาณาจักรอยุธยาอ่อนแอ หรือล่มสลายให้ได้ เพราะอยุธยาเป็นที่พึ่งของมอญ ซึ่งมักก่อกบฏ คุกคามความมั่นคงของพม่า หากไม่สามารถทำลายอยุธยาให้อ่อนแอจนมอญไม่สามารถไปพึ่งพาได้อีก การปราบกบฏมอญก็จะไม่มีวันจบสิ้น แต่ตอนนั้นอังวะก็ต้องระวังภัยจากอาณาจักรจีน (ต้าชิง) เนื่องจากปัญหาในดินแดนไทใหญ่ พระเจ้ามังระจึงไม่ได้ยกทัพไปเอง แต่ได้เกณฑ์ไพร่ทหารกว่า 73,000 คน แบ่งเป็นสองทัพใหญ่ให้มังมหานรธา และเนเมียวสีหบดีคุมกองทัพมาโจมตีอาณาจักรอยุธยา โดยเกณฑ์ไพร่จากอังวะ และเมืองประเทศราชต่างๆ เช่น ล้านนา ล้านช้าง อัสสัม มณีปุระ เป็นต้น
ซึ่งในมุมของพม่า พอพระเจ้าเอกทัศน์ทราบข่าว ก็ไม่นิ่งดูดาย แต่ทรงเตรียมรับศึกอย่างเต็มที่ โดยเกณฑ์ไพร่พลเข้ากองทัพ และโปรดให้แม่ทัพยกทัพไปสกัดทัพตามหัวเมืองต่างๆ ทำให้ทัพพม่าประสบความยากลำบากมาก แต่สุดท้าย กองทัพพม่าทั้งสองทัพสามารถเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาจนได้ และเมื่อล้อมกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว พระเจ้าเอกทัศน์ก็ได้จัดทัพออกไปต่อสู้อย่างแข็งแรง แม้ทุกครั้งที่ออกไป กองทัพอยุธยาจะพ่ายแพ้ทุกครั้ง แต่พระองค์ก็ไม่เคยย่อท้อที่จะรบกับข้าศึกเลย ซึ่งการรับศึกที่เข้มแข็งของอยุธยานี้ นอกจากพงศาวดารพม่าจะกล่าวไว้ ก็ปรากฏในบทกวีเฉลิมพระเกียรติพระเจ้ามังระที่แต่งโดย "แลแวะ นรธา " ซึ่งเป็นกวีและเป็นนายทหารผู้หนึ่ง ที่เป็นแม่ทัพรองๆ ในทัพของเนเมียวสีหบดึ ในสงครามครั้งนั้น เขียนยกย่องว่าอยุธยาตีแตกยากดัง "เมืองคนบิน" ซึ่งเป็นเมืองสวรรค์ในวรรณกรรมเก่าแก่ของพม่า ซึ่งศัตรูเข้าโจมตียากมาก
ตามบันทึกของชาวดัตซ์ กล่าวว่า ในช่วงท้ายก่อนเสียกรุง พระเจ้าเอกทัศน์ทรงมองการณ์ไกล ทราบว่าต้องเสียเมืองแก่ข้าศึกแน่นอน แม้พระองค์ต้องการสู้ แต่ทรงทราบว่ามีขุนนางกลุ่มหนึ่งเป็น "หนอนบ่อนใส้" เป็นใส้ศึกให้ศัตรู จึงทรงวางแผนกอบกู้บ้านเมือง โดยได้ทรงเรียก "พระยาตาก" ซึ่งเป็นนายทหารที่ทรงไว้วางพระทัย และสั่งการให้ตีฝ่ากองทัพพม่า และนำพระบรมราชโองการไปแจ้งหัวเมืองฝั่งตะวันออก ให้บำรุงไพร่พลให้พร้อม และหากต้องเสียเมืองแก่ข้าศึกจริงๆ พระองค์จะอพยพผู้คนออกจากพระนครตามไปสมทบ เพื่อไม่ให้ต้องตกเป็นเชลยแก่ข้าศึก โดยพระองค์จะขอหนีไปเป็นคนสุดท้าย หรือไม่ก็ตายเพื่อปกป้องบ้านเมือง แต่ว่าไม่ทันการณ์ เนื่องจากตอนพระยาตากไปถึงหัวเมืองตะวันออก ซึ่งมีเมืองสำคัญคือเมืองจันทบูร (จันทบุรี) ตอนนั้นกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว เจ้าเมืองจันทบูรจึงแข็งข้อ ปฏิเสธพระบรมราชโองการของกษัตริย์อยุธยา ทำให้พระยาตากจำต้องยกกองทัพเข้าตีเมืองจันทบูร เพื่อเป็นฐานกำลังมากอบกู้กรุงศรีอยุธยาในที่สุด
ส่วนด้านพระเจ้าเอกทัศน์ ในหลักฐานพม่ากล่าวว่า หลังพม่าเข้าเมืองได้ ก็ได้จุดไฟเผาบ้านเมือง ริบทรัพย์จับเชลย ตามปกติของการทำสงครามสมัยนั้น ฝ่ายพระเจ้าเอกทัศน์เมื่อเห็นเพลิงไหม้ ก็รู้ว่าเสียเมืองแล้ว แต่ก็มีขัตติยะมานะจึงพยายามต่อสู้ครั้งสุดท้าย และถูกทหารพม่ายิงสวรรคตในท้องพระโรง หน้าบัลลังก์ของพระองค์ ซึ่งเมื่อเนเมียวสีหบดีทราบก็ได้เข้ามาคารวะศพพระเจ้าเอกทัศน์ แม้เป็นกษัตริย์ของศัตรูก็ตาม และให้เอาพระศพไปฝังอย่างสมเกียรติ ส่วนนายกองที่ยิงพระเจ้าเอกทัศน์ถูกเนเมียวสีหบดีซึ่งถืออาญาสิทธิ์สั่งประหารชีวิต เพราะต้องการจับกษัตริย์อยุธยาองค์เป็นๆ ไปถวายพระเจ้ามังระ ไม่ได้ต้องการให้ฆ่าโดยพลการแต่อย่างใด
จะเห็นว่าในมุมของพม่าและดัตซ์ ต่างจากที่คนไทยเราเรียนกันมาอย่างสิ้นเชิง ที่เขียนไว้ในตำราประวัติศาสตร์ไทย ต่างกันราวฟ้ากับเหว จากคนอ่อนแอ ไม่ได้เรื่อง กลายเป็นฮีโร่ ตายอย่างมีเกียรติจนวาระสุดท้าย ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้น คงไม่มีผู้ใดทราบ นอกจากจะหาไทม์แมชชีนได้สักเครื่อง และนั่งย้อนเวลาไปดูเท่านั้น
เรียบเรียงขึ้นเป็นความรู้ หากปรากฏข้อผิดพลาดขออภัยครับ
ภาพประกอบ ภาพพระฉายาลักษณ์พระเจ้าเอกทัศน์ จากอินเตอร์เน็ต
ผู้เรียบเรียง ขอขอบคุณเจ้าของภาพเป็นอย่างสูงยิ่ง มา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

APOCALYPSE
โพสต์: 22
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ เม.ย. 22, 2020 7:33 pm

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย APOCALYPSE »

เรากับพม่าต่างก็เขียนประวัติศาสตร์ให้ตัวเองดูดี แต่ดัตช์เป็นคนกลางเขาน่าจะเขียนตามที่เห็นจริง(นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งว่าไว้) ผมก็ชอบเรื่องราวสมัยกรุงศรีอยุทธยา มีหลายรสชาติทั้งการรบ การแย่งชิงอำนาจ ฯลฯ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 300
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

India หรือ Hindustan คือชื่อที่เราคุ้นเคยและใช้เรียกประเทศอินเดีย แต่ยังมีอีกชื่อนึงที่เราไม่ค่อยได้ยินบ่อยนักคือ Bharat ภารตะ
ภารตะ(Bharat)มาจากภาษาสันสกฤต Bhāratavarsha (Bhārat or Bharatvarsha) หมายถึง “ได้รับการทำนุบำรุง” เป็นชื่อที่มาจากคัมภีร์โบราณของอินเดียที่เรียกว่า “ปุรานัส” ซึ่งหมายถึงดินแดนที่ประกอบด้วยชาว ภารตะ คือบริเวณตั้งแต่ตะวันออกของอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย บังคลาเทศ ไม่ใช่คนในทวีปหรือดินแดนอื่น
ซึ่งคำว่าBharat ถูกนำมาใช้เรียกอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว
https://m.timesofindia.com/.../articleshow/76186702.cms
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 300
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

สาระเร็ว
4 กุมภาพันธ์ เวลา 19:24 น. ·
เมื่อระเบียบโลกถูกทำลาย ย้อนดูการกำเนิดของชาติฝ่ายอักษะ อย่างญี่ปุ่น อิตาลีและนาซีเยอรมัน
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง เหล่าชาติผู้ชนะสงครามได้ทำการวางระเบียบโลกใหม่ (The New World Order) ผ่านทางสนธิสัญญาแวร์ซายและสันนิบาตชาติ เพื่อมุ่งหวังให้โลกใบนี้ปราศจากสงคราม แต่พื้นฐานของการสร้างความสันติสุขนี้อยู่บนพื้นฐานของการกดขี่ผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 และยึดถือบนคติที่ชาวยุโรปเหนือกว่าชาวเอเชีย ระเบียบโลกใหม่ที่เหล่าชาติมหาอำนาจผู้ชนะสงครามนี้สร้างขึ้น จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระเบียบโลกใหม่นี้ถูกทำลาย
.
ที่อิตาลี เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง แม้ว่าสถานะของอิตาลีจะเป็นประเทศผู้ชนะสงคราม แต่อิตาลีก็ไม่ได้มีอะไรเป็นรูปธรรมจากการชนะครั้งนั้น อีกทั้งสถานการณ์ภายในอิตาลีกลับแย่ในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ อิตาลีแทบจะล้มละลาย บ้านเมืองวุ่นวาย รัฐบาลไร้ซึ่งเสถียรภาพ ทำให้นักการเมืองและคนชั้นสูงต่างพากันกลัวภัยคอมมิวนิสต์ที่อิตาลีอาจจะเผชิญก็ได้
.
ในช่วงที่คนหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ เหล่านักการเมืองจำนวนมากต่างก็เข้าช่วยเหลือ เบนิโต มุสโสลินี ที่ตอนนั้นเป็นพวกขวาจัดที่มุ่งเป้าหมายไปที่ชาตินิยมให้เข้าสู้แวดวงการเมืองเพื่อต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ ด้วยวาทศิลป์ของมุสโสลินีและการชูเป้าหมายชาตินิยมที่หมายจะพาอิตาลีไปสู่จักรวรรดิโรมันอีกครั้ง ทำให้มีผู้สนับสนุนเขาร่วมล้านคน จนในที่สุดมุสโสลินีก็ได้ให้กำเนิดพรรคฟาสซิสต์อิตาลีขึ้นมาในปี 2462
.
ในเดือนตุลาคมปี 2465 มุสโสลินีนำขบวนพรรคฟาสซิสต์ ใส่ชุดดำ เดินทางจากเนเปิลส์ไปยังกรุงโรม เมื่อเป็นการกดดันรัฐบาลให้ลาออก ซึ่งเมื่อมาถึงกรุงโรม กษัตริย์แห่งอิตาลีพระเจ้าวิคเตอร์ เอมมานูเอลที่ 3 ได้ทำการปลดรัฐบาลก่อนหน้าและตั้งมุสโสลินีเป็นนายกทันที ซึ่งมุสโสลินีก็เปลี่ยนอิตาลีเป็นเผด็จการฟาสซิสต์ ที่เป็นพรรคของเขาปกครองอยู่พรรคเดียว
.
หลังจากขึ้นสู่อำนาจมุสโสลินีทำการสนับสนุนนายพลฟรังโกของสเปนให้เป็นฟาสซิสต์ อีกทั้งยังส่งทหารรุกรานเอธิโอเปียครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกในยุคจักรวรรดินิยมอิตาลีพ่ายแพ้อย่างน่าอับอาย โดยเป็นการแก้หน้าอีกทั้งยังไม่เกรงกลัวต่อสันนิบาตชาติที่ไม่อาจจะหยุดยั้งการรุกรานของอิตาลีได้
.
ที่เยอรมัน ที่ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และสนธิสัญญาแวร์ซายมากที่สุด เพราะเยอรมันเป็นประเทศที่ต้องชดใช้ความเสียหายจากสงครามเพียงฝ่ายเดียว เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างหนัก การทหารถูกควบคุม และความยิ่งใหญ่ที่สั่งสมมาต้องอันตรธานไปทั้งหมด
.
ด้วยสถานะผู้แพ้สงคราม เยอรมันไม่อาจส่งเสียงอะไรต่อต้านได้ แต่ภายในสถานการณ์ที่ตกต่ำเช่นนั้น ชายคนหนึ่งนามว่า อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ฉกฉวยโอกาสนี้เริ่มส่งเสริมแนวคิดความยิ่งใหญ่ของเยอรมันอีกครั้ง อีกทั้งพยายามโยนความผิดทั้งหมดที่ทำให้เยอรมันแพ้สงครามไปที่ชาวยิว ชนชาติผู้ร่ำรวยบนความลำบากของชาวเยอรมัน
.
ด้วยท่าทีปราศรัยของฮิตเลอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ ท่าทีดุดัน แข็งกร้าวและมั่นคงของฮิตเลอร์ได้ทำให้ชาวเยอรมันเชื่อมั่นในตัวเขา ว่าเขาจะสามารถพาเยอรมันกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง ซึ่งในช่วงนั้นฮิตเลอร์ก็ได้ทำการยึดอำนาจพรรค และเปลี่ยน”พรรคกรรมกรเยอรมัน” มาเป็น “พรรคนาซี” ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนของคนที่มีแนวคิดขวาจัด ทั้งชาตินิยมสุดโต่ง อนุรักษ์นิยมสุดโต่ง และสังคมนิยมสุดโต่ง
.
ฮิตเลอร์สามารถเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้เป็นอย่างมาก ในช่วงการเลือกตั้งปี 2475 พรรคของฮิตเลอร์ได้ที่นั่งในสภากว่า 230 ที่นั่ง และทำให้เขาได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านการตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคประชาชนแห่งชาติเยอรมัน
.
เมื่อขึ้นสู่อำนาจ ฮิตเลอร์ใช้ประโยชน์จากกรณีเพลิงไหมัรัฐสภาไรซ์ทาค ควบรวมอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ และเริ่มนำระบบฟาสซิสต์เข้ามาใช้ประโยชน์ในนาซีเยอรมัน และเมื่อประธานาธิบดีฮินเดนบวร์กเสียชีวิต ฮิตเลอร์ก็ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด(ฟือเรอร์)ของนาซีเยอรมันโดยปริยาย
.
ภายใต้การปกครองของฮิตเลอร์มีการกวาดล้างผู้เห็นต่างอย่างโหดร้าย อีกทั้งยังเริ่มโฆษณาชวนเชื่อและทำการขับไล่ชาวยิวออกจากประเทศ หลัง”ผ่านคืนกระจกแตก”ไป ชาวยิวก็เริ่มที่จะอาศัอยู่ในเยอรมันไม่ได้ และเริ่มที่จะอพยพออกนอกประเทศ
.
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเป้าหมายของเยอรมันก็คือการทำลายระเบียบโลกของอดีตผู้ชนะในสงครามโลดครั้งที่ 1 โดยนาซีเยอรมันเริ่มสะสมอาวุธและสร้างกองทหารที่มีอานุภาพร้ายแรง และเมื่อเยอรมันบุกไรย์ลันด์เพื่อใช้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมถ่านหินและเหล็กสำหรับการอุตสาหกรรมทางทหารในประเทศ เมื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากทางอังกฤษและฝรั่งเศส พวกเขาก็เดินหน้าขยายอิทธิผลต่อไปยังเชโกสโลวาเกีย ออสเตรีย-ฮังการีแล้วก็โปแลนด์ จนในที่สุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้เกิดขึ้น
.
มาที่อีกฟากหนึ่งของโลก ที่จักรวรรดิญี่ปุ่น ประเทศมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวของเอเชีย ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากจากสนธิสัญญาแวร์ซายเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นจะถือว่าเป็นประเทศผู้ชนะสงคราม แต่ว่าก็ไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรมาก ชาวญี่ปุ่นยังคงถูกดูถูกเหยียดหยามจากชาติตะวันตกว่าอ่อนแอ แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นชาติที่สยบมหาอำนาจอย่างรัสเซียได้ก็ตาม
.
รัฐบาลของญี่ปุ่นพยายามที่จะขอสิทธิให้ชาวญี่ปุ่นเข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนอเมริกาและยุโรปได้อย่างเสรี ซึ่งก็ได้รับปฏิเสธ ซึ่งแม้ว่าญี่ปุ่นจะพัฒนาประเทศให้เป็นอารยะมากแค่ไหนก็ไม่สามารถทำลายระเบียบโลกที่ไม่ต้อนรับชาวเอเชียได้อยู่ดี และนั่นก็เป็นจุดกำเนิดของลัทธิจักรวรรดินิยมในจักรวรรดิญี่ปุ่น
.
เมื่อสันติวิธีไม่ใช่คำตอบ จักรวรรดิญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาการทหารเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นในเอเชีย แรกเริ่มมาจากขบวนการชาตินิยมภายในประเทศ ซึ่งนำด้วยหมู่ทหาร จนในที่สุดประเทศก็เข้าสู่ระบบอำนาจนิยมอย่างเต็มตัวหลังเหตุการณ์ 26 กุมภาพันธ์ ที่ทหารกลุ่มหนึ่งพยายามยึดอำนาจ แม้ว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จแต่ก็ทำให้ทหารอีกกลุ่มหนึ่งสถาปนาอำนาจทางการเมืองได้ และเริ่มชูนโยบายฟาสซิสต์ภายในประเทศ
.
เป้าหมายของญีปุ่นคือการรวมตัวชาวเอเชียเพื่อต่อต้านชาวยุโรป โดยแนวคิดของพวกเขาก็คือ “ชาวเอเชียต้องปกครองด้วยชาวเอเชีย” เป็นการพยายามเข้าควบคุมหมู่ประเทศต่างๆในทวีปเอเชียที่เป็นของมหาอำนาจตะวันตก เพื่อให้เป็นประเทศอาณานิคมของญี่ปุ่นแทน ซึ่งเริ่มแรกก็คือการบุกจีน จนเกิดเป็นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ในที่สุด โดยที่สันนิบาตชาติที่เปรียบเหมือนระเบียบโลกก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ตามเคย
.
จากที่กล่าวมาก็จะเห็นได้ว่า ระเบียบโลกใหม่ที่ถูกวางเอาไว้หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยหมู่ประเทศผู้ชนะสงครามไม่อาจยุดยั้งสงครามที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ มิหนำซ้ำยังเป็นบ่อเกิดให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วย
---------------------------------------------------
ที่มา
ณัฐพล ใจจริง. ตามรอยอาทิตย์อุทัย : แผนสร้างชาติไทยสมัยคณะราษฎร. กรุงเทพ : มติชน , 2563
https://www.gypzyworld.com/article/view/1465
https://www.trueplookpanya.com/.../con. ... imhis-tim-
https://www.blockdit.com/posts/5ef230d1c0f2cf127f3dafb5
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส