ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 295
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/thewild ... 874477896/
Obsolete Articles
5 กุมภาพันธ์ เวลา 11:11 น. ·
คุณยังจำเธอได้หรือไม่?
“นางสาวอโนชา ปันจ้อย” ที่เคยมีหลักฐานและยืนยันได้ว่าเธอยังคงอยู่ ในเกาหลีเหนือ
ณ วันนี้ ไม่ต่ำกว่า 43 ปีแล้ว ที่เธอ ยังไม่เคยได้กลับบ้านอีกเลย
#Obsoletearticles
นางสาวอโนชา ปันจ้อย เป็นหญิงสาวชาวเชียงใหม่ ที่ได้ไปทำงานที่มาเก๊า และโดนสายลับเกาหลีเหนือจับตัว ไปเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 และหลังจากนั้น ก็ไม่มีใครได้เจอเธออีกเลยจนถึงปัจจุบัน
เชื่อกันว่าสาเหตุที่ลักพาตัวนางสาวอโนชาไปยังเกาหลีเหนือก็เพื่อให้สอนภาษาไทยให้กับสายลับชาวเกาหลีเหนือเพื่อการปลอมตัวให้แนบเนียนยิ่งขึ้น!!!
สิ่งที่ยังสามารถยืนยันได้ว่า นางสาวอโนชา ยังมีชีวิตอยู่ คือรูปถ่ายของ ชาร์ลส์ เจนกินส์ ทหารอเมริกันแปรพักตร์ ย้ายข้างไปอยู่ในเกาหลีเหนือ ที่ถ่ายรูปลูกของเขากับภรรยาชาวญี่ปุ่นชื่อ ฮิโตะมิ โซะกะ ที่ขายหาดของเกาหลีเหนือ และติดภาพของนางอโนชา ที่ ณ ตอนนั้นได้ถูกบังคับให้แต่งงานกับ แลร์รี แอลเลน แอบเชียร์ ที่เป็นทหารอเมริกันแปรพักตร์เช่นกัน แต่นายแอบเชอร์ เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ตอนอายุ 40 ปี นายเจนกินส์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเธอเล่าว่า นางอโนชา ถูกรัฐบาลเกาหลีเหนือบังคับให้แต่งงานใหม่กับชาวเยอรมนีที่ทำงานเป็นสายลับในต่างประเทศ
เชื่อกันว่า เหล่าสายลับของเกาหลีเหนือน่าจะมีบทบาทอยู่ทั่วโลก รวมทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และตะวันออกกลาง ดังนั้นรัฐบาลเผด็จการ อาจต้องการลักพาตัวผู้คนจากแต่ละภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรวบรวมข้อมูล สิ่งที่รัฐบาลของเกาหลีเหนือต้องการอีกอย่างหนึ่งคือ การผลิตเหล่าสายลับ ที่เป็นลูกครึ่งหน้าตาออกไปทางยุโรป และส่งออกไปทำภารกิจที่ต่างประเทศ
การความพยายามทุกวิถีทางของญี่ปุ่นในด้านการทูตที่ต้องการช่วยเหลือคนญี่ปุ่นที่เชื่อว่าโดนลักพาตัว จนสุดท้าย ในปีพ.ศ. 2545 นายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือในสมัยนั้น ประกาศยอมรับว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือได้ลักพาตัวชาวญี่ปุ่น 13 คน ระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2513 และ 2523 โดยระบุว่า 8 คนเสียชีวิตแล้ว (แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงตั้งคำถามถึงข้ออ้างนี้) แต่ตกลงยอมให้ 5 คนที่เหลือกลับไปเยี่ยมบ้านที่ญี่ปุ่นได้ 10 วัน ซึ่งในจำนวนนี้ประกอบด้วยคู่สามีภรรยา 2 คู่ และนางฮิโตะมิ โซะกะ ที่จะได้กลับไปคนเดียว แต่สุดท้าย พวกเขาเหล่านี้ ก็ไม่ได้กลับไปเกาหลีเหนืออีกเลย
อย่างไรก็ตาม สองปีหลังจากนางโซะกะ ย้ายกลับไปญี่ปุ่น เจนกินส์ได้พาลูก ๆ เดินทางไปพบเธอที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับสหรัฐฯ โดยเขาได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเกาหลีเหนือให้เดินทางไปได้เพียงช่วงสั้น ๆ แต่ด้วยการสนับสนุนของนายจูนิชิโร โคอิซูมิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในสมัยนั้น นายเจนกินส์ จึงตัดสินใจเสี่ยงถูกดำเนินคดีในศาลทหาร เพื่อให้ได้กลับไปอยู่พร้อมหน้าเป็นครอบครัววันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2547 เจนกินส์เดินทางด้วยรถมินิแวน ออกจากโรงพยาบาล มุ่งหน้าไปยังค่ายซามา ที่อยู่นอกกรุงโตเกียว และดำเนินการมอบตัวแก่ทางการสหรัฐ เพื่อแลกกับอิสรภาพ ที่จะได้หลุดออกจาก เกาหลีเหนือ เสียที
จากคำบอกเล่าของนาย เจนกิ้นส์ในปี พ.ศ. 2546 ก่อนที่เจนคินส์จะย้ายตามภรรยาไปญี่ปุ่น รัฐบาลเกาหลีเหนือหลอกเขาว่าถ้ากลับญี่ปุ่นจะโดนจับตัว แต่หากอยู่ต่อจะให้อยู่กับอโนชา นั่นทำจึงให้เจนกิ้นส์เชื่อว่าอโนชายังคงมีชีวิตอยู่ในขณะนั้น
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ณ ทุกวันนี้ ความพยายามที่จะให้ทางเกาหลีเหนือยอมปล่อยอโนชาเป็นอิสระนั้น เต็มไปด้วยความเฉื่อยฉา และไม่ใส่ใจของรัฐบาลไทยในการเข้าช่วยเหลือเธอมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง!!! เหตุเพราะจริงๆแล้ว เกาหลีเหนือนั้นเป็นผู้ซื้อข้าวไทยรายใหญ่ อาจจะเชื่อได้ว่า รัฐบาลไม่อยากเสี่ยงต่อความสัมพันธ์อันดีต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือในฐานะคู่ค้าที่ดี เพียงแค่ “คน” ที่ถูกลักพาตัวเพียงคนเดียว
ถึงแม้จะมีการเคลื่อนไหวจากทางครอบครัวของ อโนชา และถึงขั้นเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อพบกับ สมาคมให้ความช่วยเหลือชาวญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัว เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ยังคงไร้วี่แวว ของความเอาจริงเอาจังจากรัฐบาลไทย ในการคิดจะช่วยเหลือประชาชนของตัวเอง ซึ่งแตกต่างกับ รัฐบาลญี่ปุ่นลิบลับ
หรือเป็นเพราะคนไทย อาจจะเฉยชา และชินชา กับเรื่องคนหายตัว โดยไม่ทราบสาเหตุกันอยู่แล้ว? เพราะบ่อยครั้ง ที่คนไทย จะหายตัวไป และไม่เคยได้ข่าวคราวอะไรกลับมาถึงครอบครัวผู้เสียหายอีกเลย
จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลเปียงยางยังคงปฏิเสธว่าอโนชาถูกลักพาตัวโดยสายลับชาวเกาหลีเหนือ รวมถึงความมีตัวตนของเธอในประเทศดังกล่าว แม้ว่าจะถูกรัฐบาลไทยสอบถามไปหลายครั้ง แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือยังคงปฏิเสธการลักพาตัวบุคคลสัญชาติอื่น ยกเว้นชาวญี่ปุ่นบางส่วนซึ่งใช้เวลานับสิบปีกว่าทางการเกาหลีเหนือจะยอมรับ
อืม แอดก็คิดว่า เหมือนเราก็ไม่ได้ใส่ใจถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนเท่าที่ควร เรื่องนี้ถึงได้ไปเป็นข่าวแต่ในสื่อต่างประเทศเต็มไปหมด หรือ คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ไม่ได้มีค่าพอที่รัฐบาลไทยจะเสี่ยงแลกมา...
ฝากให้คิดครับ
#Obsoletearticles
Cr. https://en.wikipedia.org/wiki/Anocha_Panjoy
https://www.dailynk.com/.../exhibition-on-thai-north.../
https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/news ... ries/1427/
https://www.bbc.com/thai/international-42362840
https://www.brighttv.co.th/.../progressive-movement...
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 295
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

War Knowledge Thailand
11 ชม. ·
พระยาตาก(สิน) หนีทัพ หรือ ออกไปตามพระราชบัญชาของพระเจ้าเอกทัศน์ ?
อย่างที่ทราบกันดีว่าในปีพุทธศักราช 2307-2310 กรุงศรีอยุธยาเกิดศึกใหญ่กับอังวะ (ฝั่งพม่า) จนผลของสงครามครั้งนี้ทำให้กรุงศรีอยุธยาถูกอังวะตีแตกไปซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่รู้จักกันในนาม "การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2" ทำให้กรุงศรีอยุธยาอันเป็นศูนย์กลางทางอำนาจในสยามยาวนานนับ 417 ปี ถูกทำลายลงไปอย่างราบคาบในวันที่ 7 เมษายน 2310 ในรัชสมัยของสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (ขุนหลวงเอกทัศน์) จนกระทั่งพระยาตาก (สิน) ได้ทำการปราบปรามชุมนุมต่าง ๆ ทั้งน้อยใหญ่เพื่อรวบรวมและสร้างศูนย์กลางทางอำนาจใหม่นั้นก็คือ “กรุงธนบุรี” พร้อมทั้งปราบดาภิเษกขึ้นเป็น “สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี” หรือชาวไทยในปัจจุบันโดยมากรู้จักกันในนาม “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” นั่นเอง ซึ่งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีด้วยระยะเวลาเพียง 15 ปีเท่านั้นก็ล่มสลายลงในปี 2325 แต่ว่าก่อนที่เราจะไปไกลกว่านี้เรากลับมาใน Topic ของบทความนี้ก่อน ซึ่งปกติแล้วโดยทั่วไปอาจจะทราบกันว่า “พระยาตากได้นำกำลังพลฝ่าวงล้อมทัพพม่าจากอยุธยาในปี 2309 แล้วไปรวบรวมกำลังพลที่หัวเมืองฝั่งตะวันออกคือเมืองจันทบุรี และกลับมาตีกรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าได้สำเร็จ” คำถามที่ตามมานั้นคือ: การที่นำกำลังมุ่งหน้าไปทางตะวันออกทั้ง ๆ ที่ในปี 2309 กรุงศรีอยุธยายังไม่ถูกตีแตกเลยนั้น “หนีทัพ หรือ ตามคำสั่ง”
ประเด็นดังกล่าวนี้ถูกยกมาเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในวงการประวัติศาสตร์ไทย แต่ในข้อถกเถียงก็มีหลักฐานที่กล่าวถึงเหตุผลของพระยาตากที่ต้องไปรวบรวมกำลังคนที่เมืองจันทบุรีอย่างไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งมีทั้งหลักฐานจากพระราชพงศาวดารหลายฉบับ และหลักฐานจากจดหมายของออกพระพัทธโกษาถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (ดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์) โดยจะยกหลักฐานของพงศาวดารมานำเสนอก่อนนะครับ การนำเสนอนี้จะสรุปโดยรวบรัดเพื่อไม่ให้เนื้อหามีความยืดยาวจนมากเกินไปและขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ
พระราชพงศาวดารที่ได้กล่าวถึงเหตุผลของพระยาตากที่ต้องไปรวบรวมกำลังพลที่เมืองจันทบุรีได้อ้างอิงมาจากบทความในวารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (ซึ่งจะระบุเอาไว้ท้ายบทความ) มีทั้งหมด 5 ฉบับดังนี้
1. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
2. พระราชพงศาวดารจากต้นฉบับของบริติชมิวเซียม
3. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล
4. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2
5. พระราชพงศาวดารเรื่อง ไทยรบพม่า ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
โดยพงศาวดารทั้ง 5 ฉบับนี้ กล่าวในแบบลักษณะที่คล้ายกันโดยสรุปคือ เมื่อเดือน 12 (ซึ่งฉบับจันพันทนุมาศได้ระบุปีที่เกิดเหตุการณ์ว่าเป็นปี 2309 ด้วย) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ในขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาตาก แต่ในฉบับพระราชหัตถเลขาเล่ม 2 ใช้ชื่อว่า “พระยากำแพงเพชร” ได้รับคำสั่งให้จัดทัพเรือพร้อมกับพระยาเพชรบุรี ซึ่งมีอยู่ 4 ฉบับที่ได้ระบุขุนนางที่ชื่อ “หลวงสรเสนี” เข้าร่วมการรบในครั้งนี้พร้อมกับพระยาตากด้วย (ยกเว้นเรื่องไทยรบพม่าของกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ไม่ได้มีการกล่าวถึงขุนนางคนดังกล่าวนี้) ออกไปคอยตีสกัดทัพเรือพม่าบริเวณวัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) โดยที่ทัพเรือพม่ายกมาจากค่ายบางไทรและวัดโปรดสัตว์ (วัดโปรดสัตว์ ตำบลขนอนหลวง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) เวลาผ่านไปกำลังทัพเรือของพระยาเพชรบุรีได้เข้าปะทะกันกับทัพเรือพม่าบริเวณวัดสังฆาวาส (ตำบลเกาะเรียน อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) แต่ก็มีเพียงกำลังทัพเรือของพระยาเพชรบุรีที่เข้าปะทะในครานั้น ทำให้พระยาเพชรบุรีไม่สามารถต้านทานกำลังของทัพพม่าไว้ได้จนตนเองถึงแก่ความตายในการรบ โดยที่พระยาตากไม่ได้เข้าไปช่วยหนุนหรือเข้ารบพุ่งฝั่งพม่า ซึ่งการเสียชีวิตของพระยาเพชรบุรีนั้นก็มีการบันทึกลงรายละเอียดแตกต่างกันออกไปว่าเสียชีวิตอย่างไร โดยมีการระบุเอาไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเล่ม 2 และ เรื่องไทยรบพม่า
ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเล่ม 2 ได้กล่าวการเสียชีวิตของพระยาเพชรบุรีในการรบครั้งนั้นไว้ว่า
“พม่าเอาหม้อดินดำติดเพลิงทิ้งลงในเรือพระยาเพชรบุรี ดินลวกเอาไพร่พลป่วยโดดลงน้ำ พม่าได้ทีก็ฆ่าแทงไทยในเรือในน้ำตายเป็นอันมาก จับตัวพระยาเพชรบุรีเรืองได้อยู่คงฟันแทงไม่เข้า จึงเอาไม้หลาวเสียบทางทวารหนักถึงแก่ความตาย”
ส่วนในเรื่องไทยรบพม่าของกรมพระยาดำรงฯ ก็ระบุการเสียชีวิตของพระยาเพชรบุรีเอาไว้ว่า
“พระยาเพชรบุรีจะยกทัพเรือออกไปตีกองทัพพม่า พระยาตากสินเห็นว่าเหลือกำลัง พระยาเพชรบุรีไม่ฟัง ขืนยกออกรบพม่าที่ริมวัดสังฆาวาส กองทัพพม่ามากกว่าก็เข้าล้อมพระยาเพชรบุรีไว้ แล้วเอาหม้อดินดำทิ้งลงไปในเรือพระยาเพชรบุรี ดินระเบิดเรือแตก พระยาเพชรบุรีตายในที่รบ”
แต่ท้ายที่สุดแล้วพระราชพงศาวดารและเอกสารการบันทึกที่กล่าวถึงพระยาตาก (สิน) โดยส่วนมากที่พบเห็นนั้นมาลงเอยที่พระยาตากนำกำลังไปตั้งหลักที่วัดพิชัย (วัดพิชัยสงคราม ตำบลกระมัง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) และตีฝ่ากองทัพอังวะ (หรือในพงศาวดารนั้นแทนว่า “พม่า”) ออกไปยังทางทิศตะวันออก
ในทางกลับกันก็มีอีกทฤษฎีหนึ่งที่โผล่ออกมาและสร้างความน่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวแต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายกันมากนัก นั่นก็คือ “หลักฐานจากจดหมายของออกพระพัทธโกษาถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา” นี่เองที่มีการกล่าวว่าพระยาตากนั้นได้ออกไปรวบรวมกำลังพลที่เมืองจันทบุรีตามพระราชบัญชาของพระเจ้าเอกทัศน์ โดยมีข้อความกล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงสยาม [หมายถึงพระเจ้าเอกทัศน์ – ผู้อ้าง] ทรงส่งขุนนางผู้หนึ่ง นามว่า ‘พญาตาก’ ไปยังเมืองจันทบูร เพื่อไปรวบรวมกำลังพล และนำคนเหล่านี้มาช่วยกรุงสยาม แต่ยังมิทันดำเนินการไปเท่าไร อาณาจักรสยามก็ปราชัยต่อศัตรูดังกล่าวเสีย” (จาก: https://www.silpa-mag.com/history/article_17512)
สรุปแล้ว หากวิเคราะห์โดยใช้พระราชพงศาวดารอ้างอิงประกอบกับบริบทในสมัยนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า ถ้าพระยาตากปล่อยปะละเลยให้ทัพเรือพระยาเพชรบุรีปะทะกับทัพเรือพม่า จนผลออกมาว่าตัวพระยาเพชรบุรีตายในที่รบ แล้วตัวพระยาตากสั่งย้ายทัพหรือนำกำลังมาตั้งที่วัดพิชัยและนำกำลังมุ่งหน้าไปทางฝั่งทิศตะวันออกเพื่อรวบรวมกำลังพลที่เมืองจันทบุรี แต่หากไม่ได้มีเอกสารฉบับใดนอกเหนือจากจดหมายของออกพระพัทธโกษาถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาที่มีการระบุว่าเป็นคำสั่งของราชสำนัก ตามบริบทในสมัยนั้นก็เท่ากับว่าการกระทำดังกล่าวของพระยาตากนั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นต้องอาญากบฏศึก
ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับนี่เป็นการกลับมาเขียนบทความในรอบกี่เดือนก็ไม่รู้ได้ แต่ถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ บทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอความรู้ประวัติศาสตร์นอกกระแสโดยอาศัยหลักฐานประกอบการอธิบาย ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นแอบแฝงแต่อย่างใด เมื่ออ่านจบแล้วก็ขอย้ำว่าโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านกันด้วยนะครับ ทุกท่านมีสิทธิ์ที่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ และแสดงความคิดเห็นโดยใช้เหตุผลได้แต่ไม่ใช่การด่าทอใส่กันเน้อะ
@DanitzFriedhelm
REF
- มนตรี สังข์ทอง,ศศินันท์ ศาสตร์สาระ. "ก้าวแรกของการกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจากวัดพิชัยสู่บ้านพรานนก". วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2563): 14-16 (PDF)
- ไม่ระบุชื่อผู้เขียน. เปิดหลักฐานฮอลันดา พระเจ้าตากสิน “หนี” ไปเมืองจันท์เพราะคำสั่งราชสำนัก. 8 กุมพาพันธ์ 2564. https://www.silpa-mag.com/history/article_17512
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 295
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 833114532/

ประวัติศาสตร์ฮาเฮ

เจอเป - ขุนพลทะยานแห่งเจงกิสข่าน
เอาล่ะครับ ในวันนี้ผมก็ขอแว้บมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จักรวรรดิมองโกลอีกซักรอบ พร้อมกับมีข่าวดีมาบอกว่าหนังสือประวัติศาสตร์จักรวรรดิมองโกลเล่มใหม่ของผมกับ สนพ.ยิปซีได้มีการเคาะชื่ออย่างเป็นทางการแล้วว่า "มหาจักรวรรดิมองโกล" ซึ่งจะมีกำหนดวางแผงในช่วงเดือน เม.ย.นี้แล้ว แต่เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยให้ท่านผู้อ่านได้เตรียมตัวเตรียมใจ (และเตรียมตังค์) ผมจึงจะมาขอเล่าเรื่องหนึ่งในสองขุนศึกมองโกลที่มีชื่อเสียงเลื่องลือที่สุดก็คือ "เจอเป" (Jebe) ครับ
เจอเปหรือที่รู้จักกันในภาษาจีนว่า "เจอเปี๋ย" ผู้นี้เดิมทีมีชื่อว่า "ซูร์กาได" (Zurgadai) ครับ โดยเขาเคยเป็นนักรบในเผ่าตายิชิอุด ( Taichud tribe) ซึ่งถือเป็นสายสกุลญาติใกล้ชิดและศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของตระกูลบอร์จิกิน (Borjigin tribe) ของเตมูจิน (Temujin) ผู้ซึ่งต่อมาจะเป็นเจงกิสข่านมาก่อนนั่น โดยเรื่องราวซูร์กาไดผู้นี้ได้ปรากฏชื่อในประวัติศาสตร์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1201 เมื่อเตมูจินได้เปิดฉากทำศึกล้างแค้นกับ "จามูคา" (Jamukha) ผู้เป็นทั้งญาติและอดีตมิตรรักของเตมูจินที่ได้ประกาศตนเป็น "เกอร์ข่าน" (Gur Khan) อันมีความหมายว่า “เจ้าผู้ครองใต้หล้า” (Universal ruler) โดยที่ทางฝ่ายของทัพจามูคาหรือเกอร์ข่านนั้นก็มีทัพของตระกูลตายิชิอุดเข้าร่วมด้วย และเมื่อกองทัพตระกูลบอร์จิกินของเตมูจินสามารถโจมตีทัพหน้าของจามูคาจนแตกพ่ายแล้ว เขาก็ได้นำกองกำลังบุกเข้าตีทัพตายิชิอุดเป็นลำดับต่อไปด้วย แต่ทางฝ่ายตายิชิอุดก็ได้นำกำลังเข้าตอบโต้จนกลายเป็นการรบถึงขั้นตะลุมบอน และท่ามกลางสนามรบอันนองเลือดนั้นเองที่ซูร์กาไดสามารถควบม้ายิงธนูเข้าเจาะลำคอของเตมูจินได้อย่างแม่นยำ จนทำให้ทางฝ่ายทัพบอร์จิกินต้องรีบถอนกำลังออกจากสนามรบไปในที่สุด หากแต่ฝ่ายทัพตายิชิอุดก็เสียหายอย่างหนักด้วยเช่นกัน จึงทำให้เหล่านักรบในทัพตายิชิอุดต่างตัดสินใจลอบหลบหนีออกจากค่าย หรือไม่ก็ยอมไปสวามิภักดิ์ต่อทัพบอร์จิกิน ซึ่งหนึ่งในเหล่าขุนศึกที่ยอมสวามิภักดิ์นั้นก็คือซูร์กาไดนี่ล่ะครับ
ครั้นเมื่อเตมูจินสามารถฟื้นจากอาการบาดเจ็บได้ในเช้าวันถัดมาแล้ว นอกจากเขาจะต้องประหลาดใจกับการยอมสวามิภักดิ์ของเหล่านักรบตายิชิอุดเป็นจำนวนมากแล้ว ข่านหนุ่มยังต้องตกตะลึงเมื่อนักรบที่เคยเกือบสังหารเขาได้เมื่อวานนี้ก็ยอมที่จะสยบต่อเขาด้วยเช่นกัน เพราะว่าซูร์กาไดเป็นนักรบร่างสูงใหญ่ที่กล้าประกาศต่อหน้าเตมูจินและเหล่าขุนศึกในทัพบอร์จิกินว่าเขาคือผู้ที่ยิงธนูใส่เตมูจินเมื่อวานนี้นั่นเอง แต่แทนที่เตมูจินจะสั่งลงโทษขุนพลและเหล่านักรบผู้แปรพักตร์เหล่านั้น เขากลับเลือกที่จะให้อภัยซูร์กาไดและเหล่านักรบตายิชิอุดทั้งหลายโดยที่ไม่คิดถือสาเอาความผิดที่ผ่านมา และเตมูจินก็ยังตั้งชื่อใหม่ให้กับซูร์กาไดเป็นกรณีพิเศษว่าเจอเป ซึ่งมีความหมายว่า "ศร" (Arrow) เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงความสามารถในการยิงธนูอันเป็นเลิศของขุนพลกล้าผู้นี้นั่นเอง และเมื่อเตมูจินเปิดฉากทำศึกรวบรวมชนเผ่ามองโกลที่เหลือต่อไป ด้วยความห้าวหาญและโดยเฉพาะความดุดันของซูร์กาไดหรือเจอเป จึงทำให้เขาได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน "สี่สุวาน" ร่วมกับสุโบไต (Subutai) , เจลเม (Jelme) และคูบิไล (Qubilai) ดังที่มีพรรณาเอาไว้ในพงศาวดารลับมองโกล (the Secret of Mongol History) ว่า
“พวกมันคือ 'สี่สุวาน' ของเตมูจิน
พวกมันมีหน้าผากเป็นทองเหลือง
เขี้ยวของพวกมันเหมือนกรรไกร
ลิ้นของพวกมันเหมือนสิ่ว
หัวของพวกมันเป็นเหล็ก
และหางของพวกมันก็เหมือนแส้ดาบ…
“ในวันแห่งการทำศึกนั้น
พวกมันจะกระหายเลือดเนื้อของศัตรูยิ่งนัก
“จงดูเถิด พวกมันมานั่นแล้ว
พวกมันกระหายหิวจนน้ำลายเยิ้มปาก
นี่คือเหล่าสี่สุวานคือเจเป , คูบิไล , เจลเม และสุโบไต”
ครั้นเมื่อเตมูจิน สามารถรวบรวมชนเผ่ามองโกลเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันในอีก 5 ปีต่อมาหรือในปี ค.ศ. 1206 แล้ว เตมูจินก็ได้ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็น "ชิงกิสข่าน" (Chingghis Khan) หรือที่รู้จักกันในนามว่าเจงกิสข่าน (Genghis Khan) นั่นเอง และซูร์กาไดหรือเจอเปผู้นี้ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "โนยอน" (Noyon) หรือผู้บัญชากองพลหรือกองทหารหนึ่งหมื่นนายแห่งกองกำลังทหารม้าหุ้มเกราะ โดยเขากับสุโบไตต่างเป็นขุนศึกซ้ายและขวาของเจงกิสข่านที่สร้างผลงานในการทำศึกแผ่ขยายดินแดนมากที่สุด อย่างในการศึกรุกรานแผ่นดินจีนทางตอนเหนือที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์จิน (Jin dynasty) หรือพวกกิมก๊กของชาวหนี่ว์เจินในช่วงปี ค.ศ. 1211 - 1215 นั้น เจอเปได้นำทัพเพียง 10,000 บุกตะลุยไปทั่วทั้งดินแดนทางฝั่งตะวันออกในแผ่นดินจีนทางตอนเหนือ จนทำให้ฝ่ายราชวงศ์จินไม่อาจจะรวบรวมกำลังเข้าขับไล่ผู้รุกรานเหล่านี้ได้เลย
สำหรับรูปแบบการโจมตีของกองทัพมองโกลนั้นจะอ้างอิงมาจากรูปแบบการล่าสัตว์ของพวกเขาในทุ่งหญ้านั่นล่ะครับ โดยพวกเขาจะส่งกองทหารม้าออกไปบุกปล้นโจมตีหรือเผาหัวเมืองต่างๆจากทุกเส้นทาง เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความสับสนและคาดเดาไม่ถูกว่ากองทัพมองโกลจะบุกมาจากทางไหนกันแน่ และถ้าหากมีหัวเมืองไหนกล้าเคลื่อนพลออกมาตอบโต้ พวกเขาก็จะต้องเจอกับกลยุทธแสร้งถอยอันลือลั่น ด้วยการหลอกล่อให้ศัตรูไล่ล่าตามมาก่อนที่จะเจอกับกองกำลังอีกชุดหนึ่งที่วางดักซุ่มเอาไว้ หรือการแปรขบวนเข้าโอบล้อมแล้วสังหารจนหมดสิ้นทั้งทัพในสมรภูมิเปิด และจากนั้นจึงจะบุกเข้ายึดครองเมืองที่สูญสิ้นกำลังรบไปในสมรภูมิหมดแล้วได้อย่างง่ายดาย หรือถ้าหากหัวเมืองไหนเลือกที่จะตั้งมั่นอยู่เพียงอย่างเดียว โดยไม่กล้าเสี่ยงออกมาปะทะกับทัพมองโกลในสมรภูมิเปิดแล้ว พวกเขาก็จะส่งกองกำลังเข้าล้อมเมืองไปพร้อมกับการแบ่งกำลังออกไปปล้นโจมตีหมู่บ้านและหัวเมืองเล็กๆอยู่ซักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการสร้างสงครามจิตวิทยาให้กับฝ่ายตรงข้ามจนถึงขีดสุด แล้วจากนั้นจึงจะแสร้งถอยทัพ (อีกแล้ว) พร้อมกับทิ้งสัมภาระต่างๆ หรือแม้แต่เชลยบางส่วนเอาไว้เพื่อเป็นการหลอกล่อฝ่ายตรงข้าม และครั้นเมื่อกองกำลังฝ่ายศัตรูหลงกลยอมยกทัพออกมาหวังปล้นชิงทรัพย์สมบัติหรือช่วยเหลือเชลยศึกที่ถูกทิ้งเอาไว้ในค่ายร้างแล้ว พวกมองโกลก็จะหวนกลับมาโอบล้อมสังหารกองกำลังเหล่านั้นจนหมดสิ้น แล้วจึงบุกเข้ายึดเมืองแห่งนั้นได้อย่างง่ายดายในภายหลังอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง
หลังจากการศึกในแผ่นดินจีนได้สิ้นสุดลงแล้ว ในปีถัดมาหรือในปี ค.ศ. 1216 บรรดาชนเผ่าอุยกูร์ (Uyghurs) ที่นับถือศาสนาอิสลามในดินแดนแถบแอ่งทาริม (Tarim Basin) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเส้นทางการค้าภาคพื้นทวีปที่ถูกเรียกในภายหลังว่า "เส้นทางสายไหม" (the Silk Road) ได้ร้องขอให้เจงกิสข่านส่งกำลังทหารมาช่วยปลดปล่อยพวกตนจากผู้ปกครองนอกศาสนาอย่างชาวคาราคิไต (Kara - khitai) ที่เคยนับถือพุทธศาสนา แต่กลับหันไปนับถือคริสต์ศาสนาและทำการกดขี่ชาวมุสลิมอย่างรุนแรง จอมข่านผู้ยิ่งใหญ่จึงถือโอกาสนี้มีบัญชาให้เจอเปนำกองทัพมองโกล 30,000 นายไปปลดปล่อยชาวมุสลิมอุยกูร์ในทันที และเจอเปก็ได้ใช้สงครามจิตวิทยาด้วยการส่งสายลับเข้าไปในเมืองต่างๆตามแนวชายแดนเพื่อยืนยันแก่ชาวอุยกูร์ว่ากองทัพมองโกลได้ยกทัพมาเพื่อช่วยปลดปล่อยชาวมุสลิมตามคำสัญญาแล้ว และเขาขอให้คำมั่นว่าจะไม่เกิดการปล้นสะดมหรือสังหารชาวเมืองที่ยอมจำนนแล้วโดยเด็ดขาด จึงทำให้ชาวมุสลิมในเมืองต่างๆตามแอ่งทาริมต่างลุกฮือขึ้นขับไล่กองกำลังคาราคิไตและเปิดประตูเมืองต้อนรับกองกำลังผู้รุกรานเหล่านี้ โดยที่กองทัพมองโกลแทบไม่ต้องน้าวคันธนูแม้แต่เพียงดอกเดียว แต่เจอเปก็ยังคงมุ่งหน้าตามไล่ล่ากองกำลังคาราคิไตที่หลงเหลือต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งความสำเร็จของเจอเปในคราวนั้นนับเป็นการเปิดทางให้กองทัพมองโกลเข้าครอบครองเส้นทางสายไหมที่ไม่เคยมีมหาอำนาจใดจากภูมิภาคตะวันออกเข้ายึดครองมนานกว่าสองศตวรรษแล้ว แต่ด้วยชัยชนะในคราวนั้นจะกลับกลายมาเป็นชนวนเหตุของหนึ่งในสงครามที่จะสร้างหายนะให้กับโลกทั้งโลกในกาลต่อมาด้วยเช่นกัน
เพราะหลังจากที่พวกมองโกลล้มล้างจักรวรรดิคาราคิไตลงได้แล้ว เจงกิสข่านก็ได้ส่งคณะทูตพร้อมพ่อค้าวานิชย์ 450 คน (บางแห่งว่า 500 ) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับจักรวรรดิควาเรสม์ (Khwarezmian Empire) ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจมุสลิมที่นับถือนิกายซุนหนี่์ที่ครอบครองดินแดนเอเชียกลางฝั่งตะวันตกไปจนถึงพรมแดนอิรักในทุกวันนี้ แต่เนื่องจากราชสำนักควาเรสม์กลับรู้สึกว่าการขยายตัวของจักรวรรดิมองโกลเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของตนมากกว่า จึงทำการตอบโต้ไมตรีของชาวมองโกลด้วยการสังหารคณะทูตทั้งหมดในทันที จนเป็นเหตุให้เจงกิสข่านทรงตัดสินพระทัยเสด็จนำทัพมาบดขยี้จักรวรรดิควาเรสม์ด้วยพระองค์เองในปี ค.ศ. 1219 โดยเจอเปก็ได้สร้างชื่อในการทำศึกครั้งนี้ด้วยการเคลื่อนพลที่เหลือเชื่อที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกโบราณ ด้วยการยกทัพ 10,000 นายข้ามที่ราบสูงเทียนฉานเข้าสู่เขตหุบเขาเฟอร์กาน่า (Fergana valley) เพื่อลวงการโจมตีของกองทัพมองโกลจากทางเหนือ และตามมาด้วยการข้ามที่ราบสูงปมปามีร์ (Pamir knot) ที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนหลังคาโลกเข้าสู่ที่่ราบมหาโคราซาน (Greater Khorasan) เพื่อสร้างแนวโอบล้อมจักรวรรดิควาเรสม์จากทางตะวันออกเอาไว้ ซึ่งการยกทัพของเจอเปในคราวนั้นนับเป็นการเดินทัพข้ามที่ราบสูงที่ทุรกันดารที่สุดและอันตรายเสียยิ่งกว่าการยกทัพข้ามเทือกเขาแอลป์เพื่อเข้าโจมตีคาบสมุทรอิตาลีของ "ฮันนิบาล" (Hannibal) เมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้านั้นอีกล่ะครับ
ครั้นเมื่อกองทัพมองโกลสามารถเข้าโอบล้อมจักรวรรดิควาเรสม์เอาไว้ได้แล้ว ไม่เพียงแต่จะทำให้ราชสำนักควาเรสม์ไม่อาจจะรวบรวมกำลังเข้าตอบโต้ได้อย่างเต็มที่ เหมือนเช่นที่ราชสำนักจินเคยเผชิญมาเท่านั้น แต่ "พระเจ้ามูฮัมหมัด ชาห์" (Muhammad Shah) กลับเลือกที่จะเสด็จหนีออกจากวงล้อมของพวกมองโกล เพื่อหวังจะที่รวบรวมกำลังจากหัวเมืองทางฝั่งตะวันตกมาขับไล่พวกมองโกลด้วย และเมื่อข่าวการหลบหนีของพระเจ้าชาห์มีไปถึงเจงกิสข่านแล้ว พระองค์จึงทรงมีบัญชาให้เจอเปและสุโบไตนำกำลังทหาร 20,000 ไล่ล่าชาห์มูฮัมหมัดต่อไปในทันที ซึ่งการรวมกำลังของสองขุนพลผู้นี้ทำให้กองทัพมองโกลสามารถทะยานข้ามแผ่นดินอิหร่านหรือเปอร์เซียได้อย่างรวดเร็ว เหมือนประหนึ่งข้ามผ่านทุ่งร้างที่แทบไร้การต่อต้านใดๆ จนไปถึงแนวชายฝั่งทะเลสาปแคสเปียน (Caspian sea) ในเวลาไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น แต่เจอเปและสุโบไตก็ไม่อาจจะนำตัวพระเจ้าชาห์มาถวายให้กับจอมข่านได้ เพราะชาห์มูฮัมหมัดได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบแคสเปียนก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ด้วยความเดียวดายในท้ายที่สุดนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภารกิจการไล่ล่าพระเจ้าชาห์จะไม่สำเร็จ แต่สุโบไตและเจอเปเลือกที่จะเดินทัพต่อไปทางตะวันตก โดยเขาทั้งสองได้เคลื่อนพลเข้าสู่แคว้นอาร์เซอร์ไบจาน (Azerbaijan) และเขตที่ราบสูงคอเคซัส (Caucasus) อันสูงตระหง่านที่แบ่งแยกภูมิภาคเอเชียไมเนอร์ (Asia Minor) หรือเอเชียน้อยออกจากภูมิภาคยุโรปตะวันออก ซึ่งตลอดทางที่เจอเปเคลื่อนพลผ่านไปนั้น เขาสามารถกวาดล้างชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มต่างๆได้อย่างไร้การต่อต้าน หรือแม้แต่สามารถบดขยี้กองทัพของอาณาจักรจอร์เจีย (Kingdom of Geogia) อันเป็นดินแดนของชาวคริสต์ตะวันออกที่สามารถต้านทานการรุกรานของชาวมุสลิมมาได้นับร้อยปีอย่างง่ายดาย และเมื่อพวกเขาตัดสินใจยกทัพข้ามคอเคซัสในปี ค.ศ. 1222 แล้ว เจอเปและสุโบไตก็สามารถเอาชนะกองทัพพันธมิตรชนเผ่าต่างๆในเขตลุ่มน้ำโวลก้า (Volga river) ได้อย่างง่ายดาย และจากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ราบตอนกลางของแม่น้ำดอน (Don river) จนนำไปสู่การเผชิญหน้ากับนครรัฐของชาวรุส (Rus) หรือชาวรัสเซียในที่สุด และทั้งสุโบไตกับเจอเปก็สามารถเอาชนะกองทัพพันธมิตรชาวรุสได้อย่างเหลือเชื่อในยุทธการแม่น้ำคัลก้า (the Battle of Kalka river) ในปี ค.ศ. 1223 แต่หลังจากที่ทั้งสองเอาชนะกองทัพชาวรุสได้แล้ว เจอเปกลับล้มป่วยลงและเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ในขณะที่กำลังยกทัพเข้ากวาดล้างชนเผ่าบุลการ์ (Bulgar) ตามแถบลุ่มแม่น้ำโวลก้าที่อยู่ทางตะวันออก (ในขณะที่เอกสารบางฉบับกลับระบุว่าเขาสิ้นชีพจากการถูกพวกบุลการ์ซุ่มโจมตี) แต่ด้วยความตายของเขาก็มิได้ทำให้สุโบไตคิดหยุดยั้งการโจมตีต่อไปแต่อย่างใด โดยกองทัพมองโกลยังคงกวาดล้างชนเผ่าต่างๆต่อไปจนถึงที่ราบทางตอนเหนือของทะเลสาบอารัล (Aral Sea) แต่เป็นเพราะคำสั่งของเจงกิสข่านที่ทรงกวาดล้างกองกำลังสายสุดท้ายของพวกควาเรสม์ได้ราบคาบแล้ว พระองค์จึงทรงมีบัญชาให้กองทัพมองโกลทุกสายถอนกำลังกลับไปพร้อมกับพระองค์ในท้ายที่สุดนั่นล่ะครับ
นับได้ว่าตลอดชีวิตของเจอเปนั้น เขาได้ใช้ชีวิตสมกับเป็นลูกธนูของเจงกิสข่านอย่างแท้จริง เพราะเขาได้บุกทะลวงออกไปไล่ล่าสังหารบรรดาศัตรูและผู้ต่อต้านของจักรวรรดิมองโกลได้จนหมดจดราบคาบ โดยที่เขาไม่เคยเสียท่าหรือปราชัยให้กับใครหน้าไหนเลยตลอดชีวิต ซึ่งไม่เพียงแต่เขาควรจะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนายทหารที่ประสบความสำเร็จในด้านการทหารมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้วางรากฐานให้จักรวรรดิมองโกลกลาย มหาจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างที่โลกไม่เคยพบเจอมาก่อน ด้วยการครอบครองดินแดนตั้งแต่แนวชายฝั่งทะเลเหลืองของแผ่นดินจีน พาดผ่านดินแดนอันทุรกันดารในเอเชียกลาง เรื่อยไปถึงใจกลางแผ่นดินรัสเซียในทุกวันนี้นั่นล่ะครับ
ในตอนต่อไป ผมจะมาเล่าถึงหนึ่งในสี่ขุนพลที่แข็งแกร่งที่สุด ฉลาดที่สุด และยังโหดเหี้ยมที่สุดของเจงกิสข่านคือสุโบไต ขุนพลประจัญบานที่ไม่เคยปราชัยให้กับใครเช่นกันครับ
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 295
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

HELLO CANDy

ชายจีนท้าทายรัฐบาล อัดคลิปแฉสถานการณ์ในอู่ฮั่น หายสาบสูญครบ 1 ปี
.
ย้อนกลับไปในวันที่ 1 ก.พ. 2020 ช่วงแรกของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 "ฟางปิน" นักธุรกิจที่อาศัยอยู่ในเมืองอู่ฮั่นได้อัดคลิปแฉสถานการณ์อันยุ่งเหยิงภายในโรงพยาบาลเมืองอู่ฮั่น ซึ่งก่อให้เกิดคำถามของคนทั่วโลกมากมายว่า รัฐบาลจีนสามารถควบคุมไวรัสโควิด-19 ได้ดีจริงอย่างที่รายงานออกมาหรือไม่ รวมไปถึงสงสัยว่ารัฐบาลจีนอาจปกปิดจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริง
.
ภายวีดีโอปรากฏภาพของ ฟางปิน ที่เดินเข้าไปในอาคารของโรงพยาบาลได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีการคัดกรองคนเข้า-ออกแต่อย่างใด และด้านในโรงพยาบาลก็มีผู้ป่วยจำนวนมากที่อยู่รวมกันอย่างแออัด รวมไปถึงญาติผู้ป่วยก็อยู่ภายในห้องนั้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้หน้าห้องผู้ป่วยยังมีศพผู้เสียชีวิตอยู่อีกจำนวนหนึ่ง แต่ภาพที่ทำให้ผู้คนต่างตกตะลึงมากที่สุดนั่นคือ ศพ 8 ศพที่ถูกวางทับซ้อนกันอยู่ภายในรถตู้คันหนึ่ง
.
จากเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ ฟางปิน เข้าไปในโรงพยาบาลแต่กลับพบกับศพผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ผู้คนทั่วโลกต่างสงสัยถึงจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงของประเทศจีน
.
หลังจาก ฟางปืน อัปโหลดวีดีโอลงโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงเว็บไซต์ Youtube ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน VPN เนื่องจากถูกรัฐบาลแบน ทางเจ้าหน้าที่ก็มาจับกุมเขาถึงที่บ้าน โดยมีการบอกว่าเขาเข้าไปในจุดเสี่ยงและใส่เครื่องป้องกันไม่เพียงพอ
.
ต่อมา ฟางปิน ได้ถูกปล่อยตัวกลับบ้านหลังถูกควบคุมตัวนานกว่า 7 ชั่วโมง
.
ฟางปิน เล่าให้นักข่าวของฮ่องกงฟังว่า
"เจ้าหน้าที่ตำหนิผมว่า ทำไมผมเอาแต่ถ่ายศพ ทำไมไม่ถ่ายหมอ พยาบาล หรือคนที่กำลังต่อสู้กับไวรัส คุณสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคม"
"ผมจึงตอบกลับไปว่า ถ้าชาวบ้านได้รับรู้ความจริง เขาก็ไม่ตื่นตระหนกกันหรอก"
.
จนท้ายที่สุด หลัง ฟางปิน เผยแพร่วีดีโอสุดท้ายซึ่งมีความยาว 13 วินาที ในวันที่ 9 ก.พ. พร้อมมีข้อความระบุ "ประชาชนลุกขึ้นสู้ มอบอำนาจกลับคืนสู่ประชาชน" นับจากวันนั้นเขาก็หายสาบสูญไปตลอดกาล
.
นอกจากกรณีของ ฟางปิน ยังมีกรณีการหายตัวไปของ "เฉิน ชิวฉือ" ทนายความวัย 34 ปีที่เดินทางเข้าอู่ฮั่นด้วยรถไฟขบวนสุดท้ายก่อนจะมีการปิดเมือง แล้วได้เผยแพร่วีดีโอสถานการณ์ภายในอู่ฮั่นพร้อมกับพูดจาท้าทายรัฐบาล จนต่อมาทางครอบครัวก็ไม่สามารถติดต่อเขาได้อีกเลยตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. 2020
.
ทางด้านสื่อต่างชาติได้ยกให้ ฟางปิน และ เฉิน ชิวฉือ เป็น Whistleblower (ผู้เป่านกหวีด) ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่กล้าออกมาเปิดเผยข้อมูลความลับการกระทำที่ประพฤติมิชอบของใครคนหนึ่งในองค์กรหรือรัฐบาล
.
[วีดีโอของ ฟางปิน ซับไทย]
>> https://bit.ly/3jyzlJ5
[วีดีโอของ เฉิน ชิวฉือ ซับไทย]
>> https://bit.ly/3aRmCNy
[สารคดี: ความจริงในอู่ฮั่น ซับไทย]
>> https://bit.ly/3jz5Y9i
HELLO CANDy
.
Reference
https://bbc.in/3rBPGzk
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 295
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Bigbadblog
19 สิงหาคม 2019 ·
เมื่อเป๊ปซี่เคยเป็นมหาอำนาจทางการทหารอันดับที่ 6 ของโลก
ถ้าพูดถึงเครื่องดื่มโซดาน้ำดำ คงนึกถึงสองยี่ห้อใหญ่อย่างเป๊ปซี่และโค้กกัน ซึ่งทั้งสองยี่ห้อนี้ก็ต่างห้ำหั่นชิงความเป็นใหญ่มาโดยตลอดหลายสิบปี แต่ทราบหรือไม่ว่า 30-40 ปีที่แล้ว ในยุคสงครามเย็นระหว่างฝั่งโลกเสรีและม่านเหล็กแห่งโซเวียต เป๊ปซี่ถือเป็นแบรนด์แรกๆ จากฝั่งตะวันตกที่ได้เข้าไปขายในสหภาพโซเวียต จนทำให้ทางโซเวียตยอมจ่ายค่าน้ำดื่มดับกระหายแบรนด์นี้ในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 1959 ซึ่งถือเป็นช่วงแรกๆ ของยุคสงครามเย็น ประธานาธิบดีสหรัฐในสมัยนั้นอย่างดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (ขอเรียกสั้นๆ ในภายหลังว่าไอเซนฮาวร์) ต้องการแสดงแสงยานุภาพแห่งความเป็นทุนนิยมให้แก่ชาวโซเวียตได้รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตไลฟ์สไตล์ในแบบอเมริกันดรีม อาหารการกิน รวมถึงสิ่งที่ระบบทุนนิยมเหนือกว่าคอมมิวนิสต์ ทางอเมริกาจึงจัดงานนิทรรศการแห่งชาติอเมริกัน โดยไอเซนฮาวร์เองได้ส่งริชาร์ด นิกสัน ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองประธานาธิบดีไปในฐานะตัวแทนรัฐบาลอเมริกา และแน่นอนว่าในงานนิทรรศนั้น มีการพบปะกันระหว่างผู้นำโซเวียตในขณะนั้นอย่างนิกิตา ครุชชอฟกับนิกสัน ทั้งสองก็เยี่ยมชมงานไปด้วยกัน ดูเทคโนโลยีอเมริกายุคใหม่ๆ และจุดเดือดก็มาถึงเมื่อสองผู้นำจากสองฝั่งเริ่มคุยถึงหัวข้อร้อนๆ อย่างข้อดีของระบบทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ แน่นอนเองว่าไม่มีใครยอมใครกันง่ายๆ แต่ต้องบอกก่อนว่าช่วงเวลาที่นิทรรศการจัดขึ้นนั้นเป็นช่วงเดือนกรกฎาคมพอดี อาการจึงร้อนเป็นพิเศษ ร้อนในระดับที่ครุชชอฟเองเริ่มแสดงอาการเหงื่อตกจนใครต่อใครก็สังเกตุเห็น โดยโดนัลด์ เคนดัลล์ ซึ่งในตอนนั้นเองเขาเป็นรองประธานฝ่ายการตลาดของเป๊ปซี่สังเกตุเห็นและจึงยื่นแก้วเป๊ปซี่ให้ครุชชอฟดื่มดับกระหายและคลายความร้อน จนภาพที่ครุชชอฟดื่มเป๊ปซี่กลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ทางเป๊ปซี่เองได้เอามาใช้โฆษณาว่าแม้แต่คนอย่างผู้นำของโซเวียตเองก็ดื่มเป๊ปซี่
ตั้งแต่เหตุการณ์นั้นในปี 1959 ทุกอย่างก็ยังเหมือนๆ เดิม จนปี 1972 ในตอนนี้เคลดัลล์เองได้ดำรงตำแหน่งประธานเป๊ปซี่มาพอสมควรแล้ว ตัวเขายังคงจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานนิทรรศการได้ดี จึงพยายามที่จะส่งออกเป๊ปซี่ไปทำการตลาดในแผ่นดินแม่โซเวียตให้ได้ และด้วยความที่เขาเองก็เป็นเพื่อนกับนิกสัน ซึ่งในขณะนั้นนิกสันเองก็เป็นประธานาธิบดีสหรัฐสมัยนั้นพอดี เคลดัลล์จึงต้องการสร้างข้อเจรจาทางการค้ากับสหภาพโซเวียจในเรื่องของการส่งออกเป๊ปซี่ไปให้คนดินแดนคอมมิวนิสต์ได้ลิ้มรส ซึ่งทางโซเวียตเองก็ไม่มีปัญหาด้วย เพราะฝั่งรัฐบาลโซเวียตเองก็จะได้หาเครื่องดื่มมาขายให้ประชาชนพวกเขา เป็นวิธีหารายได้เข้ารัฐไปในอีกทางหนึ่ง แต่จุดสำคัญคือจะเอาอะไรมาแลกเปลี่ยนเป๊ปซี่ดี ? เงินสกุลรูเบิ้ลนั้นก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้เป็นที่ยอมรับในนานาชาติ ส่วนทางโซเวียตเองก็ไม่มีเงินสกุลอี่นๆ อยู่เลย ทางรัฐบาลโซเวียตเลยตัดสินใจจ่ายค่าเป๊ปซี่ด้วยวอดก้า ใช่แล้ว วอดก้าที่เป็นเครื่อมดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยมของโซเวียตเองเนี่ยแหล่ะ โดยทางโซเวียตเองให้สิทธิ์เป๊ปซี่เป็นผู้นำเข้าแต่รายเดียวของวอดก้าแบรนด์ Stolichnaya (สโตลิคนาย่า) ซึ่งวอดก้าแบรนด์นี้เองก็มีทางรัฐบาลโซเวียตเป็นเจ้าของอยู่แล้ว และแล้วทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี ทางโซเวียตเองก็ได้ส่วนผสมของเป๊ปซี่เพื่อนำมาผลิตในแผ่นดินแม่พวกเขา ส่วนทางเป๊ปซี่เองก็ได้เป็นผู้นำเข้าวอดก้าแท้ๆ จากดินแดนคอมมิวนิสต์แต่เพียงรายเดียวสู่อเมริกาและนานาชาติ
แต่สัญญาการค้าที่ทำกันไว้เองก็มีวันหมดสัญญาตามปกติ โดยในปี 1989 เองสัญญานี่ก็เริ่มใกล้หมดอายุ ทั้งสองฝ่ายอย่างเป๊ปซี่และโซเวียตก็พยายามที่จะทำสัญญาการแลกเปลี่ยนขึ้นมาใหม่ แต่ปัญหามีอยู่ว่าเนื่องจากโซเวียตเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามโซเวียต–อัฟกานิสถาน ทางวอดก้าที่เป๊ปซี่จำหน่ายก็ได้รับผลกระทบให้ขายไม่ดีไปตามปริยาย และทางโซเวียตก็ไม่มีวอดก้าเพียงพอสำหรับจ่ายค่าสัญญาการค้าครั้งนี้ที่มีมูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐในขณะนั้น ทางโซเวียตจึงต้องหาอะไรสักอย่างมาแลกเปลี่ยนกับเป๊ปซี่กันให้จ้าละหวั่น จนได้ข้อสรุปว่าทางรัฐบาลสหภาพโซเวียตเองจะขอจ่ายเป็น “กองเรือดีเซล” ซึ่งเป็นกองเรือที่หลงเหลือมาในช่วงสงครามเย็นกำลังครุกรุ่น ด้านทางเป๊ปซี่ก็จนปัญญาที่จะปฎิเสธข้อเสนอนี้ เพราะรู้ว่าถ้าไม่รับข้อเสนอนี้ไว้แล้ว โซเวียตก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาจ่ายได้อีก ทางเป๊ปซี่จึงเลยต้องรับข้อเสนอนี้ไปแบบงงๆ ซึ่งกองเรือดีเซลที่ว่านี้มีเรือดำน้ำทั้งหมด 17 ลำ เรือครูซเซอร์ 1 ลำ เรือฟริเกต 1 ลำ และเรือเดสทรอยเยอร์อีก 1 ลำ ทำให้หลังจากการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น เป๊ปซี่ก็ได้กลายเป็นมหาอำนาจทางการทหารอันดับที่ 6 ของโลกไปโดยทันที โดยหลังจากที่ได้กองเรือนี้มาไม่นาน เป๊ปซี่ก็เลยต้องขายให้กับบริษัทคัดแยกเศษเหล็กจากสวีเดนไปขายต่ออีกทีโดยได้เงินมาประมาณ 300 ล้านเหรียญ เรียกว่าเป็นเรื่องตลกที่ในครั้งหนึ่งบริษัทขายเครื่องดื่มโซดาจากอเมริกาจะมีกองเรือเป็นของตัวเองจากการทำสัญญากับโซเวียต

https://www.facebook.com/groups/thewild ... 820692268/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 295
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

LOOK Myanmar
3 ชม. ·
หลังจากพัฒนามาเกือบ 20 ปีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าจีน - เมียนมาร์ประสบความสำเร็จอย่างมากโดยคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการค้าต่างประเทศของเมียนมาร์ โดยเฉพาะการค้าชายแดนช่วงพีครถบรรทุกหนักเกือบ 2,000 คันจากมั ณ ฑะเลย์เมืองทางตอนกลางของพม่าไปยังตลาด มูเซ (Muse Market) ที่ชายแดนจีน - เมียนมาร์ขนส่งสินค้าเกษตรต่างๆไปยังจีน ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมของจีนถูกขนส่งกลับไปที่ เมียนมาร์ปริมาณการค้าชายแดนประมาณ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
จากคุนหมิงไปยังตลาดการค้าชายแดนของจีน Ruili ถึงตลาด Hewanding มีความสะดวกสบาย และสามารถวิ่งได้ใน 6-7 ชั่วโมง และค่าธรรมเนียมสำหรับสินค้าเกษตรที่เข้ามาในพม่านั้น อยู่ที่ 0% ดังนั้นของอย่างเช่นแตงโมไร้เมล็ดของพม่าซึ่งมีน้ำหนักมากและมีขนาดใหญ่ จึงจะไม่ขายในราคาที่สูงมาก นอกจากนี้ยังสามารถขนส่งจากชายแดนจีน - เมียนมาร์ไปยังฮาร์บินและเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนืออื่น ๆ ไม่ต้องพูดถึงผลไม้เมืองร้อนและอาหารทะเลระดับไฮเอนด์อื่น ๆ
คนจีนมีความเป็นอยู่ที่ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่เพียง แต่ค่าแรงเพิ่มขึ้น แต่อาหารเลิศรสของโลกยังมีจำหน่ายในราคาที่ยอมรับได้ ชาวญี่ปุ่นกินแตงโมทุเรียนมะม่วงอย่างหรูหรา แต่คนจีนถือเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากการนำเข้าอาหารของญี่ปุ่นถูกผูกขาด แต่ผู้นำเข้าของจีนส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ทำธุรกิจทุกประเภทและไม่เกี่ยงว่าจะทำกำไรได้น้อย
ตัวอย่างเช่นทุกวันตอนเที่ยงจากสนามบินคุนหมิงไปยังเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศจะมีกุ้งก้ามกรามกุ้งชะโดและอาหารทะเลอื่น ๆ ที่ผลิตในเมียนมา และจัดส่งทางเครื่องบินโดยสาร สู่ภัตตาคารต่างๆ ในคืนนั้น
สินค้าเกษตรที่พม่าส่งออกไปจีนเดิมเก็บเกี่ยวจากการปลูกแบบอื่น (แทนการใช้ยาฆ่าแมลง) โดยการค้าชายแดนได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์จากวัว และแกะ และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์อื่น ๆ ได้ถูกส่งออกจากพม่าไปยังจีน เนื้อแกะถ้าขายเมียนมาร์มีราคาเพียง 20 หยวนต่อตัว แต่ที่จีนตอนนี้ขยับเป็น 5-60 หยวน นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและงานอดิเรกแล้วยังมี Jadeite ไม้คุณภาพสูง (ไม้สัก huanghuali) และผลิตภัณฑ์จากสินแร่อีกมากมาย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาฝ่ายเมียนมาต้องการที่จะส่งออกอีกครั้งหลังจากผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างลึกซึ้ง
การส่งออกของจีนไปยังเมียนมาร์ตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 10 วันในการจัดส่งจากจีนตะวันออกไปยังย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของพม่า สินค้าอุตสาหกรรมเช่นเครื่องใช้ในบ้านเสื้อผ้าวัสดุก่อสร้างและเครื่องจักรเข้าท่วมตลาดเมียนมาร์
การค้าทางทะเลของจีน - เมียนมาร์ส่วนใหญ่จะชำระในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและการค้าชายแดนโดยพื้นฐานแล้วเป็นเงินหยวน เมื่อเร็ว ๆ นี้ Taobao และ บริษัท อีคอมเมิร์ซอื่น ๆ ได้เริ่มรุกเข้าไปในเมียนมาร์และบางคนก็เชี่ยวชาญด้านการเป็นพ่อค้าคนกลางของ Taobao ในเมือง Ruili
ในแง่ของวิศวกรรมนอกเหนือจากท่อส่งน้ำมันและก๊าซ จีน - เมียนมาร์ที่สร้างเสร็จและอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามปกติแล้ว โรงไฟฟ้าก๊าซขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำล้วนได้รับทุนจากจีน จากสถานีไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 23 แห่งที่มีกำลังการผลิตประมาณ 5GW ซึ่งได้รับการเสนอขายต่อสาธารณชนเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีบริษัท 19 แห่งที่ได้รับทุนจากจีน
นอกจากนี้ทางด่วนวงแหวนย่างกุ้งที่วางแผนไว้ ยังได้รับการส่งเสริมโดย บริษัท จีน สำหรับระเบียงเศรษฐกิจจีน - เมียนมาร์รวมถึงท่าเรือจ้าวผิ่ว อุโมงค์ขนาดใหญ่ในจีนถูกตัดผ่านหลังจาก 10 ปีคาดว่าฝ่ายเมียนมาร์จะมีความคืบหน้า ในไม่ช้าหลังจากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ
อนาคตที่ยังไม่มีใครกล้าฟันธง คือเกมระหว่างจีนกับญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ถือว่าเมียนมาร์เป็นน้องชายคนเล็กและให้การสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ในปี 2555 มีการริเริ่มที่จะชำระคืนเงินกู้ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ IMF ให้กับเมียนมาร์ทำให้เมียนมาร์ได้รับเงินทุนระหว่างประเทศกลับคืนมา ไม่เพียงแค่นั้นยังช่วยพม่าในการสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด ปรับปรุงการขนส่งทางรถไฟวงแหวนย่างกุ้งปรับปรุงทางรถไฟระหว่างสองเมืองใหญ่และอื่น ๆ
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการกล่าวว่าญี่ปุ่นจะเข้าร่วมในเส้นทางจากกรุงเทพฯประเทศไทยไปยังทวาย เมืองชายฝั่งทะเลอันดามันในเมียนมาร์ และสร้างโครงการเขตอุตสาหกรรม หากประสบความสำเร็จสินค้าจำนวนมากของไทยเวียดนามกัมพูชาและลาว จะสามารถส่งตรงจากในเมียนมาร์ โดยเมียนมาร์ได้รับผลประโยชน์มากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อความก้าวหน้าของการพัฒนาอันเนื่องมาจากความร่วมมือร่วมใจ ซึ่งกันและกัน
กล่าวโดยสรุปพม่าไม่ได้เป็นเพียงขุมทรัพย์ทางธรณีเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์อีกด้วยนอกจากนี้ยังมีพรมแดนติดกับประเทศที่มีจำนวนประชากร 2 มากที่สุด คือ จีนและอินเดีย โดยอนาคตหากสถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพและนโยบายต่างๆถูกต้องโอกาสในการพัฒนาควรจะเป็น ดี แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันมันยังไม่เสถียร
ภาพประกอบจาก เมืองชายแดน Ruili, Muse และ Lashio ที่ถือว่า เป็นเมืองหน้าด่านบนเส้นทางสู่จีน
แปลโดยทีมงาน
#ทีมแอดหม่อง
#peace
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 429645839/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 295
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Obsolete Articles
22 ชม. ·
ทางการฝรั่งเศสและรัสเซีย ได้จัดพิธีงานศพให้ เหล่าทหารของ ฝรั่งเศสและรัสเซีย ที่ได้ถูกค้นพบ จำนวน 126 ศพ เมื่อปี 2019 ในช่วงสงคราม นโปเลียน ในช่วงที่ล่าถอยจากมอสโก ในปี 1812
กว่า2ศตวรรษ ที่สงครามนโปเลียนได้สิ้นสุดลง ซากศพดังกล่าว ได้ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีของฝรั่งเศส และ รัสเซียเมื่อปี 2019 ที่น่าจะเป็นศพของทหาร ในช่วงล่าถอยที่เป็นหายนะของกองทัพนโปเลียน ในปี 1812 ซึ่งถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของการรุกรานรัสเซีย และเป็นต้นเหตุความล่มสลายของความยิ่งใหญ่ของกองทัพนโปเลียน
การขุดครั้งนี้นำโดยปิแอร์ มาลินอฟสกี(Pierre Malinowski) หัวหน้ามูลนิธิเพื่อการพัฒนาประวัติศาสตร์รัสเซีย - ฝรั่งเศสที่เชื่อมต่อกับเครมลิน
โดยได้พบศพที่ถูกแช่แข็งจำนวน 126 ศพ ซึ่งรวมไปถึง ศพของผู้หญิง 3 ศพ ที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็น "vivandieres" ซึ่งให้การปฐมพยาบาลและดูแลเรื่องอาหารในกองทัพฝรั่งเศสในขณะนั้น และศพของชายวัยรุ่นอีก 3 ศพ ที่เชื่อว่าเป็นมือกลองของกองทัพนโปเลียน
พิธีงานศพได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2021 ในโบสถ์เล็ก ๆ ในอารามของ John the Precursor ในเมือง Vyazma ที่ห่างจากกรุงมอสโก 200 กิโลเมตร
สถานที่ที่พบศพแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในระหว่างการก่อสร้าง และในตอนแรกเชื่อว่าเป็นหนึ่งในหลุมฝังศพจำนวนมากในสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของรัสเซีย
แต่การวิจัยโดย Russian Academy of Sciences ในเวลาต่อมาพบว่าซากศพเป็นเหยื่อจากการล่าถอยของกองทัพนโปเลียนซึ่งส่วนใหญ่มีอายุ 30 ปีในช่วงที่อยู่ในกองทัพของนโปเลียน
อเล็กซานเดอร์ คอคห์ลอฟ (Alexander Khokhlov) หัวหน้าคณะสำรวจทางโบราณคดีกล่าวว่าการค้นพบกระดุมเครื่องแบบโลหะช่วยระบุว่าเหยื่อบางรายรับราชการในกรมทหารราบที่ 30 และ 55 ของกองทัพฝรั่งเศสและกรมทหารราบเบาที่ 24
พิธีดังกล่าวถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสามัคคีระหว่างรัสเซียและฝั่งยุโรป ที่หาได้ยากในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในประเด็นต่างๆรวมถึงการปราบปรามฝ่ายค้านที่รุนแรงขึ้นของเครมลิน(ฝั่งรัฐบาลรัสเซีย)
#Obsoletearticles
Cr. https://www.bbc.com/news/world-europe-56052504
https://www.france24.com/.../20210213-t ... ries-after...
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 749525707/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 295
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

รักต้องห้ามสมัยอยุธยา
+++++++
เรื่องราวความรักของ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ กรมขุนเสนาพิทักษ์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง เจ้าฟ้ารัชทายาทของอยุธยากับเจ้าฟ้าสังวาลย์ ซึ่งเป็นสนมชายาองค์หนึ่งของสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งคือบิดาของเจ้าฟ้ากุ้งเอง
ด้วยความเป็นนักกวีนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้ง พระองค์ได้ทรงแต่งกาพย์กลอนเรื่องกากี ที่มาจากเรื่องจริงจากการคบชู้ของพระองค์เองกับเจ้าฟ้าสังวาลย์ด้วย ทั้งสองพระองค์ทรงลอบมีความสัมพันธ์กันยาวนานจนถึงกับมีบุตรและธิดาหลายพระองค์
ภายหลังเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมโกศผู้เป็นบิดาทราบเรื่องการเป็นชู้ของทั้งสองพระองค์ก็ทรงพิโรธมาก เพราะผิดหวังในตัวรัชทายาทและสนมเอก ได้สำเร็จโทษโดยการถอดยศจากเจ้าให้เป็นไพร่ และสั่งเฆี่ยนโบยตีกว่าหลายยก หลังการถูกเฆี่ยนตีเป็นเวลา 3 วัน เจ้าฟ้าสังวาลย์ก็สิ้นพระชนม์ และหลังจากนั้นไม่นาน เจ้าฟ้ากุ้งก็ทรงสิ้นพระชนม์ตามไปเช่นกัน
หลังทั้งสองพระองค์สิ้นพระชนม์ สมเด็จสมเด็จพระเจ้าบรมโกศจึงโปรดให้เอาพระศพเจ้าฟ้ากุ้ง กับเจ้าฟ้าสังวาลย์ไปฝังไว้ด้วยกัน ณ วัดไชยวัฒนาราม ในจังหวัดอยุธยา ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีเจดีย์ที่รำลึกเป็นสุสานของทั้งสองพระองค์อยู่
++++++
อ้างอิง+https://thematter.co/pulse/forbidden-love-stories/23993
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 949498387/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 295
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Sarakadee Lite
20 ชม. ·
15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2107 ตรงกับวันเกิดของ “กาลิเลโอ กาลิเลอี” (Galileo Galilei) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ผู้ริเริ่มการทดลองทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้วิธีการสังเกต วัดผล และการวิเคราะห์ ทําให้เห็นว่าจริงๆ แล้วกฎธรรมชาติสามารถอธิบายได้ด้วยภาษาคณิตศาสตร์ เขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่”
ต้นเรื่อง : นิตยสารสารคดี กุมภาพันธ์ 2555

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 592798156/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 295
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น
8 กุมภาพันธ์ เวลา 10:00 น. ·
ถ้าเปรียบกับแผนที่รูปขวานทองประเทศไทย
รัฐฉาน จะ ตำแหน่งเดียวกับภาคอีสาน
รัฐในประเทศเมียนมา
ประกอบไปด้วยรัฐทั้งหมด 7 รัฐ
โดยรัฐเหล่านี้คือ
#พื้นที่ปกครองของกลุ่มชาติพันธุ์
ที่ไม่ใช่ชาวพม่า ซึ่งประกอบไปด้วย
- รัฐชิน (Chin States) | เมืองหลวง : ฮ่าค่า
- รัฐยะไข่ (Rakhine State) | เมืองหลวง : ชิตเว
- รัฐคะฉิ่น (Kachin State) เมืองหลวง : มยิจีนา
- รัฐฉาน (Shan state) เมืองหลวง : ตองจี
- รัฐกะยา (Kayah State) I เมืองหลวง : ลอยกอ
- รัฐกะเหรี่ยง (Kayin State) เมืองหลวง ผะอาน
- รัฐมอญ (Mon State) | เมืองหลวง : เมาะลำเลิง
❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️
🇲🇲 เขตการปกครองของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
-----
ประเทศเมียนมาหรือพม่านั้น ประกอบไปด้วย เขตปกครองทั้งหมด 21 เขต ซึ่งประกอบไปด้วย
- 7 รัฐ (States)
- 7 เขต (Regions)
- 1 ดินแดนสหภาพ (Union Territory)
- 5 พื้นที่ปกครองตนเอง (Self-Administered Zones)
- 1 เขตปกครองตนเอง (Self-Administered Divisions)
-----
(1) รัฐ
รัฐในประเทศเมียนมา ประกอบไปด้วยรัฐทั้งหมด 7 รัฐ โดยรัฐเหล่านี้คือพื้นที่ปกครองของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวพม่า ซึ่งประกอบไปด้วย
- รัฐชิน (Chin States) | เมืองหลวง : ฮ่าค่า
- รัฐยะไข่ (Rakhine State) | เมืองหลวง : ซิตเว
- รัฐคะฉิ่น (Kachin State) | เมืองหลวง : มยิจีนา
- รัฐฉาน (Shan state) | เมืองหลวง : ตองจี
- รัฐกะยา (Kayah State) | เมืองหลวง : ลอยกอ
- รัฐกะเหรี่ยง (Kayin State) | เมืองหลวง :
พะอาน
- รัฐมอญ (Mon State) | เมืองหลวง : เมาะลำเลิง
-----
(2) เขต
เขตในประเทศเมียนมา ประกอบไปด้วยเขตทั้งหมด 7 เขต โดยเขตเหล่านี้คือพื้นที่ปกครองของชาวพม่า ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดของเมียนมา โดยเขตทั้ง 7 ประกอบไปด้วย
- เขตสะกาย (Sagaing) | เมืองหลวง : สะกาย
- เขตมัณฑะเลย์ (Mandalay) | เมืองหลวง : มัณฑะเลย์
- เขตมกะเว (Magway) | เมืองหลวง : มกะเว
- เขตอิรวดี (Ayeyarwady) | เมืองหลวง : พะสิม
- เขตพะโค (Bago) | เมืองหลวง : หงสาวดี
- เขตย่างกุ้ง (Yangon) | เมืองหลวง : ย่างกุ้ง
- เขตตะนาวศรี (Tanintharyi) | เมืองหลวง : ทวาย
-----
(3) ดินแดนสหภาพ
ดินแดนสหภาพเพียงหนึ่งแห่งของเมียนมา ก็คือพื้นที่ของเมืองหลวงอย่างเมืองเนปิดอว์ (Naypyidaw) ในชื่อดินแดนสหภาพเนปิดอว์ (Naypyidaw Union Territory)
-----
(4) พื้นที่ปกครองตนเองและเขตปกครองตนเอง
ในเมียนมายังประกอบไปด้วยพื้นที่ปกครองตนเอง 5 แห่ง และเขตปกครองตนเอง 1 แห่ง ซึ่งได้แก่
- พื้นที่ปกครองตนเองโกก้าง (Kokang SAZ)
- พื้นที่ปกครองตนเองดะนุ (Danu SAZ)
- พื้นที่ปกครองตนเองนาคา (Naga SAZ)
- พื้นที่ปกครองตนเองปะหล่อง (Pa Luang SAZ)
- พื้นที่ปกครองตนเองปะโอ (Pa-O SAZ)
- เขตปกครองตนเองว้า (Wa SAD)
-----
** Reference
- https://en.m.wikipedia.org/.../Administrative_divisions...
- https://www.citypopulation.de/en/myanmar/admin/
- http://www.asterism.info/states/
- http://www.statoids.com/umm.html
#HistofunDeluxe
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส