หน้า 7 จากทั้งหมด 9

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ก.พ. 18, 2021 8:01 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
Outsider's Aviation
22 ชม. ·
ทำไมบินอ้อม ???
- - - - - - - - - - - -
.
หากใครสังเกตเส้นทางการบินที่เข้าออกประเทศไทยอยู่บ่อยๆช่วงนี้อาจเกิดข้อสงสัยว่า ทำไมบางเที่ยวบินถึงบินอ้อมสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา บ้างก็ขึ้นเหนือผ่านธิเบต เข้าจีน แล้วบินเข้าไทย บ้างก็อ้อมลงใต้บินเข้าทางด้านภูเก็ต
.
.
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เมียนมาเปลี่ยนแปลงคณะผู้ปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐหยุดงานประท้วง หนึ่งในนั้นคือเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศของเมียนมา ทำให้ขาดแคลนเจ้าหน้าที่ จึงทำให้จำเป็นต้องจำกัดเที่ยวบินเข้า-ออก และจัดระยะห่างระหว่างเที่ยวบินมากขึ้น มีการจัดการจราจรแบบ One way route และมีช่วงเวลาที่จำกัดในการบินผ่านน่านฟ้า
.
.
สายการบินสามารถเลือกได้ว่าจะปรับตารางบินให้เข้ากับข้อจำกัดแล้วบินผ่าน หรือใช้วิธีการอ้อมเหนือผ่านทางธิเบต จีน แต่เนื่องจากการบินผ่านบริเวณนั้นต้องได้รับการอนุญาตจากทางการก่อนบินผ่านน่านฟ้า รวมถึงภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง เครื่องบินที่ทำการบินผ่านจำเป็นต้องมีคุณสมบัติพิเศษ
.
.
หลายๆสายการบินอย่าง British Airways จึงเลือกบินเข้าทางด้านใต้ ผ่านเข้าทางภูเก็ตแทน แล้วบินเข้าสู่กรุงเทพ เนื่องจากทำการบินง่ายกว่า

https://www.facebook.com/groups/thewild ... 190307131/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.พ. 19, 2021 9:49 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
ธีรรัฐ เชี่ยวสกุล
22 ชม. ·
10 วัดที่มีชื่อซ้ำกันมากที่สุด ในประเทศไทย
1. วัดศรีบุญเรือง เป็นชื่อวัดที่พบได้มากในประเทศไทย โดยเฉพาะทางแถบจังหวัดภาคอีสานตอนบน ค่อนไปทางภาคเหนือที่เคยเป็นอาณาจักรล้านช้างแต่ละจังหวัดมีชื่อ “วัดศรีบุญเรือง” แทบจะทุกอำเภอ เป็นการรวมคำที่ความหมายดีคือ ศรี = สิริมงคล/ความรุ่งเรือง , บุญเรือง = บุญที่แผ่ไพศาล นำมารวมกันจึงมีความหมายเป็นดั่งบุญอันเป็นสิริมงคลที่แผ่ไพศาลกว้างไกล และมีต้นแบบวัดศรีบุญเรืองที่เป็นวัดสำคัญในดินแดนล้านช้างเมื่อครั้งอดีต คนในสมัยโบราณจึงอัญเชิญชื่อที่เป็นมงคลมาตั้งเป็นชื่อวัดในท้องถิ่นของตน
2. วัดสว่างอารมณ์ เป็นวัดชื่อดังของอำเภอนครชัยศรี แต่วัดนี้เป็นอีกชื่อที่สืบความเก่าแก่มาแต่ครั้งอดีตพบได้ทุกภาคของประเทศ และมากในภาคอีสาน หากสังเกตให้ดีคำว่า “สว่าง” เป็นชื่อที่นิยมใช้เป็นคำนำหน้าในหลายอำเภอเช่น สว่างแดนดิน (สกลนคร) , สว่างวีระวงศ์ (อุบลราชธานี) จนถึง สว่างอารมณ์ ของอุทัยธานี สว่าง ที่มีความหมายว่ากระจ่าง/แจ่ม ถือเป็นอีกคำมงคล เมื่อรวมกับคำว่า อารมณ์ เปรียบได้อีกความหมายคือความเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นดั่งอารมณ์ความคิดที่ใสกระจ่าง เป็นชื่อวัดอันเป็นสิริมงคลที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต
3. วัดโพธิ์ชัย อันที่จริงคำว่า โพธิ์ เป็นคำที่มีในชื่อวัดจำนวนมากมายในประเทศ เพราะต้นโพธิ์คือต้นไม้ที่องค์พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์อันเป็นยอดยิ่งของความเป็นมงคลนี้ อีกนัยหนึ่งของความหมายคือความยั่งยืน เอามารวมกับคำว่า ชัย ที่มาจาก ชัยชนะ จึงถือเป็นคำที่มีความหมายดี นิยมเอาไปใช้ตั้งเป็นชื่อวัดที่พบได้มากมายในประเทศไทย
4. วัดโพธิ์ศรี ต่อเนื่องมาจากวัดโพธิ์ชัย คำว่า ศรี ตามที่กล่าวมาคือความเจริญรุ่งเรือง คู่กับคำว่าโพธิ์จึงเป็นคำที่มีความหมายดีเพราะความเจริญรุ่งเรืองรวมกับความยั่งยืนของต้นโพธิ์ จึงเป็นอีกชื่อที่คนในสมัยโบราณ จนถึงในยุคปัจจุบันนิยมเอาไปตั้งเป็นชื่อวัดจนพบได้มากมาย
5. วัดอัมพวัน เป็นวัดชื่อดังของสิงห์บุรีที่รู้จักกันจากพระธรรมสิงหบุราจารย์ หลวงพ่อจรัญ และเป็นวัดชื่อดังในอีกหลายจังหวัด สันนิษฐานว่าแพร่หลายมาจากคำว่า อัมพวัน หรือสวนป่าในดินแดนพุทธภูมิ เป็นชื่อมงคลที่วัดเป็นดั่งดินแดนสำคัญในพุทธศาสนา พบชื่อ “วัดอัมพวัน” ได้ทุกภาคของประเทศไทย
6. วัดศรีมงคล เป็นชื่อที่พบได้เกือบทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคตะวันออกฉียงเหนือจะพบมากเป็นพิเศษ โดยคำว่า ศรี มีคำที่พ้องเสียงในท้องถิ่นคือ สลี ทางภาคเหนือ และ สี , สะหลี ทางภาคอีสานที่มีความหมายว่า ต้นโพธิ์ นอกจากความที่เป็นชื่อมงคล สันนิษฐานว่าเพี้ยนจากการเรียกต่อ ๆ กันมาจากคำวะ สลี , สะหลี มาเป็นคำว่าศรี แต่ยังเป็นคำที่มีความหมายดี นิยมเอามาตั้งเป็นชื่อวัดที่เราพบได้ทั่วไป
7. วัดชัยมงคล ชัย ที่หมายถึง ชัยชนะ รวมกันแล้วจึงเป็นคำที่หมายถึงชัยชนะเป็นมงคลยิ่ง ในทางพุทธคือชนะกิเลส , ชนะความโกรธ , ชนะความอยากมีอยากได้ในลาภยศ เป็นชื่อวัดที่พบได้ในแถบภาคเหนือ , ภาคกลาง และภาคอีสาน
8.วัดทุ่งสว่าง เช่นเดียวกับวัดสว่างอารมณ์ ที่ในอีสานคำว่า สว่าง พบมากในชื่อตำบล , อำเภอ วัดทุ่งสว่าง เกือบทั้งหมดจึงอยู่ในภาคอีสาน รวมกับคำว่าทุ่งที่หมายถึงที่ราบ เป็นคำว่า ทุ่งสว่าง ในความหมายถึงดินแดนที่ดี และเป็นมงคลสำหรับการเกษตรที่เป็นอาชีพหลักของท้องถิ่น เป็นที่มาของชื่อวัดที่พบได้มากในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของไทย
9. วัดศรีชมชื่น เป็นอีกวัดที่เกือบทั้งหมดอยู่ทางภาคอีสาน คำหลักคือ ชมชื่น ภาคกลางเราอาจจะแปลตรง ๆ ว่า ความชื่นชม แต่ภาษาอีสานชมชื่นหมายถึง ความสดชื่น , ความรื่นรมย์ รวมกับคำว่าศรีจึงเป็นการสื่อถึงดินแดนที่รุ่งเรืองด้วยความสดชื่นรื่นรมย์ นิยมตั้งเป็นชื่อวัดอันถือเป็นคำมงคล
10. วัดสระแก้ว เราคุ้นเคยกันจากชื่อจังหวัดสระแก้ว เป็นคำเรียกบ่อน้ำโบราณที่มักจะอยู่ในเขตเมืองเก่าอันเป็นน้ำมงคล จึงนิยมอัญเชิญชื่อ สระแก้ว มาเป็นชื่อวัด พบได้มากในแถบภาคกลาง , ภาคตะวันออก และภาคอีสาน
จะตรงกับที่หลายคนคิดไว้ในใจหรือเปล่า แต่ต้องบอกก่อนว่านี่เป็นการรวบรวมอ้างอิงเฉพาะจากชื่อที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น ถ้ายึดตามคำเรียกของคนในท้องถิ่น และการเพิ่มคำต่อท้าย นอก , ใน , ใหญ่ , น้อย เพื่อให้สามารถระบุวัดชื่อเดียวที่อยู่ใกล้กันได้ จำนวนของชื่อวัดที่เหมือนกันจะมีมากกว่านี้แน่นอน
สามารถติดตามผลงานผู้เขียนได้ที่
เที่ยววัด ไหว้พระ ทำบุญ : PaiTiewWat
ที่มา https://cities.trueid.net/.../10-%E0%B8 ... 8%B1%E0%B8...
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 222604693/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.พ. 20, 2021 9:46 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
ห้าราชวงศ์สิบแคว้น แผ่นดินมังกร
ตอนที่ 1 จุดเริ่มความวิบัติของต้าถัง
หลังจักรพรรดินีอู๋เจ๋อเทียน(บูเช็กเทียน)ถูกบีบให้สละบัลลังก์ ราชวงศ์ถังก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นดังเดิม
และเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองอีกครั้งในรัชสมัยของจักรพรรดิถังเสวียนจง ซึ่งเป็นจักรพรรดิที่ทรงพระปรีชาสามารถ พระองค์หนึ่ง
นับแต่ปลายรัชกาลอู๋เจ๋อเทียน ชนเผ่านอกด่านเริ่มคุกคามชายแดนด้านต่างๆของต้าถัง จนเกิดการสู้รบบ่อยครั้ง ทว่าการที่อำนาจทหารต้องขึ้นกับส่วนกลางทำให้การป้องกันชายแดนไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ถังเสวียนจงจึงทรงให้สร้างระบบใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้โดยแต่งตั้งตำแหน่ง เจี๋ยตู้ซื่อ หรือ ผู้ว่าการทหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นอกจากมีอำนาจสิทธิ์ขาด ในควบคุมกองทัพของเมืองแล้ว ยังสามารถเกณฑ์ไพร่พลและเรียกเก็บภาษี รวมทั้งบังคับบัญชาขุนนางพลเรือนในพื้นที่ของหัวเมืองนั้นๆด้วย
แม้ว่าระบบเจี๋ยตู้ซื่อ จะทำให้การปกป้องชายแดนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระของราชสำนัก แต่ก็เปิดโอกาสให้พวกเจี๋ยตู้ซื่อ มีโอกาสซ่องสุมกำลังรบและตั้งตนเป็นใหญ่เช่นกัน
เมื่อถึงปี ค.ศ.755 อันลู่ซาน นายทหารชาวก็อกเติร์กหรือ ถู่เจวียะ ผู้ได้รับความโปรดปรานจากถังเสวียนจง จนได้ตำแหน่งเจี๋ยตู้ซื่อคุมสามหัวเมืองได้ซ่องสุมกำลังและก่อการกบฏ บุกยึดราชธานีฉางอาน ทำให้ถังเสวียนจงต้องเสด็จหนีออกจากเมือง
แม้ว่าอันลู่ซานจะถูกอันชุงสู บุตรชายของตน ฆ่าตายในปี ค.ศ.757 แต่ราชวงศ์ถังก็ยังปราบพวกกบฏไม่ได้ จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.763 หลังการสวรรคตของถังเสวียนจงหนึ่งปี พวกกบฏก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น ในรัชสมัยของจักรพรรดิถังซู่จง โอรสของจักรพรรดิถังเสวียนจง
กบฏอันลู่ซานได้สั่นคลอนความมั่นคงของราชวงศ์ถังอย่างรุนแรง โดยแม้กบฏจะถูกปราบลงได้ แต่ราชสำนักก็อ่อนแอลงไปเป็นอันมาก ขณะที่พวกเจี๋ยตู้ซื่อได้มีอำนาจมากขึ้น เนื่องจากในระหว่างปราบกบฏนั้น ราชสำนักจำต้องอาศัยกำลังทหารของพวกเจี๋ยตู้ซื่อทำให้พวกนี้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น โดยราชสำนักได้ยินยอมให้พวกเจี๋ยตู้ซื่อ สามารถสืบทอดตำแหน่งไปยังบุตรชายของตนได้
การที่เจี๋ยตู้ซื่อมีอิสระในการควบคุมหัวเมืองต่างๆ ส่งผลให้เกิดการกบฏอีกหลายครั้ง ซึ่งแม้ทางราชสำนักจะสามารถปราบปรามลงได้ แต่ก็ทำให้ราชวงศ์ถังยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ อีกทั้ง เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางจำนวนมากต่างก็มุ่งหาประโยชน์ส่วนตน ด้วยการฉ้อราษฏรบังหลวง จนสร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรเป็นอันมาก
ปลายรัชกาล จักรพรรดิถังยี่จง(ค.ศ.860-874)ได้เกิด ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ในหลายพื้นที่จนเป็นเหตุไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง มีราษฎรจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน อดอยากขาดแคลนอาหาร ทว่าพวกข้าราชการท้องที่ กลับไม่ใส่ใจ ยังคงขูดรีดภาษี ทุจริตโกงกิน ส่วนราขสำนักก็ละเลย ด้วยจักรพรรดิโง่เขลาไร้สติปัญญา
ในเวลานั้นมีชายคนหนึ่งชื่อ หวงเฉา เกิดปี ค.ศ.835
เป็นชาวเมืองหยวนชู่ ในมณฑลซานตง แม้จะเกิดในครอบครัวของชาวนา แต่ก็เป็นชาวนาที่พอมีอันจะกินเขาจึงได้รับการศึกษา จนมีความรู้ ถึงขั้นเป็นบัณฑิต
หวงเฉาเคยสอบจอหงวนเพื่อจะเข้ารับราชการหลายครั้ง แต่ก็สอบไม่ติด เนื่องจากตอนนั้น ระบบสอบคัด เลือก มีการใช้เส้นสาย ทุจริตติดสินบนผู้คุมสอบ
เมื่อเห็นความฟอนเฟะของระบบ หวงเฉาซึ่งหยิ่งในศักดิ์ศรี ก็ไม่คิดเอาดีทางรับราชการอีกต่อไป จึงหันมาเป็นพ่อค้าเกลือเถื่อน เนื่องจากเวลานั้น ราชสำนัก
เก็บภาษีเกลือในอัตราแพงลิบ จนทำให้เกลือราคาสูง
อาชีพค้าเกลือเถื่อน จึงเฟื่องฟู
หวงเฉาเป็นคนมีน้ำใจและมักช่วยเหลือคนที่ยากไร้เสมอ ทว่าในยุคที่บ้านเมืองเสื่อมโทรม ผู้ยากไร้มีอยู่มากมาย แค่เพียงในถิ่นฐานบ้านเกิดของเขา ก็มีมากจนนับไม่ไหว หวงเฉาได้เห็นสภาพเช่นนี้ ก็โกรธแค้นพวกขุนนางชั่วและชิงชังราชสำนักที่เลวร้ายยิ่งนัก
ปี ค.ศ.874 หวางเซียนจือ พ่อค้าเกลือเถื่อน ชาวเมืองผู่ ในมณฑลเหอหนาน ได้สะสมกำลังก่อกบฏต่อต้านราชสำนัก เมื่อหวงเฉาได้ทราบข่าว ก็ตัดสินใจไปเข้าร่วม โดยเขาได้รวบรวมผู้คนจากบ้านเกิดของตนและไปสมทบกับหวางเซียนจือในปี ค.ศ.875 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของจักรพรรดิถังซีจง
ทัพกบฏของหวางเซียนจือมีกำลังพลหลายหมื่นและสามารถบุกยึดเมืองได้เป็นอันมาก จนราชสำนักต้องส่งคนมาเจรจาขอสงบศึก และยื่นข้อเสนอให้อีกฝ่ายยอมจำนน โดยราชสำนักจะอภัยโทษ พร้อมทั้งมอบตำแหน่งแม่ทัพให้กับเขา
ในตอนแรก หวางเซียนจือมีท่าทีสนใจข้อเสนอของราชสำนัก ทว่าเมื่อหวงเฉาซึ่งขณะนั้นเป็นรองหัวหน้ารู้เรื่อง ก็โกรธมากและคัดค้านอย่างรุนแรง โดยกล่าวประณามหวางเซียนจือต่อหน้าทุกคน ว่า หากยอมรับตำแหน่งจากราชสำนัก ก็เท่ากับทรยศ ต่อพี่น้องร่วมทัพทุกคน
เนื่องจากหวงเฉามีอิทธิพลอย่างสูงในกองทัพกบฏ ทำให้หวางเซียนจือไม่กล้าขัดใจกับเขา จึงให้ยุติการเจรจา และเดินหน้าทำศึกต่อ
อย่างไรก็ตาม หวางเซียนจือยังลอบส่งคนไปติดต่อกับราชสำนัก เพื่อเจรจาเรื่องการยอมจำนน แลกกับตำแหน่งแม่ทัพ ทว่าคนที่เขาส่งไป ได้ถูกสังหารโดยนายทหารของทางการที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจา จึงทำให้การยอมจำนนของหวางเซียนจือ ต้องล้มเหลว
หลังความขัดแย้งเรื่องการเจรจากับราชสำนัก หวางเซียนจือได้นำกำลัง แยกกับหวงเฉา เนื่องจากเริ่มไม่
ใจอีกฝ่าย ต่อมาในปี ค.ศ.878 ทัพของหวางเซียนจือ พ่ายแพ้ต่อกองทัพต้าถัง ที่นำโดยแม่ทัพเจิ้งหยวนอวี้ในการรบที่หวงเม่ย หวางเซียนจือถูกสังหารในสนาม รบ นายทัพของหวางเซียนจือ ชื่อ ฉางรั่ง ได้นำทหารที่เหลือหนีไปเข้าร่วมกับทัพของหวงเฉา ซึ่งได้กลายเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายกบฏแล้ว
หวงเฉานั้น มีการศึกษามากกว่าหวางเซียนจือ เขาได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน ที่จะ “ล้มล้างราชวงศ์ถังและสถาปนาราชวงศ์ใหม่ที่มั่นคง”โดยเรียกตนเองว่า “จอมทัพผู้ทรงธรรม” พร้อมกับสร้างคำขวัญ“มีความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์เสมอภาค”เผยแพร่ไปในหมู่ราษฎร จนมีพวกชาวนาที่เดือดร้อนและคาดหวังชีวิตที่ดีขึ้น มาเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก
เวลานั้น ทางเหนือของลุ่มน้ำฉางเจียง(แยงซีเกียง) มีพวกขุนศึกที่แข็งแกร่งอยู่มาก หวงเฉาจึงเลือกโจมตีพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการป้องกันอ่อนแอกว่า จนสามารถยึดซวีโจว เหยาโจว วิ่นโจวและฝูโจว เอาไว้ได้
ฤดูหนาว ปี ค.ศ.880 หวงเฉาขยายอิทธิพล เคลื่อนทัพขึ้นเหนือ ประกาศจะยึดนครลั่วหยางและราชธานีฉางอัน เพื่อจับตัวจักรพรรดิถังซีจง มาไต่สวนและลง โทษในฐานะที่ก่อกรรมทำเข็ญกับราษฎร
กองทัพกบฏขวัญกำลังใจดีเยี่ยม รบชนะตลอดทางและตีเมืองลั่วหยางแตกอย่างรวดเร็ว จักรพรรดิถังซีจง หลี่เซวียน ระดมทหารไปตั้งค่าย เพื่อสกัดกองทัพกบฏ ทว่าพวกแม่ทัพกลับขัดแย้งกันเอง ทั้งยังมีการทุจริตยักยอกเสบียง และเสื้อกันหนาวของทหารจนกองทัพระส่ำระสาย ไพร่พลไม่มีกำลังใจจะสู้รบ
สุดท้าย กองทัพต้าถังก็ถูกกองทัพกบฏของหวงเฉาเข้าโจมตี แตกพ่ายย่อยยับ จากนั้น ทัพกบฏก็บุกเข้าถึงชานกรุงฉางอาน ในเดือน มกราคม ค.ศ.881 และเมื่อถึงวันที่ 8 มกราคม ค.ศ.881 จักรพรรดิถังซีจงก็ทรงทิ้งฉางอัน เสด็จลี้ภัยไปเสฉวน
วันต่อมา หวงเฉาได้เคลื่อนทัพเข้านครฉางอาน แต่ยังไม่เข้าไปอยู่ในพระราชวัง โดยเขาได้สั่งให้ฉางรั่ง ออกประกาศทั่วเมืองว่า ทหารของเขาจะไม่ปล้นชิงทรัพย์สินอย่างเด็ดขาด จึงขอให้ชาวเมืองออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุข ไม่ต้องกลัวสิ่งใด
พวกราษฎรที่เกลียดชังการปกครองที่กดขี่ของราชสำนักถังต่างพากันยินดีต้อนรับ กองทัพของหวงเฉาและฝากความหวังกับผู้นำคนใหม่นี้
หวงเฉาได้สั่งประหารเชื้อพระวงศ์ สกุลหลี่ ที่ถูกจับตัวได้ ทั้งหมด จากนั้น ในวันที่ 16 มกราคม ค.ศ.881 เขาก็สถาปนาราชวงศ์ ต้าฉี และตั้งตนเป็นจักรพรรดิ
(อ่านตอนต่อไป)
https://www.facebook.com/18824898791048 ... 890390999/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.พ. 20, 2021 2:00 pm
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
I’m from Andromeda

ออง ซาน คือชายหนุ่มผู้รักในความถูกต้อง
เขามีสายเลือดรักในการต่อสู้เพื่อแผ่นดินตนเองมาตั้งแต่รุ่นพ่อและปู่ของเขา
ออง ซาน ไม่พอใจและเห็นความไม่ชอบธรรมของประเทศอังกฤษในการยึดครองพม่ามาโดยตลอดตั้งแต่เขายังเล็ก
อังกฤษผู้ยึดครองพม่าอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ปีค.ศ.1855 หลังจากการต่อสู้มาหลายสิบปี รวมถึงการล้มราชวงศ์ทำลายระบบกษัตริย์ของพม่าไปจนหมดสิ้น
แรงงานจากอินเดียถูกส่งเข้ามาสร้างระบบขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค นำทรัพยากรธรรมชาติอันอู้ฟู่ของพม่าไปสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำ
แต่เงินเหล่านั้นแทบไม่ตกถึงมือประชาชนมือชาวบ้านเลย มันหล่นไปอยู่ในมือนายทุนชาวอังกฤษและอินเดียเสียหมด สร้างความไม่พอใจให้กับชาวพม่าผู้ถูกกดขี่อยู่ในดินแดนบ้านเกิดของตนเอง โดยคนจากแดนไกลผู้แสวงหาผลประโยชน์จากทวีปอื่นเพื่อเอารายได้เข้าประเทศตนเอง
ชาวพม่าต่างเฝ้าคอย พวกเขารอจังหวะที่จะทำให้ตนเองรอดพ้นจากเงื้อมมือมหาอำนาจ
และแล้วจังหวะนั้นก็มาถึง...
สงครามโลกครั้งที่สอง
————————————
จักรวรรดิญี่ปุ่น เล็งเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการต่อกรกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่พยายามรุกคืบมาทั้งทางอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก อีกทั้งยังต้องการที่จะรวมตัวกับทหารเยอรมันและอิตาลีที่ดินแดนตะวันออกกลาง
8 ธันวาคม ค.ศ.1941 ญี่ปุ่นยกพลบุกขึ้นทางอ่าวไทย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการรุกคืบเพื่อการยึดครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป
ญี่ปุ่นใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน บุกเข้าไปยังประเทศพม่า ซึ่งตอนนั้นยังคงถูกยึดครองด้วยอังกฤษ ญี่ปุ่นต่อสู้กับทหารอังกฤษยืดเยื้อเป็นระยะเวลานาน
ญี่ปุ่นต้องหาตัวช่วย ญี่ปุ่นรู้ดีว่าพม่าต้องการเอกราชจากอังกฤษมาหลายสิบปี
จึงเกิดการร่วมมือกันระหว่างญี่ปุ่นและชาวพม่า ญี่ปุ่นขออาสาสมัครนักศึกษาพม่าจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้งจำนวน 30 คน ไปฝึกบนเกาะไหหลำ และ ไต้หวัน
พวกเขาต้องการให้เด็ก 30 คนนั้น เป็นแกนนำในการกอบกู้เอกราชกลับมาจากอังกฤษ
และ 1 ใน 30 คนนั้น มี ออง ซาน รวมอยู่ด้วย
เดือนธันวาคม ค.ศ.1942 ทั้ง 30 คนฝึกเสร็จเรียบร้อย มาลงเรือที่เวียดนาม อ้อมมายังกรุงเทพ รอที่จะเข้าพม่าต่อไป
ทั้ง 30 คน เรียกตนเองว่าเป็น “Thirty Comrades”ทำพิธีกรีดเลือดร่วมสาบาน ว่าทั้งหมดจะไม่คิดทรยศคดโกงซึ่งและกัน
——————————
ออง ซาน และสหายร่วมรบ 30 คน เดินทางออกจากกรุงเทพ ไปยังย่างกุ้ง พวกเขารวบรวมชาวพม่าใจรักชาติได้เป็นจำนวนมาก มาร่วมสนับสนุนกองทัพญี่ปุ่นในการขับไล่อังกฤษออกจากประเทศ
การต่อสู้ของกองทัพญี่ปุ่นที่ร่วมมือกับชาวพม่าเป็นไปได้ด้วยดี อังกฤษหมดหนทางจนต้องร่นถอยไปอินเดีย ญี่ปุ่นประกาศชัยชนะ และมอบเอกราชให้กับพม่าในนามรัฐพม่า ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1943
“เลือกผิดฝ่าย”
เหมือนจะเป็นการประกาศเอกราช
แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงยึดครองพม่า เพียงแต่มีการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งปกครองโดยคนพม่าด้วยกันเอง
ญี่ปุ่นแต่งตั้ง ดร.บา มอ ขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล ส่วน ออง ซาน เป็นรัฐมนตรีกลาโหม พร้อมได้รับแต่งตั้งเป็นยศนายพล
แม้ญี่ปุ่นจะดูเหมือนจริงใจพยายามช่วยพม่า แต่พม่าก็รู้สึกได้ว่าญี่ปุ่นก็ไม่ได้จริงใจต่อพม่า ใครก็ตามที่เข้ามาต่างก็ต้องการผลประโยชน์แก่ตนเองทั้งสิ้น และกองทัพญี่ปุ่นในสมัยนั้นทราบกันดีถึงความโหดร้ายทารุณ พวกเขาไม่อาจการันตีได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชนชาวพม่าหากกองทัพญี่ปุ่นยังคงอยู่ในดินแดนแห่งนี้
ออง ซาน คือคนแรกที่พยายามหันหลังกลับไปต่อกรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นที่กำลังจะพ่ายแพ้ในสงครามแปซิฟิก เขาประกาศตั้งสันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์ และไปเป็นพันธมิตรกับอังกฤษเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น
ฝ่ายสัมพันธมิตร อังกฤษ รวมถึงกลุ่มของออง ซาน รวมหัวจนสามารถขับไล่ญี่ปุ่นออกจากดินแดนไปได้เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1945
สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง
แม้ว่าอังกฤษจะกลับมาถือสถานะยึดครองพม่าดังเช่นก่อนสงคราม แต่ในครั้งนี้อังกฤษคิดจะทำการคืนเอกราชให้กับพม่า หลังจากยึดครองในฐานะอาณานิคมเป็นเวลาเกือบหนี่งร้อยปี
——————————
ในฝั่งประเทศอังกฤษ สภาอังกฤษจัดให้มีการอภิปรายเรื่องการคืนเอกราชให้พม่าเป็นครั้งแรก สมาชิกสภาต่างเรียกร้องให้มีการจับกุมออง ซานและพรรคพวก จากการไปร่วมมือกับญี่ปุ่นในการขับไล่อังกฤษ
แต่ แอตลี นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ไม่เห็นดังนั้น เขาได้แสดงความชัดเจนว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอังกฤษจะต้องทำงานร่วมกับออง ซาน เพราะตอนนี้ออง ซาน ได้กลายเป็นวีรบุรุษของชาวพม่าไปเรียบร้อยแล้ว
ในเดือนมกราคม ค.ศ.1947 แอตลี นายกรัฐมนตรีอังกฤษจึงได้เชิญ ออง ซาน มาร่วมประชุมเจรจาการคืนเอกราชให้พม่า ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ระหว่างทาง ออง ซาน ได้แวะไปที่อินเดีย
ทั้งสองประเทศนี้ได้เป็นกลายมิตรกันเรียบร้อยแล้ว
จากความพยายามด้านการทูตของ ออง ซาน
ชวาหะร์ลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดีย เริ่มติดต่อสื่อสารโดยตรงกับ ออง ซาน ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ค.ศ.1946
พวกเขาส่งสัญญาณกันว่าทั้งพม่าและอินเดียจะต้องเป็นอิสระจากการควบคุมของอังกฤษ เนห์รู บอกกับ ออง ซาน ว่าทหารอินเดีย 12,000 นายที่ยังอยู่ในพม่าจะถูกถอนทยอยออกไปในไม่ช้า
ระหว่างที่ ออง ซาน แวะที่ นิวเดลี ประเทศอินเดีย
เนห์รู ปฏิบัติต่ออองซานด้วยความรักและความเคารพเป็นอย่างดี เนห์รู มอบชุดสูทตัดพิเศษให้กับออง ซาน เขากล่าวว่าชุดสูทตัวนี้จะใส่สบายและอบอุ่นกว่าในกรุงลอนดอนที่กำลังหนาวเหน็บ
ในที่สุด ออง ซาน ก็เดินทางมาถึงกรุงลอนดอน
เขาและ แอตลี นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เจรจาเงื่อนไขการเป็นอิสระกับอังกฤษเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม
และในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1947 แอตลี และรัฐบาลอังกฤษ ก็ทำข้อตกลงที่จะยอมรับรัฐบาลชั่วคราวของพม่า และตกลงที่จะให้มีการเลือกตั้ง
ออง ซาน จะเป็นคนกำหนดวันเลือกตั้งเอง และจะสิ้นสุด ก่อนวันที่อังกฤษจะประกาศเอกราชให้กับพม่า นั่นคือในเดือนมกราคม ค.ศ.1948
แอตลี ถามพม่าว่าจะให้ประเทศพม่าที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่เรียบร้อยแล้ว ไปตัดสินใจดูว่าพม่าจะอยากอยู่ในเครือจักรภพหรือไม่ รวมถึงอังกฤษจะให้การสนับสนุนในการเป็นสมาชิก UN
อู ซอว์ หนึ่งใน 30 สหายชุดแรกเช่นเดียวกับออง ซาน ได้เข้าร่วมการประชุมเจรจาครั้งนี้ด้วย
เขาปฏิเสธอย่างโอ้อวด และแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการสัญญาข้อตกลงฉบับนี้สักข้อเดียว
ปัญหาชนเผ่าในพม่าเป็นเรื่องใหญ่ ทุกคนไม่ต้องการระบอบการปกครองที่จะให้ใครขึ้นเป็นใหญ่ ทุกฝ่ายส่วนมากต้องการปกครองตนเอง มันคือเรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆ
แต่เสียงของอู ซอว์ ไม่ช่วยอะไร
การเจรจาสิ้นสุดลงเรียบร้อย
ออง ซาน กลับมายังพม่า เขาได้เชิญกลุ่ม “ชาวเขา” ทั้งหมดเข้าร่วมการเจรจา ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1947 และมีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับการปกครองตนเองภายในพม่า
ข้อตกลงคือให้ชนเผ่าต่างๆ มารวมอยู่ด้วยกันเป็นประเทศเป็นระยะเวลา 10 ปี เหตุผลก็เพื่อให้เกิดความแน่นแฟ้นในชาวพม่าด้วยกันเอง
และหลังจาก 10 ปีแล้ว ชนเผ่าใดจะขอแยกตัวออกไป ก็สามารถไปได้เลย
เมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ.1947 พม่าได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปโดยใช้สิทธิออกเสียงแบบสากล (สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในอินเดียก่อนได้รับอิสรภาพ)
ออง ซาน ที่ลงรับสมัครเลือกตั้งในกลุ่มสันนิบาตเสรีชน ได้รับคะแนนอย่างท่วมท้น เขากำลังจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีพม่าคนต่อไป
แต่ อู ซอว์ คว่ำบาตรและไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งนี้
——————————-
“จุดเปลี่ยนของประเทศ”
ช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ.1947
มีข่าวลือออกมาว่ามีการออกปืน เบรน (ปืนกลเบาของอังกฤษ) กว่า 200 กระบอก ให้กับบุคคลที่ "ไม่ทราบชื่อ" จากคลังสรรพาวุธของกองบัญชาการกองทัพพม่าที่ยังควบคุมโดยอังกฤษ รวมถึงกระสุนกว่า 125,000 นัด ที่หายไปอย่างลึกลับอีกด้วย
ข่าวลือนี้สะพัดไปทั่วอังกฤษและพม่า หน่วยข่าวกรองในอังกฤษคาดการณ์ว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในย่างกุ้งเป็นอย่างมาก
รวมถึงมีข่าวลือว่ากลุ่มหัวรุนแรงของอังกฤษพยายามที่จะติดอาวุธฝ่ายค้านเพื่อโค่นล้มรัฐบาลใหม่ และแทนที่ด้วยฝ่ายที่เห็นด้วยกับสถานะการปกครองที่ไม่ใช่เอกราชโดยสมบูรณ์
การปกครองที่ไม่เหมือนกับที่ ออง ซาน ต้องการ
19 กรกฎาคม ค.ศ.1947
ออง ซาน อยู่ที่อาคารสำนักเลขาธิการในย่างกุ้ง เขาต้องเป็นประธานการประชุมสภาบริหาร
10:30 น. มือปืนสามคนพร้อมปืนสเตน (ปืนของอังกฤษ) บุกเข้ามาในอาคาร และเปิดฉากยิงโดยไม่สนว่าใครเป็นใคร
ออง ซาน ได้ยินเสียงวุ่นวายจากข้างล่าง เขาลุกขึ้นยืน และกำลังจะหาทางหลบหนี
แต่ช้าไปเสียแล้ว มือปืนขึ้นวิ่งบันได ถีบห้องประชุม
และสาดกระสุนใส่ทุกคนอย่างไม่ยั้ง
วีรบุรุษผู้ก่อตั้งชาติของพม่าเสียชีวิตทันที
ด้วยเพียง 31 ปี
ทิ้งดอว์ขิ่นจี ผู้เป็นภรรยาให้เลี้ยงดูบุตรชายหญิง 3 คนโดยลำพัง รวมถึง ซู จี (อองซานซูจี) ในวัย 2 ขวบ
สมาชิกสภาอีก 4 คนในห้องเสียชีวิต
อีกสองคนบาดเจ็บสาหัส
อู นู เป็นสมาชิกสภาเพียงคนเดียวที่ไม่อยู่ในการประชุม เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีพม่าทันที
———————————-
ตำรวจเริ่มการสืบสวน พวกเขาบุกเข้าไปในบ้านของ อู ซอว์ และพบปืน สเตน และปืนไรเฟิล 18 กระบอกซ่อนอยู่ในตัวบ้าน รวมถึงรถจี๊ปที่ไม่มีป้ายทะเบียนจอดอยู่ในบริเวณของเขา
ตำรวจทำการระบายน้ำในทะเลสาบในตัวบ้านของ อู ซอว์ ตำรวจได้ค้นพบปืน เบรน 37 กระบอก และปืนพก 8 กระบอก
ตำรวจบุกไปที่บ้านของสมาชิกคนสำคัญอีกคนของพรรคของ อู ซอว์ พวกเขาพบระเบิดมือ 14 ลูก รวมถึงเครื่องมือทำระเบิด
จากการสอบสวนพบหลักฐานว่า อู ซอว์ ได้จ่ายเงินเป็นจำนวนก้อนใหญ่ให้กับเจ้าหน้าที่กองทัพอังกฤษ 2 คน เพื่อนำอาวุธออกมาจากคลัง
อู ซอว์ รับสารภาพทั้งหมดในศาล
เขาพรรคพวกถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ.1947
วันที่ 4 มกราคม ค.ศ.1948
อังกฤษทำพิธีมอบเอกราชให้ประเทศพม่า
วันที่ 2 มีนาคม ค.ศ.1962 นายพล เน วิน หนึ่งในกลุ่ม 30 สหาย ยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรี อู นู
และปกครองประเทศด้วยระบบสังคมนิยม
เป็นเวลานานกว่า 26 ปี

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.พ. 22, 2021 8:47 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
ห้าราชวงศ์สิบแคว้น แดนมังกร ตอนที่ 2
ยุทธการชิงฉางอัน
ทว่าแม้จะได้เป็นจักรพรรดิแล้ว แต่หวงเฉาก็ยังไม่ได้ครองแผ่นดินทั้งหมด เนื่องจากยังมีพวกเจี๋ยตู้ซื่อและหัวหน้ากบฏอื่นๆที่ยึดครองดินแดนต่างๆ อยู่อีกหลายพื้นที่ อีกทั้งราชวงศ์ถังก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ล่มสลายไป
แต่หวงเฉากลับมองว่า การได้ครอบครองเมืองหลวงก็คือการได้เป็นโอรสสวรรค์ ประมุขของแผ่นดินแล้ว
โดยหลังการขึ้นครองราชย์ หวงเฉาก็ลืมอุดมการณ์เอาแต่เสวยสุข หลงฟังคำเยินยอ ไม่ใส่ใจการงาน ห่างเหินกับขุนศึกที่ร่วมรบกันมา หนำซ้ำพวกนายทัพนายกองของกลุ่มกบฏก็มุ่งแต่จะเสพสุขและส่งทหารออกไปแย่งชิงทรัพย์สินของราษฎร ฉุดคร่าหญิงสาวมาบำเรอสุข อย่างไม่เลือกหน้า ทำให้ประชาชน ชาวเมืองฉางอันต้องทุกข์ยาก ยิ่งกว่าเดิม
เมื่อพวกกบฏทำให้ชีวิตของผู้คนต้องเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมเหล่าประชาชนจึงเริ่มหันไปสนับสนุนราชวงศ์ถัง ทว่า หวงเฉาก็ไม่สำเหนียก หากแต่ยังคงหลงใหลกับการเสวยสุข โดยไม่สนใจสิ่งใด
ฤดูร้อน ปี ค.ศ.881 เจิ้งเทียน ซึ่งเป็นเจี๋ยตู้ซื่อ หรือ ผู้ว่าการทหารเขตเฟิ่งเสียง และอดีตสมุหนายกได้นำ
กำลังทหารจากเฟิ่งเสียง ร่วมกับทัพจากเมืองอื่นๆอีกหลายเมือง บุกเข้าตีนครฉางอัน คืนจากหวงเฉา
ไม่นาน กองทัพต้าถังก็มาถึงชานเมืองฉางอัน พวกชาวเมืองที่ต่อต้านหวงเฉา ได้พากันก่อจลาจล ตามถนนในนครฉางอัน เพื่อสนับสนุนทัพต้าถัง ทำให้หวงเฉาจำต้องถอนกำลังออกจากเมือง
ทว่าเมื่อทัพต้าถังเข้าเมืองฉางอันได้ เจิ้งเทียนกลับไม่อาจคุมพวกทหารให้อยู่ในวินัย โดยเหล่าทหารได้ปล้นสะดม ฉุดคร่าผู้หญิง อย่างไม่ยั้งมือ จนฉางอันมีสภาพไม่ต่างกับนรก
ตกค่ำ การปล้นสะดม ฉุดคร่า ก็จบลง พวกทหารต่างเหน็ดเหนื่อยกับการปล้นทรัพย์สินและฉุดคร่าข่มขืนผู้หญิงมาตลอดวัน อีกทั้งพวกแม่ทัพยังนอนใจว่า ทัพของหวงเฉาหนีเตลิดไปแล้ว จึงละเลยการจัดเวรยามตามเชิงเทิน
กลางดึก คืนนั้นเอง หวงเฉาก็เคลื่อนทัพกลับมาเข้าตีฉางอันอย่างรวดเร็ว ทำให้ทหารถังไม่ทันตั้งตัวและถูกโจมตีจนแตกทัพย่อยยับ มีเจี๋ยตู้ซื่อสองคนที่เป็นพันธมิตรของเจิ้งเทียนถูกสังหารในการสู้รบ ส่วนเจิ้งเทียนและแม่ทัพคนอื่นๆ ต่างก็หนีเอาตัวรอด กลับไปเขตปกครองของตน
หลังยึดฉางอันกลับมาได้ หวงเฉาโกรธชาวเมือง ที่ไปสนับสนุนกองทัพถัง จึงสั่งให้ทหารของตน สังหารหมู่ประชาชนชาวฉางอันไปหลายพันคน เพื่อลงโทษขณะเดียวกัน เจิ้งเทียนก็ถูกนายทัพของตนเอง ชื่อหลี่ฉางเยี่ยน ยึดอำนาจ และบีบให้เจิ้งเทียนต้องออกจากเขตเฟิ่งเสียงไป
ความล้มเหลวในการยึดเมืองฉางอัน ทำให้กองทัพถังในภูมิภาค เกิดความแตกแยก จนไม่อาจรวมตัวเข้าตีฉางอันได้อีก และยิ่งทำให้หวงเฉาเกิดความประมาทมากขึ้น
ทว่าราชสำนักถังก็ยังไม่ล้มเลิกความพยายามที่จะปราบแคว้นฉีของหวงเฉา โดยเวลานั้น จักรพรรดิถังซีจง ซึ่งประทับอยู่ที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน)ได้รวบรวมกำลังทหารจากพวกเจี๋ยตู้ซื่อและชนเผ่าอนารยชน ก่อนจะเริ่มการรุกเข้าสู่เขตฉางอันเพื่อชิงราชธานีกลับคืนจากพวกกบฏ ขณะที่หวงเฉานั้นเอาแต่เสวยสุข ไม่ได้ใส่ใจการศึก ทำให้กองทัพของราชสำนักถัง สามารถชิงดินแดน กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว
ฤดูใบไม้ร่วง ปีค.ศ.882 กองทัพต้าถังได้เข้าตีเมืองถง ซึ่งมีแม่ทัพฝ่ายกบฏชื่อ จูเวิน คุมกำลังรักษาอยู่เวลานั้น อาณาเขตของฝ่ายกบฏ เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง จูเวินซึ่งประเมินแล้วว่า แคว้นต้าฉีของหวงเฉาใกล้จะหมดอนาคตเต็มที จึงนำทัพเข้าสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ถัง และได้รับตำแหน่งเป็นขุนพล ก่อนจะได้เลื่อนเป็นผู้ว่าการทหารเขตเซวียนอู่ ในเวลาต่อมา
จูเวิน ถือเป็นแม่ทัพฝีมือดีคนหนึ่งของกองทัพกบฏ ซึ่งการที่เขาไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักถัง ได้ส่งผลให้ฝ่ายกบฏระส่ำระสายเป็นอย่างมาก
แม้จะยึดด่านถงก่วนได้ แต่ราชสำนักถังก็ยังไม่บุกฉางอัน โดยให้หยุดพักกองทัพในช่วงฤดูหนาวที่ด่านถงก่วน ซึ่งในเวลานั้นเอง ได้มีขุนศึกชาวเผ่าซาถัว ผู้หนึ่ง ชื่อว่า หลี่เค่อหยง มาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักถังและนำกำลังเข้าร่วมปราบกบฏหวงเฉา(ชนเผ่าซาถัว เป็น ชนเชื้อสายเติร์กกลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานอยู่ทางเหนือของจีน)
เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.883 หลี่เค่อหยงพร้อมกับแม่ทัพคนอื่นๆของต้าถังได้นำทัพบดขยี้กองทัพใหญ่แคว้นฉี ที่มีกำลังพล 150,000 นาย จนพินาศย่อยยับ จากนั้น จึงเคลื่อนทัพบุกถึงฉางอันและเมื่อถึงฤดูร้อนของปีเดียวกัน หลี่เค่อหยงก็นำทัพเข้ายึดนครฉางอันได้สำเร็จ ส่วนหวงเฉานั้น ถูกตีแตกพ่ายและถอยทัพหนีไปทางตะวันออก
********************
อ่านตอนต่อไป
https://www.facebook.com/18824898791048 ... 063112215/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: อังคาร ก.พ. 23, 2021 9:03 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
Nerd With Me ประวัติศาสตร์ไม่มีใครถาม

เราอาจจะเคยได้ยินสุภาษิต "ยืมมือคนอื่นฆ่า" กัน แต่เคยคิดไหมครับว่าจะมีการ "ยืมกระสุนศัตรูยิง"?
ในช่วงยุคแห่งเรือใบ (Age of Sail) ในช่วงศตวรรษที่ 15 ถึง 19 เทคโนโลยีแล่นเรือใบในโลกยุโรปนั้นถูกพัฒนาอยู่ตลอดเพื่อประโยชน์ทั้งทางการค้าและการสงคราม ยิ่งเรือใบรับน้ำหนักได้มากขึ้น จำนวนปืนใหญ่และทหารก็เพิ่มตามมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อบวกกับนิสัยคันกำปั้นชอบซัดกันเองของชาติยุโรป การปะทะกันบนน่านน้ำด้วยเรือปืนใหญ่จึงเป็นอะไรที่ไม่ผิดปกติ
และบางทีมันก็นำไปถึงเหตุการณ์แปลก ๆ ได้เหมือนกัน
ในปี ค.ศ. 1700-1721 สวีเดนกับเดนมาร์คมีสถานะเป็นอริต่อกันในมหาสงครามทางเหนือ (The Great Northern War) ที่เป็นการแย่งอำนาจทางทะเลระหว่างสวีเดนและรัสเซียบวกชาติพันธมิตรของทั้งคู่ (เดนมาร์คอยู่ฝั่งรัสเซีย) และหนึ่งในบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อของฝั่งเดนมาร์คก็คือทหารเรือคนนึงที่มีนามว่า ปีเตอร์ เวสเซิล ทูเดนโชลด์ (Peter Wessel Tordenskjold 1691-1720)
นายปีเตอร์คนเนี้ย เป็นกัปตันชาวนอร์เวย์ในกองทัพเดนมาร์คที่มีนิสัยชอบบวกแบบไม่สนห้าสนหก เจอศัตรูตูจัดหมด แถมยังมีนิสัยโคตรเสียอีกอย่างคือชอบใช้ธงของชาติที่เป็นกลางชาติอื่นเวลาลาดตระเวณ พอเจอเรือศัตรูหรือเรือน่าสงสัยก็จะฉวยโอกาสแล่นไปใกล้ ๆ เปลี่ยนธงกลับ แล้วยิงอีกฝ่าย (แน่นอนว่าคนอีกกลุ่มในยุคนั้นที่ชอบใช้เทคนิคนี้คือพวก #โจรสลัด ครับ) วันดีคืนดีในปี 1714 ขณะที่เรือของเค้าปลอมเป็นเรือดัทช์ไปแนบ ๆ เคียง ๆ กะหาเรื่องเรืออังกฤษน่าสงสัย ปาฏิหาริย์บางอย่างก็เกิดขึ้น
เรืออังกฤษดังกล่าว #ชักธงสวีเดน แล้วหันปืนเข้าหาเรือของปีเตอร์ครับ
...ในจังหวะเดียวกับที่เรือของตาปีเตอร์ชักธงเดนมาร์คเล็งอีกฝ่ายเช่นกัน!
คือต่างฝ่ายต่างสงสัยอีกคน ตีเนียนเข้าใกล้ และบวกฝั่งตรงข้ามพร้อมกัน โอโห อย่างกับแมลงสาบบินชนแมลงวัน คำว่าศีลเสมอกันมันเป็นแบบนี้นี่เอง
ก็นะครับ ผลที่ตามมาก็คือการยิงกันไม่ยั้งกลางมหาสมุทรทางเหนือของกัปตันนิสัยเสียทั้งสอง แต่สิ่งที่พีคที่สุดคือเหตุการณ์ต่อจากนี้ต่างหาก เพราะหลังจากรบกันมานาน 14 ชม. นายปีเตอร์ของเรา #กระสุนปืนใหญ่หมดครับ ซึ่งแทนที่จะถอยหรืออะไร สิ่งที่เขาทำคือ #ส่งคนไปบอกฝั่งสวีเดนว่าเค้ากระสุนหมดแล้ว และ #ขอยืมกระสุนปืนมาใช้หน่อย!
นี่เอ็งมีสารสกัดหัวใจเสือกับเชือกรองเท้าแทนสมองกับเส้นประสาทใช่ไหม?
แต่ก็นะ ความเสียสติมันไม่ได้ติดต่อกันได้ง่าย ๆ กัปตันเรือของฝั่งสวีเดนก็ปฏิเสธปีเตอร์ของเราไปครับ แต่เพราะต่างฝ่ายต่างเจ็บหนักกันทั้งคู่แล้ว กัปตันทั้งสองเลยถือโอกาสตัดสินใจหยุดยิง ยกแก้วซูฮกให้กันและกัน แล้วก็แยกย้ายหันเรือกลับบ้านกันไป เป็นอันสงบศึกด้วยมู้ดการ์ตูนลูกผู้ชายยุค 80 ไปแบบงง ๆ
จากการรบกันครั้งนี้กัปตันปีเตอร์จะโดนเรียกขึ้นศาลทหารข้อหาปล่อยข้อมูลอันตรายให้เรือศัตรู แต่ด้วยชื่อเสียงส่วนตัวที่ค่อนข้างดี เขาก็เลยรอดออกมาได้ แถมได้เลื่อนยศเพราะความกล้าหาญอีก แล้วเขาก็จะรอดไปสร้างชื่อให้กองทัพเดนมาร์คอีกนานสองนาน
…ก่อนจะตายในอีก 6 ปีให้หลังตอนอายุ 30 เพราะดวลดาบกับอริหลังทะเลาะกันเรื่องไพ่
ปีเตอรรรรรรรรรร์
ปล. ถึงจะแอบฮา แต่ปีเตอร์ ทูเดนโชลด์ก็เป็นนายทหารในตำนานที่เก่งและประวัติโชกโชนคนนึงเลยทีเดียว เป็นฮีโร่ที่ทั้งนอร์เวย์และเดนมาร์คต่างแย่งกันเคลม (เพราะเค้าเกิดที่นอร์เวย์แต่ทำงานกับเดนมาร์ค) ทั้งสองชาติยังมีการตั้งชื่อเรือรบว่าทูเดนโชลด์ตามนายคนนี้และมีการเอาชื่อเค้าไปใส่เพลงชาติกับเพลงพระราชสำนักด้วย เอาเข้าไป
ปล. 2 ขอบอกเลยว่าชื่อ Tordenskjold ของฮี #อ่านยากชิบหาย แอดต้องไปเปิดฟังจากเพลงอนุบาลของนอร์เวย์อะว่าออกเสียงยังไง
ปล. 3 อะ ลิงค์เพลงที่ว่า https://www.youtube.com/watch?v=bKGvwo271C4
ปล. 4 #กดแชร์สิ
ขอบคุณครับ สำหรับใครที่ชอบเรื่องนี้ อ่านบทความอื่นของเราได้ตามลิงค์นี้นะครับ
https://buff.ly/3kdRBq8
.
.
ติดตามเพจเราได้ที่
Nerd With Me ประวัติศาสตร์ไม่มีใครถาม
Facebook: https://buff.ly/3hqZUwY
Blockdit: https://buff.ly/3mokRN5
.
.
อ้างอิง
Early Oceanic Navigation by Britannica
https://www.britannica.com/.../ship/Ear ... navigation
THE NORWEGIAN THUNDERBOLT: VICE ADMIRAL PETER WESSEL
The Norwegian Thunderbolt: Vice Admiral Peter Wessel by Center for International Maritime Security
http://cimsec.org/the-norwegian-thunder ... e.../42320
When Scandinavia’s gutsiest Admiral ran out of ammo, he asked his enemy for more by History of War
https://www.historyanswers.co.uk/.../peter-wessel.../

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: อังคาร ก.พ. 23, 2021 10:45 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
Histofun Deluxe
17 ชม. ·
• ประวัติศาสตร์เมโสโปเตเมีย
ฉบับรวบรัด
-----
- ราว 5,000 ปีก่อนคริสตกาล
ชาวสุเมเรียน (Sumerian) เป็นชนกลุ่มแรกที่ได้สร้างอารยธรรม ในดินแดนเมโสโปเตเมีย พวกเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนใต้ ของแม่น้ำไทกริส (Tigris) และแม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates) อันเป็นสายเลือดสำคัญ ของดินแดนเมโสโปเตเมีย
-----
- ราว 4,000 จนถึง 3,500 ปีก่อนคริสตกาล
ชาวสุเมเรียนสร้างนครรัฐที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ อูร์ (Ur) อุรุก (Uruk) ลากาซ (Lagash) และนิปเปอร์ (Nippur) เป็นต้น
-----
- ราว 3,300 จนถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล
ชาวสุเมเรียนคิดค้นนวัตกรรมที่สำคัญ อาทิ ตัวอักษรลิ่มคูนิสฟอร์ม (Cuneiform) ล้อเกวียน รวมไปถึงระบบตัวเลข
-----
- ราว 2,700 ปีก่อนคริสตกาล
ตามตำนานของสุเมเรียน เชื่อว่าเป็นช่วงยุคสมัยของ กิลกาเมซ (Gilgamesh) กษัตริย์กึ่งเทพตามตำนาน
-----
- ราว 2,330 ปีก่อนคริสตกาล
ซาร์กอนมหาราช (Sargon the Great) กษัตริย์แห่งเมืองอัคคาเดียน (Akkadian) ได้บุกพิชิตดินแดนของชาวสุเมเรียน นับเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิอัคคาเดียน (Akkadian Empire) ซึ่งเป็นจักรวรรดิแห่งแรกของโลก
-----
- ราว 2,100 ปีก่อนคริสตกาล
จักรวรรดิอัคคาเดียนล่มสลาย ชาวสุเมเรียนกลับมามีอำนาจอีกครั้ง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นครอูร์ (เรียกยุคสมัยนี้ว่า ยุคราชวงศ์อูร์ที่ 3 : Ur III) นอกจากนี้ชาวสุเมเรียน ยังริเริ่มในการสร้างศาสนสถานที่สำคัญ อย่างซิกกูแรต (Ziggurat) อีกด้วย
-----
- ราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล
กลุ่มชนเผ่าทะเลทรายที่เรียกว่า ชาวอะมอไรต์ (Amorite) ได้บุกพิชิตดินแดนของชาวสุเมเรียน พวกเขาได้สร้างนครที่สำคัญอย่าง บาบิโลน (Babylon)
-----
- ราว 1,900 ปีก่อนคริสตกาล
ชาวอัสซีเรีย (Assyrian) เริ่มสร้างอำนาจอยู่ทางตอนเหนือของดินแดนเมโสโปเตเมีย พวกเขาก่อตั้งจักรวรรดิอัสซีเรียแรก (First Assyrian Empire)
-----
- 1,792 จนถึง 1,750 ปีก่อนคริสตกาล
ยุคสมัยแห่งฮัมมูราบี (Hammurabi) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของบาบิโลน พระองค์ได้ก่อตั้งจักรวรรดิบาบิโลน (Babylonian Empire) และเข้ายึดครองดินแดนเมโสโปเตเมียไว้ได้ทั้งหมด อีกหนึ่งผลงานชิ้นสำคัญ คือ ประมวลกฎหมายตาต่อตาฟันต่อฟัน
-----
- 1,781 ปีก่อนคริสตกาล
จักรวรรดิบาบิโลน พิชิตจักรวรรดิอัสซีเรียแรก
-----
- 1,595 ปีก่อนคริสตกาล
ชาวคาสไซต์ (Kassite) กลุ่มชนโบราณจากอิหร่าน บุกพิชิตจักรวรรดิบาบิโลน
-----
- 1,360 ปีก่อนคริสตกาล
ชาวอัสซีเรียกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ก่อตั้งจักรวรรดิอัสซีเรียกลาง (Middle Assyrian Empire)
-----
- 1,250 ปีก่อนคริสตกาล
สัณนิษฐานว่า ชาวอัสซีเรียริเริ่มการใช้อาวุธที่ทำจากเหล็ก และใช้รถม้าในการทำสงคราม
-----
- 1,115 ปีก่อนคริสตกาล
จักรวรรดิอัสซีเรียกลาง รุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัย ทิกลัธ พิเลเซอร์ที่ 1 (Tiglath Pileser I)
-----
- ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล
จักรวรรดิอัสซีเรียกลางล่มสลาย
-----
- 744 ปีก่อนคริสตกาล
ชาวอัสซีเรียกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้การนำของ ทิกลัธ พิเลเซอร์ที่ 3 (Tiglath Pileser III) เริ่มต้นจักรวรรดิอัสซีเรียใหม่ (Neo Assyrian Empire)
-----
- 722 ถึง 705 ปีก่อนคริสตกาล
ยุคทองของจักรวรรดิอัสซีเรียใหม่ ภายใต้ ซาร์กอนที่ 2 (Sargon II) ผู้พิชิตบาบิโลนและอิสราเอล
-----
- 668 ปีก่อนคริสตกาล
ยุคสมัยของ อัสซูร์นาซิร์ปาล (Ashurbanipal) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์สุดท้ายของอัสซีเรีย พระองค์ได้สร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญอย่าง หอสมุดแห่งนครนิเนเวห์ (Library of Nineveh) ) สถานที่ที่เก็บรวบรวมศาสตร์ความรู้ และบันทึกสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
-----
- 616 ถึง 604 ปีก่อนคริสตกาล
นาโบโปลัสซาร์ (Nabopolassar) ผู้นำของชาวคาลเดียน (Chaldean) บุกยึดครองบาบิโลน และตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งบาบิโลน
ต่อมานาโบโปลัสซาร์ ร่วมมือกับนครรัฐอื่น ๆ โค่นล้มจักรวรรดิอัสซีเรียใหม่ได้สำเร็จ นับเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิบาบิโลนใหม่ (Neo Babylonian Empire)
เชื่อกันว่าในยุคสมัยของนาโบโปลัสซาร์ ได้มีการสร้างสิ่งก่อสร้างอัศจรรย์อย่าง สวนลอยบาบิโลน (Hanging Garden of Babylon) อีกด้วย
-----
- 550 ปีก่อนคริสตกาล
ทางทิศตะวันออกของดินแดนเมโสโปเตเมีย ไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) ได้ก่อตั้งจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ขึ้นมา
-----
- 539 ปีก่อนคริสตกาล
จักรวรรดิเปอร์เซียของไซรัสมหาราช บุกพิชิตจักรวรรดิบาบิโลนใหม่ นับแต่นั้นมา ดินแดนเมโสโปเตเมียจึงตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซีย
-----
- 333 ปีก่อนคริสตกาล
อเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) กษัตริย์แห่งจักรวรรดิมาซิโดเรีย (Macedonian Empire ) บุกพิชิตจักรวรรดิเปอร์เซีย
-----
- ราวศตวรรษที่ 7
ดินแดนเมโสโปเตเมีย อยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาอิสลาม นับแต่นั้นมา
-----
*** Reference
- https://www.history.com/.../ancient-mid ... esopotamia
- https://www.ducksters.com/history/mesop ... meline.php
- https://www.britannica.com/.../Mesopotamia-historical...
- https://www.ancient.eu/Mesopotamia/
#HistofunDeluxe

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: พุธ ก.พ. 24, 2021 8:40 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
ห้าราชวงศ์ สิบแคว้น แดนมังกร ตอนที่ 3
จุดจบของหวงเฉา
แม้จะเสียเมืองฉางอัน แต่หวงเฉาก็ยังคงมีกำลังพล อยู่อีกนับหมื่น เขาได้ถอยทัพไปถึงเขตเฟิ่งกั๋วของผู้ว่าการทหารชื่อ ฉินจงฉวน โดยหวงเฉาได้ส่งแม่ทัพ ชื่อ เมิ่งไค นำทัพตีเขตเฟิ่งกั๋วได้และบีบให้ฉินจงฉวนยอมสวามิภักดิ์
หลังยึดเขตเฟิ่งกั๋ว หวงเฉาได้ส่งทหารเข้ายึดหัวเมืองรอบข้าง จากนั้น จึงสั่งให้แม่ทัพเมิ่งไค นำทหารบุกตีเมืองเฉิน(ปัจจุบัน คือ โจวโข่ว ในมณฑลเหอหนาน) ทว่าเมิ่งไคพลาดท่า ถูกข้าศึกสังหารในสนามรบ
หวงเฉาโกรธแค้น ที่แม่ทัพฝีมือดีของตน ถูกฆ่าตาย จึงได้นำกองทัพใหญ่บุกไปตีเมืองเฉิน ด้วยตนเอง ทว่าจ้าวโฉ่ว ผู้เป็นเจ้าเมือง ได้นำทหารและชาวเมืองต่อสู้ป้องกันเมืองอย่างเข้มแข็ง จนหวงเฉาไม่อาจจะตีเมืองได้ จึงตั้งค่ายปิดล้อมไว้
หลายเดือนผ่านไป กองทัพของหวงเฉาก็ยังคงตีเมืองเฉินไม่ได้ จนเสบียงอาหารเริ่มขาดแคลนและเมื่อพวกทหารพากันอดอยาก หวงเฉาจึงได้ปล่อยให้พวกเขาออกปล้นตามชนบท แต่เนื่องจากชาวบ้านในแถบนั้นต่างก็ยากไร้ จึงไม่มีเสบียงอาหารให้ยึด พวกทหารของหวงเฉาจึงจับพวกชาวบ้านเหล่านั้น เอามาฆ่าและแล่เนื้อปรุงเป็นอาหาร กินประทังความหิวโหยแทน
แม้จะขาดแคลนเสบียงจนทหารต้องจับคนมากิน แต่หวงเฉาก็ยังถูกทิฐิบังปัญญา จนมุ่งแต่จะยึดเมืองให้ได้ จนการปิดล้อมยืดเยื้อมาถึงปี ค.ศ.884
ฤดูร้อน ของปี ค.ศ.884 จูเวิน อดีตลูกน้องเก่าของหวงเฉา ที่ได้เป็นผู้ว่าการทหารเขตเสวียนอู่ ได้ร่วมมือกับสือผู่ ผู้ว่าการทหารเขตกานหัวและหลี่เค่อหยง ซึ่งได้เป็น ผู้ว่าการทหารเขตเหอตง ยกทัพเข้าโจมตีพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกบฏ และบีบนายทัพฝ่ายกบฏจำนวนมากให้ยอมจำนน ก่อนที่ทั้งสามจะเคลื่อนทัพมายังเมืองเฉิน
เมื่อหวงเฉาทราบข่าวว่าอาณาเขตที่เหลือถูกยึดและทัพข้าศึกกำลังบุกมา ก็กังวลว่าจะถูกตีกระหนาบ จึงถอนทัพและยกเลิกการล้อมเมืองที่กินเวลาเกือบสามร้อยวัน
หลังถูกบีบให้ต้องยกเลิกการปิดล้อมเมืองเฉิน หวงเฉาได้เคลื่อนทัพไปเขตเสวียนอู่ เพื่อจะแก้แค้นจูเวิน ทว่าอีกฝ่ายได้รับกำลังสนับสนุนจากหลี่เค่อหยง จึงสามารถตีกองทัพหวงเฉา จนแตกพ่ายยับเยิน
หวงเฉานำทหารที่เหลือไม่กี่พันนาย หนีไปทางตะวันออก แต่ก็ถูกกองทัพของสือผู่ที่ตามมาดักหน้า เข้าตีสกัดและได้สังหารไพร่พลของหวงเฉาจนเกือบหมด
ส่วนหวงเฉากับครอบครัวและทหารที่ยังเหลืออยู่ ได้หนีเข้าไปยังหุบเขาหลางหู่ ในมณฑลซานตง
ในวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ.884 หวงเฉาและภรรยากับลูกๆ พร้อมด้วยน้องชายของเขาได้ถูกหลานชายของหวงเฉา ชื่อ หลินเยียน ฆ่าตาย
หลินเยียนได้นำศีรษะของหวงเฉาและคนอื่นๆไปที่ค่ายทหารของสือผู่ เพื่อขอยอมจำนน ทว่าในระหว่างทาง เขากับพวกลูกน้องถูกกองทหารเผ่าซาถัวโจมตีและถูกพวกนั้นฆ่าตาย จากนั้นพวกซาถัวจึงตัดศีรษะหลินเยียน เอาไปรวมกับศีรษะหวงเฉาและครอบครัว แล้วนำไปมอบให้สือผู่ เพื่อรับบำเหน็จ
อย่างไรก็ตาม ในเอกสารบางฉบับ กล่าวว่า หวงเฉาได้ฆ่าตัวตายเพื่อให้ไพร่พลที่เหลือ ได้รอดชีวิต โดยก่อนตาย เขาได้สั่งให้หลินเยียน นำศีรษะของเขา ไป ยอมจำนนกับสือผู่
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่า แท้จริง การตายของหวงเฉาเป็นอุบาย โดยศีรษะที่หลินเยียนเอาไปนั้น ไม่ใช่ของหวงเฉา เนื่องด้วยระยะทางจากหุบเขาหลางหู่ไปถึงค่ายของสือผู่ ต้องขี่ม้าเป็นเวลาถึงสี่วัน อีกทั้งช่วงนั้นอากาศร้อน จนเมื่อไปถึงค่ายของสือผู่ ศีรษะก็เน่าจนระบุหน้าตาไม่ได้ ส่วนหวงเฉาตัวจริงนั้น หนีไปได้ โดยมีเรื่องที่เล่าลือ ในยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักรมาจนถึงต้นราชวงศ์ซ่งเหนือว่า หวงเฉาได้หนีไปบวชเป็นพระในวัดพุทธแห่งหนึ่ง และมีชีวิตอยู่จนถึงสมัยราชวงศ์โฮ่วเหลียง
อ่านตอนต่อไป
https://www.facebook.com/18824898791048 ... 499187038/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ก.พ. 25, 2021 8:06 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
Obsolete Articles

ทำไมกะเพรา ฝรั่งถึงเรียกมันว่า Holy Basil?
.
เหตุเพราะ ต้นกะเพรา เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ในประเทศอินเดียไงล่ะครับ ทางอินเดียมีความเชื่อว่า ต้นกะเพรานั้น คือหนึ่งในร่างอวตารของพระแม่ลักษมีนั่นเอง ซึ่งในอินเดียจะมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า พระแม่ตุลสี (Tulsi)
.
ซึ่งการกำเนิดขึ้นของตำนาน Holy Basil นั้นมาจากในคัมภีร์พรหมไววรรตปุราณะและวิษณุปุราณะ ได้เล่าไว้ว่าพระวิษณุนั้นมีพระมเหสี 3 องค์ คือ พระลักษมี พระสุรัสวดีและพระแม่คงคา
.
ต่อมา พระสุรัสวดีได้รู้สึกน้อยใจ+อิดฉา พระแม่คงคา เพราะว่า ครั้งหนึ่งที่ทั้ง 4 คนได้อยู่ร่วมกันนั้น พระแม่คงคาได้ส่งสายตาถึงพระวิษณุ และพระวิษณุนั้นก็มองตอบแต่พระแม่คงคาคนเดียว พระสุรัสวดีจึงไม่พอใจ หาว่าพระวิษณุ และจะเข้าไปต่อว่าพระแม่คงคา แต่ พระลักษมีได้ห้ามไว้ แต่จากเหตุการณ์แล้วน่าจะผิดจังหวะ จนทำให้พระสุรสวดีนั้นอารมณ์ขึ้นหนักกว่าเดิม จึงได้สาปคนห้าม(คือพระลักษมีน่ะแล่ะ) ให้ต้องหลุดออกจาก เกษียรสมุทร (เป็นทะเลของน้ำนมตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) และต้องไปเป็นเมียของอสูร และต้องกลายรูปเป็น”กะเพรา”และแม่น้ำคัณฑกี
.
จากนั้นก็สาปวนกันไปมา ระหว่าง พระสุรัสวดีกับพระแม่คงคา พอพระแม่คงคาเห็นว่าพระลักษมีโดนสาป จึงได้สาปใส่พระสุรัสวดีไปว่าให้ลงจากเทวโลกมาเป็นแม่น้ำสรัสวดีและต้องแห้งเหือดหายไปจากชมพูทวีป โดนสาปซะแรงขนาดนี้มีหรือที่พระสุรัสวดีจะยอม เลยสาปให้พระแม่คงคาให้ลงจากเทวโลกเหมือนกัน แต่ให้มาเป็นแม่น้ำคงคาและต้องคอยล้างบาปและพัดพาสิ่งสกปรกของมนุษย์
.
สุดท้ายพอพระวิษณุได้ทราบเรื่อง จึงได้ทำการ “แบ่งเมีย” คือ ถวายพระสุรัสวดี ให้พระพรหม และถวายพระแม่คงคาให้พระศิวะ (เดี๋ยวๆ ทำไมโอนกันง่ายๆแบบนี้อ่ะ?)
.
จากนั้นพระลักษมีก็ได้จุติลงมาบนโลกเป็น “นางวฤนทา” ธิดาของอสูรกาลเนมิ และได้แต่งงานกับอสูรชลันธร(โอรสแห่งพระศิวะและพระสมุทร) ต่อมาเมื่อชลันธรก่อศึกกับเทวโลกและล่วงเกินพระปารวตี พระนางพิโรธมากจึงทูลขอให้พระวิษณุทำลายอสูรตนนี้ โดยพระวิษณุแปลงกายเป็นชลันธรเพื่อไปxxxกับนาง (เพื่อ?) ด้วยอำนาจของตบะสมาธิแห่งนางวฤนทา นางจึงทราบว่าไม่ใช่สามีนางจึงสาปให้พระวิษณุกลายรูปเป็นหินศาลิราม ต้องลงไปเกิดเป็นมนุษย์เข้าสู้รบกับรากษส(รากษสคือกุมภัณฑ์) โดยมีวานรช่วยเหลือ คณะเทวีและพระพรหมจึงปรากฏพระองค์และทูลขอชีวิตขององค์พระวิษณุโดยนางวฤนทาใช้ตบะ สมาธิทำลายร่างของตนด้วยพิธีสตีจนเหลือแต่เถ้าถ่าน คณะเทวีและพระพรหมจึงประทานพรให้นางวฤนทาปรากฏรูปเป็นต้นกะเพรา และแม่น้ำคัณฑกี พร้อมกับได้รับการบูชาในฐานะเทวีองค์หนึ่ง
.
เป็นเวลานานกว่า 5,000 ปี ที่ต้นกะเพรา ได้รับการยกย่องให้เป็นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ที่สุดชนิดหนึ่งในอินเดีย ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการบูรณะ ชาวฮินดูมองว่า Tulsi เป็นเทพธิดา (การสำแดงของพระลักษมี) ในรูปแบบของพืชที่มอบให้ด้วยพลังทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ตามตำนานเล่าอีกว่า ไม่มีทองคำใดจะมีน้ำหนักพอที่จะถ่วงดุลอำนาจของพระกฤษณะได้ แต่ใบกระเพราใบเดียวที่เต็มไปด้วยพลังความรักและศรัทธา ทำให้ตราชั่งวัดนั้นเอียงลงมาได้
.
ในอินเดียปัจจุบัน ต้นกะเพรายังคงมีการปลูกเพื่อบูชา เมื่อครั้นกะเพราได้เดินทางไปยังดินแดนตะวันตก มันก็เลยถูกตั้งชื่อว่า “sacred” หรือ “holy” basil หรือในภาษาละตินที่เรียกกันว่า “Ocimum sanctum” โดยมีความหมายว่า “โหระพาอันศักดิ์สิทธิ์”นั่นเอง
#Obsoletearticles
#Holybasil
Cr. https://en.wikipedia.org/wiki/Tulsi_in_Hinduism
https://en.wikipedia.org/wiki/Jalandhara
https://www.adyargopal.com/tulasi-puja
http://mahamediaonline.com/.../significance-of...
https://organicindia.com.au/what-is-tulsi/

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.พ. 26, 2021 10:17 am
โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
ห้าราชวงศ์ สิบแคว้น แดนมังกร ตอนที่ 4
จูเวิน จากขุนโจรสู่ขุนศึก
แม้กบฏหวงเฉาจะถูกปราบลงได้ แต่การกบฏครั้งนี้ก็สร้างความย่อยยับให้กับต้าถังเป็นอย่างมาก ทว่าอีกทางหนึ่ง บรรดาผู้ว่าการทหารหรือเจี๋ยตู้ซื่อหลายคนก็มีอำนาจมากขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ จนทำให้เขตปกครองหลายแห่งของพวกผู้ว่าการทหาร มีสภาพไม่ต่างอะไรกับแคว้นอิสระ
ในบรรดาผู้ที่ได้ประโยชน์จากการปราบกบฏหวงเฉาที่โดดเด่นที่สุด คงไม่พ้น จูเวิน ซึ่งได้รับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการทหารจากเหตุการณ์นี้
จูเวิน เกิดวันที่ 5 ธันวาคม ปี ค ศ.852 พ่อของเขา ชื่อจูเฉิง เป็นครูสอนหนังสือในตำบลตั่งซาน เมืองสงโจวโดยเขาเป็นบุตรชายคนเล็ก ในจำนวนบุตรชายสามคน และยังมีน้องสาวอีกหนึ่งคน
ต่อมาในปี ค.ศ.864 ขณะที่จูเวินมีอายุเพียง 12 ปีจูเฉิงได้เสียชีวิตลง ภรรยาม่ายของเขาได้พาลูกๆไปขออาศัยอยู่ในบ้านของหลิวชง คหบดีในตำบลเซียว เมืองซูโจว ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติกับมารดาของจูเฉิง
แม้จูเวินเข้าไปอยู่ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของบ้านสกุลหลิว แต่คนอื่นๆในบ้านต่างไม่ให้ความสำคัญกับเขา ขณะที่หลิวชงก็มักลงโทษเฆี่ยนตีเขาบ่อยๆ จะมีก็แต่มารดาของหลิวชง ที่ให้ความเมตตาช่วยขอร้องไม่ให้หลิวชงเฆี่ยนตีจูเวิน
เมื่อเข้าวัยหนุ่ม จูเวินได้หนีออกจากบ้านสกุลหลิว ไปใช้ชีวิตเป็นโจรป่า และไม่นาน ก็มีสมัครพรรคพวกเป็นจำนวนมาก โดยกองโจรของจูเวินได้ออกปล้นในแถบลุ่มน้ำไหวเหอ จนถึงปี ค.ศ.877 เขากับพี่ชาย ที่ชื่อ จูขั่น ก็นำกำลังคนไปเข้าร่วมกับทัพกบฏของหวงเฉา ที่เคลื่อยทัพผ่านมาแถบนั้น
ต่อมา จูขั่นได้เสียชีวิตในการรบ ส่วนจูเวินนั้น ได้สร้างผลงานหลายครั้งจนได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นถึงแม่ทัพ ในปี ค.ศ.881 หลังทัพกบฏเข้ายึดนครฉางอันและหวงเฉาได้สถาปนาตนเป็นจักรพรรดิแห่งต้าฉี
จูเวินได้นำกำลังทหารเข้ายึดเมืองถง ซึ่งอยู่ใกล้กับอาณาเขตของฉางอัน และปกครองที่นั่น โดยขึ้นตรงกับแคว้นต้าฉีของหวงเฉา
ต่อมาในปี ค.ศ.882 หลังพบว่า หวงเฉากำลังจะหมดอนาคต จูเวินจึงนำทัพเข้าสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักถัง
และได้ตำแหน่งขุนพลก่อนจะเลื่อนเป็นผู้ว่าการทหารเขตเสวียนอู่ ในปี ค.ศ.883
ต้นปี ค.ศ.884 หลังกองทัพต้าถัง ชิงนครฉางอันคืนจากกบฏ จูเวินได้ร่วมมือกับหลี่เค่อหยง ผู้ว่าการทหารเขตเหอตง นำทัพไล่ตามโจมตีกองทัพหวงเฉาที่ถอยไปจากฉางอัน
หลี่เค่อหยงผู้นี้ เป็นขุนศึกเผ่าซาถัวเติร์ก ที่มาสวามิภักดิ์ต่อต้าถังและได้สร้างผลงานยึดเมืองฉางอันคืนจากพวกกบฏ จนได้ตำแหน่งผู้ว่าการทหาร จึงกล่าวได้ว่า เป็นอีกคนหนึ่งที่เฟื่องฟูจากการปราบกบฏหวงเฉา
ระหว่างที่ไล่กวาดล้างทัพกบฏของหวงเฉา ได้มีนายทัพฝ่ายกบฏหลายคนนำไพร่พล มาขอยอมจำนนกับ จูเวิน ทำให้เขามีกำลังทหารเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก
ทว่าเรื่องนี้ ก็ทำให้หลี่เค่อหยงไม่พอใจจูเวิน จนเกิดความขัดแย้งและทะเลาะกันอย่างรุนแรง จูเวินจึงคิดจะกำจัดหลี่เค่อหยง โดยเมื่ออีกฝ่ายเดินทางผ่านเข้าใกล้เขตปกครองของเขา จูเวินก็นำคนไปลอบสังหารในคืนวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ.884 ทว่าล้มเหลว
หลี่เค่อหยงได้ร้องเรียนต่อราชสำนักถัง ว่าจูเวินไปลอบฆ่าเขา แต่จูเวินอ้างว่า ตนไม่รู้เรื่องนี้ และอธิบายว่าเป็นฝีมือขุนพลของเขา ชื่อ หยางเหยียนหง ที่เคยมีเรื่องกับหลี่เค่อหยง โดยจูเวินแจ้งกับทางราชสำนักว่าเขาได้ประหารหยางเหยียนหง ไปแล้ว (ทว่าความจริง หยางเหยียนหงถูกจูเวินยิงธนูใส่ เพื่อฆ่าปิดปาก ในคืนเดียวกันนั้น หลังการลอบสังหารหลี่เค่อหยงล้มเหลว)
แม้จะรู้ว่า เรื่องนี้มีเงื่อนงำ แต่เวลานั้น ราชสำนักถังไม่มีอำนาจในมืออย่างแท้จริงและไม่ต้องการจะเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ระหว่างขุนศึกผู้แข็งแกร่งทั้งสอง จึงให้ยุติการสืบสวนทั้งหมด และแต่งตั้งหลี่เค่อหยงเป็นหลงซีหวาง(หรือ อ๋องแห่งหลงซี)เพื่อเป็นการเอาใจ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้นำไปสู่การเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ยาวนานร่วมสี่สิบปีระหว่างตระกูลของจูเวินกับตระ กูลของหลี่เค่อหยง
ตอนต่อไป
https://www.facebook.com/18824898791048 ... 611896560/