ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ภาพสุดท้าย
ภาพสุดท้ายของผู้ตายข้างบนล้วนเป็นภาพแห่งความรักอาลัยของครอบครัวที่บันทึกไว้
อย่างสวยงามบรรจงเพื่อเก็บไว้ให้ระลึกถึง
แต่ภาพข้างล่างนี้ เป็นภาพสุดท้ายของวีรบุรุษผู้เป็นตำนานการปฏิวัติ เป็นการบันทึกไว้
โดยฝ่ายตรงข้ามเพื่อเป็นหลักฐานการพิชิตและป่าวประกาศชัยชนะ
ภาพร่างที่ไร้ลมหายใจของ เช
7 ตุลาคม ปี 1967 ค่ายพักแรมชองเช ในโบลิเวียถูกโจมตี เชได้รับบาดเจ็บและถูกจับกุม
รัฐบาลโบลิเวียได้ตัดสินใจที่จะประหารเช เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1967 ด้วยการยิงอย่างแนบเนียน9 ตุลาคม พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) ในวันสุดท้ายของชีวิตของเช ทหารโบลิเวียกำลังจะประหารชีวิตเขา เชได้ทิ้งประโยคสุดท้ายของชิวิตเขาไว้ว่า
ยิงฉันเลย... ฉันมันก็แค่ผู้ชายธรรมดาคนนึง...
แต่การตายของชายธรรมดาในวันนั้น มีความหมายอย่างยิ่งยวดกับการเมืองของโลก เหล่านักศึกษา หนุ่มสาวทั่วโลกต่างรับรู้และยกย่องการกระทำที่กล้าหาญของเขา ภายหลังการตายของผู้ชายคนนึง เกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศส รวมถึงการเดินประท้วงเรียกร้องอิสรภาพของประเทศเวียดนาม เหล่าวัยรุ่นในประเทศเวียดนาม นำรูปของเชมาใช้ในการเดินขบวน และจนถึงทุกวันนี้ ชายคนนี้ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ
เช เกวารา ได้เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติและการเคลื่อนไหวทางการเมือง
โดยภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงของเช คือ ภาพใบหน้าที่ถ่ายโดยอัลเบร์โต กอร์ดา (Alberto Korda)
เมื่อ พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ใบหน้าของเชรูปนี้ จนถึงปัจจุบันก็ยังปรากฏอยู่ตามเสื้อยืดทั่วโลก รวมทั้งรูปสติกเกอร์ที่ติดบนรถบรรทุกในประเทศไทย
เช เกวารา ได้รู้จักในชื่อเล่นว่า "เช" และนิยมใช้ชื่อนี้ ซึ่งในอาร์เจนตินามีความหมายถึง "เพื่อน, สหาย"
เพื่อให้บาดแผลรอยกระสุนนั้นเหมือนกับว่าเชถูกยิงในระหว่างการต่อสู้สอดคล้องกับรายงานของ
ทางการ(ที่ตกแต่งขึ้น)
วันรุ่งขึ้น หลังการประหาร ร่างของเชถูกนำขึ้นฮ. มายังเมือง Vallegrande เพื่อการบันทึก
ภาพประวัติศาสตร์ภาพนี้
ร่างของเชทอดวางอยู่บนแท่นคอนกรีตในห้องซักรีดของโรงพยาบาล Nuestra Señora
de Malta
หลังจากการถ่ายรูปเสร็จสิ้นลง มือทั้งสองข้างของเชถูกตัดออกเพื่อนำไปทำการพิสูจน์ลาย
นิ้วมือที่ Buenos Aires (เมืองหลวงมาตุภูมิของเช) ส่วนร่างถูกนำไปฝังในหลุมศพรวมกับร่างอื่นๆ
Ernesto Che Guevara (เช กูวารา) เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ปี 1928 (ข้อมูลหลายแห่งบอกว่า เขาเกิดในเดือนมิถุนายน แต่จริง ๆ แล้วมารดาของเขา ต้องการปกปิดว่าเธอตั้งครรภ์ก่อนแต่งราว สามเดือน จึงให้แพทย์ลงในใบเกิดว่าคลอดเดือนมิถุนายน เพราะการคลอดก่อนกำหนดเจ็ดเดือน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้) ที่เมือง โรซาริโอ (Rosario) อำเภอเล็ก ๆ ของกรุงบัวโนส ไอเรส (Buenos Aires) ประเทศอาร์เจนตินา ครอบครับของเขาเป็นชนชั้นกลาง เขาเป็นบุตรของ Ernesto Guevara Lynch และ Celia de la Serna Llosa มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน และ Ernesto เป็นพี่ชายคนโต บิดาเป็นนักธุรกิจที่มีปัญหาเรื่องการเงินอยู่เสมอ แต่ก็สามารถประคับประคองครอบครัวให้มีความสุขตลอดมา
ในวัยเด็ก Ernesto เกิดและโตอยู่ท่ามกลางเรื่องราวความแตกต่างของชนชั้นทางสังคมมาตลอด สายเลือดแห่งความเป็นนักสังคม และการมีบุคลิกที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนยอมรับภาวะการเป็นผู้นำของเขา ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดามารดานั่นเอง
หนูน้อย Ernesto เริ่มเป็น โรคหอบหืด (Asthma) ตอนเอายุได้เพียงสองขวบเท่านั้น และโรคนี้ก็กลายเป็นโรคประจำตัว ของเขาไปตลอดชีวิต โรคหอบหืด เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของ Ernesto ในเวลาต่อมา เนื่องจาก เมื่อโตขึ้น เขาตั้งใจว่าจะเรียนวิชาแพทย์เพื่อหาทางรักษามันให้หายให้ได้
ปี 1947 Ernesto เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัย Universidad Nacional de Cordoba โดยเน้นวิชาการด้านผิวหนัง (Lepraleiden (โรคเรื้อน)) ครอบครัวของเขาตัดสินใจย้ายบ้านไปอยู่ที่เมือง Alta Gracia ซึ่งอยู่ใกล้กับเมือง Cordoba เมืองที่เขาเรียนอยู่ ทั้งนี้เพราะที่เมืองนี้ มีอากาศที่เหมาะสมและดีต่อสุขภาพของ Ernesto
ในช่วงของการเรียนมหาวิทยาลัย Ernesto พยายามเล่นกีฬาหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ลัคบี้ เบสบอล ปีนเขา และอื่น ๆ โดยหวังจะเอาชนะโรคหอบหืด แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ครั้งหนึ่งในช่วงปี 1951 เขาตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวระยะยาวร่วมกับเพื่อนชื่อ อัลแบร์โต กรานาโด (Alberto Granado) ไปทั่วอเมริกาใต้ ด้วยรถมอร์เตอร์ไซด์
บันทึกการเดินทางของเขา ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เมื่อปี 2005 คือ "The Motorcycle Diaries" การเดินทางครั้งนั้น นอกจากทำให้เขาโด่งดังไปทั่วแล้ว ยังเป็นการเดินทางที่มีผลต่อแนวคิดครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นแรงผลักดันให้เขากลายเป็นนักปฏิวัติ ผู้ตั้งใจอุทิศชีวิต และเลือดเนื้อเพื่อคนชั้นล่างของสังคม ในเวลาต่อมาด้วย
ในช่วงที่เดินทางผ่านประเทศโบลิเวีย, ชิลี, เวเนซูเอลา รวมทั้งการทำงานเป็นแพทย์อาสาในระยะเวลาสั้น ๆ ที่เปรู ทำให้ Ernesto ได้เห็นภาพความยากจน ของชาวบ้าน ที่โดนกดขี่ขมเหงจากบรรดานักการเมืองและนักธุรกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่กำลังไหลบ่าเข้าท่วมประเทศเหล่านี้ Ernesto เริ่มหันมาสนใจการเมืองในอเมริกาใต้อย่างจริงจัง และ แนวคิดที่มีอิทธิพลต่อเขาอย่างยิ่ง ก็คือ มาร์กซิสต์ (Marxismus)
อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้ว แนวคิดมาร์กซิสต์นี้ Ernesto เคยศึกษามาก่อนหน้าที่เขาจะท่องเที่ยวแล้ว ด้วยเขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือ รวมทั้งสนใจศึกษาปรัชญา การเมืองการปกครองมาแต่สมัยเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองการปกครองของประเทศอาร์เจนตินา บ้านเกิดของเขาเอง ภายใต้การนำของผู้นำที่เขาเกลียด Juan Domingo Peron เพราะคอยกดขี่ประชาชน อยู่เเสมอ
ภาพการถูกกดขี่ข่มเหงของประชาชนในอเมริกาใต้ที่สามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป กลายเป็นสิ่งบ่มเพาะจิตสำนึก จนทำให้ Ernesto ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ว่า เขาจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อปลดปล่อยสภาพแบบนั้น ให้กับประชาชนชาวอเมริกาใต้ และเขาเริ่มคิดได้ว่า การทำงานเป็นแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือผลักดันให้เกิดภาพที่เขาอยากเห็นเหล่านั้นได้
ดังนั้น ปี 1953 หลังเรียนจบที่คณะแพทย์ ในขณะที่ Granado เพื่อเก่าที่เคยเดินทางด้วยกัน ย้ายไปทำงานที่เวเนซูเอล่า Ernesto กลับเดินทางไปประเทศกัวเตมาลา เพื่อขอเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร ที่ต่อต้าน Jacobo Arbenz Guzmán ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา และที่นี่เองที่เขาพบรักกับ Hilda Gadea Acosta หญิงชาวเปรูที่ลี้ภัยการเมือง
แม้จะเป็นเพียงแพทย์ในกลุ่ม แต่ด้วยประสบการณ์และความทรงจำในกัวเตมาลา ผลักดันให้ Ernesto เดินทางต่อไปยังประเทศเม็กซิโก และได้แต่งงานกับ Hilda ที่นั่น และในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1956 เขาก็ได้ลูกสาวคนแรกชื่อ Hildita
เม็กซิโก คือสถานที่สำคัญในการพลิกชีวิตของเขาอีกครั้ง เมื่อ Ernesto ได้พบกับ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Casto) นักปฎิวัติหนุ่มชาวคิวบา (ผู้นำประเทศคิวบาคนปัจจุบัน) เป็นครั้งแรกในช่วงเดือนกรกฎาคมของปี 1955 ซึ่งในขณะนั้น ฟิเดล คาสโตร ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม Moncadistas เดินทางไปเม็กซิโกเพื่อลี้ภัยทางการเมือง ภายหลังที่เขาพึ่งพ้นโทษ ในข้อหาหัวหน้ากบฎจากปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1953 เพื่อโค่นล้มอำนาจประธานาธิบดีบาติสตา รัฐบาลผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และกดขี่ชาวคิวบาอย่างแสนสาหัส
คาสโตร เริ่ม รวบรวมสมัครพรรคพวกใหม่ รวมทั้งแอบฝึกกองกำลังติดอาวุธกับเพื่อนที่ลี้ภัยทางการเมืองชาวคิวบา ที่เคยร่วมปฎิบัติการวันที่ 26 กรกฎาคม (M-26-7) มาด้วยกัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการกลับไปปฏิวัติ นำประชาธิปไตยสู่ประเทศคิวบาอีกครั้ง โดยคาสโตรจะเน้นการรบแบบสงครามกองโจรเป็นหลัก Ernesto มีโอกาสได้เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย โดยในการร่วมกับกลุ่มครั้งแรก Ernesto ทำหน้าที่เป็นหน่วยแพทย์ โดยมีชื่อสมาชิกว่า Che (ภาษาอาร์เจนตินา เป็นคำเรียกเพื่อนสนิท หรือเพื่อนตาย หรือ อาจใช้เป็นคำทักทายกัน ทำนองเดียวกับ Hey ก็ได้) โดยเหตุที่ Ernesto ได้รับชื่อ Che นี้ ก็เพราะตัวเขาเอง มักทักทายเพื่อน ๆ ในกลุ่มว่า Hey เสมอ ๆ
วันที่ 25 พฤศจิกายน 1956 กลุ่มคณะปฏิวัติรวมทั้งสิ้น 82 คน ออกเดินทางด้วยเรือยนตร์ขนาดเล็ก ชื่อ Granma จากเมือง Tuxpan ประเทศเม็กซิโกมุ่งหน้าสู่ประเทศคิวบา แต่เนื่องจากวันเดินทางเป็นคืนเดือนมืด และต้องแรมเรืออยู่ในทะเลราวเจ็ดคืน จึงขึ้นฝั่งที่คิวบาได้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1956 การเดินทางครั้งนั้นคณะปฏิวัติต้องประสบกับคลื่นลมแรง จนลูกเรือหลายคนเมาคลื่น รวมทั้งทำให้ขึ้นฝั่งผิดเป้าหมายที่วางแผนกันไว้ เป็นผลทำให้กองกำลังปฏิวัติถูกโจมตีโดยกองทัพของประธานาธิบดีบาติสตา จนแตกพ่ายที่เทือกเขาในเขตเมือง Sierra Maestra เหลือกำลังพลเพียง 12 คน เท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือ Che Guevara
และ ด้วยวิธีปฏิบัติการรบแบบกองโจรของคาสโตรนั้นเอง ที่ทำให้ Che ต้องปรับเปลี่ยนตำแหน่งของเขาอย่างรวดเร็ว จากการทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยแพทย์ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นนักรบที่ต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู่โดยตรง และด้วยการปฏิบัติการที่เด็ดขาดแน่วแน่ รวมทั้งไหวพริบปฏิพานที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ทำให้ Che กลายเป็นทหารที่มีความสำคัญต่อกลุ่มในไม่ช้า
หลังจากหน้าที่ของกองกำลังแรก (Comandante en Jefe) ซึ่งเป็นกองเริ่มต้นภายใต้การบังคับบัญชาของ ฟิเดล คาสโตร สิ้นสุดลงในราวปลายปี 1956 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1957 Che ก็ได้ยกฐานะขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการกองกำลังทหารปฏิวัติช่วงที่สอง (Comandante der Rebellenarmee) ซึ่งเป็นหนึ่งจากที่มีทั้งหมด 9 ช่วงในการปฏิวัติครั้งนั้น นอกจากนั้นเขายังได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้บัญชาการของกลุ่ม II Kolonne อีกด้วย
นักรบกองโจร คือ คนที่เสมือนผู้นำทาง เขาจะต้องช่วยคนจนเสมอ เขาจะต้องมีความรู้พิเศษทางเทคนิค มีวัฒนธรรมและศีลธรรมสูง มีความอดทนยิ่งต่อความทุกข์ทรมาน และความยากลำบาก และมีความสำนึกทางการเมืองสูงด้วย
Che (Guevara) ผู้เชื่อมั่นในวิธีการต่อสู้ด้วยสงครามกองโจร
หลังจากกลุ่มของเขา ต่อสู้แบบกองโจรได้ราวสองปี แม้จะต้องแตกพ่ายในช่วงแรก แต่ในที่สุดวันที่ 1 มกราคม 1959 ที่เมือง Santa Clara (ซานตาครูส) กองกำลังก็สามารถเข้ายึดอำนาจจากประธานาธิบดีบาติสตาได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่่ประธานาธิบดีบาติสตา สามารถ ลอบหนีออกจากคิวบาไปได้ทัน
ก่อนหน้าที่จะยึดอำนาจ ได้สำเร็จ กลุ่มของคาสโตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่ม นายทุนอเมริกัน ผู้คาดหวังว่าจะมีโอกาสได้เข้ามากอบโกยในคิวบา โดยอาศัยชัยชนะของคาสโตร แต่คาสโตเองก็ขอรับการ สนับสนุนการปฏิวัติจากสหภาพโซเวียตด้วยในเวลาเดียวกัน และหลังจากการปฎิวัติสำเร็จลง คาสโตร เลือกที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสหรัฐอเมริกา ซึ่ง นั่นหมายถึง เขาเลือกอยู่ข้างค่ายคอมมิวนิสต์
Che ได้รับสัญชาติคิวบา ในปี 1959 ทั้งนี้เพื่อเป็นการขอบคุณเขา ในฐานะเป็นผู้ร่วมโค่นล้มบาติสตาลงได้ และนอกจาก ฟิเดล คาสโตร, หลุย์ คาสโตร, คามิโล คีนฟูโก แล้ว Che ก็มีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลใหม่แห่งคิวบาด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันดำเนินการปฏิรูปประเทศในส่วนสำคัญ ๆ อย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม ในรัฐบาลสังคมนิยมชุดนี้ แนวทางคอมมิวนิสต์ยังคงมีอิทธิพลต่อแนวคิดของ Che เสมอ และดูเหมือนจะเข้มแข็งมากกว่าแนวปฏิบัตินิยม และการเมืองนิยมของคาสโตร
จุดสูงสุดทางตำแหน่งทางการเมืองของ Che คือ ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และเป็นผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งชาติของคิวบา ราวต้นปี 1960 รวมทั้งช่วงสั้น ๆ ของการเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมใน ปี 1961 ด้วย
นอกจากงานทางด้านการเงิน การคลังแล้ว Che ยังได้รับมอบหมายงานที่เกี่ยวกับนโยบาย การปฎิรูปที่ดินในคิวบา โดยเขาเป็นผู้ผลักดัน และดำเนินการตามเป้าหมายแรกสุดของกลุ่ม ซึ่งตั้งเป้าจะทำให้ได้ภายหลังการปฏิวัติสำเร็จ ก็คือ ยึดที่ดินของนักธุรกิจทั้งหลายมาแปลงให้เป็นทรัพย์สินสาธารณะ แล้วแจกจ่ายให้กับประชาชนชาวคิวบาโดยทั่วหน้ากัน
เมื่อเห็นว่า รัฐบาลของคาสโตร ประกาศยึดที่ดินจากนายทุน มาแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยให้ผลตอบแทนนายทุนเพียงเล็กน้อย ฝ่ายข่าวกรอง นอกประเทศของสหรัฐ ก็ตัดสินใจเข้ามามีบทบบาทในการแทรกแซงการเมืองประเทศคิวบาทันที ด้วยการหันไปหนุนบาติสตาผู้สูญเสียอำนาจ ให้กลับมาช่วงชิงอำนาจคืนอีกครั้ง แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ฝ่ายอำนาจเก่า พ่ายแพ้ในการปะทะอย่างราบคาบ
ในช่วงเวลาที่เป็นผู้อำนวยการธนาคาร แห่งชาตินั้น Che กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในเรื่อง เศรษฐศาสตร์การเมือง และกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยอาศัยและชูแนวทาง "คุณธรรมจริยธรรม" เป็นพื้นฐานเท่านั้น เขาพยายามเรียกร้องให้คิวบา เลิกพึ่งพาความช่วยเหลือจากประเทศสหรัฐอเมริกาในทุก ๆ ด้าน แล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากค่ายสหภาพโซเวียตแทน รวมทั้งให้ทุก ๆ คนใช้ชีวิตอย่างไม่ฟุ่มเฟือย สิ้นเปลือง Che เรียกโปรเจคชิ้นนี้ของเขาว่า “New Man”
แม้แนวคิดดังกล่าวจะถูกโต้แย้งอย่างมาก แต่ยิ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นแรงผลักให้ Che พยายามปฏิบัติตนให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า สิ่งที่เขาคิดเป็นเรื่องที่ทำได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน
วันที่ 22 พฤษภาคม 1956 Che แยกทางกับ Hilda ซึ่งอยู่ที่เม็กซิโก แล้วแต่งงานใหม่ เมื่อวันที่ 2 มิถุนยน 1956 กับหญิงชาวคิวบา Aleida March ซึ่งทำงานเป็นหน่วยส่งเอกสาร ให้กับคณะปฏิวัติ ซึ่งได้รู้จักกันในระหว่างการสู้รบที่คิวบา ภายหลังการรับ ตำแหน่งสำคัญ ๆ เหล่านั้น Che ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ เขาวางแผน ศึกษา เรียนรู้ ทั้งวันทั้งคืนเท่าที่จะทำได้ แม้เขาจะมีบุตรกับ Aleida 4 คน แต่ลูก ๆ ของเขาได้เจอเขาน้อยมาก เพราะเขาทำงานวันละ 18 ชั่วโมง
Che ทำงานด้วยความสมัครใจของเขาเอง เขาปฏิเสธที่จะรับเงิน หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ อันเนื่องมาจากการมีตำแหน่งนั้น ๆ ทั้งสำหรับตัวเขาเองและครอบครัว ครั้งใดที่ Aleida จำเป็นต้องใช้รถประจำตำแหน่ง Che จะจ่ายเงินค่าน้ำมันรถเอง เป้าหมายแห่งความพยายามในการดำรงชีวิตเหล่านี้ของ Che ก็คือ เขาอยากให้ใคร ๆ ได้เห็นภาพของวิธีคิดและการปฏิบัติตัว (New Man) โดย Che ยินดีที่จะเริ่มทำเป็นตัวอย่างให้เห็นก่อน
และด้วยการทำงานหนัก และการดำเนินการตามแผนเศรษฐกิจอย่างเคร่งครัดของ Che ในช่วงนั้นเอง ที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจที่เคย
ล้มเหลวของคิวบากระเตื้องขึ้น รวมทั้งช่วยหยุดความขาดแคลนทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้จนถึงทุกวันนี้
1961 Che ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1962 เขาเปิดเจรจรข้อตกลงกับสหภาพโซเวียต (Union der Sozialistischen Sowjetrepubliken หรือ UdSSR ) เกี่ยวกับการขอความสนับสนุนด้านอาวุธ และด้านอื่น ๆ อย่างจริงจัง ภายหลังจากทีอเมริกาเริ่มไม่พอใจที่คิวบากระทำต่อนักธุรกิจอเมริกัน แล้วหันไปเข้ากับสหภาพโซเวียตแทน
อเมริกาเพิ่มแรงกดดัน ทางการทหารกับคิวบามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชายฝั่งเมือง Havanna เรือสัญชาติฝรั่งเศษ (La Coubre) ถูกรอบวางระเบิด ในปี 1961 เป็นผลให้คนบนเรือตายไป 75 คน และอีก 200 คนได้รับบาดเจ็บ และรัฐบาลคิวบาสืบทราบว่า CIA เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดครั้งนั้น
การยืนไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตในครั้งนั้นเอง ที่ภาพของ Che ถูกบันทึกไว้ โดยช่างภาพชื่อ Alberto Diaz Korda แล้วถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายของวันที่ 5 มีนาคม 1960
ในภาพซึ่งแสดงให้เห็นดวงตาที่ฉายแววแห่งความเศร้า ปนความโกรธ และความมุ่งมั่นดื้อรั้นของ Che ทำให้ภาพนั้นกลายเป็นภาพที่โด่งดังที่สุด ในบรรดาภาพถ่ายทั้งหลายของเขา เพราะเป็นเหมือนภาพสัญลักษณ์ของนักต่อสู้ และการปฏิวัติที่แน่วแน่ และยิ่งใหญ่
1964-65 Che เดินทางไปในหลายประเทศ เพื่อเจรจาเรื่องต่าง ๆ อาทิ ประเทศในทวีปเอเชีย สิงคโปร์ จีน หรือแม้แต่การเข้าประชุมกับองค์การสหประชาชาติ UN เพื่อประกาศความไม่สนใจ หรือไม่ต้องการพึ่งพาเศรษฐกิจจากประเทศสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป อันเป็นการกล่าวคำปราศรัยที่โด่งดังที่สุดอีกครั้งหนึ่งของ Che
อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคม ปี 1965 คาสโต ได้รับจดหมายลาออกจาก Che มีใจความสำคัญว่า เขาขอสละตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมด รวมทั้งสัญชาติคิวบาด้วย เพื่อที่เขาจะได้กลับไปต่อสู้กับลัทธิจักรวรรดินิยม อีกครั้ง
ผม ไม่ได้ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้ภรรยา และลูกๆ ของผม แต่ผมไม่ได้รู้สึกเสียใจเลย กลับรู้สึกมีความสุขเสียอีก ที่มันเป็นไปอย่างนี้ (จดหมายลา ถึงคาสโตร)
ครั้งนั้นเองที่แสดงให้เห็นว่า แม้ Che Cuevara จะได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในประเทศคิวบา และเป็นบุคคลสำคัญอัน เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว ก็ตาม แต่ด้วยวิญญาณแห่งการปฏิวัติที่ไม่เคยมอดไหม้ ประกอบกับความตั้งใจแน่วแน่ของเขา ที่จะช่วยประชาชนชาวอเมริกาใต้ให้หลุดพ้นจากการถูกกดขี่ข่มเหง โดยไม่เคยคิดแบ่งแยกเชื้อชาติหรือสัญชาติ ยศฐาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ก็ไม่อาจทำลายแนวคิดเหล่านั้นลงได้
อย่างไรก็ตาม เคยมีผู้กล่าวว่า หนึ่งในหลาย ๆ เหตุผลที่ Che ตัดสินใจกลับเข้าป่า แล้วปฏิวัติอีกครั้ง ทั้งที่อายุย่างเข้าวัยกลางคน แถมยังมีโรคหืดหอบประจำตัวด้วย ก็คือ ความไม่สมหวังในการสร้างคิวบา
Che ชิงชังความเห็นแก่ตัว และการให้ความช่วยเหลืออย่างเสียไม่ได้ที่โซเวียต และประเทศยุโรปตะวันออกในยุคครุสชอพ มอบให้แก่ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย Che จึงตัดสินใจลอกคราบการเป็นนักบริหาร และนักการฑูตของคิวบา ซึ่งตัวเขาเป็นมาหลายปีทิ้งไปแบบไม่ไยดี แล้ว หันกลับไปหาความจริงใจในป่า แล้วมุ่งทำงานปฏิวัติอย่างไม่หยุดหย่อน ในประเทศอื่น ๆ ที่ยังตกอยู่ภายใต้ ลัทธิจักวรรดินิยม โดยเขาเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิต และความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ที่ยากจนที่สุด อีกครั้ง
Che พร้อมเพื่อน ๆ อีกจำนวนหนึ่งเข้าร่วมสงครามปฏิวัติที่ คองโก ในทวีปแอฟริกา ในปี 1965 แต่ก็ล้มเหลว จากนั้นปี 1966 เขาเดินทางเข้าไปยังประเทศโบลิเวีย เพื่อร่วมกับกลุ่มกบฏโบลิเวีย ทำสงครามปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการโบลิเวียในสมัยนั้น
กลุ่มนักรบของ Che ราว 44 คน พยายามนำยุทธวิธีการรบแบบกองโจร ที่ใช้ได้ผลมาแล้วสมัยสู้รบกับคาสโตครั้งปฏิวัติคิวบา มาใช้อย่างเต็มที่ แต่ด้วยความแตกต่างกันทาง ด้านลักษณะภูมิประเทศ อีกทั้งแนวคิดพื้นฐานของชาวโบลิเวีย ที่แตกต่างไปจากชาวคิวบา ทำให้วิธีการของเขาใช้ไม่ค่อยได้ผล แม้ในด้านหนึ่ง ชาวบ้านโบลิเวียจะเห็นด้วย และชื่นชมกลุ่มของเขา แต่ก็มีชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะหักหลังกลุ่มของพวกเขาเช่นกัน
กองกำลังปฏิวัติของ Che โดนตีแตกกระจาย หัวหน้ากลุ่มที่แตกไปถูกฆ่าตายตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 1967
ส่วน Che และพวกที่เหลืออีกเพียง 14 คน โดนยิงบาดเจ็บ และถูกจับได้ในเดือนตุลาคม 1967 โดยกองกำลังทหารของรัฐบาลโบลิเวีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก CIA ของสหรัฐอเมริกา ที่ La Higuera อันเป็นเขตพื้นที่เล็ก ๆ ในเทือกเขา Cordillera ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของโบลิเวีย
Che ถูกจองจำไว้ที่ La Higuera โดยมีเจ้าหน้าที่ของ CIA โดยมี Felix Rodríguez ผู้ลี้ภัยชาวคิวบา ทำหน้าที่สอบปากคำ Che ในฐานะเชลยศึก และโดยไม่มีการพิพากษาใด ๆ ทั้งสิ้นในชั้นศาล Che ถูกสั่งฆ่าด้วยการยิงเป้า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1967 เวลา 13.10 น. จบชีวิตนักปฏิวัติที่มุ่งมั่น ด้วยวัยเพียง 39 ปี
ภายหลังการถูกฆาตรกรรม ร่างของ Che ถูกทำให้ไร้ร่องรอย มือทั้งสองข้างของเขาถูกตัดทิ้งเพื่อปิดช่องทางในการพิสูจน์ตัวตน ร่างของ Che ถูกนำไปฝังในสถานที่ลับแห่งหนึ่ง ซึ่งห่างจากเมือง Vallegrande ราว 30 กิโลเมตร (เมืองเล็ก ๆ ในโบลิเวีย ห่างจากซานตาครูซประเทศคิวบาราว 125 กิโลเมตร) แต่ในที่สุด โครงกระดูกของ Che ก็ถูกค้นพบเมื่อปี 1997 โดยนักวิทยาศาสตร์ในโบลิเวียเป็นผู้พิสูจน์ ว่าโครงกระดูกนั้นเป็นของ Che Guevara จริง ๆ
กระดูกของเขา ถูกส่งกลับไปยังเมืองซานตาครูส ประเทศคิวบา สถานที่ที่เขาเคยเป็นวีรบุรุษ ผู้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับประธานาธิบดี ฟิเดล คาสโตร เมื่อปี 1958 เพื่อล้มรัฐบาลกดขี่ของบาติสตา คิวบาเก็บโครงกระดูกของ Che ไว้ที่ Mausoleum หลุมฝังศพอันทรงเกียรติในซานตาครูซ และที่นั่นเอง (รวมทั้งอีกหลาย ๆ แห่งทั่วประเทศคิวบา) ชาวคิวบาได้สร้างอนุเสารีย์ Ernesto Che Guevara ในรูปที่พวกเขาคุ้นเคย คือ มือหนึ่งถือปืน ส่วนแขนข้างซ้ายเข้าเฝือกไว้ ขึ้นเป็นตัวแทนแห่งวีรบุรุษนักปฏิวัติ ที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชั้นล่างของสังคมจากการกดขี่ข่มเหงของนายทุน ใน ลัทธิจักวรรดินิยม
นอกจากนี้ ยังมีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ Che Guevara เพื่อแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติชีวิต และการต่อสู้ของ Che เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้วย
แนวคิดสังคมนิยมของ Che มีความหมายมากกว่า การพัฒนาทางวัตถุ หรือมุ่งเน้นแต่เรื่องการยกระดับการครองชีพ
"คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น ก็ด้วยการทำให้ความหมายของการครองชีวิต ดำเนินควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางวัตถุ...ผู้ใช้แรงงานจะได้รู้สึกว่า การทำงานเป็นความภาคภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์...
ลัทธิทุนนิยม คือสิ่งที่เข้ามาติดสินบนความภาคภูมิใจของคนงาน และเปลี่ยนพวกเขาไปสู่ความละโมบเพื่อตัวเอง ซึ่งนั่นเป็นความใฝ่ฝันผิด ๆ เพราะพวกเขาทำงานเพื่อเงิน ไม่ใช่ทำงานเพื่องานของสังคม
การพัฒนาจิตสำนึก หมายถึง การปลุกเร้าให้กรรมกรทำงานด้วยความเต็มใจและยินดี ไม่ใช่เพื่อความทะเยอทะยานส่วนตัว หรือเพราะความกลัวส่วนบุคคล แต่เพื่อให้บรรลุอุดมการณ์ของพวกเขาเอง เพื่อความเชื่อในตัวผู้นำของเขา และเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของระบบสังคมโดยรวม ซึ่งนั่นมันจะย้อนกลับมาสู่ตัวพวกเขาเองในภายหลัง โดยมีรัฐเป็นผู้ดูแล ตอบสนองสิ่งที่เขาต้องการทุกอย่าง
และ ด้วยวิธีนี้ จะทำให้คนงานสามารถใช้แรงงานเพื่อสิ่งที่ดีงามอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งเงินตรากลายเป็นสิ่งล้าสมัย เหมือนกับการค้าทาสที่ต้องสิ้นสุดลง"
นั่นคือ สังคมในอุดมคติของ Che เป็นฝันไกลที่มนุษย์ยังไปไม่ถึง แม้แต่ประเทศที่ปกครองด้วยระบบสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์เองก็ตาม แต่ก็ไม่ควรด่วนสรุปว่า ความฝันแบบนี้ ไม่มีความหมายใด ๆ เลย เพราะครั้งหนึ่ง มันก็เคยกระตุ้น คนหนุ่มสาว ให้ร่วมฝัน ร่วมสู้ และร่วมสร้าง มาแล้ว
เคยมีผู้กล่าวว่า สิ่งที่ Che ทำนั้น มันไม่เคยสำคัญเลยว่า เขาจะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว จิตใจ ความมุ่งมั่น และการได้ลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจังของเขา ชนิด ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังหาคนทำเช่นนั้นไม่ได้ ต่างหากที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะมันคือการกระทำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตใจที่ดีงาม อยากช่วยปลดปล่อยชนชั้นกรรมาชีพผู้ถูกกดขี่ และไม่เคยได้รับความเป็นธรรม
และ ซากความฝันของ Che ก็ยังอาจมีพลังจาง ๆ แอบแฝงอยู่ในสังคมปัจจุบัน สังคมที่กำลังมุ่งหน้าไป สู่แนวทางทุนนิยมสุดโต่ง อยู่บ้างก็เป็นได้
คงเพราะ Che Geuvara ไม่ยึดติดกับตำแหน่งใหญ่โตในคิวบา และไม่ได้ทำทุก ๆ อย่างเพื่อความสุขสบายของตัวเขาเองและครอบครัวเลย เขาจึงกลายเป็นตำนาน ในจิตใจคนหนุ่มสาวทั่วโลก แม้เวลาจะผ่านมานานถึง 30 กว่าปีแล้วก็ตาม
https://youtu.be/7zxXvaBN3MM

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 741781041/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Timeless History - ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา
16 ชม. ·
การรบที่ Karansebes เมื่อกองทัพออสเตรียเข้าใจผิดและฆ่ากันเองครั้งใหญ่
ในอดีตนั้น ได้เกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นครั้งหนึ่งซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาล
แต่การรบนั้นไม่ได้เกิดจากการรบกับฝ่ายตรงข้าม แต่เกิดจากการรบกันเองด้วยความเข้าใจผิด เรื่องราวเป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
ปลายปีค.ศ.1788 (พ.ศ.2331) กองทัพออตโตมันได้เดินทางมายังเมือง Karansebes เพื่อจะยึดเมือง แต่สามารถยึดเมืองได้โดยง่าย เนื่องจากกองทัพออสเตรียที่ป้องกันเมืองอยู่ในสภาพย่อยยับ กองทัพออตโตมันไม่ต้องทำอะไรเลย
เหตุการณ์นี้จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับกองทัพออสเตรีย ทำไมพวกเขาถึงย่อยยับขนาดนี้
เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ครับ ในค่ำคืนก่อนหน้าที่กองทัพออตโตมันจะบุกมานั้น กองทัพฮาพส์บวร์คซึ่งมีขนาดใหญ่มาก มีทั้งกองทัพออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส เซอร์เบีย และอีกหลายชาติ ทำให้การสื่อสารนั้นยากลำบากมาก
ในค่ำคืนนั้น หน่วยลาดตระเวนของกองทัพฮาพส์บวร์คได้ออกลาดตระเวนและพบกับกลุ่มนักเดินทางขี้เมาชวนดื่มเหล้า ซึ่งหน่วยลาดตระเวนก็ตกลงดื่มเหล้าด้วย
ทั้งหน่วยลาดตระเวนทั้งกลุ่มนักเดินทางเมากันแบบสุดๆ จนเกิดทะเลาะวิวาทกันและทำปืนลั่น
ปรากฎว่าทหารที่ประจำการอยู่ในตัวเมืองเกิดได้ยินเสียงปืน และเข้าใจว่าเสียงปืนนั้นเป็นเสียงปืนจากกองทัพศัตรู จึงตะโกนให้ทหารเตรียมพร้อมรบ
เรื่องยิ่งไปกันใหญ่ เมื่อทหารหน่วยลาดตระเวนที่ทำปืนลั่น เกิดได้ยินเสียงของทหารที่อยู่ในเมืองตะโกนว่าศัตรูกำลังมา ก็เข้าใจผิดไปอีกว่าศัตรูบุกมาจริงๆ และรีบกลับไปที่ค่ายในเมือง
แต่ในขณะที่ทหารหน่วยลาดตระเวนกลับเข้ามาในเมือง และทหารในเมืองที่กำลังแตกตื่นเห็นทหารหน่วยลาดตระเวนกลับมา ก็เกิดเข้าใจผิด คิดว่าเป็นกองทัพศัตรู จึงยิงปืนใส่หน่วยลาดตระเวน หน่วยลาดตระเวนที่ถูกพวกเดียวกันยิง ก็เข้าใจว่าค่ายโดนยึดไปแล้ว จึงยิงปืนใส่พวกเดียวกันที่อยู่ในเมือง
ในเวลานั้น ผู้บัญชาการกองทัพเริ่มมีสติ สังเกตได้ว่าเป็นพวกเดียวกัน จึงสั่งให้หยุดยิง แต่อย่างที่บอกว่ากองทัพฮาพส์บวร์คนั้นประกอบด้วยหลายเชื้อชาติ ทำให้ทหารหลายกองไม่เข้าใจภาษาที่ผู้บัญชาการตะโกนสั่ง กลับคิดว่าเป็นการตะโกนปลุกใจ จึงยิ่งยิงปืนโจมตีหนักกว่าเดิม
กว่าทหารจะรู้ตัวว่ากำลังฆ่ากันเองก็เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง กองทัพพวกเขาย่อยยับ สูญเสียทหารนับพัน เมื่อกองทัพออตโตมันบุกมา พวกเขาจึงไม่สามารถป้องกันเมืองได้เลย
-----
References: https://allthatsinteresting.com/battle-of-karansebes
https://www.worldatlas.com/.../did-you- ... e-austrian...
ต้นฉบับ: https://www.blockdit.com/posts/5d1976cc67ccf13929a501c9
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ตำนานก๋วยเตี๋ยว
ในประเทศจีนสมัย กุบไรขาน (พ.ศ.1822-1837) มาโค โปโล เดินทางจากอิตาลีโดยเส้นทางสายไหมสู่เมืองจีน มาโคโปโลกล่าวถึงกองเรือสินค้าที่มากมายของจีน และสิ่งมีค่ามหาสานสองสิ่งคือดินปืนและบะหมี่ จึงเป็นเหตุให้แนวความคิดของคนในโลกเข้าใจถึงกำเนิดและที่มาของเส้นสปาเกตตี ว่าเกิดมาได้อย่างไร ส่วนในเมืองไทยมีการค้าขายกับชนชาติจีนมาแต่ยุคสุโขทัยเช่นเครื่องสังขโลกโดยการค้าทางเรือแต่ก็ไม่ปรากฏการกล่าวถึงก๋วยเตี๋ยว จนมาในสมัยอยุธยา ถ้าจะกล่าวถึงยุคทองแห่งอาหารก็หน้าจะเป็นสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ.2199-2231) ซึ่งมีการเปิดการค้ากับอารยะประเทศ อาหารสารพัดชนิดไหลเข้ามาในเมืองไทยและก็มีการดัดแปลงให้เข้ากับท้องถิ่นและวัสดุในท้องที่ที่มี ชาวจีนที่มาค้าขายก็นำก๋วยเตี๋ยวมาทำกินกันและก็แบ่งให้ผู้ร่วมค้ากินก็เป็นของใหม่และแปลกสิ่งสำคัญก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารจานเดี่ยว ก็แค่ลวกเส้นใส่หมูเติมน้ำซุปก็กินได้แล้ว
ก๋วยเตี๋ยวในปัจจุบันช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดก็จะเป็นในสมัยของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในปีพ.ศ. 2485 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ การถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าในเดือนตุลาคมก็ยังต้องใช้เรือพายไป ส่วนในทำเนียบรัฐบาลการประชุมคณะรัฐมนตรีจึงต้องจ้างก๋วยเตี๋ยวเรือเข้าไปเลี้ยงคณะรัฐมนตรีที่มาเข้าร่วมประชุม ผู้นำประเทศชมอร่อยจึงมีนโยบายส่งเสริมให้คนไทยกินก๋วยเตี๋ยว และให้มีการขายก๋วยเตี๋ยวให้มาก เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและวัฒนธรรมสร้างชาติ หน่วยงานราชการทุกกรมกองข้าราชการส่วนใหญ่ต้องหันมาขายก๋วยเตี๋ยวเพื่อสนองนโยบาลของรัฐบาล ก็หน้าจะเรียกได้ว่าเป็น ยุคทองของก๋วยเตี๋ยว
ในปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวมีการพัฒนาหลากหลายในแต่ละถิ่นแต่ละภาคเช่นก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาก็จะจำกัดความว่า สูตรโบราณ ก๋วยเตี๋ยวหมูใส่กุ้งแห้ง (แต่ก่อนไม่มีผงชูรสกุ้งแห้งก็คือเครื่องชูรสทำให้น้ำหวานหน้าจะมีสารที่ไปกระตุ้นต่อมน้ำลาย) จนมาเป็นก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย แต่จะกล่าวกันว่าคนเมืองสุโขทัยแต่โบราณก็จะเรียกว่า “ก๋วยเตี๋ยวไทย”แต่คนต่างถิ่นโดยทั่วไปก็จะเรียกเต็มยศว่า ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ส่วนที่ต่างจากถิ่นอื่นก็คือการปรุงด้วยน้ำมะนาวถั่วลิสงป่นและถั่วฝักยาวเป็นสูตรหลัก ซึ่งก็คล้ายกับก๋วยเตี๋ยวของเมืองกำแพงเพชรที่เรียกว่า “ก๋วยเตี๋ยวชากังราว” เพียงต่างกันที่สุโขทัยใส่หมูแดงเพิ่มเข้าไปและก๋วยเตี๋ยวชากังราวปรุงรสด้วยหัวไช้โปกับกุ้งแห้ง และในลักษณะที่คล้ายกันก็จะมีที่เมืองใต้ พบที่เมืองนครศรีธรรมราช ก็จะใช้หมูสามชั้นต้มหั่นใส่แทนหมูแดง แต่จะเปลี่ยนจากถั่วฝักยาวมาเป็นผักบุ้งแทนคล้ายก๋วยเตี๋ยวอยุธยาที่ใส่ผักบุ้ง และก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตเมืองปทุมธานีก็จะเหมือนของอยุธยาเช่นกัน
ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยมีมาแต่โบราณในชื่อ “ก๋วยเตี๋ยวผัด” มาถึงในสมัยนายกรัฐมนตรีจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายนำประเทศเข้าสู่อารยะธรรมสมัยใหม่ วันที่22เดือนมิถุนายนพ.ศ.2482จึงเปลี่ยนชื่อประเทศสยาม มาเป็นประเทศไทย และท่านชอบกินก๋วยเตี๋ยวผัดอยู่แล้ว จึงเสนอให้ใช้คำใหม่ว่า“ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย”ตามชื่อใหม่ของประเทศ ความต่างของก๋วยเตี๋ยวผัดไทย สูตรสุโขทัย ก็คือการนำเครื่องปรุงของก๋วยเตี๋ยวน้ำมาใช้ใส่ไข่และน้ำส้มสายชูมาปรุงรส ส่วนในภาคอื่นอาจใช้น้ำมะขามเปียก ซอสพริก หรือซอสมะเขือเทศหรืออย่างก๋วยเตี๋ยวเส้นจันทร์ แล้วแต่ถิ่นฐานความชอบ เย็นตาโฟหรือก๋วยเตี๋ยวซอสแดงหน้าจะมาจากคำจีนว่า “แยงเต้าฟู่” คำว่า แยง หมายถึงลักษณะการปรุงอาหารคล้ายยำ คำว่า เต้าฟู่ หมายถึงเต้าหู้ รวมความแล้วก็คือ ยำเต้าหู้ ฉะนั้นเย็นตาโฟก็หน้าจะหมายถึงก๋วยเตี๋ยวต้มยำ โดยมีเต้าหู้และผักบุ้งใส่ซอสให้มีรส 4รสคือเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ด
ปัจฉิมลิขิต เพื่อเพิ่มสาระของงาน ขอคัดลอกบางส่วนจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (ลงวันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ.2550 หน้าที่ 4 “เดลินิวส์ วาไรตี้” เรื่อง เส้น เส้น โดย จุฑานันทน์ บุญทราหาญ) มาลงไว้ ขอขอบคุณมาณ.โอกาสนี้ อาหารเส้นของชาวแดนอาทิตย์อุทัย นิยมบริโภคในรูปแบบของบะหมี่คล้ายกันกับประเทศจีน บะหมี่แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ อูด้ง และ โซบะ โดยอูด้งจะแพร่หลายในภาคตะวันตกของประเทศ ส่วนโซบะจะแพร่หลายในภาคตะวันออก และเมื่อมีผู้นำเอาบะหมี่ของจีนซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า ราเม็ง มาปรุงในรูปแบบของชาวญี่ปุ่น จนกลายเป็นอาหารยอดนิยมของญี่ปุ่นในปัจจุบันด้วยเช่นกัน อูด้ง นั้น ทำมาจากแป้งสาลี เป็นบะหมี่เส้นกลมหนานุ่ม ส่วน โซบะ ทำจากแป้งบัควีท โดยเส้นโซบะจะบางและแข็งกว่าเส้นอูด้ง นิยมเสิร์ฟในน้ำซุปเหมือนกับราเม็งและอูด้ง จะให้อร่อยถ้าเสิร์ฟเป็นโซบะเย็นพร้อมกับซอสถั่วเหลือง ในช่วงหน้าร้อน สำหรับ ราเม็ง ที่มีต้นแบบมาจากบะหมี่ของจีน เริ่มเข้ามายังญี่ปุ่นในช่วงต้นยุคเมจิ และแพร่หลายออกไปทั่วญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อชาวญี่ปุ่นที่เดินทางกลับจากเมืองจีน อาศัยอาชีพการขายบะหมี่ที่เรียนรู้เมื่อครั้งอยู่ในเมืองจีนเป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพ มีการถ่ายทอดและดัดแปลงให้ถูกปากกับคนในชาติ ไม่นาน ราเม็งก็กลายเป็นอาหารยอดฮิตของคนญี่ปุ่น ไปในที่สุด
จะเห็นว่าส่วนผสมของน้ำซุปและส่วนผสมที่ใช้โรยหน้าหลากหลายชนิดทำให้บะหมี่มีความแตกต่างกันไป โดยอูด้งกับโซบะสามารถเสิร์ฟได้ในน้ำซุปทั้งร้อนและเย็น ไม่เหมือนกับราเม็งที่นิยมบริโภคในน้ำซุปร้อน ๆ เท่านั้น ราเม็งนิยมทานคู่กับ เนื้อหมู สาหร่าย คะมะโบะโกะ ต้นหอม และ บางครั้งจะมี ข้าวโพด มีการปรุงรสแตกต่างกันตามแต่ละจังหวัดในญี่ปุ่น เช่นใน คิวชู ต้นกำเนิดของทงโคสึราเม็ง (ราเม็งซุปกระดูกหมู) ส่วนที่ ฮอกไกโด เป็นต้นกำเนิดของมิโซะราเม็ง (ราเม็งเต้าเจี้ยว) ในประเทศตะวันตก คำว่า ราเม็ง มักรู้จักกันในความหมายของบะหมี่สำเร็จรูป
มาที่เมืองแดจังกึม อาหารเส้นที่นิยมกัน คือ เนงเมียว เป็นก๋วยเตี๋ยวที่โปะหน้าด้วยเนื้อ มีกิมจิ และหอมหัวใหญ่ซอย เป็นเมนูที่คนเกาหลีบอกต่อ ๆ กันมาว่าจะช่วยยืดอายุของคนกินไปอีก 11 ปี มีทั้งแบบแห้งและน้ำ
ทางด้าน ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ก็มีอาหารเส้นเหมือนกัน มีชื่อว่า “ลักซา” เป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นเป็นสีเหลืองในน้ำแกงกะทิรสเผ็ด มีกลิ่นหอม คล้ายข้าวซอยบ้านเรา
ข้ามมาในแถบยุโรป อาหารเส้นถูกเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปจากเดิม เชื่อกันว่า ในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 มาร์โคโปโล เป็นผู้นำเส้นก๋วยเตี๋ยวจากเมืองจีนกลับไปยังประเทศอิตาลี มีการดัดแปลงกลายเป็นสารพัดเส้นของชาวอิตาเลียน ที่รู้จักกันในนามของ มะกะโรนี และ สปาเกตตี โดยมีแบบต่าง ๆ ทั้งเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นสั้นเป็นท่อน ๆ เส้นเป็นเกลียว เป็นวงกลม วงรี เส้นที่เป็นแผ่นแป้ง ลายเปลือกหอย รวมทั้งลายผีเสื้อ ชาวอิตาเลียนจัดอาหารสารพัดเส้นนี้เป็น พาสต้า ทั้งหมด อาหารเส้นมีให้เลือกทานกันจากหลาย ๆ ประเทศ เป็นสื่อกลางที่ช่วยทำให้ชนชาติต่าง ๆ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน คลายคำว่าเหินห่างเป็นรู้จักและเข้าใจในที่สุด…
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Prawit Supthaweenonวิเคราะห์ประวัติศาสตร์·
กองทัพช้างไดเวียด เข้าสกัดกั้นกองทัพมองโกล
แม้ว่ากองทัพมองโกลจะประสบความพ่ายแพ้ในสงครามรุกรานญี่ปุ่นอย่างหนัก แต่ก็มิอาจหยุดยั้งแผนการพิชิตดินแดนหนานหยางหรือสุวรรณภูมิได้ของกุบไลข่านลงไปได้ โดยเป้าหมายต่อไปก็คือการบุกโจมตีอาณาจักรจามปา - รัฐฮินดูที่ที่ทรงอำนาจในดินแดนเวียดนามตอนกลาง - ณ ปัจจุบันนี้นี่ล่ะครับ
สำหรับอาณาจักรจามปานี้ถือว่าเป็นหนึ่งในบรรดาอาณาจักรที่เก่าแก่ที่สุดของดินแดนอุษาคเนย์ที่ยังเหลือรอดมาจนถึงคริสตศตวรรษที่ ๑๓ นี้เหมือนกับจักรวรรดิเขมรที่อยู่ทางตะวันตก และอาณาจักรไดเวียตหรืออันนัมที่อยู่ทางเหนือนั่นล่ะครับ โดยเหตุที่พวกจามปาได้ปกครองดินแดนทางตอนกลางของเวียดนามที่หันหน้าออกสู่ดินแดนแนวชายฝั่งอ่าวตังเกี๋ยนี้ จึงทำให้อาณาจักรจามปาสามารถสั่งสมอำนาจความยิ่งใหญ่และความมั่งคั่งจากการค้าทางทะเลที่มีโครงข่ายครอบคลุมไปทั่วทั้งคาบสมุทรทะเลตะวันออกจนกลายมาเป็นหนึ่งรัฐที่ทรงอำนาจที่สุดแห่งหนึ่งของดินแดนสุวรรณภูมิในภาคพื้นแผ่นดินใหญ่
ดังปรากฏมาแล้วว่า พวกจามปาเคยยกทัพเข้าโจมตีพระนครยโศธรปุระ (นครวัด) และสามารถโค่นล้มราชวงศ์ชัยวรมันลงได้ อันแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของอาณาจักรจามปาได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว และแม้ว่าจามปาจะมิอาจสามารถปกครองดินแดนตอนในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างของเขมรได้โดยเบ็ดเสร็จ แต่จามปาก็ยังถือว่าเป็นหนึ่งในดุลยภาพที่ได้คานอำนาจระหว่างเขมรและเวียดนามเอาไว้
ดังนั้น หลังจากที่กุบไลข่านสามารถพิชิตเวียดนามตอนบนได้แล้ว พระองค์ก็ทรงได้ทราบว่า อาณาจักรจามปากำลังอ่อนแอลงจากการทำศึกยืดเยื้อกับจักรวรรดิเขมร พระองค์จึงได้ส่งราชทูตไปยังอาณาจักรจามปาเพื่อให้ยอมเป็นข้าประเทศราชของมองโกลแต่โดยดี หากแต่กษัตริย์แห่งจามปาผู้ทรงพระนามว่า "อินทรวรมันที่ ๕" กลับทรงปฏิเสธและท้าทายจอมจักรพรรดิมองโกลดุจเดียวกันกับกษัตริย์แห่งพุกามไปตามระเบียบ และเนื่องจากกองทัพมองโกลยังอยู่ในช่วงเตรียมการเพื่อทำศึกกับญี่ปุ่นอยู่นั้น จึงทำให้มิสามารถทุ่มกำลังไปปราบปรามได้ในทันที แต่กระนั้นข้าหลวงมองโกลแห่งกว่างตง (กวางตุ้ง) ก็ชิงยกกองเรือเพียง ๑๐๐ ลำพร้อมกำลังพล ๕,๐๐๐ บุกเดี่ยวขึ้นฝั่งยึดเมืองวิชัยได้อย่างง่ายดาย แต่กษัตริย์อินทรวรมันสามารถหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิดเสียอย่างนั้น แต่กองกำลังมองโกลสายนี้จึงส่งพระราชสาส์นไปถึงราชสำนักให้ช่วยส่งกองทัพเข้ามาเสริมเพื่อเข้าควบคุมจามปาได้โดยเบ็ดเสร็จนั่นเอง
เพราะเหตุนี้ จักรพรรดิกุบไลข่านจึงมีบัญชาให้จัดเตรียมกองทัพนับอีกครั้ง โดยให้พระโอรสคือ "โตกาน" เรียกระดมพลกองทัพจีนและชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มต่างๆในเขตมณฑลทางตอนใต้เช่นกว่างตง (กวางตุ้ง) หางโจว หูหนาน และฝูเจี้ยน(ฮกเกี้ยน) อันมีกำลังพลมากกว่าหนึ่งแสนนาย และยังทรงมีบัญชาลงไปยังกษัตริย์แห่งอันนัมคือ "ตราน หนาน ตง"ให้ส่งกองทัพประเทศราชเข้าร่วมการทำศึกกับพวกจามปาด้วย พร้อมกับให้อันนัมต้องยอมเปิดเส้นทางให้กองทัพมองโกลเคลื่อนพลผ่านพร้อมกับต้องส่งเสบียงเข้าร่วมทัพอีกต่างหาก งานนี้เรียกได้ว่ากองทัพอันนัมต้องโดนแบบทั้งขึ้นทั้งล่องเลยล่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่างานกษัตริย์ตรานหนานตงรีบปฏิเสธแบบปากกล้าขาสั่นในทันทีว่า "ไม่เอาด้วยแล้วโว้ย!"
ใครมันจะไปยอมรับได้ล่ะครับ เพราะในตอนศึกรุกรานญี่ปุ่นครั้งที่ผ่านมานั้น พวกมองโกลเล่นเรียกบรรณาการและภาษีจากอันนัมและเกาหลีให้เป็นไม้ซุงสำเร็จรูปเพื่อส่งไปจัดสร้างกองเรือขนาดมหึมาในคราวนั้น ก็เล่นเอาประเทศชาติแทบล้มละลายหมดตัวกันมาแล้ว แต่งานนี้ยังมีหน้ามาขอให้เปิดแดนยกพลผ่าน พร้อมกับยกเสบียงไปเยี่ยงนี้แล้ว กูจะเอาอะไรกินล่ะที่นี่?! ในเมื่อจักรพรรดิกุบไลข่านทราบเช่นนั้นก็ยิ่งจะกริ้วจนความดันแทบจะพุ่งปรี๊ดยิ่งกว่าคราวศึกญี่ปุ่น พระองค์จึงมีพระประสงค์แบบเออออห่อหมกให้ยกทัพบุกโจมตีทั้งอันนัมและจามปาไปเลยละกัน
ในปี ค.ศ. ๑๒๘๕ เจ้าชายโตกานได้เสด็จนำกองทัพมองโกลเคลื่อนพลขนาดมหึมาทั้งทางบกและทางทะเลลงมาหมายสั่งสอนอันนัมและกำราบจามปาในคราวเดียวกัน ซึ่งปรากฏว่ากองทัพมองโกลสามารถบดขยี้กองทัพอันนัมทุกทัพที่บังอาจยกทัพมาต่อต้านได้ทุกทัพ และเข้าบุกยึดบรรดาหัวเมืองทางเหนือของอันนัมได้อย่างรวดเร็ว จนในที่สุดกองทัพมองโกลก็บุกเข้ายึดกรุงถานลอง (ฮานอย) ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย
กระนั้น การยึดครองอันนัมก็มิใช่เรื่องง่ายดายดังที่คิด เพราะหลังจากการยึดกรุงถานลองและกรีธาทัพลงใต้ต่อไปนั้น กองทัพมองโกลต้องเผชิญหน้ากับสงครามกองโจรของชาวเวียดนามสืบต่อไปนี่ล่ะครับ แถมเป็นสงครามกองโจรที่รุนแรงยิ่งกว่าคราวกวาดล้างกองกำลังกู้ชาติจีนฮั่นเสียด้วยซ้ำไป
สาเหตุก็คือ ความที่ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบสลับภูเขาสูงในเขตมรสุมที่ติดกับทะเลจีนใต้และอ่าวตังเกี๋ย จึงทำให้ดินแดนแห่งนี้มีภูมิอากาศแปรปรวนตลอดทั้งปี จึงทำให้กองทัพมองโกลที่ต้องสูญเสียกำลังพลจากกับดักและการรบแบบกองโจรของทัพเวียดนามแล้ว หากแต่ยังต้องล้มป่วยจากโรคในดินแดนมรสุมนี้ครึ่งค่อนทัพอีกต่างหาก ส่วนบรรดากองทัพเรือที่ยกพลลงมานั้นก็ต้องประสบกับปัญหาลมมรสุมเข้าให้อีกต่างหาก จนทำให้กองเรือมองโกลส่วนมากต้องถูกลมพายุพัดจมไปหลายลำเสียก่อนจะได้ยกพลขึ้นฝั่งด้วยซ้ำไป เรียกได้ว่างานนี้กองทัพมองโกลที่พิชิตมาครึ่งค่อนโลกถึงคราว "อ่วม" ยิ่งกว่าศึกครั้งไหนๆเลยล่ะครับ
เพราะเหตุนี้ สงครามในเวียดนามครานี้กลับยืดเยื้อออกไปกว่า ๔ ปีเต็มๆ จนทำให้กองทัพมองโกลต้องบอบช้ำอย่างหนัก แต่กุบไลข่านก็ยังคงดึงดันที่จะส่งกองทัพลงไปบุกพิชิตดินแดนเวียดนามให้จงได้ต่อไป และในที่สุดแล้วกองทัพมองโกลก็ต้องพ่ายให้กับกองทัพเวียดนามครั้งใหญ่ที่สุดในยุทธการแม่น้ำแดง (Battle of Bạch Đằng) เพราะกองทัพเรือมองโกลต้องเจอกับกับดักที่เป็น "ขวากใต้น้ำ" ที่พวกเวียดนามปักไว้ที่ปากแม่น้ำ จึงทำให้กองทัพเรือมองโกลโดนขวากแทงจนท้องเรือแตกและจมลงกันถ้วนหน้า และยังทำให้เรือรบลำอื่นๆที่ไม่เห็นสถานการณ์ในแนวหน้าที่ยังคงแล่นเข้ามาพุ่งชนกันเองจนติดแหง่กคาปากแม่น้ำแดงนั่นล่ะครับ
ในเมื่อกองทัพเรือมองโกลเข้าสู่กับดักที่วางเอาไว้แล้ว กองทัพเวียดนามจึงเคลื่อนกองทัพเรือทั้งหมดทั้งปวง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเพียงเรือแจวลำน้อยไปจนถึงเรือรบลำใหญ่ต่างโถมถั่งเข้ากลุ้มรุมสกรัมโจมตีกองทัพเรือผู้รุกรานอย่างสุดกำลัง จนทำให้กองเรือมองโกลต้องเผชิญกับความพินาศย่อยยับอย่างที่เคยเจอในสงครามที่ญี่ปุ่นมาแล้ว จึงถือได้ว่าความพ่ายแพ้ในดินแดนเวียดนามนี้นับเป็นสงครามอัปยศครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งในรัชกาลของกุบไลข่านเลยทีเดียว และผลจากสงครามในคราวนี้ นอกจากจะทำให้กองทัพมองโกลต้องสูญเสียแม่ทัพนายกองชั้นดีไปหลายคน และกำลังพลไปเกือบครึ่งแสนเช่นนี้แล้ว จักรพรรดิกุบไลข่านจึงทรงลงอาญาพระโอรสคือเจ้าชายโตกานมิให้เสนอหน้าเข้าราชสำนักอีกเลย - เวรกรรม
อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกครั้งนี้ก็มิใช่แต่เพียงฝ่ายมองโกลที่เสียหายอย่างหนักเท่านั้น ฝ่ายอันนัมและจามปาเองก็สูญเสียอย่างหนักไม่น้อยเหมือนกัน เพราะบ้านเมืองและไร่นาสาโทล้วนถูกกองทัพมองโกลทำลายล้างไปมาก แถมผู้คนส่วนใหญ่ถ้าไม่ตายในศึกสงคราม ก็ถูกกองทัพมองโกลสังหารล้างเมืองไปหลายแห่งเอาเหมือนกัน จนแทบจะทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นบ้านป่าเมืองร้างกันเลยล่ะครับ
ดังนั้น กษัตริย์แห่งอันนัมและจามปาจึงขอเจรจาสงบศึกกับมองโกล พร้อมกับยอมรับในพระราชอำนาจแห่งจักรพรรดิกุบไลข่านในฐานะเจ้าเหนือหัว และจะส่งบรรณาการให้ทุกสามปีตามธรรมเนียมดังเดิม สงครามมองโกล - เวียดนามจึงจบลงด้วยเหตุ ณ ฉะนี้แล - เอวัง...
#วิเคราะห์ประวัติศาสตร์
.
.
Illustration by
https://arrecaballo.es/.../campanas-de-kublai-kan-1-260.../
Cr. History gag
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

สหรัฐอเมริกา ประเเทศ ที่หลายๆ คน ไม่ชอบ แต่ก็ยังมีหลายๆ คน อยากไปแสงหาโอกาสใหม่ๆ ตลอดเวลา ทั่วโลก

Pattara Niyom

จากกรณีข่าวในประเทศไทย ที่มีเด็กฝันอยากเป็นทหารในกองทัพบกสหรัฐ แล้วโดนครูสั่งให้แก้คำตอบ ผมในฐานะทหารกองทัพบกสหรัฐ ขอบอกเล่าประสบการณ์เพื่อเป็นกำลังใจให้กับน้อง ๆ ทุกคน (ยาวหน่อย แต่ถือว่าอ่านบทความชีวิตสั้นๆครับ)
ผมเป็นคนนครศรีธรรมราชโดยกำเนิด เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่รับราชการ ในชั้นผู้น้อย บรรพบุรุษมีทั้งเชื้อสายไทย และจีน ทำไร่ ทำสวน ทำนา ฐานะที่บ้านปานกลาง ไม่ร่ำรวย เริ่มเรียนจากโรงเรียนในอำเภอโดยที่ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษเลย จนย้ายมาเรียนชั้นประถม ที่โรงเรียนราชบพิธที่กรุงเทพ ตอนชั้นป.4 และเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ เริ่มท่อง ABC ตอนป.4 ทั้งๆที่ตอนนั้นภาษากลางเองก็ยังพูดไม่ได้ ติดทองแดงตลอด เพื่อนล้อตลอด ต้องอยู่หลังเลิกเรียนกับครูประจำชั้นหลายเดือน เพื่อฝึกพูดภาษากลาง เกรดภาษาอังกฤษแย่มาก จนน่าตกใจ แต่ก็ได้ครูช่วยเหลือมาตลอด จนได้เข้าเรียนมัธยมที่วัดราชบพิธ ด้วยความตั้งใจ ก็ได้เรียนในห้องคิงส์ เกรดการเรียนก็พอไปได้ ไม่ใช่ท็อปของห้อง เกรดภาษาอังกฤษ ก็ยังแย่มาก เกรดไม่ดี ส่วนวิชาที่ชอบ คือ สังคม ซึ่งเป็นวิชาที่สอบได้คะแนนดี จนชั้นมัธยมปลาย ความฝันในตอนนั้นอยากจะเป็นหมอ ได้ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลศิริราชช่วงปิดเทอม แต่ใจอยากเรียนสายสังคมมากกว่า แต่สิ่งที่จำเสมอมาจากโรงเรียนคือ ผมรักราชบพิธ สิ่งที่ผิดผมไม่ทำ คำขวัญนี้ติดตัวมาเสมอจนถึงปัจจุบัน
จนโอกาสมาถึง ด้วยวิสัยทัศน์ของคุณพ่อ ที่ให้ไปลองสอบภาษาเพื่อไปโครงการแลกเปลี่ยน จนผ่านแบบเฉียดฉิว ได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา ในชั้น ม.6 ที่นั่น 1 ปี การไปต่างประเทศในครั้งแรก กว่าภาษาจะดี ต้องใช้เวลาถึง 4 เดือนกว่าจะเริ่มสื่อสารได้ดี โดยขณะนั้น ได้ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยในเมือง แล้วฝันอยากมาเรียนที่นั้น จนกลับมาไทยเพื่อมาเทียบเกรด จบม.6 หลังจากนั้นก็ฝันอยากไปเรียนเมืองนอก แต่โอกาสก็ไม่มี เพราะที่บ้านไม่ได้มีฐานะดีนัก จนได้โอกาส สมัครเข้าโครงการไปเรียนภาษา แล้วเข้าเรียนในมหาลัยอเมริกาด้วยค่าเรียนที่ไม่แพงมาก แม่ให้เลือกว่า ถ้าเรียนที่ไทย แม่ส่งได้ ไม่ต้องลำบาก แต่ถ้าไป เรียนเมืองนอก แม่ช่วยได้แค่เทอมเดียว ลูกต้องหางานทำเอง ส่งตัวเองเรียน ผมเลือกที่จะไปผจญภัยตามความฝัน โดยเริ่มเรียนภาษาจนสอบผ่าน ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐ หลังจากนั้นก็ตั้งใจเรียน จนเกรดเฉลี่ยดี โดยระหว่างนั้น ทำงานร้านอาหารจีนหลังเลิกเรียน รถไม่มี ปั่นจักรยานไปทำงาน บางครั้งปั่นกลับกลางคืน 3-4 ทุ่ม หรือไม่ก็ฝ่าฝนกลับหอ ระยะทางไปกลับ 6 กิโล เพื่อเก็บเงินไว้จ่ายค่าเทอม จนเกรด 2 เทอมผ่านไปดี ก็ทำเรื่องย้ายไปมหาวิทยาลัยที่ดีกว่าในรัฐเดียวกัน เรียนอยู่ 2 ปี จนเกรดเฉลี่ยสูง ระหว่างนั้นทำงานไปด้วย ช่วงที่ย้ายมาที่นี่ หนักสุดๆ ทำงานสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง เรียนเต็มเวลา แต่ด้วยความตั้งใจ และทุ่มเท ก็สามารถทำเรื่องย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยที่ฝันจะเข้าเรียนตั้งแต่แรกจนสำเร็จ ตอนนั้นพอรู้ว่าเขารับเข้าเรียน ดีใจมากที่สิ่งตั้งใจตามฝัน กลายเป็นจริง
(ข้อคิด คือ ถ้าเราฝัน แล้วไปทางตรงๆมันลำบาก เราอาจจะต้องอ้อมไปทางที่ไกลกว่า แต่สุดท้ายแล้ว เราจะถึงจุดหมายเหมือนกัน ถ้าเราเลิกกลางคัน ยอมแพ้ เราก็จะไปไม่ถึงฝันนั้น)
หลังจากได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ฝัน หลังจากเรียนที่มหาลัยอื่น 3 ปี สุดท้ายก็ได้จบรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตามที่ฝัน ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ทำให้ได้รับโอกาสเข้าสมัครต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมินิโซต้า ในสาขาเดียวกัน จนได้เรียนจบปริญญาโทในมหาลัยชั้นนำของสหรัฐ
จนมีโอกาสได้ค้นหาข้อมูลแนวทางในการทำงานของคนต่างชาติบนเว็บ ก็เจอโครงการ Mavni ซึ่งเปิดโอกาสให้คนต่างชาติที่เข้ามาถูกกฎหมาย เข้าสมัครทหารในกองทัพบกสหรัฐ ด้วยความที่ชอบทหารมาตั้งแต่เด็ก เลยขอทำตามความฝัน ในการสมัครทหาร ถึงแม้ตอนนั้น น้ำหนักจะเกินเกณฑ์มามาก แต่ด้วยความตั้งใจ และใจที่สู้ ก็สามารถผ่านเกณฑ์ต่างๆ จนได้เข้าฝึกทหารของกองทัพบกสหรัฐ ในระยะเวลาหลายเดือน ซึ่งต้องใช้กำลังใจที่สูงมาก กว่าจะผ่านมาได้ หลังจากนั้นได้ประจำการในหน่วยขนส่ง ในฐานทัพสหรัฐอเมริกา 3 ปี และประจำการในเกาหลีใต้ 1 ปี
ประสบการณ์ในการรับราชการ ถือว่ามีคุณค่าต่อประสบการณ์ชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ในการเรียนรู้วิชาทหาร อีกทั้งได้เผยแพร่ประเทศไทยให้เพื่อนทหารได้รู้จัก และมาเที่ยวประเทศไทยในวันข้างหน้า การมาเป็นทหารสหรัฐเป็นประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ วิชาการรบ และการเอาตัวรอด
หากใครถามผมว่าเสียดายไหมที่ต้องเป็นทหารสหรัฐ เพราะ บางครั้งทำงาน 10 วัน ไม่มีวันพัก ทำงาน ตี 2 ถึง 10 โมงเช้า เรียกรวมพลด่วนตอนตี 2 เวลาทำงาน คือ เริ่มเข้าแถว 6 โมงเช้า แล้วทำงานยาวไปถึง 5 โมงเย็น หรือดึกกว่านั้น ผมจะตอบเขาว่าไม่ เพราะมันเป็นความฝันที่อยากเป็นทหาร (แต่ถ้างานไม่มี ก็ไม่ทำอะไรมาก ไปตรวจรถ ตรวจยุทโธปกรณ์)
หากน้องคนที่อยากเป็นทหารสหรัฐถามพี่ว่า น้องจะไปเป็นทหารบกสหรัฐได้ไหม พี่ตอบเลยว่าได้ ถ้าน้องตั้งใจจริง เพราะต้นทุนพี่ไม่สูง ตอนไป พี่ไปคนเดียว ลุยเองคนเดียว ห่างพ่อ ห่างแม่ ทำทุกอย่างเอง กว่าจะมีได้จนถึงตอนนี้ ไม่ได้สบายเลยครับ น้องต้องถามตัวเองว่า น้องสู้ไหม กล้าไหม จะถอดใจกลางคันไหม หากฝันได้ ก็ต้องไปให้ถึงครับ
ขอฝากคำคมภาษาอังกฤษนี้ ซึ่งได้เจอที่ฝาผนังบ้านเพื่อนในสหรัฐ และเป็นคำคมที่ใช้มาแล้ว 10 กว่าปีแล้ว กล่าวว่า
“if you can imagine it, you can achieve it, if you can dream it, you can become it”
― William Arthur Ward
คำแปล ¨ถ้าคุณจินตนาการได้ คุณก็สามารถทำให้มันสำเร็จได้ ถ้าคุณสามารถฝันได้ ต่อไปคุณก็จะสามารถเป็นในสิ่งที่ฝันได้¨
หากใครอ่านจบจบถึงบรรทัดนี้ รบกวนพิมพ์ 8 ให้ด้วยครับ เผื่อมีภาคต่อ ขอบคุณครับ 🙏
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Saladin : ซาลาดีน ยอดขุนศึกแห่งสงครามครูเสด
ซาลาดีนเกิดในปี ค.ศ.1137 ณ เมืองไทกริต (Tikrit) ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอิรัก โดยเขาเป็นบุตรชายของ อัยยูบ (Ayyub) ซึ่งเป็นขุนพลของซังกี (Zangi) เจ้าผู้ครองนครอเลปโป (Aleppo) ในขณะนั้น
เมื่อซาลาดีนมีอายุได้ 7 ปี ครอบครัวของเขาได้เดินทางอพยพไปยังเลบานอน เพื่อติดตามรับใช้ซังกี
เมื่อซาลาดีนเติบโตขึ้น เขาได้รับการศึกษาจากศาสตร์หลากหลายด้าน อาทิคณิตศาสตร์ ,ปรัชญา ,กฎหมาย และหลักศาสนาอิสลาม โดยเป้าหมายชีวิตแรกของเด็กหนุ่มซาลาดีนก็คือ การเป็นครูผู้สอนศาสนา
สำหรับซาลาดีนนั้น เขามีชื่อเต็มว่า "ยูซุฟ อิบน์ อัยยูบ" (Yusuf Ibn Ayyub) ซึ่งแปลว่า ยูซุฟผู้เป็นบุตรชายของอัยยูบ
และเขาก็ได้รับฉายาจากผู้เป็นพ่อว่า "ซอลาฮุดดีน" (Salahuddin) ซึ่งมีความหมายว่า ผู้มีสัจธรรมแห่งศรัทธา และฉายานี้เอง ที่จะกลายเป็นที่รู้จักกันในนาม "ซาลาดีน" (Saladin)
ซาลาดีนได้เข้าสู่วิถีการเป็นนักรบ ในขณะที่เขามีอายุได้ราว 14 ปี เมื่อเขาได้ติดตามรับใช้ซิกูร์ (Shirkuh) ผู้เป็นลุงของเขา และยังเป็นขุนศึกของนูอัลดีน (Nur al-Din) ทายาทของซังกีอีกด้วย
เหตุนี้เองที่ทำให้จากเดิมที่ซาลาดีนมีความสนใจในด้านศาสนา ก็ได้เปลี่ยนให้เขาหันมาสนใจในด้านการศึกสงครามแทน เขาได้ศึกษากลยุทธ์ต่างๆ และเรียนรู้การใช้อาวุธและการขี่ม้า
ในปี ค.ศ.1169 ได้เกิดศึกระหว่างกองทัพครูเสด (Crusade) กับราชวงศ์ฟาติมิต (Fatimid) แห่งอียิปต์
โดยทางด้านของนูอัลดีนได้สั่งการให้สองขุนศึกลุงหลานยกทัพไปยังอียิปต์ โดยวางแผนว่าจะแกล้งให้การช่วยเหลือราชวงศ์ฟาติมิต ในการต่อสู้กับกองทัพครูเสด แต่ในขณะเดียวกันจะถือโอกาสในการโค่นล้มราชวงศ์ฟาติมิตอีกด้วย
โดยกองทัพของซิกูร์และซาลาดีน ก็สามารถเอาชนะกองทัพครูเสดได้ และเคลื่อนทัพเข้าสู่อียิปต์ โดยคอลิฟห์แห่งอียิปต์ (หรือเจ้าผู้ปกครองอียิปต์) ได้ประกาศยอมรับอำนาจของขุนศึกทั้งสอง และแต่งตั้งให้ซิกูร์เป็นอัครเสนาบดี ส่วนซาลาดีนได้รับการแต่งตั้งเป็นเอมีร์ (Emir) หรือเจ้าชายในทางอิสลาม
ไม่นานนักซิกูร์ได้เสียชีวิตลง ทำให้ซาลาดีนกลายเป็นอัครเสนาบดีแห่งอียิปต์ แม้ว่าในตอนนี้ซาลาดีนจะกลายเป็นผู้นำสูงสุดของอียิปต์โดยปริยายแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ทำตามคำสั่งของนูอัลดีนผู้เป็นเจ้านาย นั้นคือการโค่นล้มราชวงศ์ฟาติมิต
นั้นเป็นเพราะ ซาลาดีนยังคงให้ราชวงศ์ฟาติมิตปกครองอียิปต์ต่อไป เหตุนี้ทำให้นูอัลดีนเชื่อว่าซาลาดีนกำลังก่อกบฏต่อเขา และเตรียมทำศึกกับซาลาดีน (ต่อมาปี ค.ศ.1171 ราชวงศ์ฟาติมิตได้สิ้นสุดลง ทำให้ซาลาดีนกลายเป็นผู้นำสูงสุดของอียิปต์)
ปรากฏว่าในปี ค.ศ.1174 นูอัลดีนได้เสียชีวิตลง ทำให้ซาลาดีนประกาศว่า เขาเป็นผู้สืบทอดของนูอัลดีนอย่างถูกต้อง ซาลาดีนจึงได้ยกทัพไปยังซีเรีย และยึดครองดินแดนซึ่งเคยเป็นของนูอัลดีน
และในที่สุดซาลาดีน ก็ได้สถาปนาราชวงศ์อัยยูบิด (Ayyubid) และขึ้นเป็นสุลต่านแห่งอียิปต์และซีเรีย (Sultan of Egypt and Syria) ทำให้ซาลาดีนได้รับสมญานาม "อัล-มาริค อัล-นาเซอร์" (Al-Malik Al-Nasir) แปลว่า ราชันย์ผู้พิชิต
กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land) ได้ตกเป็นของฝ่ายกองทัพชาวคริสต์ครูเสดตั้งแต่สงครามครูเสดครั้งที่ 1 (ค.ศ.1095-1099) ทำให้ชาวมุสลิมต่างตั้งเป้าหมาย ที่จะทวงคืนนครแห่งนี้ให้จงได้
ในปี ค.ศ.1187 สุลต่านซาลาดีนจึงได้ยกทัพบุกเยรูซาเล็ม เพื่อชิงนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กลับคืนสู่ชาวมุสลิมอีกครั้ง
การสู้รบะหว่างกองทัพครูเสดกับกองทัพซาลาดีน ได้เริ่มขึ้นเมื่อ กองทัพซาลาดีนได้บุกโจมตีเมืองไทบีเรียส (Tiberias) เพื่อล่อให้กองทัพครูเสดยกทัพออกมาจากเยรูซาเล็ม
โดยสุลต่านซาลาดีนทราบมาว่า เส้นทางจากเยรูซาเล็มมายังไทบีเรียสนั้น เป็นบริเวณทะเลทรายอันแห้งแล้ง เขาจึงวางแผนที่จะซุ่มกองทัพในบริเวณบ่อน้ำในตำบลฮัททิน (Hattin) ซึ่งกองทัพครูเสดจะต้องแวะมาดื่มน้ำที่นี้
เมื่อกองทัพครูเสดเดินทัพมาถึงฮัททิน จึงถูกกองทัพของซาลาดีนโจมตี จนเกิดเป็นศึกที่นองเลือด ซึ่งจบลงที่ชัยชนะอันเด็ดขาดของซาลาดีน หลังชัยชนะที่ฮัททิน กองทัพซาลาดีนก็ยกทัพไปยังเยรูซาเล็ม และสามารถพิชิตนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้สำเร็จ
หลังชัยชนะของซาลาดีนที่มีต่อนครเยรูซาเล็ม ในปี ค.ศ.1187 ได้ทำให้กองทัพครูเสดจากยุโรปได้ยกทัพบุกมาเพื่อทวงคืนนครศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ก่อให้เกิดเป็นสงครามครูเสดครั้งที่ 3 (ค.ศ.1189-1192) โดยกองทัพครูเสดครั้งนี้ นำทัพโดยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษ (Richard the Lionheart)
พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ นำกองทัพครูเสดต่อสู้กับกองทัพสุลต่านซาลาดีนได้อย่างสูสี จนเอาชนะได้ในการศึกที่เอเคอร์ (Acre) และอาร์ซูฟ (Arsuf) แม้ว่ากองทัพครูเสดจะชนะได้หลายศึก แต่ก็ไม่สามารถยึดคืนนครเยรูซาเล็มจากสุลต่านซาลาดีนได้
ในที่สุด ปี ค.ศ.1192 สุลต่านซาลาดีนและพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ ได้ตกลงทำสนธิสัญญาสงบศึกที่เมืองจัฟฟา (Jaffa) โดยกองทัพครูเสดตกลงถอยทัพกลับยุโรป ส่วนฝ่ายมุสลิมจะรับรองความปลอดภัยให้กับผู้แสวงบุญชาวคริสต์ ที่เดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม เป็นอันสิ้นสุดสงครามครูเสดครั้งที่ 3
ภายหลังการศึกในสงครามครูเสดครั้งที่ 3 สุลต่านซาลาดีนเริ่มมีสุขภาพที่อ่อนแอ และล้มป่วยอย่างหนัก
ท้ายที่สุดวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ.1193 สุลต่านซาลาดีนได้สิ้นพระชนม์ลง ณ พระราชวังกรุงดามัสกัส (Damascus) บนแผ่นดินซีเรีย พระชนม์ได้ 56 ชันษา นับเป็นจุดสิ้นสุดของสุลต่านผู้ยิ่งใหญ่ และขุนศึกผู้กล้าแห่งชาวมุสลิมในสงครามครูเสด
Reference :https://www.ducksters.com/history/islam/saladin.php
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

จักรพรรดิผู้ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน
จักรพรรดิคังซี (Kangxi) คือจักรพรรดิที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นจักรพรรดิที่ครองราชย์ยาวนานมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ยุคสมัยของพระองค์นับเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของจักรวรรดิจีน
••• พระราชประวัติ •••
จักรพรรดิคังซีทรงมีพระนามเดิมว่า องค์ชายเสวียนเย่ (Xuanye) ทรงประสูติเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 1654 ในกรุงปักกิ่ง โดยเป็นพระโอรสลำดับที่ 3 ของจักรพรรดิชุ่นจื้อ (Shunzhi) กับจักรพรรดินีเซี่ยวคังจาง (Xiaokangzhang)
แม้ว่าองค์ชายเสวียนเย่จะไม่ได้เป็นพระโอรสองค์ใหญ่ของจักรพรรดิชุ่นจื้อ แต่ด้วยความที่พระมารดาของพระองค์คือจักรพรรดินีเซี่ยวคังจาง มีสถานะที่อยู่เหนือกว่ามเหสีองค์อื่น ๆ ของจักรพรรดิซุ่นจื้อ ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งองค์รัชทายาทจึงตกเป็นขององค์ชายเสวียนเย่
••• ครองราชย์เป็นจักรพรรดิ •••
ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1661 จักรพรรดิชุ่นจื้อได้สวรรคตด้วยโรคไข้ทรพิษ ในขณะที่มีพระชนมายุได้เพียง 23 พรรษา
ส่งผลให้รัชทายาทเสวียนเย่ซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุ 7 พรรษา ได้ขึ้นครองราชย์สืบราชบัลลังก์ในนามจักรพรรดิคังซี เป็นจักรพรรดิลำดับที่ 4 ของราชวงศ์ชิง
โดยในช่วงแรกของการครองราชย์ จักรพรรดิคังซีได้ทรงอยู่ภายใต้การบริหารดูแลของคณะผู้สำเร็จราชการ
เมื่อจักรพรรดิคังซีทรงมีพระชนมายุได้ราว 15 พรรษา หนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการของพระองค์นามว่า เอ๋าไป้ (Oboi) กระทำตัวมีอำนาจ โดยเอ๋าไป้ได้ทำการขับไล่และสังหารผู้สำเร็จราชการคนอื่น ๆ เพื่อหวังครอบครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียว
แต่สุดท้ายเอ๋าไป้ก็ถูกจองจำภายใต้คำสั่งของจักรพรรดิคังซี และในปี 1669 จักรพรรดิคังซีก็ทรงทำหน้าที่เป็นจักรพรรดิผู้ปกครองแผ่นดินจีนอย่างเป็นทางการ
••• ปราบกบฏสามเจ้าศักดินา •••
ตลอดระยะเวลาที่จักรพรรดิคังซีทรงครองราชย์ พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่มีความขยันขันแข็ง และมุ่งมั่นที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับจักรวรรดิจีน
หนึ่งในประเด็นแรกที่จักรพรรดิคังซีจะต้องทรงจัดการ ก็คือกบฎสามเจ้าศักดินา (Revolt of Three Feudatories) ที่เกิดขึ้นในตอนใต้ของจีน
ในช่วงเวลานั้น ได้มีขุนศึกทางตอนใต้ของจีน ได้ก่อกบฏเพื่อหวังล้มล้างอำนาจของจักรพรรดิคังซีและราชวงศ์ชิง
กบฎสามเจ้าศักดินา เป็นเหตุการณ์กบฎที่มีผู้นำเป็นขุนศึกสามคนซึ่งประกอบไปด้วย อู๋ซานกุ้ย (Wu Sangui) , ซางจื่อซิ่น (Shang Zhixin) , และเกิ่งจิงจง (Geng Jingzhong)
โดยขุนศึกทั้งสามนี้ เป็นขุนศึกชาวฮั่น (ชาวจีน) ที่เคยรับใช้ราชวงศ์หมิงมาก่อน
ภายหลังจากที่ชาวแมนจูสามารถเอาชนะราชวงศ์หมิงและก่อตั้งราชวงศ์ชิงขึ้นมา ขุนศึกทั้งสามก็ได้ไปเข้าร่วมกับราชวงศ์ชิง และถูกทางราชวงศ์ชิงแต่งตั้งให้มาครองเมืองอยู่ทางใต้ของจีน
แต่ในเวลาต่อมา ขุนศึกทั้งสามก็กลับก่อกบฏ โดยหวังที่จะโค่นล้มราชวงศ์ชิง และขับไล่ชาวแมนจูให้ออกไปจากแผ่นดินจีน
จักรพรรดิคังซีทรงทำสงครามกับกบฎสามเจ้าศักดินาตั้งแต่ปี 1673 จนถึง 1681 ท้ายที่สุดกบฎสามเจ้าศักดินาก็ถูกราชวงศ์ชิงปราบจนราบคาบ
••• ขยายอำนาจจักรวรรดิจีน •••
ในสมัยของจักรพรรดิคังซี พระองค์ได้ทรงส่งกองทัพเพื่อทำการขยายอาณาเขตของจักรวรรดิจีนให้มีความยิ่งใหญ่ไพศาลขึ้น
โดยจักรวรรดิจีนสามารถเข้ายึดครองพื้นที่ของแม่น้ำอามูร์ซึ่งเป็นดินแดนของจักรวรรดิรัสเซีย, เกาะไต้หวัน รวมไปถึงมองโกเลียได้
••• ความรุ่งเรืองของศิลปะวัฒนธรรม •••
นอกจากในด้านของการศึกสงครามแล้ว ในสมัยของจักรพรรดิคังซี ยังเป็นยุคทองของศิลปะวัฒนธรรมและวิทยาการของจีนอีกด้วย
โดยจักรพรรดิคังซีได้ทรงสั่งให้สร้าง หอดูดาวรวมไปราชบัณฑิต เพื่อเป็นสถานที่ที่รวบรวมเหล่าผู้มีความรู้และนักปราชญ์
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสั่งให้จัดทำพจนานุกรมภาษาจีนฉบับใหม่ที่เรียกว่า "พจนานุกรมคังซี" (Kangxi dictionary) รวมไปถึงรวบรวมกวีนิพนธ์ในสมัยราชวงศ์ถังที่เรียกว่า "ชุมนุมกวีนิพนธ์ราชวงศ์ถัง" (Quan Tangshi)
และที่สำคัญในยุคสมัยของจักรพรรดิคังซี ยังเป็นช่วงเวลาที่เหล่าคณะเยซูฮิตจากตะวันตก ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในจีนอีกด้วย
จักรพรรดิคังซีทรงครองราชย์เป็นระยะเวลายาวนานถึง 61 ปี พระองค์สวรรคตในวันที่ 20 ธันวาคม 1722 สิริพระชนมายุได้ 68 พรรษา พระโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา ในนามจักรพรรดิหย่งเจิ้น (Yongzheng)
*** Reference
- https://www.britannica.com/biography/Kangxi
https://www.ducksters.com/history/china ... mperor.php
https://www.chinahighlights.com/.../emperor-kangxi.htm
https://www.wonders-of-the-world.net/Fo ... KangXi.php
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ฝรั่งสวมมงกุฎให้ถึงพระเศียร ព្រះបាទស៊ីសុវតិ្ថ;
พระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ กษัตริย์เขมร กับพระราชพิธีราชาภิเษก ที่ฝรั่งสวมมงกุฎให้ถึงพระเศียร พร้อมบรรเลงเพลงลามาร์แซแยซ มันน่าเจ็บใจจริงๆ
ประเทศในแถบเอเชียต่างอยู่ในการปกครองระบอบกษัตริย์เป็นประมุข เมื่อจักต้องตกไปเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจตะวันตก แม้พระราชพิธีราชาภิเษกจะยังมีเช่นเดิม เมื่อเปลี่ยนรัชกาล แต่ก็มีการปรับบ้างตามสถานการณ์ เลยขอนำเหตุการณ์หนึ่งของกัมพูชามาเป็นตัวอย่างให้อ่าน เพื่อจะได้รู้ว่าพระราชประเพณีแตกต่างจากโบราณราชประเพณีไปเพียงใด โดยเฉพาะมีแขกคนสำคัญที่มาร่วมงาน
ตัวอย่างพระราชพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าศรีสวัสดิ์ หรือ สมเด็จพระสีสุวัตถิ์ แห่งประเทศเขมร ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2449 ถึงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2449 ที่ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเชษฐา พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลฝรั่งเศส
เมื่อครั้งผู้สำเร็จราชการอินโดจีนพร้อมคณะได้มาถึงโดยขบวนรถม้า แตรเดี่ยวได้เป่าคำนับและแตรวงได้บรรเลงเพลงลามาร์แซแยซ ซึ่งเป็นเพลงชาติฝรั่งเศส พิณพาทย์ระนาดฆ้องก็บรรเลงขึ้นพร้อมกัน เสนาบดีกรมวังและมหามนตรีฝ่ายขวาฝ่ายซ้ายซึ่งมีหน้าที่รับแขก ก็พาผู้สำเร็จราชการอินโดจีนเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าศรีสวัสดิ์ ที่เสด็จออกมาต้อนรับโดยมีนางในตามเสด็จข้างขวา 8 คน ข้างซ้ายอีก 8 คน ต่างนุ่งห่มด้วยผ้าเยียรบับ ประดับอาภรณ์วิจิตร สวมชฎาคล้ายนางละคร ถือดอกบัวมาคนละดอก
สมเด็จพระเจ้าศรีสวัสดิ์ได้เสด็จขึ้นประทับบนพระโทรนภายใต้เศวตฉัตร 7 ชั้น (ตอนนี้ 9 ชั้น) ครั้นทำพระราชพิธีตามประเพณีแล้วเจ้ากรมพราหมณ์พิธีรับฉันทะในนามพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการอาณาประชาราษฎรทั่วไป ได้อ่านคำประกาศอัญเชิญเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
“ด้วยตามที่ได้ตกลงกันกับรัฐบาลฝรั่งเศส ผู้ปกป้องอารักขาประเทศเขมรแล้วทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอพระราชทานกราบบังคมทูลขออัญเชิญเสด็จใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระเจ้าอยู่หัว สืบสนองพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้านโรดมบรมรามาเทวาวตาร พระพุทธเจ้าหลวงพระบรมเชษฐาธิราชของพระองค์ต่อไป”
เมื่อจบคำกราบบังคมทูลนี้แล้ว สมเด็จพระเจ้าศรีสวัสดิ์ทรงมีพระราชดำรัสตอบยินดีรับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ จากนั้นผู้สำเร็จราชการอินโดจีนและผู้สำเร็จราชการเขมร พร้อมกันนำตราและสายสะพาย เล ย็อง ดอน เนอร์ เข้าไปถวายแด่สมเด็จพระเจ้าศรีสวัสดิ์ในนามประธานาธิบดีฝรั่งเศส พระเจ้าศรีสวัสดิ์ทรงรับและทรงเสวยน้ำพระพุทธมนต์ในพระมหาสังข์เลี่ยมทอง เสร็จแล้วเสนาบดีได้เข้าไปประดับตราและพาดสายสะพายบนฉลองพระองค์สีแดงขลิบทอง
จากนั้น ผู้สำเร็จราชการอินโดจีนทูลอัญเชิญเสด็จให้ทรงขึ้นประทับบนพระบัลลังก์โทรน แล้วออกญาอิสีพัฒน์ ผู้เป็นอธิบดีกรมพราหมณ์พิธี ได้นำพระมหามงกุฎมาส่งให้ผู้สำเร็จราชการอินโดจีนนำไปสวมพระเศียรถวายแด่สมเด็จพระเจ้าศรีสวัสดิ์ พราหมณ์ช่วยติดพระกรรเจียกที่พระกรรณขวาซ้าย แล้วพราหมณ์อีกคนหนึ่งก็นำพระขรรค์มาส่งให้ผู้สำเร็จราชการอินโดจีน นำไปถวายต่อพระหัตถ์
สมเด็จพระเจ้าศรีสวัสดิ์ทรงขอบใจผู้สำเร็จราชการ แล้วเสด็จลงจากที่ประทับซึ่งเรียกว่า เขาพระสุเมรุ ทรงดำเนินสู่พระที่นั่งราชอาสน์ ทรงขัดสมาธิใต้พระมหาเศวตฉัตร ทอดพระเนตรเหล่าเสนาอำมาตย์ข้าราชบริพารซึ่งคุกเข่าต่อหน้าพระที่นั่งโดยพร้อมเพรียง ทันใดพราหมณ์ก็เป่าแตรสังข์และกระทั่งมโหระทึกลั่นฆ้องชัย ปืนใหญ่ยิงสนั่นหวั่นไหว ครั้นสิ้นเสียงแล้ว ผู้สำเร็จราชการอินโดจีนพร้อมด้วยข้าราชการก็แสดงความยินดี ถวายพระพรชัยในการราชาภิเษกโดยสวัสดิภาพ
เขมรหลายฝ่าย
จากฉบับแปลโดย หลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์)
ทึ่มา : มเหนทรบรรพต
https://www.facebook.com/profile.php?id=100044446385748
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

" Phossy Jaw "โรคร้ายที่ทรมานคนงานหญิงในโรงงานไม้ขีด
ในยุคที่อุตสาหกรรมในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกากำลังรุ่งเรือง แต่เหล่าคนงานหญิงในโรงงานไม้ขีดไฟล้วนแต่ล้มป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่เรียกว่า “Phossy Jaw” ซึ่งจะมีอาการเด่นคือกระดูกขากรรไกรมีอาการผุ
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โรงงานไม้ขีดไฟต่างๆ มักจะจ้างคนงานหญิง ซึ่งเหล่าคนงานหญิงในโรงงานก็ต้องทำงานใกล้ชิดกับฟอสฟอรัสขาว ซึ่งมีผลทำให้กระดูกขากรรไกรผุ
คนงานหญิงเหล่านี้ต้องทนอยู่ในสภาพความเสี่ยงนี้เป็นเวลานานกว่าสิบปี กว่าจะมีการห้ามใช้ฟอสฟอรัสขาว และการต่อสู้เพื่อคุณภาพการทำงานของพวกเธอก็ไม่ง่าย
การทำงานใกล้ชิดกับฟอสฟอรัสขาวนับว่าอันตรายมาก หากแต่เจ้าของโรงงานก็ไม่สนใจ และให้คนงานหญิงทำงานในโรงงาน 10-15 ชั่วโมงต่อวัน
การทำงานสัมผัสกับฟอสฟอรัสขาวเป็นเวลานานๆ นี้เอง ส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพของพวกเธอในเวลาต่อมา
โรค Phossy Jaw เคสแรกที่ได้รับการบันทึก เกิดขึ้นในเวียนนาในปีค.ศ.1838 (พ.ศ.2381) โดยผู้ป่วยคือคนงานหญิงในโรงงานไม้ขีด
ภายในปีค.ศ.1844 (พ.ศ.2387) แพทย์ในเวียนนาได้รายงานว่ามีการพบเคสของโรคนี้อีก 22 ราย ทำให้โรคนี้เริ่มเป็นที่จับตามอง
ที่สหรัฐอเมริกา แพทย์ชาวอเมริกันได้เริ่มเขียนบทความเกี่ยวกับโรคนี้ในปีค.ศ.1857 (พ.ศ.2400) โดยกล่าวว่าอาการเริ่มแรกของโรคคืออาการเจ็บปวดที่กระดูกขากรรไกร ก่อนจะมีหนองที่เหงือก รายที่อาการหนักนั้นเนื้อเยื่อตายและทำให้สมองกระทบกระเทือนเลยทีเดียว
มีการประเมินว่าผู้ที่ใกล้ชิดกับฟอสฟอรัสขาวจำนวน 11% เป็น Phossy Jaw โดยในสหรัฐอเมริกา เพียงแค่ปีค.ศ.1909 (พ.ศ.2452) ปีเดียว ก็มีผู้ป่วยมากกว่า 100 รายแล้ว
แต่ถึงแม้สถานการณ์ของผู้ป่วยจะเลวร้าย แต่เจ้าของโรงงานก็ไม่สนใจที่จะปรับปรุง
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1888 (พ.ศ.2431) “แอนนี่ เบแซนต์ (Annie Besant)” นักเคลื่อนไหวทางสังคมที่เรียกร้องสิทธิสตรีชาวอังกฤษ ได้เขียนเล่าเรื่องราวความทุกข์ยากของคนงานหญิงในโรงงานไม้ขีด
เบแซนต์ได้เขียนถึงคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ของคนงานในโรงงานไม้ขีดไฟ รวมทั้งความน่ากลัวของ Phossy Jaw
นอกจากนั้น เธอยังเขียนถึงเรื่องค่าแรงคนงานที่ต่ำมาก อีกทั้งเจ้าของโรงงานยังมักจะหาเรื่องหักค่าแรงคนงาน
ในช่วงเวลานั้น หลายประเทศได้ทำการแบนฟอสฟอรัสขาวแล้ว หากแต่สหราชอาณาจักรก็ไม่ทำการแบนฟอสฟอรัสขาว โดยให้เหตุผลว่าการแบนฟอสฟอรัสขาวจะกระทบต่อการค้าเสรี
บทความของเบแซนต์นั้นโด่งดัง ทำให้เหล่าคนงานเริ่มตื่นตัว และเกิดปัญหาขึ้นระหว่าง “Bryant&May” ซึ่งเป็นโรงงานไม้ขีดในลอนดอน กับคนงานของตน
Bryant&May บังคับให้คนงานเซ็นว่าไม่เห็นด้วยกับบทความของเบแซนต์ หากใครไม่ยอมก็จะถูกไล่ออก
การกระทำของบริษัท ทำให้คนงานไม่พอใจเป็นอย่างมาก และทำให้คนงานกว่า 1,400 คนประท้วง หยุดงานในปีค.ศ.1888 (พ.ศ.2431) ซึ่งการประท้วงของคนงานก็เป็นที่สนใจของสื่อมวลชน และทำให้สังคมตื่นตัวมากขึ้น
แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนี้ รัฐบาลอังกฤษก็ยังไม่ยอมแบนฟอสฟอรัสขาว ก่อนจะต้องยอมสั่งปรับ Bryant&May ในปีค.ศ.1898 (พ.ศ.2441)
เมื่อเวลาผ่านไปอีกนับสิบปี ในที่สุด อังกฤษก็ทำการแบนฟอสฟอรัสขาวทั้งหมดในปีค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) หากแต่ในเวลานั้น เหล่าคนงานหญิงหลายรายก็ต้องประสบกับความทุกข์ทรมานจากโรคนี้
***** Phossy Jaw คืออะไร
ขากรรไกร Phossy เป็นโรคที่ทำให้เสียโฉมที่เกิดจากสภาพการทำงานที่ไม่ดีในศตวรรษที่ 19 เงื่อนไขนี้เกิดขึ้นบ่อยที่สุดจากการสัมผัสกับฟอสฟอรัสสีขาวดังนั้นชื่อแม้ว่าสารเคมีอื่น ๆ ได้รับการรู้จักที่จะทำให้เกิดเงื่อนไขที่คล้ายกัน เนื่องจากขากรรไกรของ phossy เป็นโรคที่มองเห็นได้และเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัดจึงกลายเป็นจุดรวมพลเพื่อสนับสนุนสิทธิแรงงานและกฎระเบียบที่ดีกว่าของสภาพการทำงานในท้ายที่สุดนำไปสู่การเพิ่มระเบียบแรงงานและการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐ
ขากรรไกร phossy เป็นที่รู้จักกันในชื่อฟอสฟอรัสเนื้อร้ายของกราม มันเกิดจากการสัมผัสกับควันฟอสฟอรัสสีขาวเป็นเวลานานซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการจับคู่การค้าในศตวรรษที่ 19 ในเวลานั้นฟอสฟอรัสรูปแบบอื่น ๆ ได้รับการค้นพบและพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน แต่ฟอสฟอรัสสีขาวนั้นมีราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายดังนั้น บริษัท ต่างๆจึงใช้มันต่อไปแม้จะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ
ในขณะที่ผู้ป่วยสัมผัสกับควันฟอสฟอรัสสะสมในกระดูกขากรรไกรและสมอง สัญญาณแรกของขากรรไกร phossy มักจะมีอาการบวมที่ด้านข้างของกราม แต่มันจะพัฒนาอย่างรวดเร็วในสภาพของฝีที่เปิดอยู่ในขณะที่ฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบกินกระดูกขากรรไกรออกไป มีการปล่อยกลิ่นเหม็นตามเงื่อนไขทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่พอใจในสถานการณ์ทางสังคมทั้งคู่เนื่องจากความไม่สมประกอบของขากรรไกรและกลิ่นเหม็น เมื่อเงื่อนไขคืบหน้ากรามของผู้ป่วยจะเริ่มส่องแสงในที่มืดเนื่องจากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างฟอสฟอรัสและอากาศ
การรักษาเฉพาะสำหรับขากรรไกร phossy เท่านั้นคือการผ่าตัดเอาขากรรไกรออก ในยุคของยาชาที่มีอาการลูกเต๋าและก่อนที่จะใช้ยาปฏิชีวนะกระบวนการนี้อาจเป็นอันตรายได้มากนอกเหนือจากการทำให้เสียโฉมอย่างถาวร ระบุว่าอุตสาหกรรมการแข่งขันมักจะจ้างเด็กเล็กมากปัญหานี้กลายเป็นแหล่งความคิดเห็นสาธารณะที่สำคัญในขณะที่นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานตีพิมพ์แผ่นพับเกี่ยวกับมันและแนะนำผู้คนให้รู้จักกับเหยื่อวัยเยาว์ของขากรรไกร phossy
การเผยแพร่ปัญหาฟอสฟอรัสสีขาวในท้ายที่สุดนำไปสู่การห้ามใช้สารในหลายประเทศพร้อมกับการเพิ่มขึ้นโดยทั่วไปในกฎระเบียบแรงงานที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองสภาพการทำงานที่ไม่ดี ขากรรไกรของ Phossy ตอนนี้หายากมาก แต่น่าเสียดายที่บางประเทศกำลังพัฒนาดูเหมือนจะมีอาการป่วยทางอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเนื่องจากพวกเขาพยายามที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและระบบการผลิตให้ทันสมัยโดยไม่มีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
Referrences :https://allthatsinteresting.com/phossy-jaw
https://theconversation.com/meet-the-ma ... -women-the...
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

"พระองค์เจ้าขุนเณร"
ผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างหนึ่งในการรับมือกับสงครามเก้าทัพในครั้งนี้และมีการเขียนบันทึกหล่าวถึงน้อยมาก
จากเอกสารของ ขุนนคเรศฯ เรื่อง "บันทึกลับ เจ้าพระยาบดินทร์เดชาฯ" มีข้อความตอนหนึ่งที่ขุนนางผู้ใหญ่ ได้นำหนังสือกราบบังคมทูลถึงการปฏิบัติการรบกับกองทัพพระเจ้าอนุเวียงจันทน์ ในฐานะกองโจร และกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแม่ทัพหลวงทรงตรัสว่า
"พระองค์เจ้าขุนเณรเขาเคยได้กระทำการศึกสงครามชำนิชำนาญ มาแต่ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง แต่ครั้งท่านเสด็จไปตีพม่าที่เขาชะงุ้ม ราชบุรี ครั้งนั้น พระองค์เจ้าขุนเณรเขาได้เป็นนายทัพกองโจรไปตีกองลำเลียงพม่า เขาเคยมีชัยชนะมาแล้ว"
จึงเป็นระบุหลักฐานได้ดียิ่งว่า
พระองค์เจ้าขุนเณร" คือวีรบุรุษ​เการรบแบบกองโจรในสงครามเก้าทัพ !!​
ในปี พ.ศ. ๒๓๒๘​ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้ยกกองทัพไปถึงเมืองกาญจนบุรี ตั้งรับทัพอยู่บริเวณทุ่งลาดหญ้า เชิงเขาบรรทัด สกัดกั้นไม่ให้ทัพพม่าได้เข้ามารวบรวมกำลังพลกันได้ นอกจากนี้ยังจัดกำลังไปตัดการลำเลียงเสบียงของพม่าเพื่อให้กองทัพขาดเสบียงอาหาร แล้วยังใช้อุบาย โดยทำเป็นถอยกำลังออกในเวลากลางคืน ครั้นรุ้งเช้าก็ให้ทหารเดินเข้ามาผลัดเวร เสมือนว่ามีกำลังมากมาเพิ่มเติมอยู่เสมอ
เมื่อทัพพม่าขาดแคลนเสบียงอาหารประจวบกับคิดว่ากองทัพไทยมีกำลังมากกว่า จึงไม่กล้าจะบุกเข้ามาโจมตี สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเมื่อสบโอกาสทำการโจมตีกองทัพ ๘-๙ จนถอยร่นพระเจ้าปดุงเมื่อเห็นว่าไม่สามารถบุกโจมตีต่อได้ประจวบกับทั้งกองทัพขาดเสบียงอาหารจึงได้ถอยทัพกลับ
สำหรับการโจมตีทางด้านอื่น ทางด้านเหนือพระเจ้ากาวิละเจ้าเมืองลำปางสามารถป้องกันทัพพม่าที่ยกมาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือได้สำเร็จ
และ ผู้ที่ได้รับหน้าที่ "หัวหน้ากองโจร" คอยตัดการลำเลียงเสบียงเพื่อตัดกำลังของฝ่ายพม่า
นั่นก็คือ "พระองค์เจ้าขุนเณร" วีรบุรษผู้ถูกลืมผู้นี้เองที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นเจ้านายในพระราชวงศ์จักรี โดยเป็นพระโอรสบุญธรรมใน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมพระยาเทพสุดาวดี พระองค์เจ้าขุนเณร เป็นพระโอรสของ พระอินทรรักษา หรือหม่อมเสม ซึ่งเป็นพระภัสดาของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมพระยาเทพสุดาวดี พระภคินีเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระองค์เจ้าขุนเณร ทรงเป็นเจ้านายนอกพระราชวงศ์จักรี เพราะพระชาติประสูติของพระองค์นั้นเกิดกับหญิงสามัญ ซึ่งเป็นอนุภริยาในพระอินทรรักษา สำหรับพระองค์เจ้าขุนเณร นับว่าเป็นเจ้านายที่พระปรีชาการศึกสงครามพระองค์หนึ่ง
ทรงประทับที่วังบ้านปูน แต่พระชีวประวัติเท่าที่สืบค้นมีน้อยมาก ไม่มีระบุเหตุของการสิ้นพระชนม์
การรบซุ่มโจมตีแบบกองโจรในสมัยสงครามเก้าทัพ คือกรณียกิจที่ปรากฏชัดเจนของ พระองค์เจ้าขุนเณรได้รับหน้าที่เฉพาะกิจจาก​ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหัวหน้ากองโจร คอยทำลายกองกำลังของพม่า ตัดกำลัง แย่งชิงเสบียงอาหารและยุทโธปกรณ์ของพม่า รบกวน รังควานแย่งชิง ทำลายกองเกวียนกองช้างกองม้าที่นำเสบียงมาจากเมืองเมาะตะมะ เมืองทวาย และตะนาวศรี นำกำลังเข้าไปทางบก และทางน้ำแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ตั้งของข้าศึก
และอาศัยตามภูมิประเทศ​ หลายค่ายที่ตั้งค่ายกิงโจร​ ชาวบ้านในชื่อบางค่ายว่า​ ค่ายขุนเณร
การ จู่โจม โจมตีทำลาย และจับกุมกำลังทหารของพม่า ทำให้ข้าศึกต้องดึงกำลังมารักษาพื้นที่ส่วนหลังมากขึ้น เป็นการทำลายขวัญของพม่าให้ลดถอย
ในการสู้รบ พระองค์เจ้าขุนเณรใช้กองทัพมืดที่พระองค์ทรงฝึกเองเพียง ๑,๘๐๐ คน ที่จะต้องยันกองทัพพม่า ที่ยกมาเป็นจำนวนนับแสน​เป็นภารกิจเสี่ยงต่อภัยอันตรายตลอดเวลา ยากที่กำลังพลปกติทั่วไปจะกระทำได้สำเร็จ
ณ “ทุ่งลาดหญ้า” ที่กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาททรงใช้กลศึกและสงครามกองโจร"จารยุทธ์" ตรึงทัพหน้ากักทัพใหญ่กว่าแสนให้ละลายหายไปในพริบตา ทั้งไพร่พลและขวัญกำลังใจ
แม้แต่พระเจ้าปดุงผู้เกรียงไกรยังต้องถอนทัพกลับไปอย่างอดสู ราชวงศ์คองบองสิ้นความอหังการ เสื่อมพระเกียรติยศแห่งราชาเหนือราชา จนต้องหันไปพึ่งพระพุทธศาสนา
แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้พระเจ้าปดุงเข้าใจในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากการสร้างตนเป็นราชาเหนือพระพุทธเจ้าและราชาเหนือโลกในฐานะพระโพธิสัตว์เท่านั้น
ตราบทุกวันนี้​ แม้คนไทยบางอาจเลยข้ามหนังสือประวัติศาสตร์​ ขึ้นมาอ่าน​ แต่เขาคงไม่อาจปฎิเสธหัวใจความเป็นนักสู้​ ที่เป็นพิมพ์​เขียวเดียวกับเมื่ออดีตหลายร้อยปี​.. นักสู้ไทย
...............................
อ.ฉัตรชัย​ ผาสุขธรรม​ : เขียน
#CULTTVTHAI
https://www.facebook.com/groups/2518929 ... 311369528/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส