ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวทั่วไป ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ
ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

กบฏพระญาปราบสงคราม
กบฏพระญาปราบสงครามเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๓๒ ที่ตําบลหนองจ๊อม อําเภอสันทราย เชียงใหม่ เมื่อน้อยวงษ์เป็นเจ้าภาษีนายอากรผู้ผูกขาดภาษีหมาก พล มะพร้าว ในแขวงเมืองเชียงใหม่ในอัตราปีละ ๔๑,๐๐๐ รูปี ซึ่งเป็นอัตราประมูล ที่สูงกว่าเจ้าภาษีคนเดิมถึง ๑๖,๐๐๐ รูปีดังนั้น จึงจําเป็นที่น้อยวงษ์จะต้องเก็บภาษี ดังกล่าวอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้เงินกลับคืนและได้ผลประโยชน์มาก จนวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๒ ราษฎรในตําบลหนองจ๊อมจํานวน ๔ คนไม่มีเงินเสียภาษี จึง ขอให้เก็บผลหมากแทน แต่คนของน้อยวงษ์ไม่ยอม และได้บังคับจับกุมราษฎรทั้ง ๔ จําชื่อมือขอเท้าประจานไว้ที่บ้านนายแคว้น ทําให้พระญาปราบสงครามซึ่งเป็น แม่ทัพเมืองเชียงใหม่ซึ่งได้ปกครองแควนหนองจ๊อม แคว้นแม่คือและแคว้นกอก และราษฎรส่วนหนึ่งทนไม่ได้ จึงบุกเข้าปลดเครื่องจองจําคนทั้ง ๔ ออก แล้วใช้ กําลังขับไล่พวกเจ้าภาษีนายอากรออกจากเขตหมู่บ้าน พร้อมทั้งประกาศห้ามเข้าไปเก็บภาษีอากรอีก พวกเจ้าภาษีนายอากรจึงขู่ว่าจะขอกําลังทหารไปปราบ ดังนั้น ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเข้าเป็นกองกําลังถึงสองพันกว่าคน แล้วให้ทุกคนกินน้ําสัจจะ คือดื่มน้ําสาบานร่วมกันที่วัดฟ้ามุ่ยซึ่งเป็นวัดประจําหมู่บ้าน แล้วนิมนต์พระมาท พิธีทางไสยศาสตร์เพื่อเพิ่มขวัญและกําลังใจ พร้อมกันนั้นพระญาปราบสงครามก็ ประกาศตนเป็นเจ้า มี “พ่อแตว่น” คือกํานันและ “แก่บ้าน” หรือผู้ใหญ่บ้าน ซึ่ง เป็นข้าราชการระดับท้องถิ่นหลายคนเข้ามาช่วย คือ พระญาขัติยะ (แคว้นแม่คือ) พระญารัตนโดหา/คูหา (บ้านถ้ํา) พระญาจินใจ (แคว้นจือม) พระญาชมภู (แก่บ้าน หัวฝาย) ท้าวยาวิไชย (แก่บ้านป่าบง) ท้าวเขื่อนคํา (แคว้นกอก) ท้าวขัด ท้าวใจ ท้าวเขื่อนแก้ว ท้าวราช ท้าวพันตําและแสนเทพสุรินทร์ เป็นต้น ซึ่งก็ได้มีราษฎรเข้า สมทบเพิ่มขึ้น จากความคิดเดิมที่เพียงต่อต้านเจ้าภาษีนายอากรและชาวจีน ก็ขยาย ขึ้นเป็นการต่อต้านข้าราชการไทย และต่อต้านรัฐบาล
พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์ซึ่งขณะนั้นขึ้นมาเป็นข้าหลวง พิเศษ ทรงออกคําสั่งลงวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๒ ให้พระญาปราบสงคราม เข้ามอบตัวภายใน ๕ วัน แต่พวกของพระญาปราบสงครามไม่ยินยอม กลับวางแผน จะเข้าโจมตีเมืองเชียงใหม่ในย่ารุ่งของวันที่ ๑๘-๑๙ หรือวันที่ ๒๐ กันยายนนั้น เพื่อหมายฆ่าข้าราชการไทยและพ่อค้าชาวจีนทั้งหลาย แต่แผนการดังกล่าวก็ ล้มเหลวเพราะเมื่อถึงกําหนดนัด กองกําลังไม่พร้อมเพรียงกันเพราะในคืนก่อนที่จะ เข้าตีเชียงใหม่นั้นเกิดฝนตกหนัก น้ําหลาก น้ําในแม่น้ําปิง แม่น้ํากวงและแม่น้ําคาว ล้นฝั่ง ดังนั้น ในวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๒ เจ้าอุปราช เจ้าบุรีรัตน์ และ เจ้านายบุตรหลานซึ่งนํากําลังออกปราบปรามตามคําสั่งของข้าหลวงพิเศษ ก็สามารถ จับกุมกลุ่มชาวบ้านติดอาวุธดังกล่าวได้จํานวนหนึ่ง แต่พระญาปราบสงคราม สามารถพาบุตรภรรยาหลบหนีไปได้ ผู้ที่ถูกจับกุมได้ก็ถูกนําไปพิจารณาโทษ โดยที่ คนระดับหัวหน้า ๑๒ คนถูกประหาร รองลงมา ๑๕ คนถูกเฆี่ยนคนละ ๙๐ ที แล้ว ให้รับทรัพย์ทั้งหมด และให้จําคุกตลอดชีวิต นอกนั้นให้เฆี่ยนคนละ ๓๐ ที่แล้วถูก ภาคทัณฑ์ และมีบางส่วนที่ไม่ถูกเฆี่ยนแต่ให้ทําทัณฑ์บนไว้
ฝ่ายพระญาปราบสงครามเมื่อได้รับการสนับสนุนจากเจ้าเมืองเชียงตุงแล้ว ก็ยกกําลังเข้ายึดเมืองฝาง โดยหนานอินทะต่อ (อินต๊ะข้อ) ผู้รักษาการเมืองฝางอยู่ นําขบวนราษฎรถือพานดอกไม้ธูปเทียนไปเชิญพระญาปราบสงครามเข้าเมือง เมื่อ วันที่ 5 มีนาคม ๒๔๓๒ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะชาวเมืองฝางก็เดือดร้อนเพราะเจ้าภาษี นายอากรเช่นกัน จึงได้ต้อนรับพระญาปราบสงครามเช่นนั้น จากนั้นพระญาปราบ สงครามก็ปล่อยข่าวลือว่าตนมีกําลังสนับสนุนทั้งจากราษฎรพื้นเมือง ชาวไทใหญ่ ชาวช่อ และคนจากหัวเมืองต่างๆ เป็นจํานวนมาก และส่งหนังสือบอกไปยังญาติ มิตรให้ทราบข่าวและขอความร่วมมือด้วย
กองกําลังจํานวน ๓๐๐ คนของพระญาปราบสงครามได้ปะทะกับกอง กําลังจากลําปางที่ยกขึ้นมาช่วยป้องกันเมืองเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ ที่ผานกกิ่ว แขวงเมืองพร้าว กองกําลังของพระญาปราบสงครามแตกพ่าย บุตรชาย ๒ คนของพระญาปราบสงครามเสียชีวิตในที่รบ ส่วนพระญาปราบสงคราม หนีกลับไปพึ่งเจ้าเมืองเชียงตุงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเจ้าเมืองเชียงตุงก็ได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้า เมืองโก
เหตุการณ์เรื่องพระญาปราบสงครามนี้ ทําให้เกิดความตื่นตระหนกกัน ทั่วไป หัวเมืองใกล้เคียงถูกเกณฑ์ให้มาช่วยป้องกันเชียงใหม่ แต่ขณะเดียวกัน เจ้า นายและบุตรหลานในเมืองเชียงใหม่มิได้ตื่นตระหนกไปด้วย ทั้งยังแสดงความจํานง ว่าไม่ประสงค์จะนํากําลังไปปราบพระญาปราบสงคราม โดยเฉพาะเจ้าอุปราช (ต่อ มาคือเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพระญาปราบสงครามถึง กับตอบข้าหลวงพิเศษตอนหนึ่งว่า “ถ้ามีศึกอื่นจะรับไป แต่พระญาปราบสงคราม ไม่ยอมไป...” ๑๔
หลังจากเหตุการณ์พระญาปราบสงครามแล้ว รัฐบาลกลางได้ยอม ผ่อนปรนให้แก่เจ้านายเมืองเหนือบ้าง เช่น ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ อนุญาตให้พระเจ้า อินทวิชยานนท์ฯยกเลิกเสนาผู้ช่วย ๕ ตําแหน่งตามที่เสนอไป ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักได้ดีถึงเรื่องนี้ แต่ก็ยังทรงตั้งพระทัยที่จะ ปฏิรูปการปกครองในมณฑลพายัพต่อไปอีก
สาเหตุของการกบฎเนื่องจากในสมัยที่กรมหมื่นพิชิตปรีชากรซึ่งดํารงฐานะข้าหลวงพิเศษทําหน้าที่วางรากฐาน การปฏิรูปต่างๆ ดังที่กล่าวแล้วนั้นโดยใช้เวลาเพียงปีเศษก็กลับกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ หลังจากนั้นก็ได้มีข้าราชการชั้นสูงมาเป็นข้าหลวงห้าหัวเมืองเพื่อมาทําหน้าที่ ต่อจากกรมหมื่นพิชิตปรีชากรได้ทําไว้ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ผลดังที่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะการที่พระยาเพชรพิไชยที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ควรแต่กลับใช้อํานาจ หน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวนั้น ทําให้เรื่องเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเรื่องที่ก่อให้ เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยทั่วไปนั้น คือระบบเจ้าภาษีนายอากรที่เก็บภาษี อากรอย่างขูดรีดประชาชน ทําให้ประชาชนส่วนหนึ่งรวมตัวกันต่อต้านเจ้าภาษีนาย อากรขึ้น และลุกลามกลายเป็นกบฏเพื่อต่อต้านการปกครองของไทยไป ดังใน เหตุการณ์กบฏพระญาปราบสงคราม (ผาบสงคราม)
ที่มา : ตัดตอนมาจากหนังสือเจ้าหลวงเชียงใหม่
Ceedit : Nheurfaee Punyadee
https://www.facebook.com/10000336029441 ... ry_index=0
https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 241298591/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

#เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ผู้ล้มบัลลังค์ราชันย์
เมื่อสมเด็จพระเชษฐาธิราชเสด็จขึ้นครองราชย์ สืบต่อจากพระเจ้าทรงธรรม โดยในระหว่างพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระยาศรีวรวงศ์ได้สั่งให้จับออกญากลาโหมและขุนนางที่สนับสนุนพระศรีศิลป์ไปประหารชีวิต แล้วริบทรัพย์สมบัติมาแจกจ่ายผู้มีความชอบ ต่อจากนั้นสมเด็จพระเชษฐาธิราชได้ทรงแต่งตั้งพระยาศรีวรวงศ์ขึ้นเป็น เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ (หรือเรียกสั้นๆว่าออกญากลาโหม)แทนออกญากลาโหมคนเก่าที่ถูกประหารไป
หลังจากนั้นออกญากลาโหมยังคงเดินเรื่องวางแผนถอนรากถอนโคนฝ่ายตรงข้ามให้หมดสิ้น แต่ในขณะนั้นพระศรีศิลป์ องค์อุปราชยังผนวชอยู่ ออกญาญากลาโหมจึงได้ร้องขอให้ออกญาเสนาภิมุข(ยามาดะ)ลวงพระศรีศิลป์ให้ลาผนวชและนำไปคุมขังไว้ในหลุมลึก โดยหวังจะให้อดอาหารจนสิ้นพระชนม์
ทว่าหลวงมงคล(ขุนทหารคู่พระทัยของพระศรีศิลป์)มาช่วยเอาไว้ได้ และเชิญเสด็จไปประทับที่เพชรบุรี จากนั้นหลวงมงคลได้ระดมไพร่พลจากบรรดาพรรคพวกญาติพี่น้อง และหัวเมืองข้างเคียง จัดเป็นกองทัพใหญ่ได้กำลังพลราวสองหมื่น และประกาศให้พระศรีศิลป์ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่เพชรบุรี และเตรียมทัพยกมาตีกรุงศรีฯหลังจากที่เจ้าพระยากลาโหมได้ทราบข่าวนี้ จึงได้แต่งตั้งออกญารามคำแหงเป็นแม่ทัพมีกำลังพลสองหมื่น พร้อมด้วยออกญาเสนาภิมุขคุมนักรบซามูไรราว800นาย เข้าปราบกบฏครั้งนี้
ออกญาเสนาภิมุขได้เริ่มแผนการ โดยการลวงหลวงมงคลว่าจะแปรพักต์และนำทหารญี่ปุ่นมาเข้าด้วย ทำให้หลวงมงคลเกิดความชะล่าใจ และเมื่อถึงเวลาออกรบ หลวงมงคลจึงสั่งให้ไพร่พลมุ่งโจมตีทัพของออกญารามคำแหงอย่างเดียว โดยไม่ต้องสนใจทหารญี่ปุ่น แต่ออกญาเสนาภิมุขกลับสั่งให้ทหารของตน เข้าโจมตีทัพของหลวงมงคลอย่างดุเดือด ผลก็คือกองทัพของหลวงมงคลแตกพ่าย และพระศรีศิลป์ถูกจับตัวได้อีกครั้ง ส่วนหลวงมงคลก็ถูกจับกุมได้ในภายหลัง และถูกประหารชิวิตเช่นกัน
และด้วยความชอบในครั้งนีี้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ได้มีบารมากล้นและเป็นที่หวาดเกรงแก่เหล่าขุนนางมากยิ่งขึ้น เเละในไม่ช้าก็เป็นที่ หวาดระเเวงต่อยุวกษัตริย์สมเด็จพระเชษฐาธิราช
ต่อมามารดาของเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ถึงแก่กรรม เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้จัดงานศพอย่างใหญ่โต ขุนนางทั้งหลายต่างไปช่วย บางคนถึงกับไปนอนค้าง เมื่อสมเด็จพระเชษฐาธิราชออกว่าราชการทรงพบว่ามีข้าราชการหายไปจำนวนมาก จึงทรงพิโรธตรัสว่าจะลงพระอาญาข้าราชการเหล่านั้นเหล่าข้าราชการจึงไปขอพึ่งเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ และไม่ไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระเชษฐาธิราช
ส่งผลให้ข้าหลวงเดิมของสมเด็จพระเชษฐาธิราช ได้ทูลยุยงว่าเจ้าพระยากลาโหมสุริยวศ์คิดกบฏ จึงทรงให้ข้าหลวงไปลวงให้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เข้าวังมาเพื่อสังหารทิ้ง แต่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์รู้ตัวก่อน จึงประกาศแก่คนทั้งปวงว่า"เราทำข้าราชการมาด้วยความสุจริต เดี๋ยวนี้พระเจ้าแผ่นดินพาลเอาผิดว่าคิดกบฎ เมื่อภัยมาถึงตัวก็จำต้องเป็นกบฎตามรับสั่ง
#โดย ส.รัตนมณี#
ที่มา : สุธี น้องออม
https://www.facebook.com/10001104727722 ... 534087181/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

วิพากษ์ประวัติศาสตร์

สงครามเสียกรุงศรีอยุทธยา พ.ศ. 2310 - สงครามเพื่อการปราบปรามให้สิ้นสูญ
.
สงครามเสียกรุงศรีอยุทธยา พ.ศ. 2310 (ค.ศ. 1767) มีความแตกต่างกับสงครามช้างเผือก พ.ศ. 2106 (ค.ศ. 1563) และสงครามเสียกรุง พ.ศ. 2112 (ค.ศ. 1569) ตรงที่กษัตริย์พม่าราชวงศ์กงบ่อง (Konbaung Dynasty) ไม่ได้มีจุดประสงค์จะยึดครองอยุทธยาเป็นประเทศราชในระบบอุปถัมภ์เหมือนกษัตริย์พม่าสมัยราชวงศ์ตองอูตอนต้น (Early Taungoo dynasty) แต่ต้องการทำลายอยุทธยาให้หมดสิ้นความเป็นศูนย์กลางอำนาจในภูมิภาค เพื่อไม่ให้สามารถเป็นภัยคุกคามต่ออังวะอีกต่อไป
.
อยุทธยาเป็นคู่สงครามกับอาณาจักรพม่ามาเป็นเวลานานเนื่องจากปัญหาการทับซ้อนของปริมณฑลอำนาจของทั้งสองอาณาจักรเหนือเมืองท่าฝั่งชายทะเลอันดามันและหัวเมืองมอญ และด้วยเหตุที่อยุทธยามีพรมแดนติดกับหัวเมืองมอญ จึงมักมีการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากรชาวมอญเข้ามาในดินแดนอยุทธยา บ่อยครั้งอยุทธยาให้การอุปถัมภ์ชาวมอญที่ต้องการแยกตนเป็นอิสระจากการปกครองของพม่า จนกลายเป็นชนวนสงครามขึ้น
ปลายพุทธศตวรรษที่ 23 อาณาจักรอังวะของพม่าราชวงศ์ตองอูยุคพื้นฟู (Restored Toungoo dynasty) อ่อนแอจนชาวมอญสามารถสถาปนาอาณาจักรหงสาวดีขึ้นใหม่ ราชสำนักอยุทธยาในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศให้การสนับสนุนพม่าที่กำลังอ่อนแอแทนที่จะสนับสนุนมอญที่กำลังแข็งแกร่งเพื่อถ่วงดุลอำนาจระหว่างทั้งสองอาณาจักร และอาจเป็นการป้องกันไม่ให้ประชากรชาวมอญในสยามที่มีจำนวนมากถ่ายเทกลับไปยังดินแดนมอญ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากอาณาจักรหงสาวดีสามารถโค่นล้มพม่าได้สำเร็จ
.
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปเมื่อพระเจ้าอลองพญา (Alaungbaya အလောင်းဘုရား) แห่งราชวงศ์กงบ่อง สามารถฟื้นฟูอำนาจของพม่าและปราบปรามอาณาจักรหงสาวดีของมอญสำเร็จใน พ.ศ. 2300 (ค.ศ. 1757) ชาวมอญอพยพลี้ภัยสงครามไปยังดินแดนอื่นๆ รวมถึงอยุทธยาที่กลับมาให้แหล่งพักพิงกับชาวมอญนับตั้งแต่พระเจ้าอลองพญาเริ่มขยายอำนาจลงมาที่หัวเมืองมอญใน พ.ศ. 2297 (ค.ศ. 1754) ชาวมอญที่อาศัยอยู่ในเขตแดนของอยุทธยาได้สร้างความไม่สงบในบริเวณชายแดนพม่าอยู่เนืองๆ นโยบายของอยุทธยาจึงไม่ต่างจากการแทรกแซงการเมืองภายในของพม่าด้วยวิธีการสนับสนุนให้ชนชาติใต้ปกครองต่อต้านอำนาจส่วนกลาง นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกิดถ่ายเทประชากรในหัวเมืองมอญไปสู่อยุทธยาด้วย เรื่องนี้ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของพระเจ้าอลองพญาที่เพิ่งสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ไม่นาน และต้องพยายามรักษาอำนาจเหนือหัวเมืองมอญซึ่งพร้อมจะก่อกบฏหรือแปรพักตร์ไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์อยุทธยาได้ทุกเมื่อ
.
พระเจ้าอลองพญาทรงมีความคิดที่จะพิชิตอยุทธยาตั้งแต่ยังพิชิตกรุงหงสาวดีไม่สำเร็จ ปรากฏในหลักฐานชั้นต้นคือหมายรับสั่งลงวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2299 (ค.ศ. 1756) ทรงยกพระองค์เป็น “ศักระ” (พระอินทร์) ประกาศต่อชนทั้งหลายว่า หงสาวดีสูญเสียอาณาเขตเกือบหมดสิ้นแล้ว สมควรยอมรับความพ่ายแพ้แล้วส่งตัวพระเจ้าหงสาวดีและราษฎรมาถวาย พระผู้ทรงเป็นกษัตริย์แห่งพม่าตอนบนผู้ทรงบุญญาธิการวิเศษ ทรงถูกกำหนดให้เป็นราชาธิราชเหนือชาวจีน ชาวอินเดีย ชาวฉาน ชาวไทย (อยุทธยา) ตามพุทธพยากรณ์ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะครอบครองดินแดนของชนชาติเหล่านี้ของพระองค์ตามคติจักรพรรดิราช
มีการวิเคราะห์ว่าพระเจ้าอลองพญาทรงมีจุดประสงค์ในการทำสงครามประกาศพระบารมีให้เป็นที่ประจักษ์ต่อไพร่ฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงการปกครองของพระองค์ และยังเป็นการแสดงให้ชาวมอญเห็นว่าพระองค์ทรงมีบารมีและความชอบธรรมเหนือกว่ากษัตริย์อยุทธยา
.
การแย่งชิงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเหนือหัวเมืองชายฝั่งที่มีมายาวนานเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พระเจ้าอลองพญาใช้เป็นข้ออ้างยึดครองยุทธยา พงศาวดารพม่าระบุว่า ในขณะที่พระเจ้าอลองพญาประทับอยู่ที่ย่างกุ้ง ทรงได้ข่าวว่าอยุทธยาเข้าไปรุกรานบริเวณปลายเขตแดนเมืองทวาย แล้วยึดเรือสินค้าของพม่าที่จะเดินทางไปเมืองย่างกุ้งสามลำ และยังยึดเรือกำปั่นหลวงที่พระเจ้าอลองพญาใช้ไปราชการที่เมืองทวายที่ถูกพายุซัดมาเทียบท่าที่เมืองตะนาวศรีของอยุทธยา ลูกเรือและสินค้าที่บรรทุกมาถูกทางการอยุทธยาริบไว้ทั้งหมด ทำให้ทรงพระพิโรธมากจนรับสั่งว่าจะไปตีอยุทธยาด้วยพระองค์เอง
หมายรับสั่งของพม่าลงวันที่ 4 15 19 มกราคม และ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2303 (ค.ศ. 1760) ระบุว่า ในระหว่างที่พระเจ้าอลองพญายกทัพไปตีมณีปุระเกิดกบฏมอญที่เมืองย่างกุ้ง มีชาวยุโรปฉวยโอกาสยึดเรือในย่างกุ้งเดินทางไปที่เมืองตะนาวศรีและมะริด และหลังจากพม่าปราบกบฏเมืองทวายสำเร็จมีชาวทวายหลบหนีเข้าไปที่เมืองมะริดและตะนาวศรีด้วย แม่ทัพพม่าจึงส่งทูตในพระนามพระเจ้าอลองพญาไปถึงกรมการเมืองตะนาวศรีเพื่อขอสำเภา ส่งผู้ที่หลบหนีจากทวายกลับมาทุกคน “หากไม่ต้องการตัดขาดสัมพันธไมตรีกับเรา” แต่กรมการเมืองเพิกเฉย กองทัพพม่าจึงบุกยึดเมืองมะริดและตะนาวศรี จากนั้นจึงยกทัพมาที่อยุทธยา
.
.
การพิชิตอยุทธยาของพระเจ้าอลองพญาไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะทรงพระประชวรจนต้องยกทัพกลับและเสด็จสวรรคตระหว่างทาง พระราชโอรสองค์ใหญ่คือพระเจ้าสิรีปวระมหาธรรมราชา (Siripavaradhammarāja သိရီပဝရဓမ္မရာဇာ) หรือมังลอก (Maung Lauk မောင်လောက်) ขึ้นครองราชย์แทน ราชสำนักกงบ่องประสบกับปัญหาการเมืองภายใน จึงไม่ได้ขยายอำนาจไปยังดินแดนอื่นนอกจากการปราบปรามดินแดนล้านนาที่ก่อกบฏใน พ.ศ. 2306 (ค.ศ. 1763) ประกอบกับพระเจ้าสิรีปวระมหาธรรมราชาเองไม่ทรงฝักใฝ่สงครามและสนพระทัยการศาสนามากกว่า พระองค์เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2306 หลังจากครองราชย์ได้เพียงสั้นๆ
พระอนุชาสีริธรรมราชา หรือ มองระ/มังระ (Maung Ywa မောင်ရွ) ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าช้างเผือก (Hsinbyushin ဆင်ဖြူရှင်) ราชสำนักกงบ่องกลับมาดำเนินนโยบายขยายอำนาจเหมือนรัชกาลพระเจ้าอลองพญาอีกครั้ง โดยประสบความสำเร็จในการพิชิตศูนย์กลางอำนาจขนาดใหญ่ได้แก่ ล้านนา ล้านช้าง อยุทธยา มณีปุระ รวมถึงได้รับชัยชนะในสงครามกับจีนราชวงศ์ชิงเหนือดินแดนไทใหญ่ถึง 4 ครั้ง
.
พงศาวดารพม่าระบุว่าพระเจ้ามังระทรงมีพระราชประสงค์จะพิชิตยุทธยาตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ การขยายอำนาจไปยังอยุทธยาของพระเจ้ามังระไม่น่าจะมีจุดประสงค์แตกต่างจากสมัยพระเจ้าอลองพญามากนัก และน่าจะมีปัจจัยเพิ่มเติมในช่วงที่พม่าผลัดแผ่นดิน เมืองทวายได้ก่อกบฏแล้วหันไปสวามิภักดิ์อยุทธยา จนเป็นเหตุให้พม่าต้องยกทัพไปปราบกบฏเมืองทวายก่อนโจมตีอยุทธยา
นอกจากนี้ปรากฏในหลักฐานร่วมสมัยคือวรรณกรรม Yodayar Naing Mawgun (บันทึกชัยชนะเหนืออยุทธยา) บทประพันธ์ของลักไวนรธา (Letwe Nawrahta) ระบุว่าสาเหตุการทำสงครามของพระเจ้ามังระว่า ในอดีตอยุทธยาเคยเป็นประเทศราชถวายบรรณาการกษัตริย์พม่ามาก่อน แต่เมื่อถึงรัชสมัยของพระองค์กลับไม่ยอมถวายบรรณาการ สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดแบบจักรพรรดิราชที่ต้องการพิชิตอยุทธยาเพื่ออ้างสิทธิธรรมเฉกเช่นเดียวกับบูรพกษัตริย์พม่าในอดีต
พระองค์เริ่มต้นจากการแต่งตั้ง เนมโยสีหปเต๊ะ (Ne Myo Thihapate နေမျိုးသီဟပတေ့) เป็นแม่ทัพใหญ่ยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองล้านนาที่กระด้างกระเดื่องอีกครั้งใน พ.ศ. 2307 จากนั้นให้ยกไปยึดครองอาณาจักรล้านช้าง ก่อนจะยกทัพรุกเข้าตีอยุทธยาจากทางเหนือต่อไป
.
พงศาวดารพม่าฉบับหอแก้ว (Hmannan Maha Yazawindawgyi မှန်နန်း မဟာ ရာဇဝင်တော်ကြီး) ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า พระเจ้ามังระทรงมีพระราชประสงค์จะพิชิตอยุทธยาตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ เนื่องจากทรงเคยตามเสด็จพระเจ้าอลองพญาไปตีอยุทธยามาก่อน ทำให้ทรงทราบว่ากองทัพอังวะไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศและขีดความสามารถทางการรบของอยุทธยา พระองค์จึงทรงปรับปรุงระบบการปกครองหัวเมืองในราชอาณาจักรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อที่จะได้ให้ความสนใจกับการพิชิตอยุทธยาได้เต็มที่ โดยทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองและปลัดประจำเมืองสำคัญคือ เมืองตองอู เมืองหงสาวดี หัวเมืองมอญ รวมถึงชายแดนคือเมืองทวายและเมืองมะริด ทรงแต่งตั้งผู้ตรวจการอย่างละสองคนสำหรับประจำตรวจตราเจ้าเมืองประเทศราชบริเวณสองฝั่งแม่น้ำสาละวิน ได้แก่ เมืองเชียงใหม่ เชียงรุ่ง เชียงตุง เมืองนาย ยองห้วย ฯลฯ และบริเวณสองฝั่งแม่น้ำอิรวดีคือแม่น้ำชี่น-ดวี่น (Chindwin River) ได้แก่เมืองกะเล เมืองยาง เมืองก๋อง ม่านหม่อ สีป่อ เมืองมีด ฯลฯ นอกจากนี้ยังทรงปรับปรุงหน่วยงานฝ่ายทหารและพลเรือน โดยให้แบ่งออกเป็นกองละ 40-60 คน มีนายกองบังคับบัญชา
หลังจากทรงปรับปรุงระบบราชการแล้ว พระองค์จึงมีรับสั่งต่อบรรดาเสนาบดีว่า “โยธยาหาได้เคยถูกทำลายจนพินาศย่อยยับมาก่อน” (Yodaya had never before been utterly destroyed and crippled)” พระองค์จึงดำริว่าการตีอยุทธยาให้สำเร็จไม่สามารถอาศัยเพียงกองทัพของเนมโยสีหปเต๊ะทางเชียงใหม่ แต่จำเป็นต้องส่งกองทัพไปทางทวายเพิ่ม จึงมีพระราชโองการให้ มหานรธา (Maha Nawrahta မဟာနော်ရထာ) เป็นแม่ทัพใหญ่ยกกองทัพออกไปเมืองทวายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2307 โดยมีจุดประสงค์ในการปราบกบฏเมืองทวาย แล้วเคลื่อนทัพเข้าตีอยุทธยาทางใต้ต่อไป
.
รับสั่งของพระเจ้ามังระในพงศาวดารพม่า บ่งชี้ว่าพระเจ้ามังระไม่ได้มีจุดประสงค์จะยึดครองอยุทธยาเป็นประเทศราชในระบบอุปถัมภ์ตั้งแต่แรก แต่ต้องการปราบปรามอยุทธยาให้หมดสิ้นความเป็นศูนย์กลางอำนาจในภูมิภาคจนไม่สามารถคุกคามต่อเสถียรภาพของอังวะอีกต่อไป
ประเด็นนี้ยังเห็นได้จากพงศาวดารพม่าที่ระบุว่า ในขณะที่อยุทธยาเสียเปรียบได้ส่งทูตมาเจรจาสงบศึกกับมหานรธาว่าจะยอมถวายเครื่องบรรณาการช้างม้าเป็นประเทศราชอังวะ แต่แม่ทัพพม่าปฏิเสธและทำสงครามต่อจนได้รับชัยชนะ กองทัพพม่าเผาทำลายกรุงศรีอยุทธยา กวาดต้อนพระราชวงศ์ ข้าราชการ ราษฎร รวมถึงทรัพย์สินเงินทองของมีค่ากลับไปยังอังวะ จนไม่สามารถตั้งขึ้นเป็นราชธานีได้อีก ดังที่มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่าบรรยายว่า
“ครั้นถึง ณ วัน ๕ ๑๑ฯ ๕ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๒๙ พลทหารแลนายทัพนายกองทั้งปวงก็เข้าในกำแพงเมืองกรุงศรีอยุทธยาได้ เมื่อเข้าในกำแพงได้นั้น พลทหารพม่าทั้งปวงก็เที่ยวเอาไฟเผาบ้านเรือนของพลเมืองแลวัดวาอารามเสียสิ้น แล้วเที่ยวจับพลเมืองราษฎรชายหญิงทั้งปวง แลเที่ยวเก็บริบเงินทองทรัพย์สิ่งของต่างๆ เปนอันมาก...
ครั้นสีหะปะเต๊ะแม่ทัพทำเมรุพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาเสร็จแล้ว ก็จัดให้ทหารเข้าเก็บคัดเลือกช้างม้ารี้พลแก้วแหวนเงินทองภาชนใช้สอยต่างๆ แลสาตราอาวุธต่างๆ ในพระคลังมหาสมบัติแลพระคลังข้างที่ทุกหนทุกแห่ง แล้วแม่ทัพคัดเลือกพระอรรคมเหษีแลพระสนม แลพระบรมวงษานุวงษ์ของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา...แล้วแม่ทัพจัดเรียกเสนาบดีอยุทธยาไปกรุงอังวะ...
แล้วแม่ทัพจัดเรียกเสรฐีพ่อค้าผู้มีปัญญา แลช่างต่างๆ แลดนตรีเต้นรำต่างๆ ไปนั้นคือ ช้างไม้, ช้างแกะ, ช้างกลึง, ช่างเหล็ก, ช่างทอง, ช่างบุ, ช่างหล่อ, ช่างลงยา, ช่างปั้น, ช่างเขียนลายทอง, แลช่างเขียนต่างๆ ช่างเจียรไนยเพชรพลอย, ช่างฟอกซักต่างๆ ตำราเวทมนต์เลขยันต์ และตำรายาต่างๆ และตำราหมอดู และหนังสือพระไตรปิฎก หมอช้างและหมอตำรายาช้าง หมอม้าและหมอตำรายาม้า และตำราทำกับเข้าต่างๆ แลพร้อมด้วยช่างทำขนมกับเข้าด้วย และเที่ยวเก็บเงินทองรูปพรรณเพชรนิลจินดาภาชนใช้สรอยต่างๆ ไปสิ้น
แล้วแม่ทัพจัดให้คัดเลือกเอาอานช้างลายทอง พระที่นั่งทรงพระเจ้าอยุทธยาไป ๗ อาน เรือใบสำหรับพลทหาร ๒๐๐๐ ลำ ปืนสับนกคาบสิลาลายเงินลายทอง ๑๐๐ กระบอก ปืนคาบสิลาธรรมดา ๑๐๐๐๐ กระบอก ปืนใหญ่หล่อด้วยทองแดงที่เรียกว่าสองพี่น้องนั้น ๒ กระบอก ปืนสำหรับทลายกำแพงแลปืนใหญ่ต่างๆ รวม ๓๕๕๐ กระบอก แลพร้อมด้วยกระสุนปืนลูกแตก แลสายโซ่สำหรับใส่ปืนยิงเปนอันมาก แม่ทัพได้จัดคัดเลือกเอาแต่ที่อาวุธดีมีราคาทั้งสิ้น ที่มิได้เอาไปทิ้งไว้ที่กรุงศรีอยุทธยาก็เปนอันมากอนันตังนับมิถ้วน ปืนใหญ่บางกระบอกใหญ่หลวงนัก เอาไปไม่ได้ก็บรรจุดินอัดให้แน่นแล้วเอาไฟเผาจุดเสียให้แตกก็มากหลายกระบอก
แล้วแม่ทัพจัดให้มีเต้นรำต่างๆ สมโภชกองทัพ ๑๒๙ ทัพนั้นทุกๆ ทัพคือ เต้นรำพม่า, เต้นรำมอญ, เต้นรำทวาย, เต้นรำตนาว, เต้นรำลาวญวน, เต้นรำอยุทธยา, และพร้อมด้วยเต้นรำต่างๆ ครั้นสมโภชเสร็จแล้ว สีหะปะเต๊ะแม่ทัพได้ทราบข่าวว่าจีนห้อมาติดกรุงอังวะ สีหะปะเต๊ะแม่ทัพจึงจัดพลทหารพลเมืองชายหญิง มอบให้นายทัพนายกอง ๔๐๖ คน ควบคุมรวบรวมทหารพลเมืองอยุทธยา ๑๐๖๑๐๐ คน มอบแบ่งให้นายทัพนายกองเสร็จแล้ว ครั้น ณ วัน ๙ฯ ๗ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๒๙ สีหะปะเต๊ะแม่ทัพได้ยกทัพออกจากกรุงศรีอยุทธยาไปยังกรุงรัตนบุระอังวะ...”
.
.
ภมรี สุรเกียรติ นิยามการทำสงครามในลักษณะนี้ว่าเป็น “สงครามเพื่อการปราบปรามให้สิ้นสูญ” เพื่อปราบปรามศูนย์กลางอำนาจต่างๆ ที่อยู่ในขอบเขตปริมณฑลอำนาจ หรือที่เป็นภัยต่อเสถียรภาพของอาณาจักรให้ดับศูนย์ หรือให้หมดศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางที่จะต่อสู้หรือท้าทายอำนาจของราชสำนักกงบ่อง ด้วยการทำสงครามปราบปรามอย่างรุนแรงเด็ดขาด มีการกวาดต้อนรวบรวมทรัพยากรของหัวเมืองและอาณาจักรที่พ่ายแพ้กลับสู่ราชสำนักอังวะจำนวนมาก
ลักษณะเช่นนี้เป็นรูปแบบปกติของการทำสงครามของพม่าสมัยราชวงศ์กงบ่องตอนต้น นอกจากสงครามเสียกรุงศรีอยุทธยาแล้วยังพบในสงครามอื่นหลายครั้ง ได้แก่
สงครามเสียกรุงหงสาวดีใน พ.ศ. 2300 ปรากฏในหลักฐานฝ่ายพม่าว่า กองทัพพระเจ้าอลองพญาได้เผาทำลายอาคารบ้านเรือนและพระราชวังในกรุงหงสาวดี นายทหารและชาวเมืองหงสาวดีที่ต่อสู้ขัดขวางถูกสังหารจำนวนมาก จนพงศาวดารพม่าเปรียบว่าแม่น้ำลำคลองในกรุงหงสาวดีเปลี่ยนเป็นสีแดงดั่งสายโลหิต กองทหารฝ่ายพระเจ้าอลองพญายึดทรัพย์สมบัติในพระราชวัง สิ่งของมีค่า และอาวุธปืนไฟต่างๆ ทั้งที่เป็นของราชสำนักอังวะเดิมที่มอญยึดมาได้และของราชสำนักหงสาวดีจนหมดสิ้น พระเจ้าหงสาวดีและพระราชวงศ์ที่หนีไม่พ้นถูกจับมาถวายพระเจ้าอลองพญา
หลักฐานฝ่ายมอญคือ พงศาวดารมอญพม่า บรรยายเหตุการณ์หลังเสียกรุงหงสาวดีว่า “ขณะนั้นอองไชยะมังลอง โกรธพระสงฆ์รามัญนัก ว่าพระสงฆ์รามัญทั้งปวง ทำมงคลทำประเจียดทำตะกรุดลงเลขยันต์กันอาวุธให้แก่รามัญทั้งปวง จึงต่อสู้กล้าหาญในการสงคราม ฆ่าฟันกันตายเสียเปนอันมาก เพราะพระสงฆ์ทำเครื่องให้จึงเต็มใจทำศึกมาช้านานถึงเพียงนี้ พระสงฆ์เหล่านี้ไม่เปนสมณะ ขาดจากศีลขันธ์แล้วโดยแท้ อองไชยะมังลองจึงให้ทหารพม่าเที่ยวฆ่าพระสงฆ์เสียประมาณพันเศษครั้งนั้นพระ สงฆ์รามัญทั้งปวงแตกตื่นหนีไปในทิศต่าง ๆ บางพวกข้ามไปซ่อนตัวอยู่ในป่าแขวงเมืองกะเทิงบ้าง บางพวกก็หนีไปเมืองไทย เมืองเชียงใหม่ เมืองทวาย จึงได้รอดชีวิตร
๏ ในศักราช ๑๑๑๙ ปีเดือนแปด อองไชยะมังลองจึงให้คุมพระเจ้าหงษาวดี อุปราชา พระยาทะละ แลญาติวงษ์ทั้งปวง กับพระราชวงษ์ของพระเจ้าอังวะแลขุนนางพม่าขุนนางรามัญทั้งปวง พาครอบครัวชาวเมืองทั้งปวงลงเรือนำขึ้นไปไว้ณเมืองมุกโชโบ ครั้นถึงณวัน ศุกรเดือนเก้าแรมห้าค่ำเกิดแผ่นดินไหว ฉัตรยอดพระเจดีย์มุตาวในเมืองหงษาวดีหักลงมา องค์พระเจดีย์นั้นทลายลงมาเพียงฅอระฆัง ครั้นภายหลังพระเจ้าอองไชยะมังลอง จึงจัดให้ขุนนางพม่ากับไพร่พม่าพอสมควรอยู่รักษาเมืองหงษาวดี”
.
สงครามตีอาณาจักรล้านนาใน พ.ศ. 2306 ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า พม่ากวาดต้อนกษัตริย์เชียงใหม่และชาวเมืองไปอังวะจนหมดเมือง
“เถิงสก 1125 ตัว ปีก่าเม็ด เดือน 11 แรม 8 ค่ำ (1 กันยายน 2306) ม่านได้เชียงใหม่อยู่ได้สองสามวัน ละพูน บ้านสันทะกานแตก ม่านกวาดเอาเจ้าจันตนลูกเจ้าองค์คำและไพร่ไทชาวเชียงใหม่ไปอังวะนับเสี้ยง”
พม่าผนวกเชียงใหม่และล้านนาทั้ง 57 หัวเมืองกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของตนเองโดยตรง โดยแต่งตั้ง “โป่” (bo ဗိုလ်) หรือแม่ทัพพม่านามว่า อภยกามณิ (Abaya Kamani အဘယကါမဏိ) หรือ “โป่อพยะคามนี” เป็นผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่แทน
.
สงครามตีอาณาจักรมณีปุระใน พ.ศ. 2307-2308 พงศาวดารพม่าระบุว่าเมื่อพระเจ้ามังระทรงได้รับชัยชนะแล้ว ทรงกวาดต้อนประชากรในราชธานีของมณีปุระแทบทั้งหมด รวมทั้งผู้หญิงและเด็กกลับไปพม่า
.
สงครามตีอาณาจักรอะระกันใน พ.ศ. 2327 (ค.ศ. 1784) พระเจ้าโบดอพญา (Bodawpaya ဘိုးတော်ဘုရား) ทรงผนวกอะระกันมาอยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักกงบ่องโดยตรง ทรงแต่งตั้งข้าหลวงพม่าจากราชธานีเป็นผู้ปกครอง โดยมีทหาร 10,000 นายไว้รักษาเมือง กองทัพพม่ากวาดต้อนพระราชวงศ์ เสนาบดีข้าราชการ ครอบครัวตระกูลพราหมณ์ รวมจำนวนเชลยศึกทั้งหมด 20,000 หรือ 30,000 คน นอกจากนี้ยังให้ชะลอพระมหามัยมุนีที่เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอะระกันกลับมายังราชธานีอมระปุระของพม่า
.
ในกรณีสงครามเสียกรุงศรีอยุทธยามีปัจจัยเพิ่มเติมคือ ระหว่างที่กองทัพพม่าปิดล้อมอยุทธยา ได้เกิดสงครามระหว่างอังวะกับจีนครั้งที่ 3 ซึ่งราชสำนักต้าชิงส่งกองทัพใหญ่ลงมาโจมตีกรุงอังวะโดยตรง จนพระเจ้ามังระทรงมีท้องตราส่งมาถึงแม่ทัพพม่าให้รีบพิชิตกรุงศรีอยุทธยาโดยเร็ว เรื่องนี้น่าจะเป็นปัจจัยที่เพิ่มเหตุผลในการทำลายความเป็นศูนย์กลางอำนาจของอยุทธยาของอังวะมากขึ้น เพื่อไม่ให้อยุทธยาเป็น “หอกข้างแคร่” ในขณะที่ตนกำลังติดพันสงครามกับจีน และยังเป็นการเร่งให้กองทัพอังวะเผด็จศึกให้เร็วมากขึ้นเพราะต้องรีบยกทัพกลับไปรับศึกกับต้าชิงที่เป็นภัยคุกคามสำคัญกว่า
กองทัพพม่าจึงมุ่งทำลายแต่กรุงศรีอยุทธยาที่เป็นราชธานีโดนไม่ได้สนใจปราบปรามชุมนุมอิสระในสยามอีกจำนวนมาก และเร่งกวาดต้อนราษฎรและทรัพย์สมบัติกลับไปหลังจากเสียกรุงประมาณสองเดือน โดยไม่ได้จัดระเบียบการปกครองเพื่อรักษาอำนาจระยะยาว มีเพียงการแต่งตั้งสุกี้พระนายกอง ชาวมอญในอยุทธยาที่สวามิภักดิ์ต่อพม่าเป็นผู้รักษากรุงรวบรวมผู้คนที่ตกค้างรวมไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ซึ่งสันนิษฐานว่ามีกำลังทหารไม่มากนัก จึงน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้พระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าชุมนุมสามารถกำจัดอิทธิพลของพม่าออกไปจากภาคกลางและกอบกู้กรุงศรีอยุทธยาได้สำเร็จโดยใช้เวลาเพียงเจ็ดเดือนเท่านั้น
.
บทความมีจุดประสงค์นำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของการทำสงครามในประวัติศาสตร์ ซึ่งความโหดร้ายรุนแรงเป็นสิ่งปกติ ไม่ได้มีจุดประสงค์ให้คนไทยเกิดความจงเกลียดจงชังต่อชาวพม่า นอกจากนี้ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน เราจะพบว่าสงครามรุกรานอาณาจักรอื่นของสยามก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
หวังว่าผู้อ่านจะสามารถทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ แยกแยะอดีตออกจากปัจจุบัน และไม่นำประวัติศาสตร์มาใช้เป็นประเด็นสร้างความเกลียดชังครับ
.
.
ภาพประกอบ : จิตรกรรมท้องพระโรงกรุงธนบุรี เมืองโบราณ บางปู แสดงเหตุการณ์พระราชวังหลวงกรุงศรีอยุทธยาและวัดพระศรีสรรเพชญ์ถูกกองทัพพม่าเผาทำลายเมื่อเสียกรุงศรีอยุทธยา พ.ศ. 2310
ที่มาภาพ : นำเที่ยว เมืองโบราณ
-----------------------------------
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
- นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. (2550). พระราชพงศาวดารพม่า. (พิมพ์ครั้งที่ 2). นนทบุรี: ศรีปัญญา.
- พงศาวดารมอญพม่า. (2457). ใน ประชุมพงษาวดารภาคที่ 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทย.
- พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) จดหมายเหตุรายวันทัพ, อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่น. (2551). นนทบุรี: ศรีปัญญา.
- พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐ, คำให้การชาวกรุงเก่า, คำให้การขุนหลวงหาวัด. (2553). นนทบุรี: ศรีปัญญา.
- พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. (2558). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
- ภมรี สุรเกียรติ. (2553). เมียนมาร์-สยามยุทธ์. กรุงเทพฯ: มติชน.
- เมียวเมี้ยน. (2555). ศึกอลองพญา (พ.ศ. 2302-2303). ใน สุเนตร ชุตินธรานนท์ (บรรณาธิการ), พม่าอ่านไทย: ว่าด้วยประวัติศาสตร์และศิลปะไทยในทรรศนะพม่า (น.35-65). (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: มติชน.
- สุจิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. (2551). มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า (นายต่อ, ผู้แปล.). กรุงเทพฯ: มติชน.
- หม่องทินอ่อง. (2551). ประวัติศาสตร์พม่า (เพ็ชรี สุมิตร, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย.
- อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และเดวิด เค. วัยอาจ. (2543). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: ซิลค์เวอร์มบุคส์.
.
ภาษาต่างประเทศ
- Hall, D.G.E. (1960). Burma. London: Hutchinson University Library.
- Harvey, G.E. (2000). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. New Dehli: Asian Educational Service.
- Phraison Salarak, Luang., (Trans). (1914-15). Intercourse between Burma and Siam as recorded in Hmannan Yazawindawgyi. Journal of the Siam Society. 11(3), 1-67.
- Phraison Salarak, Luang., (Trans). (1918). Intercourse between Burma and Siam as recorded in Hmannan Yazawindawgyi. Journal of the Siam Society. 12(2), 1-65.
- Phraison Salarak, Luang., (Trans). (1919). Intercourse between Burma and Siam as recorded in Hmannan Yazawindawgyi. Journal of the Siam Society. 13(1), 1-48.
- Soe Thuzar Myint., (Trans). (2011). “Yodayar Naing Mawgun by Letwe Nawrahta: A contemporary Myanmar record, long lost, of how Ayutthaya was conquered”. Journal of the Siam Society. 99, 3-23.
- Than Tun. (1985). The Royal Order of Burma, A.D. 1598-1885, Part Three, A.D. 1751-1781. Kyoto: Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University.
-----------------------------------
หมายเหตุ : บทความทั้งหมดเรียบเรียงโดยผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ผู้ดูแลเพจขอสงวนสิทธิไม่อนุญาตให้นำข้อมูลที่เผยแพร่ในเพจไปแก้ไข คัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ เผยแพร่ต่อ และห้ามนำไปแสวงหาผลกำไรทางพาณิชย์โดยเด็ดขาด หากมีความประสงค์จะขอบทความของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามต้องได้รับการยินยอมจากผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ในทุกกรณี ยกเว้นแต่การแชร์ (share) ทางเฟซบุ๊กที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

บทความหนึ่งเกี่ยวกับ กบฏบวรเดช
"กบฏบวรเดช" สถานการณ์ในช่วงนั้นถูกเรียกว่ากบฏเพราะเป็นผู้แพ้ แต่พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่จงรักภักดี เพียงแต่เป็นผู้แพ้...จึงถูกเรียกว่า "กบฏ"
“เมื่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่คณะราษฎร์สัญญาว่าจะหยิบยื่นให้ประชาราษฎร ด้วยการชิงสุกก่อนห่ามมาแต่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ มีทีท่าว่าจะเป็นเผด็จการยิ่งขึ้นทุกทีแล้วนั้น พระองค์เจ้าบวรเดชจึงทรงคิดการนำทหารหัวเมืองมาบังคับให้รัฐบาลลาออก ให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ในการนี้หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ได้ร่วมเป็น ‘กบฎ’ ด้วย โดยเป็นทำนองเสนาธิการฝ่ายพลเรือนเคลื่อนขบวนมากับเจ้าพี่ของท่านแต่โคราช สั่งสอนอบรมประชาธิปไตยให้แก่ราษฎร ตามระยะทางเรื่อยมา...”
กบฏบวรเดช เกิดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 นำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารนำกำลังทหารจากหัวเมืองภาคอีสาน ล้มล้างการปกครองของรัฐบาล
เนื่องจากกรณีที่ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชวินิจฉัยคัดค้าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจของ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) ที่เรียกกันว่าสมุดปกเหลือง โดยออกเป็นสมุดปกขาว แผนพัฒนาเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ นี้มีการลดทอนอำนาจศักดินาอย่างมาก อาทิ เรื่องการถือครองและการเช่าที่ดิน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวไร่ชาวนาได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เรื่องนี้ทำให้เชื้อพระวงศ์และองค์รัชกาลที่ 7 ออกมาคัดค้านอย่างรุนแรง
เหตุดังกล่าวทำให้ พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช บรรดานายพล และ นายทหารอื่นๆ ที่โดนปลดหลังการอภิวัฒน์ 2475 ไม่พอใจรัฐบาลเป็นอันมากจึงเริ่มก่อกบฏขึ้น โดยนำทหารโคราช (กองพันทหารราบที่ 15, กองพันทหารราบที่ 16 กองพันทหารม้าที่ 4 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 3 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 4) ทหารเพชรบุรี (กองพันทหารราบที่ 14), ทหารอุดร (กองพันทหารราบที่ 18) เข้ารบ โดยหวังให้ทหารกรุงเทพ ที่สนิทกับพันเอกพระยาศรีสิทธิ์สงคราม ไม่ร่วมมือกับฝ่ายรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ทหารกรุงเทพหันไปร่วมมือกับรัฐบาลเนื่องจากฝ่ายทหารโคราชยืนยันเอาพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นหัวหน้า ซึ่งผิดเงื่อนไขที่ทหารกรุงเทพต้องการ เนื่องจากทหารกรุงเทพนับถือพันเอกพระยาศรีสิทธิ์สงครามมากกว่า พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
เกิดสู้รบกับทหารกรุงเทพฯที่บางเขน(ทุ่งบางเขน) ทางการสมัยนั้นจึงเรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า ‘กบฏบวรเดช’ แต่องค์แม่ทัพและพวกนายทหารผู้ใหญ่ ผู้น้อยที่ร่วมด้วยเรียกพวกของตนว่า คณะกู้บ้านกู้เมือง ทว่าเมื่อฝ่ายที่ยกมาพ่ายแพ้จนองค์แม่ทัพต้องเสด็จหนีไปเขมร จึงต้องเป็น ‘กบฏบวรเดช’ อยู่หลายสิบปี ทางการครั้งนั้นได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ตรงหลักสี่ให้เรียกว่า ‘อนุสาวรีย์ปราบกบฏ’ เวลานี้อนุสาวรีย์ก็ยังมีอยู่ แต่เรียกกันใหม่ว่า ‘อนุสาวรีย์หลักสี่’ หรือ "อนุสาวรีย์พิทักษ์ธรรมนูญ"
เมื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงลี้ภัยไปเขมร หม่อมเจ้าสิทธิพร (บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่) ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ท่านโดนจำคุกอยู่ ๑๑ ปีเต็ม ทั้งที่ในคุกบางขวาง และเกาะนรกตะรุเตา ที่ตอนนี้กลายเป็นสวรรค์ไปแล้ว
โดยมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเองต่อ พระองค์เจ้าบวรเดช ของ กลุ่มกบฏบวรเดช ว่ามิใช่ทำการเป็นกบฏและไม่สมควรเรียกว่าเป็นกบฏ แม้โดยหลักการแล้วจะถือเป็นกบฏก็ตาม อันเนื่องจากการกระทำของพระองค์เจ้าบวรเดชและกลุ่มของท่านเป็นการปกป้องราชบัลลังก์ รักษาระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เอาไว้ ถึงแม้จะเข้าใจในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ตาม แต่ด้วยการเป็นทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว จักต้องได้กระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณในความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการกระทำตามหน้าที่ที่ได้ถวายสัตย์ไว้
ถ้ามองการกระทำจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยการใช้อำนาจเด็ดขาดเข้าควบคุมปกครองประเทศนี้ ถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักประชาธิปไตยที่ผู้บริหารประเทศต้องมาจากการยอมรับเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ แบบของการกระทำนี้จึงจะเรียกว่ากบฏผิดหลักปกครองประเทศก็อาจจะพูดได้เต็มปากก็ว่าได้ แต่คำว่า กบฎ นี้ใช้เรียกเฉพาะกลุ่มไหน, กลุ่มที่มีความปราชัย ความพ่ายแพ้ อย่างงั้นหรือ ตามพจนานุกรม บัญญัติศัพท์คำว่า กบฎ นี้ไว้ว่า การประทุษร้ายต่อทางอาณาจักร ซึ่งอุดมการณ์ของ กบฏบวรเดช หาได้เป็นการประทุษร้ายต่อแผ่นดินไม่ หรืออาจเป็นเพราะการพ่ายแพ้ที่มีต่อคณะราษฏรหรือความทรยศต่อระบบประชาธิปไตยที่ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ ฉบับแรกในขณะนั้น อย่างมีคำพูดที่ว่า ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์
ประวัติ พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช พระนามเดิม หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ (พระราชโอรสองค์ที่ 17 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ที่ประสูติแต่ หม่อมสุภาพ กฤดากร ณ อยุธยา สำเร็จการศึกษาวิชาทหารจากเยอรมนี และรับราชการทหาร ทรงเสกสมรสกับ เจ้าหญิงทิพวัน ณ เชียงใหม่ ธิดาของเจ้าเทพดำรงรักษาเขต กับเจ้าแม่พิมพา กนิษฐาของพระเจ้าอินทวิยชานนท์ เมื่อ พ.ศ. 2445 จากนั้นทรงรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 3 ปี หม่อมเจ้าบวรเดช ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปราชมณฑลพายัพ ที่เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2458-2462 และดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เมื่อ พ.ศ. 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เมื่อ พ.ศ. 2472 และเป็นผู้บัญชาทหารบกลำดับที่ 9 เป็นพระหัตถ์ขวาของพระองค์เจ้าจิรประวัติฯ ในการปรับปรุงจัดระเบียบกองทัพในแบบสมัยใหม่
พระชนม์ชีพในบั้นปลาย หลังจากที่เสด็จกลับสู่ประเทศไทยหลังจากที่ทรงลี้ภัยทางการเมืองนานถึง 16 ปี ทรงตั้งโรงงานทอผ้าขึ้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทอผ้าโขมพัสตร์ขึ้นจำหน่ายได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ทรงมีพระอาการประชวรกระเสาะกระแสะ ได้เสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช ที่สุดก็สิ้นพระชนม์ในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496 ขณะมีพระชนมายุ 76 พรรษา และได้รับพระราชทานพระเพลิงพระศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2497
Cr.Omelette
ที่มา : เจาะเวลาหาอดีต
https://www.facebook.com/%E0%B9%80%E0%B ... 706232995/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ห้าราชวงศ์ สิบแคว้น แดนมังกร ตอนที่ 7
เงามืดรอบบัลลังก์ต้าถัง
หลังจิ้งหนานแตก หลี่เหมาเจินได้ส่งคนไปขอความช่วยเหลือ จากหวางเจี้ยน ผู้ว่าการทหารเขตซื่อชวน (ปัจจุบันคือ เมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน หรือ เสฉวน) ให้มาช่วยทำศึกกับจูเวิน ทว่าหวางเจี้ยนนั้น ภายนอก แสร้งทำเป็นสนับสนุนหลี่เหมาเจิน แต่ความจริง เขาได้ลอบติดต่อกับจูเวินและฉวยโอกาสเข้ายึดดินแดนของหลี่เหมาเจิน ส่วนที่อยู่ทางใต้ของเขาฉินหลิง มาเป็นของตน
แม้หลี่เหมาเจินจะถูกหวางเจี้ยนหักหลัง แต่เขาก็ยังมีหลี่เค่อหยงที่ถือคติว่า ศัตรูของศัตรู คือมิตร และได้ส่งหลานชายชื่อ หลี่ซือจ้าว กับแม่ทัพโจวเต๋อเวย นำทัพไปโจมตีอาณาเขตของจูเวิน
ทว่าทัพที่หลี่เค่อหยงส่งไป ถูกหลานชายของจูเวิน ชื่อ จูโหย่วหนิง และแม่ทัพชื่อ สือฉู่กง นำทหารเข้าตี โต้จนต้องถอยกลับเหอตง อย่างยับเยิน ทั้งยังถูกทัพเขตเซวียนอู่ของฝ่ายจูเวิน ตามไปล้อมเมืองไท่หยวนซึ่งหลี่เค่อหยงจะตีทัพข้าศึกให้ถอยไปได้ แต่หลายปีหลังจากนั้น เขาก็ไม่กล้าท้าทายอำนาจของจูเวินอีก
ฤดูร้อน ปี ค.ศ.902 จูเวินได้นำทัพจากจิ้งหนานเข้าตีเฟิ่งเสียง กองทัพของหลี่เหมาเจิน ต้องถอยมาตั้งรับในเมืองหลวงของเขตเฟิ่งเสียง และถูกทัพของจูเวินตั้งค่ายล้อมไว้
หลี่เหมาเจินพยายามยกทัพออกไปโจมตีค่ายข้าศึกหลายครั้ง แต่ก็พ่ายแพ้กลับมา เขากับหานเฉวียนจงได้ให้ถังเจาจงมีพระราชโองการไปถึงหยางสิงมี่ ผู้ว่า การทหารเขตไหวหนาน เคลื่อนทัพไปตีเขตแดนของจูเวิน เพื่อจะบีบให้อีกฝ่ายถอยทัพออกจากเฟิ่งเสียง ตามกลศึก "ล้อมเว่ยช่วยเจ้า"
ทว่าหลังทำศึก กองทัพของหยางสิงมี่ได้เกิดปัญหาเรื่องเส้นทางขนเสบียง จนไพร่พลขาดแคลนอาหาร
และจำต้องถอยทัพกลับไหวหนาน
ฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ.902 จูเวินแต่งอุบายแสร้งถอยทัพ หลี่เหมาเจินไม่ทันกลศึก จึงระดมทหารเท่าที่หาได้ เปิดเมือง หวังโจมตีตลบหลัง แต่ถูกจูเวินซ้อนกล ซุ่มกำลังเข้าตีโอบล้อมทำลายไพร่พลเฟิ่งเสียงที่ตามมา จนเกือบหมด
ปลายฤดูใบไม้ร่วง หลี่เหมาเจินที่หมดทางสู้ ได้ขอเจรจาสงบศึก และได้ส่งตัวจักรพรรดิถังเจาจงพร้อมหานเฉวียนฮุ่ยและพวกขันทีให้จูเวิน
จูเวินยอมรับการสงบศึกและคืนดินแดนบางส่วนให้หลี่เหมาเจินและคืนครอบครัวรวมทั้งภรรยาให้กับหลี่จี้ฮุ่ย จากนั้นจึงเคลื่อนทัพกลับฉางอัน โดยหลังจากเชิญเสด็จจักรพรรดิกลับถึงวังหลวง เขาก็สั่งประหารหานเฉวียนฮุ่ยพร้อมด้วยพวกขันทีทั้งหมดและให้จัดกำลังทหาร 20,000 นาย ทำหน้าที่ คุ้มกันเมืองหลวงร่วมกับทัพเสินเช่อ ขณะที่มหาเสนาบดีคุ่ยหยินผู้เป็นพันธมิตรของเขา ก็กลายเป็นขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในราชสำนัก ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้ฐานะของจูเวินแข็งแกร่งและมีอำนาจมากขึ้น
ทว่า ไม่นานคุ่ยหยินกับจูเวินก็เริ่มแตกคอกัน โดยคุ่ยหยินเห็นว่า จูเวินมีท่าทีชัดเจนที่ต้องการจะเข้ามาควบคุมราชสำนัก จนทำให้คุ่ยหยินเริ่มระแวงว่าเขามีใจคิดหมายปองราชบัลลังก์
แม้จะร่วมมือกับจูเวินมานาน แต่คุ่ยหยินก็ไม่เห็นด้วยหากอีกฝ่ายจะชิงบัลลังก์(ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะเขาไม่ต้องการเป็นเบี้ยล่างอดีตโจรป่า อย่างจูเวินก็ได้) เขาจึงพยายามเสริมกำลังให้ทัพเสินเช่อ และลดบทบาทกองกำลังของจูเวินซึ่งมีจูโหย่วหลุน หลานชายของจูเวินเป็นแม่ทัพ ซึ่งการกระทำของคุ่ยหยินได้ทำให้อีกฝ่ายเริ่มไม่ไว้ใจเช่นกัน
จุดแตกหักของพันธมิตรระหว่างคนทั้งสองได้เริ่มขึ้นเมื่อจูโหย่วหลุนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างการเล่นโปโล โดยจูเวินมองว่า คุ่ยหยินอยู่เบื้องหลังการตายของหลานชาย ประกอบกับเขาได้ทราบว่า อีกฝ่ายได้โยกย้ายกำลังทหารบางส่วนของเขาในเมืองหลวงไปอยู่สังกัดทัพเสินเช่อและหน่วยราชองครักษ์ จูเวินจึงมั่นใจว่าคุ่ยหยินคิดเป็นศัตรูกับเขาแน่
ฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.904 จูเวินได้ถวายฎีกากล่าวหาคุ่ยหยินกับพวกว่า คิดกบฏ ซึ่งแม้ถังเจาจงจะทรงพอรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่เพราะทรงเกรงอิทธิพลถูกจูเวินข่มขู่ จึงไม่อาจโต้แย้งได้
อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยไม่มีหลักฐานแน่ชัด คุ่ยหยินจึงถูกลงโทษ เพียงให้ออกจากตำแหน่งมหาเสนาบดีและย้ายไปเป็นที่ปรึกษาขององค์รัชทายาท หลี่อวี้ ที่เมืองลั่วหยาง ทว่า ยังไม่ทันที่คุ่ยหยินจะย้ายไป กองทหารของจูเวินก็เข้าล้อมคฤหาสน์ของคุ่ยหยิน และฆ่าเขาตาย
ความตายของคุ่ยหยินไม่ต่างอะไรกับเชือดไก่ให้ลิงดู และส่งผลให้ทั้งราชสำนัก ไม่เว้นแม้องค์จักรพรรดิ พากันหวาดกลัวจูเวิน
หลังคุ่ยหยินเสียชีวิต จูเวินได้ให้หลิวขั่น ซึ่งเป็นคนของเขา ขึ้นเป็นมหาเสนาบดีแทน จากนั้นจึงให้เชิญเสด็จจักรพรรดิถังเจาจงพร้อมข้าราชบริพารย้ายไปประทับที่ลั่วหยาง ซึ่งเมื่อจักรพรรดิเสด็จไปถึง ก็ทรงถูกควบคุมอย่างแน่นหนาโดยกำลังทหารของจูเวิน
ทางด้านหลี่เค่อหยง ศัตรูของจูเวิน หลังทราบข่าวว่าอีกฝ่ายนำองค์จักรพรรดิไปควบคุมไว้ที่เมืองลั่วหยาง เขาก็ได้ชักชวนศัตรูเก่าของจูเวินรวมทั้งพวกผู้ว่าการทหารเขตต่างๆ ที่ยังไม่ถูกพิชิต ซึ่งประกอบด้วย หลี่เหมาเจิน หลี่จี้ฮุ่ย หลิวเหรินกง หวางเจี้ยน หยางสิงมี่ และจ้าวกวงหนิง กับน้องชาย ชื่อ จ้าวกวงหมิง ออกประกาศปลุกระดมราษฎร ให้ต่อต้านจูเวิน และถวายพระราชอำนาจคืนองค์จักรพรรดิ
ตอนต่อไป
https://www.facebook.com/18824898791048 ... 846756603/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

พ่อพระพันธุ์มังกร! วีรกรรมที่น่ายกย่องของ 'ดร. เหอ เฟิ่ง-ชาน' นักการทูตชาวจีน ผู้ช่วยชีวิตชาวยิวนับพันคนให้รอดพ้นจากเงื้อมมือฮิตเลอร์
ย้อนกลับไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคนาซีเยอรมันภายใต้การนำของ ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’ (Adolf Hitler) ได้กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว จนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 6 ล้านคน เหตุการณ์ในครั้งนั้นถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ ทว่า ท่ามกลางการเข่นฆ่าชาวยิวของฝ่ายนาซีเยอรมันในครั้งนั้น ได้ก่อให้เกิดฮีโร่ผู้หนึ่ง ซึ่งได้ช่วยชีวิตชาวยิวให้รอดพ้นจากความตายเอาไว้มากมาย และนี่คือเรื่องราวของฮีโร่ผู้นั้น
‘ดร. เหอ เฟิ่ง-ชาน’ (Ho Feng-Shan) ฮีโร่ชาวจีนผู้ช่วยเหลือชาวยิวให้รอดพ้นจากเงื้อมมือนาซีเยอรมันผู้นี้ เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 1901 ที่เมืองอี้หยาง (Yiyang) มณฑลหูหนาน ประเทศจีน ดร.เหอจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเยล ประจำประเทศจีน แล้วเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Ludwig Maximilian เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี และจบการศึกษาในปี ค.ศ. 1935 หลังจากนั้น ดร.เหอก็เดินทางกลับประเทศจีนทันทีเพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งนักการทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศของจีน ต่อมาในปี ค.ศ. 1937 ก็ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งนักการทูตประจำสถานกงสุลใหญ่จีนประจำกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
ในช่วงที่ ดร.เหอทำงานอยู่ที่ประเทศออสเตรียนั้น เป็นช่วงเวลาที่พรรคนาซีเยอรมันได้เข้ายึดครองออสเตรีย และเริ่มกวาดล้างชาวยิวอย่างโหดเหี้ยม ทหารนาซีส่งตัวชาวยิวหลายแสนคนไปยังค่ายกักกันเพื่อกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทำให้ชาวยิวจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากการถูกจับตัว หนึ่งในวิธีที่ชาวยิวนิยมใช้กันคือการหนีออกนอกประเทศ ทว่าในช่วงเวลานั้นไม่มีประเทศไหนให้ความสนใจช่วยเหลือชาวยิวจากการกดขี่ของพวกนาซีเลย หลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในยุโรปเองต่างเมินเฉยเพราะไม่อยากมีปัญหากับฮิตเลอร์
ชาวยิวทั้งหลายจึงเบนเข็มไปที่ประเทศฝั่งเอเชียโดยหวังว่าจะได้วีซ่าที่สามารถเดินทางเข้าประเทศเหล่านั้นได้ มีชาวยิวจำนวนไม่น้อยที่พากันไปขอความช่วยเหลือจากสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศออสเตรีย เพื่อขอให้ออกวีซ่าให้พวกเขาสามารถลี้ภัยไปประเทศจีนได้ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ของสถานกงศุลจีนคนไหนกล้าช่วยเพราะกลัวมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทว่า ดร.เหอหาได้สนใจไม่ เขาตัดสินใจช่วยออกวีซ่าให้กับชาวยิวแบบไม่สนใจคำสั่งห้ามของเจ้านายระดับสูง ดร.เหอทำงานหามรุ่งหามค่ำและต้องทำแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชาวยิวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ว่ากันว่า ดร.เหอออกวีซ่าให้ชาวยิวได้เดินทางออกนอกประเทศกว่า 4,000 คน เลยทีเดียว นอกจากนั้น ดร.เหอยังออกวีซ่าให้กับชาวยิวที่ถูกจับตัวไป ทำให้ทหารนาซีต้องปล่อยตัวชาวยิวที่ได้รับวีซ่าออกจากค่ายกักกันอีกด้วย
วีซ่าที่ดร.เหอออกให้กับชาวยิว เป็นวีซ่าที่อนุญาตให้เดินทางไปแค่เมืองเซี่ยงไฮ้เท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วหากเป็นสถานการณ์ปกติ ชาวยิวสามารถเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ ณ สถานการณ์อันย่ำแย่ของช่วงเวลานั้น วีซ่าจำเป็นอย่างมากในการใช้เดินทางออกนอกประเทศ โดยสาเหตุที่ดร.เหอออกวีซ่าให้เดินทางไปได้แค่เซี่ยงไฮ้เพราะว่า ชาวยิวจะสามารถใช้วีซ่าที่มีเพื่อเดินทางไปยังประเทศที่สามได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ที่เซี่ยงไฮ้นั่นเอง
‘ดร. เหอ เฟิ่ง-ชาน’ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1997 ด้วยวัย 96 ปี ที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา แต่เชื่อหรือไม่ว่า วีรกรรมการช่วยเหลือชาวยิวของดร.เหอในครั้งนั้น ได้ถูกเปิดเผยขึ้นหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากดร.เหอไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลยนอกจากคนในครอบครัว โดยลูกสาวของดร.เหอ นามว่า ‘แมนลี โฮ’ (Manli Ho) ได้เขียนประวัติไว้อาลัยพ่อและเอ่ยถึงเรื่องราวที่พ่อเคยเล่าให้เธอฟังเมื่อครั้งเป็นนักการทูตที่เวียนนา
จากการเปิดเผยในครั้งนั้นนำไปสู่การค้นหาความจริงเพื่อยืนยันวีรกรรมอันน่ายกย่องของดร.เหอ กระทั่งบรรดาชาวยิวที่ดร.เหอเคยช่วยชีวิตเอาไว้ทราบข่าว พวกเขาก็ได้พากันส่งหลักฐานต่างๆ เพื่อยืนยันว่าดร.เหอคือผู้ปิดทองหลังพระที่แท้จริงและได้ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ ต่อมาในปี ค.ศ. 2000 รัฐบาลอิสราเอลได้มอบรางวัล ‘ผู้ทรงคุณธรรมแห่งนานาประเทศ’ (Righteous Among the Nations) ให้แก่ ‘ดร. เหอ เฟิ่ง-ชาน’ นอกจากนั้นในปี ค.ศ. 2008 วุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาได้มอบเหรียญกล้าหาญ เพื่อสดุดีวีรกรรมอันน่ายกย่องของ ‘ดร. เหอ เฟิ่ง-ชาน’ อีกด้วย
References:
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Ho_Feng-Shan
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

ท่าพับเป็ด(ท่าโยคะท่าหนึ่ง)
"การถวายตัว" ถือเป็นธรรมเนียมโบราณมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คือการนำลูกสาวหรือหลานสาว ทูลเกล้าถวายตัวให้เป็นบาทบริจาริกาของกษัตริย์ เป็นไปเพื่อพยุงฐานะทางเศรษฐกิจสังคม และการเมืองของสมาชิกในตระกูลตนด้วยเช่นกัน จึงทำให้พระราชสำนักฝ่ายในคับคั่งไปด้วยสุภาพสตรีที่คอยปรนนิบัติรับใช้กษัตริย์
ซึ่งการถวายตัวเป็นมเหสีของกษัตริย์ พระแท่นบรรทมจะอยู่ใต้เศวตฉัตร เจ้าจอม หรือผู้หญิงจากการถวายตัว จะขึ้นไปนอนบนพระแท่นบรรทมไม่ได้ จะมีพระแท่นรองเวลาถวายงาน เท้าเจ้าจอมจะชี้ไปที่พระแท่นก็ไม่ได้ จึงมีท่ากามสูตรที่จะเก็บเท้าไม่ให้ชี้ ผู้หญิงมีตระกูลที่จะถวายตัว ต้องฝึกท่าที่คล้ายคลึงกับท่าโยคะบางท่าตั้งแต่เล็กครับ
นอกจากนี้ บรรดาหญิงสาวต้องผ่านการล้างและอบร่ำอวัยวะเพศอย่างพิถีพิถัน โดยต้องอาบน้ำ ทาขมิ้น พรมน้ำอบแต่งตัวสวยงาม หลังจากนั้นต้องนั่งบนกระโถนสักพักใหญ่ ซึ่งในกระโถนนั้นจะมีของหอมกลิ่นแรงใส่ไว้ เพื่อรมให้อวัยวะสืบพันธุ์และช่องคลอดนั้นหอม โบราณเรียกการเตรียมตัวนี้ว่า “อบเต่า” จากนั้นจึงถือว่าพร้อม เพราะหอมทั้งนอกและใน
"ท่า" แรกในการถวายตัวคือ พนมมือนอนหงายในท่า "พับเป็ด" เพื่อไม่ให้ตีนของหญิงที่กษัตริย์กำลังทรงร่วมเพศไปสัมผัสพระวรกายของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งตามความเชื่อชาวสยาม เท้าเป็นของต่ำ ไม่สามารถถูกหรือสัมผัสพระเจ้าแผ่นดิน ที่ประหนึ่งเทพเจ้าอันสูงสุด แม้แต่เพียงพระบาทของพระองค์ ฉะนั้นท่าพับเป็ดของผู้หญิงจึงกลายเป็นท่าแรกและท่าบังคับตามจารีตประเพณี แต่ท่าร่วมเพศหลังจากนั้น จะขึ้นอยู่กับพระราชนิยมส่วนพระองค์
ข้อมูลและภาพจาก พิทยา บุนนาค, เผ่าทอง ทองเจือ, นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ,
cr.
https://www.thailandstack.com/post-5715-%E0%B9%84%E0%B8.../
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

วัฒนธรรมมลายูฮินดู-พุทธ : ความยิ่งใหญ่ที่สูญหายไป
ปัจจุบัน แม้ชาวมลายูทั้งในไทยหรือมาเลเซีย ต่างนับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด มีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับโลกอาหรับ-เปอร์เซีย-อินเดีย ค่อนข้างมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ครั้งหนึ่งชาวมลายูเอง ก็เคยนับถือศาสนาฮินดู และ พระพุทธศาสนา ก่อนที่จะมานับถือศาสนาอิสลามกันอย่างในปัจจุบันนี้ อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมาช่วงคาบเกี่ยวระหว่างพุทธกับอิสลาม ค่อนข้างมืดมนสำหรับชาวมลายู ชาวมลายูน้อยคนนักที่จะยอมรับว่า บรรพบุรุษของตน เคยเป็นชาวพุทธมาก่อน เคยมีอาณาจักรพุทธมาก่อน ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ ว่ากันว่า ทำให้วัฒนธรรมชาวมลายูดั้งเดิมหลายๆอย่างสูญหายไปจนหมดสิ้น
ชนชาติมลายูโบราณ เชื่อว่าน่าจะเข้ามาในคาบสมุทรมลายูตั้งแต่ช่วงอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งมีศูนย์กลางอยู๋ในเกาะสุมาตรามาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 7 แต่ก่อนหน้านี้ คาบสมุทรมลายูมีชาวอัสลี เข้ามาอยู่หลายพันปีแล้ว โดยชาวมลายูได้สร้างอาณาจักรขึ้นที่แรก ณ หุบเขาบูจัง ตามมาด้วยการสร้างอาณาจักรลังกาสุกะ ณ ดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของหุบเขาบูจัง หรือ จังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน ดังนั้นจึงสันนิษฐานกันว่า ชาวมลายูในคาบสมุทรมลายูปัจจุบัน มีบรรพบุรุษมาจากเกาะสุมาตราเกือบทั้งสิ้น
.
หลวงจีนอี้จิง เคยกล่าวถึงพระพุทธศาสนาเมื่อครั้งยังรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ไว้ว่า "บรรดาเหล่ากษัตริย์ในหมู่เกาะมหาสมุทรใต้นี้ ต่างเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนา และประพฤติพระองค์อยู่ในสุจริตธรรม ในเมืองป้อมปราการโภคา (ปาเล็มบัง) มีพระภิกษุสงฆ์ถึง 1,000 กว่ารูป ซึ่งได้ตั้งมั่นที่จะศึกษาและประพฤติดีประพฤติชอบ พวกท่านล้วนเสาะหาศึกษาทุกวิชากระบวนความมาเช่นเดียวกับที่มีในอาณาจักรมัธยประเทศ (อินเดีย) แม้องค์กษัตริย์และพิธีกรรมต่างๆก็มิได้ต่างกัน หากนักบวชจีนต้องการที่จะไปทิศตะวันตกเพื่อได้ยินได้เห็นนั้น ควรจะต้องอยู่ที่สัก 2 ปี และปฏิบัติธรรมให้เคร่งครัด แล้วจึงไปยังมัธยประเทศได้" (สำหรับบันทึกของหลวงจีนอี้จิง จะมีแปลและเขียนในเร็วๆนี้เพื่อต่อยอดกระทู้นี้ครับ)
ภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรศรีวิชัย นครรัฐในคาบสมุทรมลายูในเวลานั้น มีเพียงแค่เมืองกาดารัม (รัฐเกดะห์ในปัจจุบัน) และ เมืองปัตตานี เท่านั้น เชื่อกันว่า คาบสมุทรมลายูในอดีต รวมถึงทางภาคใต้ เคยนับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายาน ควบคู่ไปกับการนับถือศาสนาฮินดู และยังมีความเชื่อมโยงกับอาณาจักรโจฬะ และวัฒนธรรมอินเดีย
ตามตำนานมะโรงมหาวงศ์ หรือ ฮิกายัต เมอะโรง มหาวังสะ กล่าวว่า กาดารัมสถาปนาโดยมะโรงมหาวงศ์ ผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้าชายสุมิตรแห่งราชวงศ์โมริยะเจ้าเมืองสุวรรณปุระ รัฐเคด้าห์ ซึ่งเป็นเจ้าชายอินเดียแคว้น มคธ เมืองปาฏลีบุตร หลานพระเจ้าอโศกมหาราช พญามะโรงล่องเรือมาจากกรุงสุวรรณปุระรัฐไทรบุรีหรือรัฐเคดาห์ เพื่อจะค้าขายกับจีน แต่เรือถูกพายุทำลายจนหมดสิ้น ทำให้ต้องระหกระเหินไปที่หุบเขาบูจัง และสถาปนาเมืองกาดารัมที่นั้น ภายหลังได้ทรงสละราชสมบัติให้มะโรงมหาโพธิสัตว์ และเสด็จกลับกรุงสุวรรณปุระ แต่เชื่อกันว่าพระองค์สิ้นพระชนม์กลางทาง ภายหลังเชื้อสายของพระองค์ได้มีการสืบต่อหลายๆรุ่นจนกระทั่งถึงพระองค์อินทิราหรือ ดุรบาราชาที่ 2 ซึ่งได้เข้ารีตเป็นอิสลามพร้อมทรงเปลี่ยนพระนามเป็น สุลต่าน มุดซาฟา ชาห์ และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสุลต่านเกดะห์ตั้งแต่นั้น ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่21 หลังกองเรือของ สรตาลมันสุร์ชาฮ์จากเมืองมะละกาได้เคลื่อนทัพมาบุกยึดกรุงโกตามหลิฆัย เพื่อรักษาชีวิต พระองค์อินทิราจึงยอมรับสภาพเมืองประเทศราช และเข้ารับศาสนาอิสลามพร้อมทุบทำลายวัตถุสถานในศาสนาพุทธและพราหมณ์ทำให้กรุงโกตามหลิฆัยที่พญามะโรงมหาวงค์สร้างขึ้น จนเมืองสิ้นสภาพเมืองรูปแบบทราวดีไป บริเวณเดิมของเมืองโกตามหลิฆัย คือบริเวณ บ้านปาโย หรือบาโย ซึ่งทุกวันนี้ได้แก่ บริเวณท้องที่ตำบลหน้าถ้ำ ตำบลท่าสาป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำปัตตานี ในบริเวณนี้ได้พบซากโบราณสถาน โบราณวัตถุจำนวนมาก แต่มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๗ เป็นส่วนใหญ่ ตามร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เมืองนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ โบราณสถาน ในเมืองปรักหักพังหมด เหลือแต่เฉพาะกองอิฐ ซึ่งเชื่อกันว่า เคยเป็นเจดีย์ อุโบสถ วิหาร และเทวาลัย มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 16 แห่ง ก่อนที่จะถูกราชวงศ์กลันตันยึดครองไป และมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากกับชนท้องถิ่นมลายู อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ปัตตานีพยายามแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษและสยาม จึงได้ถูกล้มล้างไปในที่สุดหลังปกครองอยู่20ชั่วคน
ส่วนรัฐสุรต่าลกลันตันในมาเลเชียสามารถรักษาความสัมพันธ์เจ้าอาณานิคมอังกฤษได้ จึงสามารถรอดพ้นมาจนถึงวันนี้
ส่วนอาณาจักรในเกาะชวา แม้จะได้รับวัฒนธรรมอิสลามมา แต่ก็นำมาใช้เพียงไม่กี่กฎบัญญัตินัก โดยยังมีการบูชาผีสางเทวดาอยู่เช่นเดียว ซึ่งดูจะแตกต่างกับอิสลามในที่อื่น เพราะไม่ค่อยรับวัฒนธรรมอิสลามมากมายเท่าใด ทำให้ยังมีโบราณสถาน มีวัฒนธรรม และประเพณีต่างๆได้อย่างแทบจะครบถ้วน ส่วนในคาบสมุทรมลายู เชื่อกันว่าการเข้ามาของศาสนาอิสลามทำให้มีการละทิ้งความเชื่อเดิม โดยการทำลายวัตถุ ศาสนสถานต่างๆ ที่ขัดแย้งกับความเชื่อของอิสลามไปเกือบหมดสิ้น ทำให้แทบไม่เหลือร่องรอยใดๆมากนัก เนื่องจากหากแทบกับในเกาะสุมาตราหรือชวาแล้ว มลายูในแหลมอินโดจีนที่อยู่กันก่อนศาสนาอิสลาม มีเพียงแค่เกดะห์กับปัตตานีเท่านั้นในเวลาต่อมา การสถาปนาอาณาจักรมะละกา และ การล่มสลาย ทำให้เกิดอาณาจักรน้อยใหญ่ตามมาและเกิดเป็นรัฐสุลต่าน 9 รัฐในปัจจุบัน โดยมีที่มาที่ไปตั้งต่อไปนี้
-รัฐยะโฮร์ ก่อตั้งขึ้นโดย สุลต่านอะลาอุดดิน เรียยัต ชาห์ ที่ 2 พระราชโอรสของสุลต่าน มาห์มุด ชาห์ สุลต่านองค์สุดท้ายของมะละกา ถือเป็นรัฐใหม่
-รัฐเกดะห์ ก่อตั้งขึ้นโดย สุลต่านมุดซัฟฟา ชาห์ โดยก่อตั้งก่อนการกำเนิดของมะละกา ถือเป็นรัฐโบราณ
-รัฐกลันตัน ก่อตั้งขึ้นโดย ราชา สัง ตาวาล โดยสืบเชื้อสายมาจากลังกาสุกะ โดยก่อตั้งก่อนการกำเนิดของมะละกา ถือเป็นรัฐโบราณ
-รัฐเนการี เซมบิลัน ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มกษัตริย์มินังกาเบาที่อพยพมาจากเกาะสุมาตรา ถือเป็นรัฐใหม่
-รัฐปาหัง ก่อตั้งขึ้นโดยสุลต่านมุฮัมหมัด ชาห์ พระนัดดาของกษัตริย์องค์สุดท้ายของปาหังก่อนถูกมะละกายึดครอง ถือเป็นรัฐใหม่
-รัฐเปอะรัก ก่อตั้งขึ้นโดยสุลต่านมุซัฟฟาร์ ชาห์ พระราชโอรสอีกพระองค์ของสุลต่าน มาห์มุด ชาห์ สุลต่านองค์สุดท้ายของมะละกา ถือเป็นรัฐใหม่
-รัฐเปอะร์ลิส ก่อตั้งขึ้นโดยราชา ซัยยิด ยูโซฟ จามาลุลลาอิล โดยเป็นการแยกการปกครองจากเกดะห์ ถือเป็นรัฐใหม่
-รัฐเซอะลาโงร์ ก่อตั้งขึ้นโดยราชาซาลาฮุดดิน ชาวบูกิสจากสุลาเวสี โดยตอนแรกถูกเรียกมาเพื่อทำสงครามให้กับยะโฮร์ ถือเป็นรัฐใหม่
-รัฐตรังกานู ก่อตั้งขึ้นโดย ตุน ไซนัล อบิดิน พระอนุชาของสุลต่าน มาห์มุด ชาห์ สุลต่านองค์สุดท้ายของมะละกา ถือเป็นรัฐใหม่

.https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 804331768/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตันและจดหมายเพียงฉบับเดียวที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไปได้ตลอดกาล
ทุกวันนี้ทุกคนทราบดีว่าสหรัฐอเมริกาคือมหาอำนาจของโลก หากแต่ย้อนกลับไปเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน สหรัฐอเมริกา ยังเป็นเพียงอาณานิคมนิวอิงแลนด์ของอังกฤษที่ประกอบด้วยรัฐสิบสามรัฐและกำลังต่อสู้เพื่อเสรีภาพ
ในเวลานั้น อังกฤษได้ผลักภาระค่าใช้จ่ายต่างๆมาให้ดินแดนอาณานิคม ด้วยการเพิ่มภาษีสินค้าต่างๆรวมถึงการกำหนดนโยบายที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ชาวอาณานิคมเริ่มจะคิดได้ว่า พวกเขาควรมีสิทธิกำหนดนโยบายของดินแดนตนเองสิ ทำไมต้องคอยฟังอังกฤษด้วย ทำให้ชาวอาณานิคมเริ่มต่อต้านรัฐบาลอังกฤษ
เหตุการณ์ต่อต้านที่นำไปสู่ความรุนแรงในเวลาต่อมา คือเหตุการณ์งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน(Boston Tea Party) ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1773(พ.ศ.2316) โดยมีชายฉกรรจ์นับสิบ แต่งกายด้วยชุดอินเดียนแดง บุกขึ้นเรือบรรทุกสินค้าของอังกฤษและเอาลังบรรจุใบชาจำนวนมากโยนทิ้งลงทะเล เพื่อประท้วงการที่รัฐบาลอังกฤษขึ้นภาษีใบชาอย่างไม่เป็นธรรม ต้องบอกก่อนว่า ในยุคนั้น ผู้คนนิยมดื่มชากันเป็นอย่างมาก การขึ้นภาษีใบชาจึงทำให้ชาวอาณานิคมไม่พอใจ ซึ่งผลจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้รัฐบาลอังกฤษออกกฎหมายควบคุมชาวอาณานิคมอย่างหนักจนนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา
สถานการณ์นั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนนำไปสู่การปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างฝ่ายอาณานิคมและทหารอังกฤษที่เล็กซิงตันและคองคอร์ดในเดือนเมษายน ค.ศ.1775(พ.ศ.2318)ซึ่งถือว่าเป็นการรบครั้งแรกในสงครามประกาศอิสรภาพของชาวอาณานิคมและรัฐบาลอังกฤษ
ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1775(พ.ศ.2318) สิบสามรัฐของอาณานิคม ได้ลงมติให้นายพลจอร์จ วอชิงตัน ขึ้นเป็นผู้นำทัพของอาณานิคมเพื่อทำสงครามประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ โดยมีโทมัส เจฟเฟอร์สัน เป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพ
ทว่าเมื่อสงครามเริ่มขึ้น กองทัพอาณานิคมต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่มากครับ เนื่องจากด้อยกว่าทั้งกำลังพลและอาวุธ ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หลายครั้ง สูญเสียกำลังพลเป็นจำนวนมาก จนหลายรัฐปฏิเสธที่จะส่งกำลังพลและเสบียงรวมถึงอาวุธมาให้ เพราะดูท่าแล้วน่าจะแพ้แน่ๆ
ในขณะเดียวกัน กองทัพอังกฤษก็ยิ่งเข้มแข็ง มีกำลังพลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากรัฐบาลได้ส่งทหารมาสนับสนุน รวมถึงยังได้ทหารรับจ้างเฮสเชียน(ทหารเยอรมันจากแคว้นเฮส)มาเสริมทัพอีกหลายหมื่นนาย เรียกว่าสถานการณ์ของอาณานิคมตอนนี้ ดูเหมือนจะเลวร้ายขั้นหนัก ถ้าเปรียบเป็นหุ้นก็คือหุ้นที่มีแต่ตก ไม่มีขึ้นเลยครับ
ในปีค.ศ.1776(พ.ศ.2319)กองทัพอาณานิคม เหลือทหารที่พร้อมรบไม่ถึงหมื่นนาย และทหารส่วนใหญ่ก็ขาดแคลนทั้งเสบียง อาวุธ แม้แต่เครื่องแบบ และความซวยของกองทัพอาณานิคมยังไม่หมดครับ เมื่อฤดูหนาวมาถึง ทหารหลายพันนายก็ล้มป่วยและเสียชีวิต ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของกองทัพยิ่งตกต่ำเข้าไปอีก
จอร์จ วอชิงตันในฐานะผู้นำทัพตัดสินใจเข้าโจมตีเมืองเทรนตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งมีกองทหารเฮสเชียนคุมอยู่1,500นาย โดยกองทัพอาณานิคมมีทหาร2,400 นาย ถึงแม้จะมีทหารเยอะกว่า แต่ทหารส่วนใหญ่ก็อ่อนแอและหิวโหย ไม่มีแรงจะรบ กระสุนดินดำก็มีอยู่เพียงนิดเดียว
วอชิงตัน ได้วางแผนเข้าโจมตีโดยไม่ให้ข้าศึกได้ตั้งตัว โดยในคืนวันคริสต์มาส 25 ธันวาคม ค.ศ.1776(พ.ศ.2319) เขาได้นำกำลังพลทั้งหมด พร้อมปืนใหญ่ 18 กระบอก ลงเรือเหล็กท้องแบนสำหรับขุดแร่ ข้ามแม่น้ำเดลาแวร์เพื่อเข้าตีค่ายเฮสเชียนในตอนเช้า
แต่เรื่องมันไม่ง่ายนักครับ แผนการครั้งนี้ได้รั่วไหลออกไป มีชาวนาที่ฝักใฝ่ฝ่ายอังกฤษเกิดมาเห็นเข้า ชาวนาคนนั้นจึงรีบตรงไปยังค่ายที่เทรนตันและขอพบพันเอกโยฮัน รอล หแต่ทหารที่เฝ้าหน้าค่ายไม่ยินยอมให้เขาเข้าไป ชาวนาคนนั้นจึงทำได้เพียงฝากจดหมายแจ้งข่าวการเคลื่อนทัพของวอชิงตัน
แต่ทว่า เหมือนฟ้าจะเริ่มเข้าข้างชาวอาณานิคม คืนนั้นทั้งค่ายของกองทัพเฮสเชียนกำลังฉลองคริสมาสต์กันอยู่ครับ ทั้งผู้บังคับบัญชา ทั้งทหาร ต่างดื่มกิน ร้องเพลง เมามายกันอย่างสนุกสนาน เมื่อมีทหารนำจดหมายแจ้งข่าวการโจมตีของกองทัพวอชิงตันมาให้ท่านผู้พันโยฮัน ผู้พันก็เพียงแต่เก็บไว้ในเสื้อนอกโดยไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน เนื่องจากท่านผู้พันยังยุ่งอยู่กับการเล่นไพ่และดื่มกิน เลยไม่ได้สนใจจดหมายที่ทหารนำมาให้
สิบโมงเช้าวันรุ่งขึ้น หิมะที่ตกหนักมาตลอดคืนได้หยุดลง กองทหารของวอชิงตันได้เคลื่อนกำลังมาถึงหน้าค่ายเฮสเชียนและเปิดฉากโจมตีทันที หิมะที่ตกตลอดคืนทำให้ดินปืนเปียกชื้น ทหารอาณานิคมส่วนใหญ่ต้องบุกด้วยดาบปลายปืนหรือใช้ปืนแทนกระบอง ขณะที่บรรดาทหารเฮสเชียน ซึ่งเพิ่งสร่างเมาจากงานฉลองเมื่อคืน ยังไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกฆ่าไปเป็นจำนวนมาก การรบดำเนินไปอย่างรุนแรงและจบลงในเวลาอันสั้น โดยฝ่ายอาณานิคมเสียกำลังพลไปสองนาย ส่วนทหารเฮสเชียนตายในที่รบยี่สิบสองนาย บาดเจ็บแปดสิบสามนาย และถูกจับเป็นเชลยกว่าเก้าร้อยนาย ส่วนที่เหลือได้แตกพ่ายหนีไป
พันเอกโยฮัน รอล ได้รับบาดเจ็บสาหัสและก่อนเสียชีวิต จดหมายฉบับนั้นได้ร่วงลงมาจากกระเป๋าเสื้อ ซึ่งเนื้อความของมันแจ้งถึงข่าวการเคลื่อนทัพของนายพลวอชิงตัน ที่จะเข้ามาโจมตีเทรนตัน โดยถ้าผู้พันโยฮันได้อ่านจดหมายนั้น เขาก็จะรู้ตัวล่วงหน้าและมีเวลาเตรียมตัวทั้งคืน กองทัพของวอชิงตันก็คงแทบจะไม่มีโอกาสชนะได้เลย
หลังชัยชนะในเทรนตัน วอชิงตันได้รวบรวมกำลังพลขึ้นมาใหม่ ขณะที่อังกฤษได้ส่งนายพลคอนวอลลิส แม่ทัพที่มีฝีมืออันดับต้นๆมาเป็นผู้บัญชาการกองทัพภาคสนามในอาณานิคมและสามารถโจมตีกองทัพอาณานิคมแตกพ่ายได้หลายครั้ง แต่สถานการณ์การรบของสองฝ่ายนั้นผลัดกันแพ้ชนะ แต่เวลานี้ ความคิดที่จะสู้เพื่ออิสรภาพได้แพร่ไปทั่วในสิบสามรัฐของอเมริกาแล้ว อีกทั้งยังมีทหารอาสาจากยุโรปมากมายเดินทางมาร่วมทัพด้วย ทำให้ฝ่ายอาณานิคมยังคงยืนหยัดสู้ได้ จนกระทั่งเมื่อฝรั่งเศส ศัตรูเก่าของอังกฤษ ได้เข้ามาสนับสนุนด้านอาวุธและเสบียง ทำให้กองทัพอาณานิคมสามารถระดมพลทั้งทหารและอาสาสมัครได้เกือบสองแสน รวมกับกำลังเสริมจากฝรั่งเศสกว่าหกหมื่นนาย กองทัพจึงยิ่งเข้มแข็ง ขณะที่ฝ่ายอังกฤษแม้จะมีกำลังทหารรวมกว่าสามแสนแต่ก็บาดเจ็บล้มตายและเริ่มอ่อนแอจากการรบที่ยาวนาน จนทำให้ฝ่ายอาณานิคมเริ่มเป็นต่อและรุกคืบได้เรื่อยๆ
เดือนกันยายน ปีค.ศ.1781(พ.ศ.2324) กองทัพอาณานิคม ภายใต้การนำของนายพลจอร์จ วอชิงตัน ร่วมกับกองทัพเรือฝรั่งเศสได้เข้าปิดล้อมกองทัพของนายพล คอร์นวอลลิสที่ยอร์คทาวน์ จนสุดท้ายในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ.1781(พ.ศ.2324) นายพลคอร์นวอลลิสและกองทัพอังกฤษได้ยอมแพ้ โดยหลังสงครามสงบ ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการเจรจาต่อกัน จนวันที่ 3 กันยายน ปีค.ศ.1783(พ.ศ.2324) สหรัฐอเมริกาก็ได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการโดยสมบูรณ์ จากนั้นในปี ค.ศ.1789(พ.ศ.2332) สหรัฐอเมริกาจึงได้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกและจอร์จ วอชิงตันก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนแรก
ลองคิดดูนะครับ ถ้าในคืนวันคริสต์มาสคืนนั้น พันเอกโยฮัน รอลได้เปิดอ่านจดหมายจะเป็นยังไง กองทัพของวอชิงตันก็คงจะพ่ายแพ้ อเมริกาก็คงจบสิ้น เพราะในเวลานั้นทัพของวอชิงตันที่โจมตีเมืองเทรนตัน แทบจะเป็นกำลังรบหน่วยสุดท้ายที่ยังยืนหยัดต่อสู้ อเมริกาก็คงจะอีกนานกว่าจะได้รับอิสรภาพ และก็อาจจะไม่ได้ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจดังเช่นทุกวันนี้ เรียกได้ว่าจดหมายเล็กๆฉบับเดียว แต่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์จากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลยครับ
References: http://www.komkid.com
britannica.com
britishbattles.com
wikipedia.org
Via : Timeless History - ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา
https://www.blockdit.com/posts/5c380f27a7a4ca794f159bd6
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ฉันทนา เกลี้ยกล่อม
โพสต์: 380
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ พ.ค. 27, 2020 7:11 am

Re: ประวัติศาสตร์ฮาร์ดคอร์

โพสต์ โดย ฉันทนา เกลี้ยกล่อม »

Reporter Journey ·
ทำไมการส่งกองทัพต่างชาติบุกเมียนมาแทบ ‘เป็นไปไม่ได้’
หลักการ R2P คืออะไร ทำไมคนเมียนมาถึงเรียกร้อง
.
หลายๆ ครั้งเวลาที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ถึงการที่กองทัพและประชาชนเกิดการปะทะกัน จนมีผู้เสียชีวิตรายวัน ทำให้หลายคนอินไปกับสถานการณ์เหล่านี้ และเรียกร้องให้นานาชาติโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจที่มักโดนพาดพิงบ่อยๆ เช่นสหรัฐ ให้ส่งทหารไปจัดการกองทัพเผด็จการเมียนมาให้สิ้นซาก เหมือนที่ทำกับประเทศในตะวันออกกลางได้
.
ในความเป็นจริงความอยากของชาวเน็ต กับกฎหมายระหว่างประเทศในโลกของความเป็นจริงนั้นมันช่างเดินกันคนละเส้นทางเหลือเกิน เพราะการที่จะดำเนินการใดๆ จากประเทศหนึ่งบนดินแดนประเทศหนึ่งนั้น ไม่ใช่ว่ามีอำนาจแล้วจะทำอะไรก็ได้ จะส่งทหารบุกแล้วทำตัวเป็นฮีโร่กู้ชาติให้ผู้อื่นได้ นี่ไม่ใช่ฉากหนึ่งในภาพยตร์ฮอลลีวูด เพราะทุกอย่างย่อมมีกติกาและผลกระทบเสมอ
.
หากใครที่ติดตามสถานการณ์ในเมียนมาจะพบว่ามีการเรียกร้องให้สหประชาชาติใช้ “หลักการรับผิดชอบเพื่อการคุ้มครอง” หรือ Respossiblity to protect เรียกย่อ ๆ ว่า R2P แทรกแซงกิจการภายในเมียนมาตามที่ประชาชนผู้ต่อต้านกองทัพเผด็จการและขาวเน็ตไทยร้องขอ
.
แต่ในความเป็นจริงแล้วหลักการนี้ใช่ว่าจะสามารถนำมาใช้กันได้ง่ายๆ และใช่ว่าจะมีขั้นตอนการส่งทหารไปรบที่บ้านอื่นเมืองอื่นอย่างเดียว แต่มันมีหลากหลายขึ้นตอนตามลำดับขั้น และมันใช้ในกรณีเฉพาะกิจต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้
.
🔵 R2P คืออะไร?
R2P เป็นมาตรการที่ถูกร่างขึ้นมา เพื่อตอบสนองกับความโหดร้ายที่เคยเกิดขึ้นในประเทศรวันดา และอดีตประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ที่เกิดสางครมกลางเมืองที่เข้าขั้นการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในช่วงทศวรรษ 1990 และสหประชาชาติได้ออกเอกสารรับรองในการประชุมระดับโลกขององค์กรสหประชาชาติ (UN World Summit) เมื่อปี ค.ศ. 2005 ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้เป็นเสาหลัก 3 ประการดังนี้
.
🔹️ 1. รัฐแต่ละรัฐมีความรับผิดชอบในการปกป้องคุ้มครองประชาชนของตนจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การกำจัดชาติพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม และการก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
.
🔹️ 2. ประชาคมระหว่างประเทศมีความรับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือรัฐเพื่อให้ทำหน้าที่ดังกล่าว
.
🔹️ 3. ในกรณีที่รัฐได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ไม่สามารถและ/หรือไม่เต็มใจที่จะให้การปกป้องและคุ้มครองพลเมืองของตนจากอาชญากรรมทั้ง 4 ประการได้ ประชาคมระหว่างประเทศมีความรับผิดชอบร่วมกันในการรับภาระหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่ลังเลและอย่างทันการ โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ
.
🔵 สำหรบอาชญากรรมร้ายแรง 4 ประการที่ระเบียบ R2P สามารถเข้าไปแทรกแซงได้คือ
.
🔹️ 1. การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide): หมายถึง การประกอบอาชญากรรมบางอย่าง โดยมีเจตนาที่จะทำลายล้าง กลุ่มชนชาติ กลุ่มเผ่าพันธุ์ กลุ่มเชื้อชาติ หรือกลุ่มศาสนาในบางส่วนหรือทั้งหมดก็ตาม เช่นที่เคยเกิดในรวันดาเป็นการล้างเผ่าพันธุ์ระหว่าง 2 ชนเผ่า คือ ชนพื้นเมืองชาวทุตซี่ (Tutsi) และชนพื้นเมืองชาวฮูตู (Hutu)
.
🔹️ 2. อาชญกรรมสงคราม (War Crimes) : คือการละเมิดฝ่าฝืนจารีตประเพณีหรือกฎในการยุทธ ซึ่งหมายรวมถึงพฤติการณ์ดังต่อไปนี้ คือ การสังหาร การเนรเทศหรือการเทครัวของพลเรือนแห่งดินแดนที่สามารถยึดได้ไปเป็นทาส คนงาน หรือกรรมกร ตลอดจนการสังหารตัวประกัน การทำลายล้างบ้านเรือน ไร่นา เรือกสวน โดยขาดความยับยั้ง เป็นต้น
.
🔹️ 3. การกำจัดชาติพันธุ์ (Ethnic Cleansing) : เป็นสถานการณ์ที่กลุ่มสังคมทางชาติพันธุ์หรือกลุ่มเชื้อชาติต้องการดำรงรักษาความบริสุทธ์ทางชาติพันธุ์หรือเชื้อชาติของตน โดยการใช้กำลังบังคับ ผลักไส หรือการสร้างความหวาดกลัวให้กลุ่มชาติพันธุ์ หรือกลุ่มเชื้อชาติอื่นแยกตัวออกไป ในบางกรณีอาจใช้กำลังทำลายล้างกลุ่มชาติพันธุ์ หรือกลุ่มเชื้อชาติอื่นซึ่ง “การกำจัดชาติพันธุ์” ต่างจาก “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในข้อที่ว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มุ่งทำลายล้างอีกกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มเชื้อชาติหนึ่งให้หมดเผ่าพันธุ์ไป แต่การกำจัดชาติพันธุ์ (Ethnic Cleansing) มุ่งที่จะดำรงรักษาเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์หรือเชื้อชาติของตนเอง คำว่า “การกำจัดชาติพันธุ์” ได้นำมาใช้ในสถานการณ์ความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์ในประเทศบอสเนียเมื่อต้นทศวรรษที่ 1990
.
🔹️ 4. อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ (Crimes Against Humanity) ได้แก่ การฆ่า การทำลายล้างมนุษย์ การเอาคนเป็นทาส การเนรเทศ หรือการกระทำอันไร้มนุษยธรรม เช่น การกระทำต่อพลเรือน ก่อนหรือระหว่างสงคราม หรือการกดขี่อันเนื่องมาจากการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา ที่ได้กระทำเกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมใดๆ อันกระทำภายในเขตอำนาจของศาล ไม่ว่าการกระทำนั้น จะเป็นการละเมิดต่อหลักกฎหมายภายในของประเทศที่การกระทำต่างๆ เกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม
.
หากลองมองดูแบบคร่าวๆ แล้วเสมือนว่าข้อที่ 4 จะดูเข้าเกณฑ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาที่สุด แต่แน่นอนว่าหลักการ ก็คือหลักการ อาจจะไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ง่ายๆ ในโลกของความเป็นจริง เพราะโลกของเรามีความซับซ้อนมากกว่าที่กฎเกณฑ์กลางๆ จะครอบคลุมและทำได้แบบไม่ต้องมองสถานการณ์ตรงหน้าว่าเป็นอย่างไร
.
ตลอดช่วงเวลาที่มีการปะทะในเมียนมา ผู้ประท้วงพยายามเรียกร้องให้ยูเอ็นทำอะไรบางอย่างเพื่อหยุดยั้งกองทัพ โดยพวกเขาคิดสโลแกนเป็นประโยคว่า ‘ต้องมีผู้เสียชีวิตอีกกี่คน’ ยูเอ็นถึงจะเข้ามาช่วย
.
แต่ในข้อความก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า มาตรการ (Action) รูปแบบไหนกันแน่ที่พวกเขาคาดหวัง อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์การสถานการณ์ทางการเมือง เตือนผู้ประท้วงว่า อาจจะเป็นการสิ้นเปลืองเวลา และพลังงาน เพื่อเรียกร้องให้มีการแทรกแซงจากนานาชาติ ซึ่งไม่สามารถทำได้ และจะไม่ทำแน่นอน เต็มที่ก็ทำได้เพียงแค่รวมหัวกันคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การเมือง และออกแถลงการณ์ประณามเท่านั้น
.
🔵 ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ตามหลักเกณฑ์ของ R2P ระบุความรับผิดชอบต่อการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจากภายนอกที่ส่งทหารเข้าไปทำสงคราม หรือภารกิจทางทหารให้กับประเทศอื่นๆ จะต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมาด้วย เช่น หากการส่งทหารเข้าไปแล้วเกิดการบาดเจ็บล้มตายมากกว่าเดิม หรือประเทศนั้นๆ เกิดการถึงคราวล่มสลาย ประเทศผู้ที่ส่งทหารเข้าไปจะต้องแบกรับภาระในการดูแลประเทศนั้นๆ ต่อไป อันจะนำมาซึ่งการใช้งบประมาณที่มาหาศาล ชีวิตกำลังพล และอื่นๆ อีกมากมาย โดยที่แทบจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกลับมาเลย นอกจากคำสรรเสริญเยินเยอว่าเป็นผู้มาปลดปล่อยจากฝ่ายที่สนับสนุน และคำสาปแช่ง เกลียดชังจากฝ่ายที่ต่อต้าน
.
เหมือนเอาตัวเองไปเปื้อนโคลนทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น ไม่ใช่ธุระกงการอะไร
.
ภาพความรุนแรงต่อสถานการณ์ในเมียนมาที่เกิดขึ้นมันเป็นภาพที่ดูจะสะเทือนใจผู้ที่พบเห็น ที่ประชาชนจะต้องมาบาดเจ็บล้มตายจากการฆ่ากันเองของคนในชาติ แต่ต้องไม่ลืมว่าเมียนมามีความพยายามจะกำจัดชาวโรฮิงญาให้ทั้งในมุมของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การเนรเทศ การไม่ยอมรับการเป็นพลเมือง ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่ากลุ่มชาติพันธุ์นี้จะต้องสังเวยชีวิตไปแล้วกี่ราย ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทำการเงียบๆ แต่เสียงดัง ที่หลายคนทำเป็นมองไม่เห็น ซึ่งจริงๆ ถือว่าเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมร้ายแรงใน 4 ประการเหมือนกัน แต่ก็ไม่เห็นประเทศใด รวมทั้งยูเอ็นจะเข้ามาจัดการตามหลักการ
.
เพราะสุดท้ายมันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเข้ามาช่วย และไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อประเทศที่ต้องเสนอหน้าเข้าไปช่วยนั่นเอง
.
การเรียกร้องมาตรการ R2P ในเมียนมา คงเป็นได้เพียงแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์มากกว่า ที่จะเกิดขึ้นได้จริง แต่สิ่งที่ทำได้เลยโดยไม่ต้องใช้กำลังทหารต่างชาติเข้าไปเดินเพ่นพ่านถือปืนไปรบบนถนนในนครย่างกุ้งก็คือ การใช้มาตรการกดดันอื่นๆ เช่นการคว่ำบาตรทางการค้า เศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร แต่สุดท้ายต้องอยู่ที่ว่าประเทศที่โดนคว่ำบาตรจะแคร์หรือไม่
.
การเรียกร้องให้มีการใช้ R2P ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้เรียกร้องกระทำได้ แต่อย่าคาดหวังเลยว่าจะมีหมวกทหารสีน้ำเงิน (กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ) หรือหมวกทหารสีเขียว (กองกำลังจาก NATO จะสวมหมวกสีเขียว) หรือหมวกทหารจากชาติอื่นๆ ว่าจะมาปรากฏตัวบนถนนนครย่างกุ้งในช่วงเวลานี้ เพราะสุดท้ายไม่มีประโยชน์อะไรที่จะส่งทหารเข้าไปให้เปลืองตัว เปลืองงบประมาณ
.
และอย่างที่บอกคือ เมียนมาไม่ใช่ผลประโยชน์ที่หอมหวานขนาดที่ตะวันตกจะเข้าไปแทรกแซง และต่อให้เข้าไปได้ก็ต้องเป็นสมรภูมิของการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจเจ้าถิ่นอย่างจีน และอินเดีย ซึ่งคิดดูว่าการที่จะส่งกองทัพเข้าไปสู้บนประเทศเล็กๆ เพื่อใช้เป็นเวทีต่อสู้ของมหาอำนาจจาก 2 ฝั่งโลก มันคุ้มค่าที่จะแลกหรือไม่ คำตอบก็คงจะมีชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว
.
แต่หากถามผู้เขียนว่าสถานการณ์จะยุติลงได้อย่างไร ก็คงตอบได้เพียงว่า ก็ต้องให้ฆ่ากันตายจนเหนื่อยกันไปเอง แล้วทั้งสองฝ่ายคิดได้ว่าสุดท้ายสู้ไปก็ไม่จบ หันมาคุยกันบนโต๊ะเจรจาดีกว่า ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั้น..."ก็ไม่รู้"

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 320919283/
ถึงจะเกิดมาในยุค ข่าว 2 ทุ่ม ทีวี มี 5 ช่อง แต่ก็เปิดรับเรื่องราวใหม่ๆในเนต ไม่ยึดติดอดีต อยู่กับความเป็นจริง นอกตำรา ไม่หลอกตัวเองไปวันๆ

ตอบกลับโพส